ขฬุงคสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ขฬุงคสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้าโกง ๘ จำพวก และโทษ ของม้าโกง ๘ ประการ คนโกง ๘ จำพวก และโทษของคนโกง ๘ ประการ เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง ๘ จำพวก และโทษของม้าโกง ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวใน โลกนี้ ที่นายสารถีกล่าวเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมถอยหลัง ดันรถให้กลับหลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าประการที่ ๑ ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมหกหลัง ดีดทูบหัก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง บางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๒ ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๓ ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมเดินผิดทาง ทำให้รถคว่ำ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๔ ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมเชิดกายด้านหน้า เผ่นขึ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๕ ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่คำนึงถึงด้ามประตัก เอาฟันกัดบังเหียน หลีกไปตาม ประสงค์ของมัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๖ ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ทั้งไม่ถอยหลัง ยืนเฉย เหมือนเสาเขื่อนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๗ ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ คุกเท้าหน้า เท้าหลัง ลงนอนทับเท้าทั้ง ๔ ที่ตรงนั้น นั่นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษ ของม้าโกงประการที่ ๘ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง ๘ จำพวก และโทษของ ม้าโกง ๘ ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คนโกง ๘ จำพวก และโทษของคนโกง ๘ ประการ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุ ผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติ ย่อมอำพรางอาบัติไว้ว่า ผมนึกไม่ได้ๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมถอยหลัง ดันให้รถกลับหลัง ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของ คนโกงประการที่ ๑ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูก โจทด้วยอาบัติ กลับโต้ตอบการโจทนั่นเองว่า จะมีประโยชน์อะไรหนอ ด้วยคำ ที่ท่านซึ่งเป็นคนโง่ไม่ฉลาดกล่าว ท่านเองควรสำนึกถึงคำที่ควรพูด ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมหกหลัง ดีดทูบหัก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๒ อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูก โจทด้วยอาบัติ กลับโจทตอบแก่ภิกษุผู้โจทนั่นเองว่า แม้ท่านก็ต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงทำคืนเสียก่อน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกง ที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมยกขาขึ้นตะกุย งอนรถ ถีบงอนรถ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๓ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูก โจทด้วยอาบัติ ย่อมพูดกลบเกลื่อน พูดนอกลู่นอกทาง แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคล นี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมเดินผิดทาง ทำให้รถคว่ำ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรม วินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๔ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูก โจทด้วยอาบัติ ยกมือทั้งสองพูดห้ามในท่ามกลางสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถี เตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ ย่อมเชิดกายด้านหน้า เผ่นขึ้นไป ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๕ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูก โจทด้วยอาบัติ ย่อมไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อผู้โจทก์ ทั้งที่มีอาบัติติดตัวอยู่ เลี่ยงหลีกไปตามประสงค์ของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบ เหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่คำนึง ถึงด้ามประตัก เอาฟันกัดบังเหียน หลีกไปตามประสงค์ของมัน ฉะนั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกง ประการที่ ๖ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูก โจทด้วยอาบัติกล่าวว่า ผมไม่ได้ต้องอาบัติเลยๆ เธอใช้ความนิ่งให้อึดอัดใจสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ทั้งไม่ถอยหลัง ยืนเฉยเหมือนเสาเขื่อนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบาง คนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๗ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูก โจทด้วยอาบัติย่อมกล่าวว่า ทำไมหนอ ท่านผู้มีอายุทั้งหลายจึงชอบหาเรื่องในตัว ผมนัก บัดนี้ ผมกำหนดบอกคืนสิกขาลาเพศแล้ว เธอบอกคืนสิกขาลาเพศแล้ว พูดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงเบาใจเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวบุคคลนี้เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตัก เตือนอยู่ คุกเท้าหน้า เท้าหลัง ลงนอนทับเท้าทั้ง ๔ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๘ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกง ๘ จำพวก และโทษของคนโกง ๘ ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๔
๑๔ อฏฺฐ ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺเก อฏฺฐ จ อสฺสโทเส เทเสสฺสามิ อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺเก อฏฺฐ จ ปุริสโทเส ตํ สุณาถ ฯเปฯ {๑๐๔.๑} กตเม จ ภิกฺขเว อฏฺฐ อสฺสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ อสฺสโทสา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉโต ปฏิสกฺกติ ปิฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉา ลงฺฆิปติ กุพฺพรํ ปหรติ ติทณฺฑํ ภญฺชติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา รถีสํเยว อชฺโฌมทฺทติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อุมฺมคฺคํ คณฺหาติ อุพฺพฏุมํ รถํ กโรติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ลงฺเฆติ ปุริมํ กายํ ปคฺคณฺหาติ ปุริเม ปาเท เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อนาทยิตฺวา ปโฏทยฏฺฐึ ทนฺเตหิ มุขาธานํ วิทฺธํสิตฺวา เยนกามํ ปกฺกมติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๗} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา เนว อภิกฺกมติ โน ปฏิกฺกมติ ตตฺเถว ขีลฏฺฐายิฏฺฐิโต โหติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๘} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปุริเมว ปาเท สํหริตฺวา ปจฺฉิเม ปาเท สํหริตฺวา ตตฺเถว จตฺตาโร ปาเท อภินิสีทติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม อสฺสโทโส ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ อสฺสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ อสฺสโทสา ฯ {๑๐๔.๙} กตเม จ ภิกฺขเว อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ ปุริสโทสา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน น สรามิ น สรามีติ อาปตฺติยาว นิพฺเพเฐติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉโต ปฏิสกฺกติ ปิฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ปุริสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทนํเยว ปฏิปฺผรติ กึ นุ โข ตุยฺหํ พาลสฺส อพฺยตฺตสฺส ภณิเตน ตฺวํปิ นาม ภณิตพฺพํ มญฺญสีติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉา ลงฺฆิปติ กุพฺพรํ ปหรติ ติฑณฺฑํ ภญฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๐} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทกสฺเสว ปจฺจาโรเปติ ตฺวํปิ โขสิ อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตฺวํ ตาว ปฐมํ ปฏิกโรหีติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา รถีสํเยว อชฺโฌมทฺทติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อุมฺมคฺคํ คณฺหาติ อุพฺพฏุมํ รถํ กโรติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน สงฺฆมชฺเฌ พาหา วิกฺเขปกํ ภณติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ลงฺเฆติ ปุริมํ กายํ ปคฺคณฺหาติ ปุริเม ปาเท ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อนาทยิตฺวา สงฺฆํ อนาทยิตฺวา โจทกํ สาปตฺติโกว เยนกามํ ปกฺกมติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อนาทยิตฺวา ปโฏทยฏฺฐึ ทนฺเตหิ มุขาธานํ วิทฺธํสิตฺวา เยนกามํ ปกฺกมติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน เนวาหํ อาปนฺโนมฺหิ น ปนาหํ อาปนฺโนมฺหีติ โส ตุณฺหีภาเวน สงฺฆํ วิเหเฐติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา เนว อภิกฺกมติ โน ปฏิกฺกมติ ตตฺเถว ขีลฏฺฐายิฏฺฐิโต โหติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน เอวมาห กึ นุ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อติพาฬฺหํ มยิ พฺยาวฏา ยาว อิทานาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามีติ โส สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติตฺวา เอวมาห อิทานิ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหถาติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปุริเมว ปาเท สํหริตฺวา ปจฺฉิเม ปาเท สํหริตฺวา ตตฺเถว จตฺตาโร ปาเท อภินิสีทติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม ปุริสโทโส ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ ปุริสโทสาติ ฯ