This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

นฬกปานสูตร ที่ ๑

Text only · no interpretationข้อ ๖๗พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต นฬกปานสูตรที่ ๑

๖๗

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ได้เสด็จถึงนิคมของชาวโกศล ชื่อว่านฬกปานะ ทราบมาว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปลาสวัน ใกล้นฬกปานนิคมนั้น ก็สมัยนั้นแล พระผู้มี พระภาคผู้อันหมู่ภิกษุแวดล้อมประทับนั่งแล้วในวันอุโบสถ ครั้งนั้นแล พระผู้มี พระภาคทรงชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา สิ้นส่วนแห่งราตรีเป็นอันมาก ทรงตรวจดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งเงียบอยู่ แล้วตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนมิทธะแล้ว ธรรมีกถาเพื่อภิกษุทั้งหลายจงแจ่มแจ้งกะเธอ เราเมื่อยหลัง จักเอนหลัง ท่าน พระสารีบุตรกราบทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิ สี่ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัสเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า ทรงมี สติสัมปชัญญะ ทรงกระทำอุฏฐานสัญญาไว้ในพระทัย ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุผู้มีอายุ ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริ ไม่มี โอตตัปปะ ไม่มีวิริยะ ไม่มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวัน ของผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวัง ได้ความเจริญเลย ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนกลางคืนหรือกลางวันของพระจันทร์ ในกาลปักษ์ย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์ย่อมเสื่อมจากวรรณะ ย่อมเสื่อมจากมณฑล ย่อมเสื่อมจากแสงสว่าง ย่อมเสื่อมจากด้านยาวและด้านกว้าง ฉันใด ผู้ใด ผู้หนึ่งไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีวิริยะ ไม่มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้น ย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเจริญเลย ฉันนั้น เหมือนกัน ดูกรอาวุโสทั้งหลาย คำว่าบุคคลผู้ไม่มีศรัทธานี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ไม่มีหิรินี้เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ไม่มีโอตตัปปะนี้ เป็นความ เสื่อม คำว่าบุคคลผู้เกียจคร้านนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีปัญญาทรามนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มักโกรธนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ผูกโกรธนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีความปรารถนาลามกนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าผู้มี มิตรชั่วนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฐินี้ เป็นความเสื่อม ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริ มีโอตตัปปะ มีวิริยะ มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของ ผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ ความเสื่อมเลย ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนกลางคืนหรือกลางวันของ พระจันทร์ในปักษ์ข้างขึ้นย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์นั้นย่อมเจริญด้วยวรรณะ ย่อมเจริญด้วยมณฑล ย่อมเจริญด้วยแสงสว่าง ย่อมเจริญด้วยด้านยาวและด้าน กว้าง ฉันใด ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลายมีหิริ มีโอตตัปปะ มีวิริยะ มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้นย่อมผ่าน พ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเสื่อมเลย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอาวุโสทั้งหลาย คำว่าบุคคลผู้มีศรัทธานี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีหิรินี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีโอตตัปปะนี้ ไม่ใช่ความ เสื่อม คำว่าบุคคลผู้ปรารภความเพียรนี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีปัญญา นี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ไม่โกรธนี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคล ผู้ไม่ผูกโกรธนี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ปรารถนาน้อยนี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฐินี้ ไม่ใช่ความเสื่อม ฯ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นแล้ว ตรัสชมท่านพระสารีบุตร ว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีวิริยะ ไม่มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือ กลางวันของผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเจริญเลย ดูกรสารีบุตร เปรียบเหมือนกลางคืนหรือกลางวันของ พระจันทร์ในกาลปักษ์ย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์นั้นย่อมเสื่อมจากวรรณะ ย่อม เสื่อมจากมณฑล ย่อมเสื่อมจากแสงสว่าง ย่อมเสื่อมจากด้านยาวและกว้าง ฉันใด ดูกรสารีบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริ ฯลฯ ไม่มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้น ย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อม ไม่หวังได้ความเจริญเลย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกร สารีบุตร คำว่าบุคคลผู้ไม่มีศรัทธานี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลไม่มีหิริ ... ผู้ไม่มีโอตตัปปะ ... ผู้เกียจคร้าน ... ผู้มีปัญญาทราม ... ผู้มักโกรธ ... ผู้ผูกโกรธ ... ผู้มีความปรารถนาลามก ... ผู้มีมิตรชั่ว ... ผู้เป็นมิจฉาทิฐินี้ เป็นความเสื่อม ฯ ดูกรสารีบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริ มีโอตตัปปะ มีวิริยะ มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของ ผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ ความเสื่อมเลย ดูกรสารีบุตร เปรียบเหมือนกลางคืนหรือกลางวันของพระจันทร์ ในปักษ์ข้างขึ้นย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์นั้นย่อมเจริญด้วยวรรณะ ย่อมเจริญ ด้วยมณฑล ย่อมเจริญด้วยแสงสว่าง ย่อมเจริญด้วยด้านยาวและกว้าง ฉันใด ดูกรสารีบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ... ผู้นั้นพึงหวังได้ ซึ่งความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเสื่อมเลย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรสารีบุตร คำว่าบุคคลผู้มีศรัทธานี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีหิริ ... ผู้มีโอตตัปปะ ... ผู้ปรารภความเพียร ... ผู้มีปัญญา ... ผู้ไม่มักโกรธ ... ผู้ไม่ผูกโกรธ ... ผู้มีความปรารถนาน้อย ... ผู้มีคนดีเป็นมิตร ... ผู้เป็น สัมมาทิฐินี้ ไม่ใช่ความเสื่อม ฯ จบสูตรที่ ๗

เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน นฬกปานํ นาม โกสลานํ นิคโม ตทวสริ ตตฺร สุทํ ภควา นฬกปาเน วิหรติ ปลาสวเน เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต นิสินฺโน โหติ อถโข ภควา พหุเทว รตฺตึ ภิกฺขู ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ วิคตถีนมิทฺโธ โข สารีปุตฺต ภิกฺขุสงฺโฆ ปฏิภาตุ ตํ สารีปุตฺต ภิกฺขูนํ ธมฺมี กถา ปิฏฺฐิ เม อาคิลายติ ตมหํ อายมิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ {๖๗.๑} อถโข ภควา จตุคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญาเปตฺวา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ ปาเท ปาทํ อจฺจาธาย สโต สมฺปชาโน อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ฯ ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ ยสฺสกสฺสจิ อาวุโส สทฺธา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ นตฺถิ ... โอตฺตปฺปํ นตฺถิ ... วิริยํ นตฺถิ ... ปญฺญา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ ปาริหานิเยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน วุฑฺฒิ เสยฺยถาปิ อาวุโส กาฬปกฺเข จนฺทสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ หายเตว วณฺเณน หายติ มณฺฑเลน หายติ อาภาย หายติ อาโรหปริณาเหน เอวเมว โข อาวุโส ยสฺสกสฺสจิ สทฺธา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ นตฺถิ ... โอตฺตปฺปํ นตฺถิ ... วิริยํ นตฺถิ ... ปญฺญา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ ปาริหานิเยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน วุฑฺฒิ {๖๗.๒} อสฺสทฺโธ ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ อหิริโก ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ อโนตฺตปฺปี ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ กุสีโต ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ ทุปฺปญฺโญ ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ โกธโน ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ อุปนาหี ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ ปาปิจฺโฉ ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ ปาปมิตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส ปริหานเมตํ ฯ {๖๗.๓} ยสฺสกสฺสจิ อาวุโส สทฺธา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ อตฺถิ ... โอตฺตปฺปํ อตฺถิ ... วิริยํ อตฺถิ ... ปญฺญา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วุฑฺฒิเยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ปาริหานิ เสยฺยถาปิ อาวุโส ชุณฺหปกฺเข จนฺทสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วฑฺฒเตว วณฺเณน วฑฺฒติ มณฺฑเลน วฑฺฒติ อาภาย วฑฺฒติ อาโรหปริณาเหน เอวเมว โข อาวุโส ยสฺสกสฺสจิ สทฺธา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ อตฺถิ ... โอตฺตปฺปํ อตฺถิ ... วิริยํ อตฺถิ ... ปญฺญา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วุฑฺฒิเยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ปาริหานิ สทฺโธ ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ หิริมา ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ โอตฺตปฺปี ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ อารทฺธวิริโย ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ ปญฺญวา ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ อกฺโกธโน ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ อนุปนาหี ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ อปฺปิจฺโฉ ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ กลฺยาณมิตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ สมฺมาทิฏฺฐิโก ปุริสปุคฺคโลติ อาวุโส อปริหานเมตํ ฯ {๖๗.๔} อถโข ภควา ปจฺจุฏฺฐาย อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ยสฺสกสฺสจิ สารีปุตฺต สทฺธา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ นตฺถิ ... โอตฺตปฺปํ นตฺถิ ... วิริยํ นตฺถิ ... ปญฺญา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ หานิเยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน วุฑฺฒิ เสยฺยถาปิ สารีปุตฺต กาฬปกฺเข จนฺทสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ หายเตว วณฺเณน หายติ มณฺฑเลน หายติ อาภาย หายติ อาโรหปริณาเหน เอวเมว โข สารีปุตฺต ยสฺสกสฺสจิ สทฺธา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯเปฯ ปญฺญา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯเปฯ {๖๗.๕} อสฺสทฺโธ ปุริสปุคฺคโลติ สารีปุตฺต ปริหานเมตํ อหิริโก ... อโนตฺตปฺปี กุสีโต ... ทุปฺปญฺโญ ... โกธโน ... อุปนาหี ... ปาปิจฺโฉ ... ปาปมิตฺโต ... มิจฺฉาทิฏฺฐิโก ปุริสปุคฺคโลติ สารีปุตฺต ปริหานเมตํ ฯ ยสฺสกสฺสจิ สารีปุตฺต สทฺธา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ อตฺถิ ... โอตฺตปฺปํ อตฺถิ ... วิริยํ อตฺถิ ... ปญฺญา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วุฑฺฒิเยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ปาริหานิ เสยฺยถาปิ สารีปุตฺต ชุณฺหปกฺเข จนฺทสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วฑฺฒเตว วณฺเณน วฑฺฒติ มณฺฑเลน วฑฺฒติ อาภาย วฑฺฒติ อาโรหปริณาเหน เอวเมว โข สารีปุตฺต ยสฺสกสฺสจิ สทฺธา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ อตฺถิ ... โอตฺตปฺปํ อตฺถิ ... วิริยํ อตฺถิ ... ปญฺญา อตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตสฺส ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วุฑฺฒิเยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ปาริหานิ สทฺโธ ปุริสปุคฺคโลติ สารีปุตฺต อปริหานเมตํ หิริมา ... โอตฺตปฺปี ... อารทฺธวิริโย ... ปญฺญวา ... อกฺโกธโน ... อนุปนาหี ... อปฺปิจฺโฉ ... กลฺยาณมิตฺโต ... สมฺมาทิฏฺฐิโก ปุริสปุคฺคโลติ สารีปุตฺต อปริหานเมตนฺติ ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย