๘. วิสาขาสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. วิสาขาสูตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพารามปราสาทของนางวิสาขา มิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล หลานของนางวิสาขามิคารมารดา เป็นที่รักที่พอใจ ทำกาละลง ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดามีผ้าเปียก ผมเปียก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยง ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะนางวิสาขามิคารมารดาว่า เชิญเถิดนาง- *วิสาขา ท่านมาแต่ไหนหนอ มีผ้าเปียก มีผมเปียก เข้ามา ณ ที่นี้ในเวลาเที่ยง นางวิสาขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลานของหม่อมฉัน เป็นที่รักที่ พอใจ ทำกาละเสียแล้ว เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงมีผ้าเปียกมีผมเปียก เข้ามา ณ ที่นี้ในเวลาเที่ยง เจ้าค่ะ ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านพึงปรารถนาบุตรและหลานเท่ามนุษย์ในพระนคร สาวัตถีหรือ ฯ วิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ หม่อมฉันพึงปรารถนาบุตรและหลาน เท่ามนุษย์ในพระนครสาวัตถี เจ้าค่ะ ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา มนุษย์ในพระนครสาวัตถีมากเพียงไร ทำกาละอยู่ ทุกวันๆ ฯ วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มนุษย์ในพระนครสาวัตถี ๑๐ คนบ้าง ๙ คน บ้าง ๘ คนบ้าง ๗ คนบ้าง ๖ คนบ้าง ๕ คนบ้าง ๔ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ๒ คนบ้าง ๑ คนบ้าง ทำกาละอยู่ทุกวันๆ ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านพึงเป็นผู้มี ผ้าเปียกหรือมีผมเปียกเป็นบางครั้งบางคราวหรือหนอ ฯ วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าค่ะ พอเพียงแล้วด้วยบุตร และหลานมากเพียงนั้นแก่หม่อมฉัน ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐๐ ผู้ใดมีสิ่ง ที่รัก ๙๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๖๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๙ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖ ผู้นั้นก็มี ทุกข์ ๖ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒ ผู้ใดมีสิ่ง ที่รัก ๑ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑ ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้น ไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีอุปายาส ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่ง อุทานนี้ในเวลานั้นว่า ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี มากมายหลาย อย่างนี้มีอยู่ในโลก เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ความโศก ความร่ำไร และความทุกข์เหล่านี้ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้นแล ผู้ใดไม่มี สัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นเป็นผู้มีความ สุข ปราศจากความโศก เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนาความไม่ โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่พึงทำสัตว์หรือสังขาร ให้เป็นที่รัก ในโลกไหนๆ ฯ จบสูตรที่ ๘
๘ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน วิสาขาย มิคารมาตุยา นตฺตา กาลกตา โหติ ปิยา มนาปา ฯ อถ โข วิสาขา มิคารมาตา อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา ทิวาทิวสฺส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข วิสาขํ มิคารมาตรํ ภควา เอตทโวจ หนฺท กุโต นุ ตฺวํ วิสาเข อาคจฺฉสิ อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา อิธุปสงฺกนฺตา ทิวาทิวสฺสาติ ฯ นตฺตา เม ภนฺเต ปิยา มนาปา กาลกตา เตนาหํ อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา อิธุปสงฺกนฺตา ทิวาทิวสฺสาติ ฯ อิจฺเฉยฺยาสิ ตฺวํ วิสาเข ยาวติกา สาวตฺถิยา มนุสฺสา ตาวติเก ปุตฺเต จ นตฺตาโร จาติ ฯ อิจฺเฉยฺยาหํ ภนฺเต ภควา ยาวติกา สาวตฺถิยา มนุสฺสา ตาวติเก ปุตฺเต จ นตฺตาโร จาติ ฯ {๑๗๖.๑} กีว พหุกา ปน วิสาเข สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺตีติ ฯ ทสปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ นวปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ อฏฺฐปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ สตฺตปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ ฉปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ ปญฺจปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ จตฺตาโรปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ ตโยปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ เทฺวปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ เอโกปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺโส เทวสิกํ กาลํ กโรติ อวิวิตฺตา ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺเสหิ กาลํ กโรนฺเตหีติ ฯ {๑๗๖.๒} ตํ กึ มญฺญสิ วิสาเข อปิ นุ ตฺวํ กทาจิ กรหจิ อลฺลวตฺถา วา ภเวยฺยาสิ อลฺลเกสา วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต อลํ เม ภนฺเต ตาว พหุเกหิ ปุตฺเตหิ จ นตฺตาเรหิ จาติ ฯ {๑๗๖.๓} เยสํ โข วิสาเข สตํ ปิยานิ สตํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ นวุติ ปิยานิ นวุติ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ อสีติ ปิยานิ อสีติ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ สตฺตติ ปิยานิ สตฺตติ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ สฏฺฐี ปิยานิ สฏฺฐี เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ปญฺญาสํ ปิยานิ ปญฺญาสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ จตฺตาฬีสํ ปิยานิ จตฺตาฬีสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ตึสํ ปิยานิ ตึสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ วีสํ ปิยานิ วีสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ทส ปิยานิ ทส เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ นว ปิยานิ นว เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ อฏฺฐ ปิยานิ อฏฺฐ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ สตฺต ปิยานิ สตฺต เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ฉ ปิยานิ ฉ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ปญฺจ ปิยานิ ปญฺจ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ จตฺตาริ ปิยานิ จตฺตาริ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ตีณิ ปิยานิ ตีณิ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ เทฺว ปิยานิ เทฺว เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ เอกํ ปิยํ เอกํ เตสํ ทุกฺขํ เยสํ นตฺถิ ปิยํ นตฺถิ เตสํ ทุกฺขํ อโสกา เต วิรชา อนุปายาสาติ วทามีติ ฯ {๑๗๖.๔} อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ เยเกจิ โสกา ปริเทวิตา วา ทุกฺขา จ โลกสฺมึ อเนกรูปา ปิยํ ปฏิจฺจ ภวนฺติ เอเต ปิเย อสนฺเต น ภวนฺติ เอเต ตสฺมา หิ เต สุขิโน วีตโสกา เยสํ ปิยํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ตสฺมา อโสกํ วิรชํ ปตฺถยาโน ปิยํ น กยิราถ กุหิญฺจิ โลเกติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ