๓. อิณสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๓. อิณสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็น คนจน เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้ยืม แม้การกู้ยืม ก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ กู้ยืมแล้วย่อมรับใช้ดอกเบี้ย แม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ รับใช้ดอกเบี้ยแล้ว ไม่ใช้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมทวงเขา แม้การทวงก็เป็นทุกข์ ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ทวงไม่ให้ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติดตามเขา แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกาม ในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ติดตามทันไม่ให้ ทรัพย์ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมจองจำเขา แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภค กามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ความเป็นคนจนก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภค กามในโลก แม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การรับใช้ ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การทวงก็เป็นทุกข์ของบุคคล ผู้บริโภคกามในโลก แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริ ในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญา ในกุศลธรรม บุคคลนี้เรียกว่า เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้ในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแล เมื่อไม่มีศรัทธา ในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะใน กุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เรากล่าวการประพฤติทุจริตของเขาว่า เป็นการกู้ยืม เขาย่อมตั้งความปรารถนา ลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดกายทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า ชนเหล่าอื่นอย่า รู้จักเรา ย่อมดำริ ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยายามด้วยกายว่า ชนเหล่าอื่นอย่า รู้จักเรา เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดวจีทุจริตนั้น ฯลฯ เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดมโนทุจริตนั้น ย่อม ปรารถนาว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา ย่อมดำริ ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยายามด้วยกายว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา เรากล่าวเหตุการปกปิดทุจริตของเขานั้นว่า เป็นการรับใช้ดอกเบี้ย เพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ก็ท่านผู้มีอายุรูปนี้ เป็น ผู้กระทำอย่างนี้ เป็นผู้ประพฤติอย่างนี้ เรากล่าวการถูกว่ากล่าวของเขาว่า เป็นการ ทวงดอกเบี้ย อกุศลวิตกที่เป็นบาปประกอบด้วยความเดือดร้อน ย่อมครอบงำเขา ผู้อยู่ป่า ผู้อยู่โคนไม้ หรือผู้อยู่ในเรือนว่าง เรากล่าวการถูกอกุศลวิตกครอบงำนี้ ของเขาว่า เจ้าหนี้ติดตามเขา คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแล ครั้นประพฤติทุจริต ด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมถูกจองจำ ในเรือนจำ คือ นรก หรือ ในเรือนจำ คือ กำเนิดดิรัจฉาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็น เรือนจำอื่นเพียงแห่งเดียว ซึ่งร้ายกาจ เป็นทุกข์ กระทำอันตรายแก่การบรรลุ นิพพานซึ่งเป็นธรรมเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ อย่างนี้ เหมือน เรือนจำ คือ นรก หรือเรือนจำ คือ กำเนิดดิรัจฉานเลย ฯ ความเป็นคนจน และการกู้ยืม เรียกว่าเป็นทุกข์ในโลก คนจนกู้ยืมเลี้ยงชีวิตย่อมเดือดร้อน เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติด ตามเขา เพราะไม่ใช้หนี้นั้น เขาย่อมเข้าถึงแม้การจองจำ ก็การจองจำนั้น เป็นทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ปรารถนาการได้ กาม ในวินัยของพระอริยเจ้า ผู้ใดไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่ มีโอตตัปปะ พอกพูนบาปกรรม กระทำกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ย่อมปรารถนา ย่อมดำริว่า คนเหล่าอื่น อย่ารู้จักเรา พอกพูนบาปกรรมในที่นั้นๆ อยู่ บ่อยๆ ด้วย กาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เราตถาคตย่อมกล่าวว่า เป็นทุกข์ เหมือนอย่างนั้น เขาผู้มีบาปกรรม มีปัญญาทราม ทราบความ ชั่วของตนอยู่ เป็นคนจน มีหนี้สิน เลี้ยงชีวิตอยู่ย่อมเดือด ร้อน ลำดับนั้น ความดำริที่มีในใจ เป็นทุกข์เกิดขึ้นเพราะ ความเดือดร้อนของเขา ย่อมติดตามเขาที่บ้าน หรือที่ป่า เขาผู้มีบาปกรรม มีปัญญาทราม ทราบความชั่วของตนอยู่ ย่อมเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉานบางอย่าง หรือถูกจองจำในนรก ก็การจองจำนั้นเป็นทุกข์ ที่นักปราชญ์หลุดพ้นไปได้ บุคคล ผู้ยังใจให้เลื่อมใส ให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลาย ที่ได้มา โดยชอบธรรม ย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสอง ของผู้มีศรัทธาอยู่ครองเรือน คือ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลใน ปัจจุบัน และเพื่อความสุขในสัมปรายภพ การบริจาคของ คฤหัสถ์ดังกล่าวมานั้น ย่อมเจริญบุญ ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีใจประกอบด้วยหิริ มีโอตตัปปะ มีปัญญา และสำรวมใน ศีล ในวินัยของพระอริยเจ้า ผู้นั้นแลเราเรียกว่ามีชีวิตเป็น สุข ในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน เขาได้ความ สุขที่ไม่มีอามิส ยังอุเบกขา (ในจตุตถฌาน) ให้ดำรงมั่น ละนิวรณ์ ๕ ประการ เป็นผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ บรรลุ ฌานทั้งหลาย มีเอกัคคตาจิตปรากฏ มีปัญญารักษาตัว มีสติ จิตของเขาย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะทราบเหตุในนิพพาน เป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง เพราะไม่ถือมั่น โดยประการทั้งปวง หากว่าเขาผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบ คงที่ อยู่ในนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ ไว้ในภพ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ ไซร้ ญาณนั้นแลเป็นญาณชั้นเยี่ยม ญาณนั้นเป็นสุขไม่มีสุข อื่นยิ่งกว่า ญาณนั้นไม่มีโศก หมดมัวหมองเป็นญาณเกษม สูงสุดกว่าความไม่มีหนี้ ฯ จบสูตรที่ ๓
๔๕ ทฬิทฺทิยํ ภิกฺขเว ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก อิณํ อาทิยติ อิณาทานมฺปิ ภิกฺขเว ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก อิณํ อาทิยิตฺวา วฑฺฒึ ปฏิสฺสุณาติ วฑฺฒิปิ ภิกฺขเว ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก วฑฺฒึ ปฏิสฺสุณิตฺวา กาลาภตํ วฑฺฒึ น เทติ โจเทนฺติปิ นํ โจทนาปิ ภิกฺขเว ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก โจทิยมาโน น เทติ อนุจรนฺติปิ นํ อนุจริยาปิ ภิกฺขเว ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก อนุจริยมาโน น เทติ พนฺธนฺติปิ นํ พนฺธนมฺปิ ภิกฺขเว ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ {๓๑๖.๑} อิติ โข ภิกฺขเว ทฬิทฺทิยมฺปิ ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโน อิณาทานมฺปิ ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโน วฑฺฒิปิ ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโน โจทนาปิ ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโน อนุจริยาปิ ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโน พนฺธนมฺปิ ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโน เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺส กสฺสจิ สทฺธา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺปํ นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริยํ นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก {๓๑๖.๒} สโข โส ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก สทฺธาย อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริยา อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺเป อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริเย อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญาย อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ อิทมสฺส อิณาทานมฺหิ วทามิ โส ตสฺส กายทุจฺจริตสฺส ปฏิจฺฉาทนเหตุ ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณิทหติ มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ มา มํ ชญฺญูติ สงฺกปฺเปติ มา มํ ชญฺญูติ วาจํ ภาสติ มา มํ ชญฺญูติ กาเยน ปรกฺกมติ โส ตสฺส วจีทุจฺจริตสฺส ปฏิฉาทนเหตุ ฯเปฯ โส ตสฺส มโนทุจฺจริตสฺส ปฏิจฺฉาทนเหตุ ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณิทหติ มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ มา มํ ชญฺญูติ สงฺกปฺเปติ มา มํ ชญฺญูติ วาจํ ภาสติ มา มํ ชญฺญูติ กาเยน ปรกฺกมติ อิทมสฺส วฑฺฒิยา วทามิ {๓๑๖.๓} ตเมนํ เปสลา สพฺรหฺมจารี เอวมาหํสุ อยญฺจ โส อายสฺมา เอวํการี เอวํสมาจาโรติ อิทมสฺส โจทนาย วทามิ ตเมนํ อรญฺญคตํ วา รุกฺขมูลคตํ วา สุญฺญาคารคตํ วา วิปฺปฏิสารสหคตา ปาปกา อกุสลวิตกฺกา สมุทาจรนฺติ อิทมสฺส อนุจริยาย วทามิ สโข โส ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา นิรยพนฺธเน วา พชฺฌติ ติรจฺฉานโยนิพนฺธเน วา นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกํ พนฺธนํ สมนุปสฺสามิ เอวํทารุณํ เอวํทุกฺขํ เอวํอนฺตรายกรํ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมาย ยถยิทํ ภิกฺขเว นิรยพนฺธนํ วา ติรจฺฉานโยนิพนฺธนํ วาติ ฯ ทฬิทฺทิยํ ทุกฺขํ โลเก อิณาทานญฺจ วุจฺจติ ทฬิทฺโท อิณมาทาย ภุญฺชมาโน วิหญฺญติ ตโต อนุจรนฺติ นํ พนฺธนมฺปิ นิคจฺฉติ เอตญฺหิ พนฺธนํ ทุกฺขํ กามลาภาภิชปฺปินํ ฯ ตเถว อริยวินเย สทฺธา ยสฺส น วิชฺชติ อหิริโก อโนตฺตปฺปี ปาปกมฺมํ วินิพฺพโย กายทุจฺจริตํ กตฺวา วจีทุจฺจริตานิ จ มโนทุจฺจริตํ กตฺวา มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ โส สํสปฺปติ กาเยน วาจาย อุท เจตสา ปาปกมฺมํ ปวฑฺเฒนฺโต ตตฺถ ตตฺถ ปุนปฺปุนํ ฯ โส ปาปกมฺโม ทุมฺเมโธ ชานํ ทุกฺกฏมตฺตโน ทฬิทฺโท อิณมาทาย ภุญฺชมาโน วิหญฺญติ ฯ ตโต อนุจรนฺติ นํ สงฺกปฺปา มานสา ทุกฺขา คาเม วา ยทิวา รญฺเญ ยสฺส วิปฺปฏิสารชา ฯ โส ปาปกมฺโม ทุมฺเมโธ ชานํ ทุกฺกฏมตฺตโน โยนิมญฺญตรํ คนฺตฺวา นิรเย วาปิ พชฺฌติ เอตญฺหิ พนฺธนํ ทุกฺขํ ยมฺหา ธีโร ปมุจฺจติ ฯ ธมฺมลทฺเธหิ โภเคหิ ททํ จิตฺตํ ปสาทยํ อุภยตฺถ กฏคฺคาโห สทฺธสฺส ฆรเมสิโน ทิฏฺฐธมฺมหิตตฺถาย สมฺปราย สุขาย จ เอวเมตํ คหฏฺฐานํ จาโค ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ฯ ตเถว อริยวินเย สทฺธา ยสฺส ปติฏฺฐิตา หิริมโน จ โอตฺตปฺปี ปญฺญวา สีลสํวุโต เอโส โข อริยวินเย สุขํ ชีวีติ วุจฺจติ ฯ นิรามิสํ สุขํ ลทฺธา อุเปกฺขํ อธิติฏฺฐติ ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา นิจฺจํ อารทฺธวิริโย ฌานานิ อุปสมฺปชฺช เอโกทิ นิปโก สโต เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ สพฺพสญฺโญชนกฺขเย สพฺพโส อนุปาทาย สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ ฯ ตสฺส สมฺมาวิมุตฺตสฺส ญาณํ เจ โหติ ตาทิโน อกุปฺปา เม วิมุตฺตีติ ภวสญฺโญชนกฺขเย ฯ เอตํ โข ปรมํ ญาณํ เอตํ สุขมนุตฺตรํ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตํ อาณณฺยา มุตฺตมนฺติ ฯ