This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๒

Other items in this volume

๑. สังขิตตสูตร๒. วิตถตสูตร๓. ทุกขสูตร๔. ยถาภตสูตร๕. สิกขาสูตร๖. สมาปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. จวนสูตร๙. ปฐมอคารวสูตร๑๐. ทุติยอคารวสูตร๑. อนนุสสุตสูตร๒. กูฏสูตร๓. สังขิตตสูตร๔. วิตถตสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. ปุนกูฏสูตร๗. ปฐมหิตสูตร๘. ทุติยหิตสูตร๙. ตติยหิตสูตร๑๐. จตุตถหิตสูตร๑. ปฐมอคารวสูตร๒. ทุติยอคารวสูตร๓. อุปกิเลสสูตร๔. ทุสสีลสูตร๕. อนุคคหิตสูตร๖. วิมุตตายตนสูตร๗. สมาธิสูตร๘. ปัญจังคิกสูตร๙. จังกมสูตร๑๐. นาคิตสูตร๑. สุมนสูตร๒. จุนทีสูตร๓. อุคคหสูตร๔. สีหเสนาปติสูตร๕. ทานานิสังสสูตร๖. กาลทานสูตร๗. โภชนทานสูตร๘. สัทธสูตร๙. ปุตตสูตร๑๐. มหาสาลปุตตสูตร๑. อาทิยสูตร๒. สัปปุริสสูตร๓. อิฏฐสูตร๔. มนาปทายีสูตร๕. ปุญญาภิสันทสูตร๖. สัมปทาสูตร๗. ธนสูตร๘. ฐานสูตร๙. โกสลสูตร๑๐. นารทสูตร๑. อาวรณสูตร๒. อกุสลราสิสูตร๓. ปธานิยังคสูตร๔. สมยสูตร๕. มาตาปุตตสูตร๖. อุปัชฌายสูตร๗. ฐานสูตร๘. ลิจฉวิกุมารกสูตร๙. ปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร๑๐. ทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร๑. ปฐมสัญญาสูตร๒. ทุติยสัญญาสูตร๓. ปฐมวัฑฒิสูตร๔. ทุติยวัฑฒิสูตร๕. สากัจฉสูตร๖. สาชีวสูตร๗. ปฐมอิทธิปาทสูตร๘. ทุติยอิทธิปาทสูตร๙. นิพพิทาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. ปฐมเจโตวิมุตติผลสูตร๒. ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร๓. ปฐมธัมมวิหารีสูตร๔. ทุติยธัมมวิหารีสูตร๕. ปฐมโยธาชีวสูตร๖. ทุติยโยธาชีวสูตร๗. ปฐมอนาคตภยสูตร๘. ทุติยอนาคตภยสูตร๙. ตติยอนาคตภยสูตร๑๐. จตุตถอนาคตภยสูตร๑. รชนียสูตร๒. วีตราคสูตร๓. กุหกสูตร๔. อัสสัทธสูตร๕. อักขมสูตร๖. ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร๗. สีลวันตสูตร๘. เถรสูตร๙. ปฐมเสขสูตร๑๐. ทุติยเสขสูตร๑. ปฐมสัมปทาสูตร๒. ทุติยสัมปทาสูตร๓. พยากรณสูตร๔. ผาสุวิหารสูตร๕. อกุปปสูตร๖. สุตธรสูตร๗. กถาสูตร๗. กถาสูตร๙. สีหสูตร๑๐. กกุธเถรสูตร๑. สารัชชสูตร๒. อุสสังกิตสูตร๓. มหาโจรสูตร๔. สมณสุขุมาลสูตร๕. ผาสุวิหารสูตร๖. อานันทสูตร๗. สีลสูตร๘. อเสขสูตร๙. จาตุททิสสูตร๑๐. อรัญญสูตร๑. กุลูปกสูตร๒. ปัจฉาสมณสูตร๓. สัมมาสมาธิสูตร๔. อันธกวินทสูตร๕. มัจฉรินีสูตร๖. วัณณนาสูตร๗. อิสสุกินีสูตร๘. มิจฉาทิฏฐิกสูตร๙. มิจฉาวาจาสูตร๑๐. มิจฉาวายามสูตร๑. คิลานสูตร๒. สติสุปัฏฐิตสูตร๓. ปฐมอุปัฏฐากสูตร๔. ทุติยอุปัฏฐากสูตร๕. ปฐมอนายุสสาสูตร๖. ทุติยอนายุสสาสูตร๗. วปกาสสูตร๘. สมณสุขสูตร๙. ปริกุปปสูตร๑๐. พยสนสูตร๑. ปฐมจักกานุวัตตนสูตร๒. ทุติยจักกานุวัตตนสูตร๓. ธัมมราชาสูตร๔. ยัสสังทิสังสูตร๕. ปฐมปัตถนาสูตร๖. ทุติยปัตถนาสูตร๗. อัปปังสุปติสูตร๘. ภัตตาทกสูตร๙. อักขมสูตร๑๐. โสตสูตร๑. อวชานาติสูตร๒. อารภติสูตร๓. สารันททสูตร๔. ติกัณฑกีสูตร๕. นิรยสูตร๖. มิตตสูตร๗. อสัปปุริสทานสูตร๘. สัปปุริสทานสูตร๙. ปฐมสมยวิมุตตสูตร๑๐. ทุติยสมยวิมุตตสูตร๑. ปฐมสัมมัตตนิยามสูตร๒. ทุติยสัมมัตตนิยามสูตร๓. ตติยสัมมัตตนิยามสูตร๔. ปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร๕. ทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร๖. ตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร๗. ทุกกถาสูตร๘. สารัชชสูตร๙. อุทายีสูตร๑๐. ทุปปฏิวิโนทยสูตร๑. ปฐมอาฆาตปฏิวินยสูตร๒. ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร๓. สากัจฉสูตร๔. อาชีวสูตร๕. ปัญหาปุจฉาสูตร๖. นิโรธสูตร๗. โจทนาสูตร๘. สีลสูตร๙. ขิปปนิสันติสูตร๑๐. ภัททชิสูตร๑. สารัชชสูตร๒. วิสารทสูตร๓. นิรยสูตร๔. เวรสูตร๕. จัณฑาลสูตร๖. ปีติสูตร๗. วณิชชาสูตร๘. ราชสูตร๙. คิหิสูตร๑๐. ภเวสีสูตร๑. อารัญญิกสูตร๒. จีวรสูตร๓. รุกขมูลิกสูตร๔. โสสานิกสูตร๕. อัพโภกาสิกสูตร๖. เนสัชชิกสูตร๗. ยถาสันถติกสูตร๘. เอกาสนิกสูตร๙. ขลุปัจฉาภัตติกสูตร๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร๑. โสณสูตร๒. โทณพราหมณสูตร๓. สังคารวสูตร๔. การณปาลีบุตร๕. ปิงคิยานีสูตร๖. มหาสุปินสูตร๗. วัสสสูตร๘. วาจาสูตร๙. กุลสูตร๑๐. นิสสารณียสูตร๑. กิมพิลสูตร๒. ธัมมัสสวนสูตร๓. อัสสาชานียสูตร๔. พลสูตร๕. เจโตขิลสูตร๖. วินิพันธสูตร๗. ยาคุสูตร๘. ทันตกัฏฐสูตร๙. คีตัสสรสูตร๑๐. มุฏฐัสสติสูตร๑. อักโกสกสูตร๒. ภัณฑนการกสูตร๓. สีลสูตร๔. พหุภาณิสูตร๕. ปฐมอักขันติสูตร๖. ทุติยอักขันติสูตร๗. ปฐมอปาสาทิกสูตร๘. ทุติยอปาสาทิกสูตร๙. อัคคิสูตร๑๐. มธุราสูตร๑. ปฐมทีฆจาริกสูตร๒. ทุติยทีฆจาริกสูตร๓. อตินิวาสสูตร๔. มัจฉรีสูตร๕. ปฐมกุลุปกสูตร๖. ทุติยกุลุปกสูตร๗. โภคสูตร๘. อุสสูรภัตตสูตร๙. ปฐมกัณหสัปปสูตร๑๐. ทุติยกัณหสัปปสูตร๑. อาวาสิกสูตร๒. ปิยสูตร๓. โสภณสูตร๔. พหูปการสูตร๕. อนุกัมปสูตร๖. ปฐมอวัณณารหสูตร๗. ทุติยอวัณณารหสูตร๘. ตติยอวัณณารหสูตร๙. ปฐมมัจฉริยสูตร๑๐. ทุติยมัจฉริยสูตร๑. ปฐมทุจจริตสูตร๒. ปฐมกายทุจจริตสูตร๓. ปฐมวจีทุจจริตสูตร๔. ปฐมมโนทุจจริตสูตร๕. ทุติยทุจจริตสูตร๖. ทุติยกายทุจจริตสูตร๗. ทุติยวจีทุจจริตสูตร๘. ทุติยมโนทุจจริตสูตร๙. สีวถิกสูตร๑๐. ปุคคลัปปสาทสูตร๖. อุปสัมปทาวรรค ๑. อุปสัมปาเทตัพพสูตร ๒. นิสสยสูตร ๓. สามเณรสูตร ๔. ปัญจมัจฉริยสูตร ๕. มัจฉริยปหานสูตร ๖. ปฐมฌานสูตร ๗-๑๓. ทุติยฌานสุตตาทิสัตตกะ ๑๔. อปรปฐมฌานสูตร ๑๕-๒๑. อปรทุติยฌานสุตตาทิ ๑. สัมมุติเปยยาล ๑. ภัตตุทเทสกสูตร ๒-๑๔. เสนาสนปัญญาปกสุตตาทิ ๒. สิกขาปทเปยยาล ๑. ภิกขุสูตร ๒-๗. ภิกขุนีสุตตาทิ ๘. อาชีวกสูตร ๙-๑๗. นิคัณฐสุตตาทิ ๓. ราคเปยยาล๑. ปฐมอาหุเนยยสูตร๒. ทุติยอาหุเนยยสูตร๓. อินทริยสูตร๔. พลสูตร๕. ปฐมอาชานียสูตร๖. ทุติยอาชานียสูตร๗. ตติยอาชานียสูตร๘. อนุตตริยสูตร๙. อนุสสติฏฐานสูตร๑๐. มหานามสูตร๑. ปฐมสารณียสูตร๒. ทุติยสารณียสูตร๓. นิสสารณียสูตร๔. ภัททกสูตร๕. อนุตัปปิยสูตร๖. นกุลปิตุสูตร๗. โสปปสูตร๘. มัจฉพันธสูตร๙. ปฐมมรณัสสติสูตร๑๐. ทุติยมรณัสสติสูตร๑. สามกสูตร๒. อปริหานิยสูตร๓. ภยสูตร๔. หิมวันตสูตร๕. อนุสสติฏฐานสูตร๖. มหากัจจานสูตร๗. ปฐมสมยสูตร๘. ทุติยสมยสูตร๙. อุทายีสูตร๑๐. อนุตตริยสูตร๑. เสขสูตร๒. ปฐมอปริหานสูตร๓. ทุติยอปริหานสูตร๔. มหาโมคคัลลานสูตร๕. วิชชาภาคิยสูตร๖. วิวาทมูลสูตร๗. ทานสูตร๘. อัตตการีสูตร๙. นิทานสูตร๑๐. กิมมิลสูตร๑๑. ทารุกขันธสูตร๑๒. นาคิตสูตร๑. นาคสูตร๒. มิคสาลาสูตร๓. อิณสูตร๔. มหาจุนทสูตร๕. ปฐมสันทิฏฐิกสูตร๖. ทุติยสันทิฏฐิกสูตร๗. เขมสูตร๘. อินทริยสังวรสูตร๙. อานันทสูตร๑๐. ขัตติยสูตร๑๑. อัปปมาทสูตร๑๒. ธัมมิกสูตร๑. โสณสูตร๒. ผัคคุณสูตร๓. ฉฬภิชาติสูตร๔. อาสวสูตร๕. ทารุกัมมิกสูตร๖. หัตถิสารีปุตตสูตร๗. มัชเฌสูตร๘. ปุริสินทริยญาณสูตร๙. นิพเพธิกสูตร๑๐. สีหนาทสูตร๑. อนาคามิผลสูตร๒. อรหัตตสูตร๓. มิตตสูตร๔. สังคณิการามสูตร๕. เทวตาสูตร๖. สมาธิสูตร๗. สักขิภัพพสูตร๘. พลสูตร๙. ปฐมตัชฌานสูตร๑๐. ทุติยตัชฌานสูตร๑. ทุกขสูตร๒. อรหัตตสูตร๓. อุตตริมนุสสธัมมสูตร๔. สุขโสมนัสสสูตร๕. อธิคมสูตร๖. มหัตตสูตร๗. ปฐมนิรยสูตร๘. ทุติยนิรยสูตร๙. อัคคธัมมสูตร๑๐. รัตติทิวสสูตร๑. สีติภาวสูตร๒. อาวรณตาสูตร๓. โวโรปิตสูตร๔. สุสสูสติสูตร๕. อัปปหายสูตร๖. ปหีนสูตร๗. อภัพพสูตร๘. ปฐมอภัพพัฏฐานสูตร๙. ทุติยอภัพพัฏฐานสูตร๑๐. ตติยอภัพพัฏฐานสูตร๑๑. จตุตถอภัพพัฏฐานสูตร๑. ปาตุภาวสูตร๒. อานิสังสสูตร๓. อนิจจสูตร๔. ทุกขสูตร๕. อนัตตสูตร๖. นิพพานสูตร๗. อนวัฏฐิตสูตร๘. อุกขิตตาสิกสูตร๙. อตัมมยสูตร๑๐ ภวสูตร๑๑. ตัณหาสูตร๑. ราคสูตร๒. ทุจจริตสูตร๓. วิตักกสูตร๔. สัญญาสูตร๕. ธาตุสูตร๖. อัสสาทสูตร๗. อรติสูตร๘. สันตุฏฐิตาสูตร๙. โทวจัสสตาสูตร๑๐. อุทธัจจสูตร๑๒. สามัญญวรรค ๑. กายานุปัสสีสูตร ๒. ธัมมานุปัสสีสูตร ๓. ตปุสสสูตร ๔-๒๓. ภัลลิกาทิสูตร ราคเปยยาล

Commentary

Scripture

๕. ปฐมโยธาชีวสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

1 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. โยธาชีวรรค ๕. ปฐมโยธาชีวสูตร ๕. ปฐมโยธาชีวสูตร ว่าด้วยนักรบอาชีพ สูตรที่ ๑

Item ๗๕

ภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก นักรบอาชีพ ๕ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ พอเห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ นักรบอาชีพบางคนแม้เช่นนี้ ก็มีอยู่ในโลกนี้ นี้คือนักรบอาชีพจำพวกที่ ๑ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในโลก ๒. นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่พอ เห็นยอดธงของข้าศึกเท่านั้นก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่ สมรภูมิได้ นักรบอาชีพบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้ นี้คือนัก รบอาชีพจำพวกที่ ๒ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในโลก ๓. นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็น ยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แต่พอได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึก เท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ นักรบ อาชีพบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้ นี้คือนักรบอาชีพจำพวกที่ ๓ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในโลก ๔. นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้ เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็ อดทนได้ แต่หวาดสะดุ้งต่อการประหารของข้าศึก นักรบอาชีพ บางคน แม้เช่นนี้ ก็มีอยู่ในโลกนี้ นี้คือนักรบอาชีพจำพวกที่ ๔ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในโลก ๕. นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอด ธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ อดทนต่อการประหารของข้าศึกได้ เขาชนะสงครามนั้นแล้ว เป็นผู้ พิชิตสงคราม ยึดครองค่ายสงครามนั้นไว้ได้ นักรบอาชีพบางคน แม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้ นี้คือนักรบอาชีพจำพวกที่ ๕ ซึ่งมีปรากฏ อยู่ในโลก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๑๒๖} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. โยธาชีวรรค ๕. ปฐมโยธาชีวสูตร ภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ใน ภิกษุทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้พอเห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถสืบต่อพรหมจรรย์ได้ เปิดเผยความท้อแท้ในสิกขา บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ อะไรชื่อว่าฝุ่นฟุ้งขึ้นสำหรับเธอ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ในบ้านหรือนิคมโน้น มีหญิงหรือ หญิงสาวรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก เธอได้ ฟังดังนั้นแล้ว ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถสืบต่อพรหมจรรย์ได้ เปิดเผยความท้อแท้ในสิกขา บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ นี้ชื่อว่าฝุ่นฟุ้งขึ้นสำหรับเธอ เรากล่าวว่า ภิกษุนี้เปรียบเหมือนนักรบอาชีพที่พอเห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือ บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๑ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย ๒. ภิกษุในธรรมวินัยนี้แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่พอเห็นยอดธง ของข้าศึกเท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถสืบต่อพรหมจรรย์ได้ เปิดเผยความท้อแท้ในสิกขา บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ อะไรชื่อว่ายอดธงของข้าศึกสำหรับเธอ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่ได้ฟังว่า ในบ้านหรือนิคมชื่อโน้น มีหญิงหรือหญิงสาวรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก แต่เธอได้เห็นด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถสืบต่อพรหมจรรย์ได้ เปิดเผยความท้อแท้ในสิกขา บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ นี้ชื่อว่ายอดธงข้าศึกสำหรับเธอ @เชิงอรรถ : @ หยุดนิ่ง ในที่นี้หมายถึงจมดิ่งในมิจฉาวิตก(ความตรึกผิด) (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๗๕/๓๗) @และดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๒๕/๓๗๒ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๑๒๗} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. โยธาชีวรรค ๕. ปฐมโยธาชีวสูตร เรากล่าวว่าภิกษุนี้เปรียบเหมือนนักรบอาชีพที่เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่พอ เห็นยอดธงของข้าศึกเท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ บุคคล บางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวก ที่ ๒ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย ๓. ภิกษุในธรรมวินัยนี้แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของ ข้าศึกก็อดทนได้ แต่พอได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกเท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถสืบต่อพรหมจรรย์ได้ เปิดเผยความท้อแท้ใน สิกขา บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ อะไรชื่อว่าเสียงกึกก้อง ของข้าศึกสำหรับเธอ คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง แล้วยิ้มแย้ม ปราศรัย กระซิกกระซี้ ยั่วยวน เธอถูกมาตุคามยิ้มแย้ม ปราศรัย กระซิก- กระซี้ ยั่วยวนอยู่ ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถสืบต่อพรหมจรรย์ได้ เปิดเผยความท้อแท้ในสิกขา บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ นี้ ชื่อว่าเสียงกึกก้องของข้าศึกสำหรับเธอ เรากล่าวว่าภิกษุนี้เปรียบเหมือนนักรบอาชีพที่แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็น ยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แต่พอได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกเท่านั้น ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๓ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย ๔. ภิกษุในธรรมวินัยนี้แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของ ข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ แต่ หวาดสะดุ้งต่อการประหารของข้าศึก อะไรชื่อว่าการประหารสำหรับ ข้าศึกของเธอ คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ผู้ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง แล้วนั่งทับ นอนทับ ข่มขืน เธอถูก มาตุคามนั่งทับ นอนทับ ข่มขืนอยู่ ไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผย @เชิงอรรถ : @ นั่งทับ ในที่นี้หมายถึงใช้ทวารหนักและทวารเบานั่งทับองคชาตของภิกษุ อรรถกถาอธิบายว่า อิตฺถิยา @วจฺจมคฺเคน ตสฺส ภิกฺขุโน องฺคชาตํ อภินิสีเทนฺติ แปลว่า ให้องคชาตของภิกษุนั้นสอดเข้าไปทางทวารหนัก @ของหญิง (วิ.อ. ๑/๕๘/๒๘๐) และดู วิ.มหา. (แปล) ๑/๕๘-๕๙/๔๕-๔๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๑๒๘} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. โยธาชีวรรค ๕. ปฐมโยธาชีวสูตร ความท้อแท้ เสพเมถุนธรรม นี้ชื่อว่าการประหารของข้าศึก สำหรับเธอ เรากล่าวว่าภิกษุนี้เปรียบเหมือนนักรบอาชีพที่แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้ เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ แต่หวาด สะดุ้งต่อการประหารของข้าศึก บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือ บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๔ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย ๕. ภิกษุในธรรมวินัยนี้แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของ ข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ อดทน ต่อการประหารของข้าศึกได้ ชนะสงครามแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม ยึดค่ายสงครามนั้นไว้ได้ อะไรชื่อว่าชัยชนะในสงครามสำหรับเธอ คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ผู้ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือ ไปสู่เรือนว่าง แล้วนั่งทับ นอนทับ ข่มขืน เธอถูกมาตุคามนั่งทับ นอนทับ ข่มขืนอยู่ ไม่พัวพัน แต่ปลดเปลื้อง หลีกออกได้ แล้วหลีก ไปตามความประสงค์ เธอพักอยู่ ณ เสนาสนะอันเงียบสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าทึบ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรง สติไว้เฉพาะหน้า ละอภิชฌา(ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา)ในโลก มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความ มุ่งร้ายคือพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท มุ่งประโยชน์เกื้อกูลสรรพสัตว์ อยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความมุ่งร้ายคือพยาบาท ละถีนมิทธะ (ความหดหู่และความเซื่องซึม) ปราศจากถีนมิทธะ กำหนด @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๕๕ (มาตาปุตตสูตร) หน้า ๙๕ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๕๕ (มาตาปุตตสูตร) หน้า ๙๕ ในเล่มนี้ @ ป่าทึบ หมายถึงป่าที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย เลยเขตหมู่บ้านไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐) @ นั่งคู้บัลลังก์ หมายถึงนั่งพับขาเข้าหากันทั้ง ๒ ข้าง เรียกว่า นั่งขัดสมาธิ (วิ.อ. ๑/๑๖๕/๔๔๕) @ ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า หมายถึงตั้งสติกำหนดอารมณ์กัมมัฏฐาน (วิ.อ. ๑/๑๖๕/๔๔๕) @ โลก ในที่นี้หมายถึงสภาวะที่ต้องแตกสลาย กล่าวคือ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่ ความถือมั่นรูป เวทนา @สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่าเป็นอัตตาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (ที.สี.อ. ๒๑๗/๑๙๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๑๒๙} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. โยธาชีวรรค ๕. ปฐมโยธาชีวสูตร แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ(ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบภายใน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ข้ามพ้นวิจิกิจฉาได้แล้ว ไม่มีวิจิกิจฉาในกุศลธรรมอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา เธอละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ ซึ่งเป็น เครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญาแล้ว สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจาก ความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ เธอน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็นจริง ว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ นี้ชื่อว่าชัยชนะในสงคราม สำหรับเธอ เรากล่าวว่าภิกษุนี้เปรียบเหมือนนักรบอาชีพที่แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็น ยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ อดทนต่อการ ประหารของข้าศึกได้ เขาชนะสงครามนั้นแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม ยึดค่ายสงคราม นั้นไว้ได้ บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบ อาชีพจำพวกที่ ๕ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ใน ภิกษุทั้งหลาย ปฐมโยธาชีวสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ กิเลส คือ ราคะ โทสะ และโมหะ ท่านเรียกว่ากิเลสเพียงดังเนิน (อังคณะ) เพราะยังจิตให้ลาดต่ำโน้มเอียง @ไปสู่ที่ต่ำเช่น ต้องย้อนกลับไปสู่จตุตถฌานอีกเป็นต้น ดู อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๒๔/๕๗๘ @ อยู่จบพรหมจรรย์ หมายถึงกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อทำลายอาสวกิเลสจบสิ้นสมบูรณ์แล้ว ไม่มีกิจที่จะต้องทำ @เพื่อตนเอง แต่ยังมีหน้าที่เพื่อผู้อื่นอยู่ ผู้บรรลุถึงขั้นนี้ ได้ชื่อว่า อเสขบุคคล (เทียบ ที.สี.อ. ๒๔๘/๒๐๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๑๓๐}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้