๗. โจทนาสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๗. โจทนาสูตร
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ภิกษุผู้โจทก์ใคร่จะโจทผู้อื่น พึงเข้าไปตั้งธรรม ๕ ประการไว้ภายใน ก่อนแล้วจึงโจทผู้อื่น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ธรรมว่า เราจักกล่าวโดย กาลควร จักไม่กล่าวโดยกาลไม่ควร ๑ จักกล่าวด้วยเรื่องจริง จักไม่กล่าวด้วย เรื่องไม่จริง ๑ จักกล่าวด้วยคำอ่อนหวาน จักไม่กล่าวด้วยคำหยาบ ๑ จักกล่าว ด้วยเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่กล่าวด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประ- *โยชน์ ๑ จักเป็นผู้มีเมตตาจิตกล่าว จักไม่เป็นผู้เพ่งโทษกล่าว ๑ ดูกรอาวุโส ภิกษุผู้โจทก์ใคร่จะโจทผู้อื่น พึงเข้าไปตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้ภายในก่อนแล้วจึง โจทผู้อื่น ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เราเห็นบุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ถูกผู้อื่นโจทโดย กาลไม่ควร ไม่ถูกโจทโดยกาลอันควร ก็โกรธ ถูกผู้อื่นโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่ ถูกโจทด้วยเรื่องจริง ก็โกรธ ถูกผู้อื่นโจทด้วยคำหยาบ ไม่ถูกโจทด้วยคำอ่อน หวาน ก็โกรธ ถูกผู้อื่นโจทด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ถูกโจทด้วย เรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ ก็โกรธ ถูกผู้อื่นโจทด้วยเพ่งโทษ ไม่ถูกโจทด้วย เมตตาจิต ก็โกรธ ฯ ดูกรอาวุโส ความไม่เดือดร้อน ภิกษุพึงให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ถูกโจทโดย ไม่เป็นธรรม โดยอาการ ๕ คือ ท่านถูกโจทโดยกาลไม่ควร ไม่ถูกโจทโดยกาล ควร ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่ถูกโจทด้วยเรื่อง จริง ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ท่านถูกโจทด้วยคำหยาบ ไม่ถูกโจทด้วยคำอ่อน หวาน ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ท่านถูกโจทด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ถูกโจทด้วยเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ท่านถูก โจทด้วยการเพ่งโทษ ไม่ถูกโจทด้วยเมตตาจิต ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ดูกร- *อาวุโสทั้งหลาย ความไม่เดือดร้อน ภิกษุพึงให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่ เป็นธรรม โดยอาการ ๕ นี้ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความเดือดร้อน ภิกษุพึงให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้โจทก์ โดยไม่เป็นธรรม โดยอาการ ๕ คือ ท่านโจทโดยกาลไม่ควร ไม่โจทโดยกาล ควร ท่านจึงควรเดือดร้อน ท่านโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่โจทด้วยเรื่องจริง ท่าน จึงควรเดือดร้อน ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำอ่อนหวาน ท่านจึงควร เดือดร้อน ท่านโจทด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วยเรื่องที่ ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านจึงควรเดือดร้อน ท่านโจทด้วยเพ่งโทษ ไม่โจทด้วย เมตตาจิต ท่านจึงควรเดือดร้อน ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความเดือดร้อน ภิกษุพึง ให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า ภิกษุแม้รูปอื่นไม่พึงเข้าใจว่า พึงโจทด้วยเรื่องไม่จริง ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เราเห็นบุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ ถูกโจทโดย กาลควร ไม่ถูกโจทโดยกาลไม่ควร ก็โกรธ ถูกโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ถูกโจท ด้วยเรื่องไม่จริง ก็โกรธ ถูกโจทด้วยคำอ่อนหวาน ไม่ถูกโจทด้วยคำหยาบ ก็โกรธ ถูกโจทด้วยเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ถูกโจทด้วยเรื่องที่ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ ก็โกรธ ถูกโจทด้วยเมตตาจิต ไม่ถูกโจทด้วยเพ่งโทษ ก็โกรธ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความเดือดร้อน ภิกษุพึงให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ถูก โจทโดยธรรม ด้วยอาการ ๕ คือ ท่านถูกโจทโดยกาลควร ไม่ถูกโจทโดยกาล ไม่ควร ท่านจึงควรเดือดร้อน ท่านถูกโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ถูกโจทด้วยเรื่องไม่ จริง ท่านจึงควรเดือดร้อน ท่านถูกโจทด้วยคำอ่อนหวาน ไม่ถูกโจทด้วยคำหยาบ ท่านจึงควรเดือดร้อน ท่านถูกโจทด้วยเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ถูกโจท ด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านจึงควรเดือดร้อน ท่านถูกโจทด้วย เมตตาจิต ไม่ถูกโจทด้วยการเพ่งโทษ ท่านจึงควรเดือดร้อน ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความเดือดร้อน ภิกษุพึงให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม ด้วยอาการ ๕ นี้ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความไม่เดือดร้อน ภิกษุพึงให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้โจท โดยเป็นธรรม โดยอาการ ๕ คือ ท่านโจทโดยกาลควร ไม่โจทโดยกาลไม่ควร ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ท่านโจทด้วยเรื่องจริง ไม่โจทด้วยเรื่องไม่จริง ท่านจึง ไม่ควรเดือดร้อน ท่านโจทด้วยคำอ่อนหวาน ไม่โจทด้วยคำหยาบ ท่านจึงไม่ควร เดือดร้อน ท่านโจทด้วยเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วยเรื่องที่ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ท่านโจทด้วยเมตตาจิต ไม่โจท ด้วยการเพ่งโทษ ท่านจึงไม่ควรเดือดร้อน ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความไม่เดือดร้อน ภิกษุพึงให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้โจทก์เป็นธรรม โดยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าภิกษุแม้รูปอื่นพึงเข้าใจว่า พึงโจทด้วยเรื่องจริง ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อันบุคคลผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ความจริง และความไม่โกรธ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย (ถ้า) ผู้อื่นพึงโจท (เรา) ด้วยธรรม ๕ ประการ คือ พึงโจทโดยกาลควรหรือโดยกาลไม่ควร ๑ ด้วยเรื่องจริงหรือด้วยเรื่องไม่จริง ๑ ด้วยคำอ่อนหวานหรือด้วยคำหยาบ ๑ ด้วยเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ หรือ ด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ด้วยเมตตาจิตหรือด้วยเพ่งโทษ ๑ แม้ เราก็พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ความจริงและความไม่โกรธ ถ้าเราพึง ทราบว่าธรรมนั้นมีอยู่ในเราไซร้ เราก็พึงกล่าวธรรมนั้นว่า มีอยู่ ว่าธรรมนั้นมีอยู่ พร้อมในเรา ถ้าเราพึงทราบว่าธรรมนั้นไม่มีอยู่ในเราไซร้ เราก็พึงกล่าวธรรมนั้นว่า ไม่มีอยู่ ว่าธรรมนั้นไม่มีอยู่พร้อมในเรา ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสารีบุตร เรื่องก็จะพึงเป็นเช่นนั้น แต่ว่า โมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้ เมื่อถูกกล่าวสอน ย่อมไม่รับโดยเคารพ ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเหล่าใด ไม่มีศรัทธา ต้องการเลี้ยง ชีวิต มิใช่ออกบวชด้วยศรัทธา เป็นผู้โอ้อวด มีมารยา เกเร ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง เหลาะแหละ ปากกล้า พูดพล่าม ไม่สำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จัก ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่เพ่งถึงความเป็นสมณะ ไม่มี ความเคารพกล้าในสิกขา มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการล่วงละเมิด ทอดธุระในวิเวก เกียจคร้าน มีความเพียรทราม มีสติเลอะเลือน ไม่มี สัมปชัญญะ ไม่มีจิตมั่นคง มีจิตฟุ้งซ่าน มีปัญญาทราม คล้ายคนบ้าน้ำลาย คน เหล่านั้น เมื่อถูกข้าพระองค์กล่าวสอนอย่างนี้ ย่อมไม่รับโดยเคารพ ส่วนกุลบุตร เหล่าใด มีศรัทธาออกบวช ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่เกเร ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ เย่อหยิ่ง ไม่เหลาะแหละ ไม่ปากกล้า ไม่พูดพล่าม สำรวมทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียร เพ่งถึงความเป็นสมณะ มี ความเคารพกล้าในสิกขา ไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดธุระในการล่วงละเมิด เป็นหัวหน้าในวิเวก ปรารภความเพียร อบรมตน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตมั่นคง มีจิตเป็นหนึ่ง มีปัญญา มิใช่คล้ายคนบ้าน้ำลาย กุลบุตรเหล่านั้น เมื่อถูกข้าพระองค์กล่าวสอนอย่างนี้ย่อมรับโดยเคารพ ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลเหล่าใด ไม่มีศรัทธา ต้องการเลี้ยงชีวิต ... มี ปัญญาทราม คล้ายคนบ้าน้ำลาย จงยกไว้ (ยกเว้น) ส่วนกุลบุตรเหล่าใด มี ศรัทธาออกบวช ... มีปัญญา มิใช่คล้ายคนบ้าน้ำลาย ดูกรสารีบุตร เธอพึงว่า กล่าวกุลบุตรเหล่านั้น จงกล่าวสอนเพื่อนพรหมจรรย์ จงพร่ำสอนเพื่อนพรหม- *จรรย์ ด้วยหวังว่าเราจักยกเพื่อนพรหมจรรย์จากอสัทธรรม ให้ตั้งอยู่ในสัทธรรม เธอพึงสำเหนียกไว้อย่างนี้แล สารีบุตร ฯ จบสูตรที่ ๗
ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ โจทเกน อาวุโส ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ กตเม ปญฺจ กาเลน วกฺขามิ โน อกาเลน ภูเตน วกฺขามิ โน อภูเตน สเณฺหน วกฺขามิ โน ผรุเสน อตฺถสญฺหิเตน วกฺขามิ โน อนตฺถสญฺหิเตน เมตฺตจิตฺโต วกฺขามิ โน โทสนฺตโร โจทเกน อาวุโส ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ ฯ {๑๖๗.๑} อิธาหํ อาวุโส เอกจฺจํ ปุคฺคลํ ปสฺสามิ อกาเลน โจทิยมานํ โน กาเลน กุปิตํ อภูเตน โจทิยมานํ โน ภูเตน กุปิตํ ผรุเสน โจทิยมานํ โน สเณฺหน กุปิตํ อนตฺถสญฺหิเตน โจทิยมานํ โน อตฺถสญฺหิเตน กุปิตํ โทสนฺตเรน โจทิยมานํ โน เมตฺตจิตฺเตน กุปิตํ ฯ {๑๖๗.๒} อธมฺมจุทิตสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ อกาเลนายสฺมา จุทิโต โน กาเลน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อภูเตนายสฺมา จุทิโต โน ภูเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย ผรุเสนายสฺมา จุทิโต โน สเณฺหน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อนตฺถสญฺหิเตนายสฺมา จุทิโต โน อตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย โทสนฺตเรนายสฺมา จุทิโต โน เมตฺตจิตฺเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสารายาติ ฯ {๑๖๗.๓} อธมฺมจุทิตสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ ฯ อธมฺมโจทกสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ อกาเลน เต อาวุโส จุทิโต โน กาเลน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อภูเตน เต อาวุโส จุทิโต โน ภูเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย ผรุเสน เต อาวุโส จุทิโต โน สเณฺหน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อนตฺถสญฺหิเตน เต อาวุโส จุทิโต โน อตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย โทสนฺตเรน เต อาวุโส จุทิโต โน เมตฺตจิตฺเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสารายาติ ฯ {๑๖๗.๔} อธมฺมโจทกสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ ตํ กิสฺส เหตุ ยถา นาญฺโญปิ ภิกฺขุ อภูเตน โจเทตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ {๑๖๗.๕} อิธ ปนาหํ อาวุโส เอกจฺจํ ปุคฺคลํ ปสฺสามิ กาเลน โจทิยมานํ โน อกาเลน กุปิตํ ภูเตน โจทิยมานํ โน อภูเตน กุปิตํ สเณฺหน โจทิยมานํ โน ผรุเสน กุปิตํ อตฺถสญฺหิเตน โจทิยมานํ โน อนตฺถสญฺหิเตน กุปิตํ เมตฺตจิตฺเตน โจทิยมานํ โน โทสนฺตเรน กุปิตํ ฯ {๑๖๗.๖} ธมฺมจุทิตสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ กาเลนายสฺมา จุทิโต โน อกาเลน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย ภูเตนายสฺมา จุทิโต โน อภูเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย สเณฺหนายสฺมา จุทิโต โน ผรุเสน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อตฺถสญฺหิเตนายสฺมา จุทิโต โน อนตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย เมตฺตจิตฺเตนายสฺมา จุทิโต โน โทสนฺตเรน อลนฺเต วิปฺปฏิสารายาติ ฯ ธมฺมจุทิตสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ ฯ {๑๖๗.๗} ธมฺมโจทกสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ กาเลน เต อาวุโส จุทิโต โน อกาเลน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย ภูเตน เต อาวุโส จุทิโต โน อภูเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย สเณฺหน เต อาวุโส จุทิโต โน ผรุเสน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อตฺถสญฺหิเตน เต อาวุโส จุทิโต โน อนตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย เมตฺตจิตฺเตน เต อาวุโส จุทิโต โน โทสนฺตเรน อลนฺเต อวิปฺปฏิสารายาติ ฯ ธมฺมโจทกสฺส อาวุโส ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหิตพฺโพ ตํ กิสฺส เหตุ ยถา อญฺโญปิ ภิกฺขุ ภูเตน โจทิตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ {๑๖๗.๘} จุทิเตน อาวุโส ปุคฺคเลน ทฺวีสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาตพฺพํ สจฺเจ จ อกุปฺเป จ ฯ ปญฺจหิ อาวุโส ปเร โจเทยฺยุํ กาเลน วา อกาเลน วา ภูเตน วา อภูเตน วา สเณฺหน วา ผรุเสน วา อตฺถสญฺหิเตน วา อนตฺถสญฺหิเตน วา เมตฺตจิตฺตา วา โทสนฺตรา วา ฯ อหํปิ ทฺวีสุเยว ธมฺเมสุ ปติฏฺฐเหยฺยํ สจฺเจ จ อกุปฺเป จ ฯ สเจ ชาเนยฺยํ อตฺเถโส มยิ ธมฺโมติ อตฺถีติ นํ วเทยฺยํ สํวิชฺชเต เอโส มยิ ธมฺโมติ สเจ ชาเนยฺยํ นตฺเถโส มยิ ธมฺโมติ นตฺถีติ นํ วเทยฺยํ เนโส ธมฺโม มยิ สํวิชฺชตีติ ฯ เอวํปิ โข เต สารีปุตฺต วุจฺจมานา อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา น ปทกฺขิณํ คณฺหนฺตีติ ฯ เย เต ภนฺเต ปุคฺคลา อสฺสทฺธา ชีวิกตฺถา น สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตา สฐา มายาวิโน เกฏุภิโน อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารา โภชเน อมตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนนุยุตฺตา สามญฺเญ อนเปกฺขวนฺโต สิกฺขาย น ติพฺพคารวา พาหุลฺลิกา สาถลิกา โอกฺกมเน ปุพฺพงฺคมา ปวิเวเก นิกฺขิตฺตธุรา กุสีตา หีนวิริยา มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ทุปฺปญฺญา เอฬมูคา เต มยา เอวํ วุจฺจมานา น ปกฺขิณํ คณฺหนฺติ เย ปน เต ภนฺเต กุลปุตฺตา สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตา อสฐา อมายาวิโน อเกฏุภิโน อนุทฺธตา อนุนฺนฬา อจปลา อมุขรา อวิกิณฺณวาจา อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารา โภชเน มตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนุยุตฺตา สามญฺเญ อเปกฺขวนฺโต สิกฺขาย ติพฺพคารวา น พาหุลฺลิกา น สาถลิกา โอกฺกมเน นิกฺขิตฺตธุรา ปวิเวเก ปุพฺพงฺคมา อารทฺธวิริยา ปหิตตฺตา อุปฏฺฐิตสฺสติโน สมฺปชานา สมาหิตา เอกคฺคจิตฺตา ปญฺญวนฺโต อเนฬมูคา เต มยา เอวํ วุจฺจมานา ปทกฺขิณํ คณฺหนฺตีติ ฯ {๑๖๗.๙} เย เต สารีปุตฺต ปุคฺคลา อสฺสทฺธา ชีวิกตฺถา น สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตา สฐา มายาวิโน เกฏุภิโน อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารา โภชเน อมตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนนุยุตฺตา สามญฺเญ อนเปกฺขวนฺโต สิกฺขาย น ติพฺพคารวา พาหุลฺลิกา สาถลิกา โอกฺกมเน ปุพฺพงฺคมา ปวิเวเก นิกฺขิตฺตธุรา กุสีตา หีนวิริยา มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ทุปฺปญฺญา เอฬมูคา ติฏฺฐตุ {๑๖๗.๑๐} เย ปน เต สารีปุตฺต กุลปุตฺตา สทฺธา อคารสฺมา อนาคาริยํ ปพฺพชิตา อสฐา อมายาวิโน อเกฏุภิโน อนุทฺธตา อนุนฺนฬา อจปลา อมุขรา อวิกิณฺณวาจา อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารา โภชเน มตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนุยุตฺตา สามญฺเญ อเปกฺขวนฺโต สิกฺขาย ติพฺพคารวา น พาหุลฺลิกา น สาถลิกา โอกฺกมเน นิกฺขิตฺตธุรา ปวิเวเก ปุพฺพงฺคมา อารทฺธวิริยา ปหิตตฺตา อุปฏฺฐิตสฺสติโน สมฺปชานา สมาหิตา เอกคฺคจิตฺตา ปญฺญวนฺโต อเนฬมูคา เต ตฺวํ สารีปุตฺต วเทยฺยาสิ โอวท สารีปุตฺต สพฺรหฺมจารี อนุสาส สารีปุตฺต สพฺรหฺมจารี อสทฺธมฺมา วุฏฺฐาเปตฺวา สทฺธมฺเม ปติฏฺฐาเปสฺสามิ สพฺรหฺมจารีติ เอวํ หิ เต สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ