This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑

Text only · no interpretationข้อ ๑๑๙พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ปัจโจโรหณีสูตรที่ ๑

๑๑๙

ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อว่าชาณุสโสณีสนานเกล้าในวัน อุโบสถ นุ่งห่มผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่ ถือกำหญ้าคาสดไป ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็น ชาณุสโสณีพราหมณ์ ผู้สนานเกล้าในวันอุโบสถ นุ่งห่มผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่ ถือ กำหญ้าคาสดยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ในที่ไม่ไกล ครั้นแล้วได้ตรัสถาม ชาณุสโสณีพราหมณ์ว่า ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงสนานเกล้า ในวันอุโบสถ นุ่งห่มผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่ ถือกำหญ้าคาสดมายืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง วันนี้เป็นวันอะไรของสกุลพราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์กราบทูล ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ วันนี้เป็นวันปลงบาปของสกุลพราหมณ์ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ก็พิธีปลงบาปของพราหมณ์ทั้งหลายย่อมมีด้วย ประการไรเล่า ฯ ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พราหมณ์ทั้งหลายในโลกนี้ ในวันอุโบสถ สนานเกล้า นุ่งห่มผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่ ทาแผ่นดิน ด้วยโคมัยอันสด ลาดด้วยหญ้าคาที่เขียวสดแล้ว สำเร็จการนอนในระหว่างกองทรายและเรือนไฟ พราหมณ์เหล่านั้นย่อมลุกขึ้นประนมอัญชลี นมัสการไฟสามครั้งในราตรีนั้น ด้วยการกล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอปลงบาปกะท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอปลงบาปกะท่านผู้เจริญ ดังนี้ และย่อมยังไฟให้อิ่มหนำด้วยเนยใส น้ำมัน และเนยข้นอันเพียงพอ และโดยล่วงราตรีนั้นไป ก็เลี้ยงพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่ม หนำด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พิธีปลงบาปของ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ พิธีปลงบาปของพราหมณ์ทั้งหลายย่อมมีโดย ประการอื่น ส่วนพิธีปลงบาปในวินัยของพระอริยะย่อมมีโดยประการอย่างอื่น ฯ ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พิธีปลงบาปในวินัยของพระอริยะ ย่อมมี อย่างไรเล่า ขอประทานพระวโรกาส ขอพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรงแสดงธรรม โดยประการที่เป็นพิธีปลงบาป ในวินัยของพระอริยะแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ฯ ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาทิฐิ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ อริยสาวกนั้น ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาทิฐิ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาทิฐิ ย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาสังกัปปะ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งทั้งใน สัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาสังกัปปะ ย่อมปลงบาปจาก มิจฉาสังกัปปะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาวาจา เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งใน ปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาวาจา ย่อม ปลงบาปจากมิจฉาวาจา ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉากัมมันตะ เป็น สิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉา- กัมมันตะ ย่อมปลงบาปจากมิจฉากัมมันตะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่ง มิจฉาอาชีวะ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็น ดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาอาชีวะ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาอาชีวะ ย่อมพิจารณาเห็น ดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาวายามะ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาวายามะ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาวายามะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาสติเป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งใน สัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาสติ ย่อมปลงบาปจาก มิจฉาสติ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาสมาธิ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งใน ปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาสมาธิ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาสมาธิ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาญาณะ เป็น สิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉา- ญาณะ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาญาณะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉา- *วิมุติ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อม ละมิจฉาวิมุติ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาวิมุติ ดูกรพราหมณ์ พิธีปลงบาปในวินัยแห่ง พระอริยะ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล ฯ ชาณุสโสณีพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พิธีปลงบาป ของพราหมณ์ทั้งหลายย่อมมีโดยประการอย่างอื่น ส่วนพิธีปลงบาปในวินัยของพระ- *อริยะย่อมมีโดยประการอย่างอื่น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็พิธีปลงบาปของพราหมณ์ ทั้งหลาย ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งพิธีปลงบาปในวินัยแห่งพระอริยะนี้ ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบสูตรที่ ๗

เตน โข ปน สมเยน ชาณุสฺโสณิ พฺราหฺมโณ ตทหุโปสเถ สีสนฺหาโต นวํ โขมยุคํ นิวตฺโถ อลฺลกุสมุฏฺฐึ อาทาย ภควโต อวิทูเร เอกมนฺตํ ฐิโต โหติ ฯ อทฺทสา โข ภควา ชาณุสฺโสณึ พฺราหฺมณํ ตทหุโปสเถ สีสนฺหาตํ นวํ โขมยุคํ นิวตฺถํ อลฺลกุสมุฏฺฐึ อาทาย อวิทูเร เอกมนฺตํ ฐิตํ ทิสฺวาน ชาณุสฺโสณึ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ กึ นุ ตฺวํ พฺราหฺมณ ตทหุโปสเถ สีสนฺหาโต นวํ โขมยุคํ นิวตฺโถ อลฺลกุสมุฏฺฐึ อาทาย เอกมนฺตํ ฐิโต กึ นุ อชฺช พฺราหฺมณกุลสฺสาติ ฯ ปจฺโจโรหณี โภ โคตม อชฺช พฺราหฺมณกุลสฺสาติ ฯ {๑๑๙.๑} ยถากถํ ปน พฺราหฺมณ พฺราหฺมณานํ ปจฺโจโรหณี โหตีติ ฯ อิธ โภ โคตม พฺราหฺมณา ตทหุโปสเถ สีสนฺหาตา นวํ โขมยุคํ นิวตฺถา อลฺเลน โคมเยน ปฐวึ โอปุญฺชิตฺวา หริเตหิ กุเสหิ ปตฺถริตฺวา อนฺตรา จ เวลํ อนฺตรา จ อคฺยาคารํ เสยฺยํ กปฺเปนฺติ เต ตํ รตฺตึ ติกฺขตฺตุํ ปจฺจุฏฺฐาย ปญฺชลิกา อคฺคึ นมสฺสนฺติ ปจฺโจโรหาม ภวนฺตํ ปจฺโจโรหาม ภวนฺตนฺติ ปหุเตน จ สปฺปิเตเลน นวนีเตน อคฺคึ สนฺตปฺเปนฺติ ตสฺสา จ รตฺติยา อจฺจเยน ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน พฺราหฺมเณ สนฺตปฺเปนฺติ เอวํ โภ โคตม พฺราหฺมณานํ ปจฺโจโรหณี โหตีติ ฯ {๑๑๙.๒} อญฺญถา โข พฺราหฺมณ พฺราหฺมณานํ ปจฺโจโรหณี อญฺญถา จ ปน อริยสฺส วินเย ปจฺโจโรหณี โหตีติ ฯ ยถากถํ ปน โภ โคตม อริยสฺส วินเย ปจฺโจโรหณี โหติ สาธุ เม ภวํ โคตโม ตถาธมฺมํ เทเสตุ ยถา อริยสฺส วินเย ปจฺโจโรหณี โหตีติ ฯ เตนหิ พฺราหฺมณ สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข ชาณุสฺโสณิ พฺราหฺมโณ ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ {๑๑๙.๓} ภควา เอตทโวจ อิธ พฺราหฺมณ อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาทิฏฺฐึ ปชหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปจฺโจโรหติ {๑๑๙.๔} มิจฺฉาสงฺกปฺปสฺส โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาสงฺกปฺปํ ปชหติ มิจฺฉาสงฺกปฺปา ปจฺโจโรหติ มิจฺฉาวาจาย โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาวาจํ ปชหติ มิจฺฉาวาจาย ปจฺโจโรหติ มิจฺฉากมฺมนฺตสฺส โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉากมฺมนฺตํ ปชหติ มิจฺฉากมฺมนฺตา ปจฺโจโรหติ มิจฺฉาอาชีวสฺส โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาอาชีวํ ปชหติ มิจฺฉาอาชีวา ปจฺโจโรหติ มิจฺฉาวายามสฺส โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาวายามํ ปชหติ มิจฺฉาวายามา ปจฺโจโรหติ มิจฺฉาสติยา โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาสตึ ปชหติ มิจฺฉาสติยา ปจฺโจโรหติ มิจฺฉาสมาธิสฺส โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาสมาธึ ปชหติ มิจฺฉาสมาธิมฺหา ปจฺโจโรหติ มิจฺฉาญาณสฺส โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาญาณํ ปชหติ มิจฺฉาญาณา ปจฺโจโรหติ มิจฺฉาวิมุตฺติยา โข ปาปโก วิปาโก ทิฏฺเฐเจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจาติ โส อิติ ปฏิสงฺขาย มิจฺฉาวิมุตฺตึ ปชหติ มิจฺฉาวิมุตฺติยา ปจฺโจโรหติ เอวํ โข พฺราหฺมณ อริยสฺส วินเย ปจฺโจโรหณี โหตีติ ฯ {๑๑๙.๕} อญฺญถา โภ โคตม พฺราหฺมณานํ ปจฺโจโรหณี อญฺญถา จปน อริยสฺส วินเย ปจฺโจโรหณี โหติ อิมิสฺสา จ โภ โคตม อริยสฺส วินเย ปจฺโจโรหณิยา พฺราหฺมณานํ ปจฺโจโรหณี กลฺลํ น อคฺฆติ โสฬสึ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณคตนฺติ ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย