กายสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต กายสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกาย มิใช่ด้วยวาจา มีอยู่ ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกายมีอยู่ ธรรมอันบุคคลพึงละด้วย กายไม่ได้ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกาย มิใช่ด้วยวาจาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยกาย เพื่อน พรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้ มีอายุเป็นผู้ต้องแล้วซึ่งส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยกาย เป็นการดีหนอ ที่ ท่านผู้มีอายุจงละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ภิกษุนั้นอันเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้ เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้วกล่าวอยู่ ย่อมละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ดูกรภิกษุ ทั้งหลายธรรมเหล่านี้ เรียกว่าอันบุคคลพึงละด้วยกาย ไม่ใช่ด้วยวาจา ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกายเป็น ไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ต้องส่วนอาบัติไรๆ อันเป็น อกุศลด้วยวาจา เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ได้กล่าวกะ ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเป็นผู้ต้องแล้วซึ่งส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศล ด้วยวาจา เป็นการดีหนอ ที่ท่านผู้มีอายุจงละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต ภิกษุนั้น อันเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ว่ากล่าวอยู่ ละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่าอันบุคคลพึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ละด้วยวาจาไม่ ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลภะอัน บุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... มัจฉริยะ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความริษยาอันชั่วช้า อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วย วาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความริษยาอันชั่วช้าเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดีในโลกนี้ ย่อมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทอง ทาสหรือคนเข้าไปอาศัยของคฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดีผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ คฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดีนี้ ไม่พึงสมบูรณ์ด้วย ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ สมณะหรือ พราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ ท่านผู้มีอายุนี้ ไม่พึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าความริษยาอันชั่วช้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความริษยาอันชั่วช้า อันบุคคล พึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาอันชั่วช้า อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ความปรารถนาอันชั่วช้าเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ ไม่มีศรัทธา ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้ทุศีล ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้ว่าเรา เป็นผู้มีศีล เป็นผู้ได้สดับน้อย ย่อม ปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้ได้สดับมาก เป็นผู้มีความยินดีในการ คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้ชอบสงัด เป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้ปรารภความเพียร เป็นผู้มีสติหลงลืม ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้มีสติตั้งมั่น เป็นผู้มีใจไม่ตั้งมั่น ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้มีใจตั้งมั่น เป็นผู้มีปัญญาทราม ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้มีปัญญา เป็น ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้สิ้นอาสวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าความปรารถนาอันชั่วช้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ ปรารถนาอันชั่วช้า อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วย ปัญญาแล้วจึงละได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าโลภะครอบงำภิกษุนั้นเป็นไป หากว่าโทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้า ความ ปรารถนาอันชั่วช้า ครอบงำภิกษุนั้นเป็นไป ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ ปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าโลภะไม่ครอบงำภิกษุนั้นเป็นไป หากว่าโทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่ครอบงำภิกษุนั้น เป็นไป ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่าน ผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้นโลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้นโทสะ โมหะ ... ความริษยา อันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ฯ จบกายสูตร
อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา วาจาย ปหาตพฺพา โน กาเยน อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกุสลํ อาปนฺโน โหติ กญฺจิเทว เทสํ กาเยน ตเมนํ อนุวิจฺจ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เอวมาหํสุ อายสฺมา โข อกุสลํ อาปนฺโน กญฺจิเทว เทสํ กาเยน สาธุ วตายสฺมา กายทุจฺจริตํ ปหาย กายสุจริตํ ภาเวตูติ โส อนุวิจฺจ วิญฺญูหิ สพฺรหฺมจารีหิ วุจฺจมาโน กายทุจฺจริตํ ปหาย กายสุจริตํ ภาเวติ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ฯ {๒๓.๑} กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา วาจาย ปหาตพฺพา โน กาเยน อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกุสลํ อาปนฺโน โหติ กญฺจิเทว เทสํ วาจาย ตเมนํ อนุวิจฺจ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เอวมาหํสุ อายสฺมา โข อกุสลํ อาปนฺโน กญฺจิเทว เทสํ วาจาย สาธุ วตายสฺมา วจีทุจฺจริตํ ปหาย วจีสุจริตํ ภาเวตูติ โส อนุวิจฺจ วิญฺญูหิ สพฺรหฺมจารีหิ วุจฺจมาโน วจีทุจฺจริตํ ปหาย วจีสุจริตํ ภาเวติ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ธมฺมา วาจาย ปหาตพฺพา โน กาเยน ฯ {๒๓.๒} กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา โลโภ ภิกฺขเว เนว กาเยน ปหาตพฺโพ โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺโพ ฯ โทโส ภิกฺขเว ... โมโห ภิกฺขเว ... โกโธ ภิกฺขเว ... อุปนาโห ภิกฺขเว ... มกฺโข ภิกฺขเว ... ปฬาโส ภิกฺขเว ... มจฺฉริยํ ภิกฺขเว ... เนว กาเยน ปหาตพฺพํ โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพํ ฯ {๒๓.๓} ปาปิกา ภิกฺขเว อิสฺสา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา กตมา จ ภิกฺขเว ปาปิกา อิสฺสา อิธ ภิกฺขเว อิชฺฌติ คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา ธเนน วา ธญฺเญน วา รชเตน วา ชาตรูเปน วา ตตฺรญฺญตรสฺส ทาสสฺส วา อุปวาสสฺส วา เอวํ โหติ อโหวติมสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา น อิชฺเฌยฺย ธเนน วา ธญฺเญน วา รชเตน วา ชาตรูเปน วาติ สมโณ วา ปน พฺราหฺมโณ วา ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ตตฺรญฺญตรสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา เอวํ โหติ อโห วต อยมายสฺมา น ลาภี อสฺส จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา ภิกฺขเว อิสฺสา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา ฯ {๒๓.๔} ปาปิกา ภิกฺขเว อิจฺฉา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา กตมา จ ภิกฺขเว ปาปิกา อิจฺฉา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสทฺโธ สมาโน สทฺโธติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ ทุสฺสีโล สมาโน สีลวาติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อปฺปสฺสุโต สมาโน พหุสฺสุโตติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ สงฺคณิการาโม สมาโน ปวิวิตฺโตติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ กุสีโต สมาโน อารทฺธวิริโยติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ มุฏฺฐสฺสติ สมาโน อุปฏฺฐิตสฺสตีติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อสมาหิโต สมาโน สมาหิโตติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ ทุปฺปญฺโญ สมาโน ปญฺญวาติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อขีณาสโว สมาโน ขีณาสโวติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปิกา อิจฺฉา ปาปิกา ภิกฺขเว อิจฺฉา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา ฯ ตญฺเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ โลโภ อภิภุยฺย อิริยติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย อิริยติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ อภิภุยฺย อิริยติ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย อิริยติ ฯ {๒๓.๕} ตญฺเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ โลโภ นาภิภุยฺย อิริยติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย อิริยติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ นาภิภุยฺย อิริยติ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย อิริยตีติ ฯ