This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

โกธนาสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๖๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต โกธนาสูตร

๖๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ เป็นความมุ่งหมายของ คนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือ ชายผู้มีความโกรธ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้เป็นข้า ศึกกันในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้มีผิว พรรณทรามเถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดี ให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีผิวพรรณงาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธ ครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วก็ ตาม แต่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการ ของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนที่เป็นข้าศึกกัน อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้พึงนอนเป็นทุกข์เถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคน ผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันอยู่สบาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะนอนบนบัลลังก์อันลาดด้วยผ้า ขนสัตว์ ลาดด้วยผ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีผ้า ดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะและหนุนเท้าแดงทั้งสองข้างก็ตาม แต่ถูกความโกรธ ครอบงำแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒ เป็นความ มุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมา ถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ อีกประการหนึ่ง คนเป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกัน อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีความเจริญเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ คนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีความเจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แม้ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็สำคัญว่า เราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำ ถือเอาแล้ว เป็นข้าศึกแก่กันและกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓ เป็นความมุ่ง หมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึง หญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกัน อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีโภคะเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็น ข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีโภคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมได้ด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม พระราชาทั้งหลายย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธเข้าพระคลังหลวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของ คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกัน อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามียศเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึก กันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมียศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความ โกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะได้ยศมาเพราะความไม่ประมาท ก็เสื่อมจากยศนั้น ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกัน อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้อย่ามีมิตรเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึก กันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีมิตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความ โกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้เขาจะมีมิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิต มิตรอำมาตย์ญาติสา- *โลหิตเหล่านั้น ก็เว้นเขาเสียห่างไกล ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๖ เป็น ความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกัน อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้อ นั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันไปสุคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริต ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๗ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึก กัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความ โกรธ ฯ คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็นทุกข์ ถือเอาสิ่งที่เป็น ประโยชน์แล้ว กลับปฏิบัติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ทำ ปาณาติบาตด้วยกายและวาจา ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์ ผู้ มัวเมาเพราะความโกรธ ย่อมถึงความไม่มียศ ญาติมิตร และสหาย ย่อมเว้นคนโกรธเสียห่างไกล คนผู้โกรธย่อมไม่ รู้จักความเจริญ ทำจิตให้กำเริบ ภัยที่เกิดมาจากภายในนั้น คนผู้โกรธย่อมไม่รู้สึก คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม ความโกรธย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี ในขณะนั้น คนผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้ ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือน ถูกไฟไหม้ คนผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยากก่อน เหมือน ไฟแสดงควันก่อน ในกาลใด ความโกรธเกิดขึ้น คนย่อม โกรธ ในกาลนั้น คนนั้นไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ และไม่ มีความเคารพ คนที่ถูกความโกรธครอบงำย่อมไม่มีความ สว่างแม้แต่น้อยเลย กรรมใดยังห่างไกลจากธรรม อันให้ เกิดความเดือดร้อน เราจักบอกกรรมเหล่านั้น เธอทั้งหลาย จงฟังธรรมนั้นไปตามลำดับ คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดา ของตนก็ได้ ฆ่าพระขีณาสพก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้ ลูกที่ มารดาเลี้ยงไว้จนได้ลืมตาดูโลกนี้ ลูกเช่นนั้นกิเลสหยาบช้า โกรธขึ้นมาย่อมฆ่าแม้มารดานั้นผู้ให้ชีวิตความเป็นอยู่ได้ จริง อยู่ สัตว์เหล่านั้นมีตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะตนเป็น ที่รักอย่างยิ่ง คนโกรธหมกมุ่นในรูปต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเอง ได้เพราะเหตุต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเองด้วยดาบบ้าง กินยาพิษ บ้าง เอาเชือกผูกคอตายบ้าง โดดเขาตายบ้าง คนเหล่านั้น เมื่อกระทำกรรมอันมีแต่ความเสื่อมและทำลายตนก็ไม่รู้สึก ความเสื่อมเกิดแต่ความโกรธ ตามที่กล่าวมานี้ เป็นบ่วงของ มัจจุราช มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย บุคคลผู้มักโกรธ มีการฝึกตน คือมีปัญญา ความเพียรและสัมมาทิฐิ พึงตัดความโกรธนั้น ขาดได้ บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรมแต่ละอย่างเสียให้ขาด พึง ศึกษาในธรรมเหมือนอย่างนั้น เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า ขอความเป็นผู้เก้อยากอย่าได้มีแก่เราทั้งหลาย เธอทั้งหลาย เป็นผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ ปราศจาก ความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตนแล้ว ละความโกรธได้ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน ฯ จบสูตรที่ ๑๑ จบอัพยากตวรรคที่ ๑ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อัพยากตสูตร ๒. ปุริสคติสูตร ๓. ติสสสูตร ๔. สีหสูตร ๕. รักขิตสูตร ๖. กิมมิลสูตร ๗. สัตตธรรมสูตร ๘. โมคคัลลาน- *สูตร ๙. ปุญญวิปากสูตร ๑๐. ภริยาสูตร ๑๑. โกธนาสูตร -----------------------------------------------------

สตฺติเม ภิกฺขเว ธมฺมา สปตฺตกนฺตา สปตฺตการณา โกธนํ อาคจฺฉนฺติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ กตเม สตฺต อิธ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ ทุพฺพณฺโณ อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส วณฺณวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กิญฺจาปิ โส โหติ สุนฺหาโต สุวิลิตฺโต กปฺปิตเกสมสฺสุ โอทาตวตฺถวาสโน อถโข โส ทุพฺพณฺโณ จ โหติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ ทุกฺขํ สเยยฺยาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส สุขเสยฺยาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กิญฺจาปิ โส ปลฺลงฺเก เสติ โคนกตฺถเต ปฏิกตฺถเต ปฏลิกตฺถเต กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรเณ สอุตฺตรจฺฉเท อุภโตโลหิตกูปธาเน อถโข โส ทุกฺขญฺเญว เสติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น ปจุรตฺโถ อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส ปจุรตฺถตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต อนตฺถํปิ คเหตฺวา อตฺโถ เม คหิโตติ มญฺญติ อตฺถํปิ คเหตฺวา อนตฺโถ เม คหิโตติ มญฺญติ ตสฺสิเม ธมฺมา อญฺญมญฺญวิปจฺจนีกา คหิตา ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ โกธาภิภูตสฺส อยํ ภิกฺขเว ตติโย ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น โภควา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส โภควตาย นนฺทติ โกธนสฺส ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคลสฺส โกธาภิภูตสฺส โกธปเรตสฺส เยปิสฺส เต โหนฺติ โภคา อุฏฺฐานวิริยาธิคตา พาหาพลปริจิตา เสทาวกฺขิตฺตา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธา เตปิ ราชาโน ราชโกสํ ปเวเสนฺติ โกธาภิภูตสฺส อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น ยสวา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส ยสวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต โยปิสฺส โหติ ยโส อปฺปมาทาธิคโต ตมฺหาปิ ธํสติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น มิตฺตวา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส มิตฺตวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต เยปิสฺส เต โหนฺติ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา เตปิ อารกา ตํ ปริวชฺเชนฺติ โกธาภิภูตํ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺยาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส สุคติคมเนน นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วาติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว สตฺต ธมฺมา สปตฺตกนฺตา สปตฺตการณา โกธนํ อาคจฺฉนฺติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วาติ ฯ โกธโน ทุพฺพณฺโณ โหติ อโถ ทุกฺขมฺปิ เสติ โส อโถ อตฺถํ คเหตฺวาน อนตฺถํ ปฏิปชฺชติ ตโต กาเยน วาจาย วธํ กตฺวาน โกธโน โกธาภิภูโต ปุริโส ธนชานึ นิคจฺฉติ โกธสมฺมทสมฺมตฺโต อายสกฺขํ นิคจฺฉติ ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ ปริวชฺเชนฺติ โกธนํ ฯ อนตฺถชนโน โกโธ โกโธ จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ ฯ ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ ปจฺฉา โส วิคเต โกเธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ ฯ ทุมฺมงฺกุยํ ปฐมํ ทสฺเสติ ธูมคฺคิมิว ปาวโก ยโต ปตายตี โกโธ เยน กุชฺฌนฺติ มาณวา ฯ นาสฺส หิรี น โอตฺตปฺปํ น วาโจ โหติ คารโว โกเธน อภิภูตสฺส น ทีปํ โหติ กิญฺจินํ ฯ ตปนียานิ กมฺมานิ ยานิ ธมฺเมหิ อารกา ตานิ อาโรจยิสฺสามิ ตํ สุณาถ ยถากถํ ฯ กุทฺโธ หิ ปิตรํ หนฺติ หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ กุทฺโธ หิ พฺราหฺมณํ หนฺติ หนฺติ กุทฺโธ ปุถุชฺชนํ ฯ ยาย มาตุ ภโต โปโส อิมํ โลกํ อเวกฺขติ ตมฺปิ ปาณททึ สนฺตึ หนฺติ กุทฺโธ ปุถุชฺชโน ฯ อตฺตูปมา หิ เต สตฺตา อตฺตา หิ ปรมํ ปิโย หนฺติ กุทฺโธ ปุถุตฺตานํ นานารูเปสุ มุจฺฉิโต อสินา หนฺติ อตฺตานํ วิสํ ขาทนฺติ มุจฺฉิตา รชฺชุยา พทฺธา มิยฺยนฺติ ปพฺพตามปิ กนฺทเร ฯ ภูตหจฺจานิ กมฺมานิ อตฺตมารณิยานิ จ กโรนฺตา นาวพุชฺฌนฺติ โกธชาโต ปราภโว ฯ อิตายํ โกธรูเปน มจฺจุปาโส คุหาสโย ตํ ทเมน สมุจฺฉินฺเท ปญฺญาวิริเยน ทิฏฺฐิยา เอกเมกํ อกุสลํ สมุจฺฉินฺเทถ ปณฺฑิโต ฯ ตเถว ธมฺเม สิกฺเขถ มา โน ทุมฺมงฺกุยํ อหุ ฯ วีตโกธา อนายาสา วีตโลภา อนุสฺสุกา ทนฺตา โกธํ ปหตฺวาน ปรินิพฺพสฺสถนาสวาติ ฯ อพฺยากตวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ อพฺยากโต ปุริสคติ ติสฺสสีหรกฺขิตปญฺจมํ ตตฺรวตมํ กิมฺมิโล สตฺตภริยาย โกธนา ฯ ------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

โกธนาสูตร