๙. เหมวตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร ๙. เหมวตสูตร ว่าด้วยเหมวตยักษ์ทูลถามปัญหา
(สาตาคิรยักษ์กล่าวดังนี้) วันนี้เป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ราตรีที่เป็นทิพย์ปรากฏแล้ว เราทั้งสองไปเฝ้าพระโคดมผู้เป็นศาสดา ทรงพระนามสูงส่งกันดีกว่า
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมเป็นผู้คงที่ มีพระทัยสม่ำเสมอ ในสัตว์โลกทุกจำพวกจริงหรือ ทรงทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจได้จริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมเป็นผู้คงที่ มีพระทัยสม่ำเสมอ ในสัตว์โลกทุกจำพวกจริง และทรงทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจได้จริง
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้จริงหรือ ทรงสำรวมในสัตว์ทั้งหลายจริงหรือ ทรงประพฤติห่างไกลจากกามคุณจริงหรือ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งฌานจริงหรือ @เชิงอรรถ : @ พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มีพระทัยคงที่โดยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ @(๒) เป็นผู้คงที่เพราะสละแล้ว (๓) เป็นผู้คงที่เพราะพ้นแล้ว (๔) เป็นผู้คงที่เพราะข้ามได้แล้ว (๕) เป็นผู้คงที่ @เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ ได้ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๕๕/๒๓๑-๒๓๒) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๓๘/๑๓๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้จริง ทรงสำรวมในสัตว์ทั้งหลายจริง ทรงประพฤติห่างไกลจากกามคุณจริง พระองค์ตรัสรู้แล้ว ไม่ทรงละทิ้งฌานจริง
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จจริงหรือ มีพระวาจาไม่หยาบคายจริงหรือ ไม่ตรัสคำส่อเสียดจริงหรือ ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อจริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จจริง มีพระวาจาไม่หยาบคายจริง ไม่ตรัสคำส่อเสียดจริง ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อจริง ตรัสคำที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว เพราะทรงกำหนดด้วยพระปัญญา
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายจริงหรือ พระทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัวจริงหรือ พระองค์ทรงล่วงพ้นโมหะได้จริงหรือ พระองค์ทรงมีปัญญาจักษุในธรรมทั้งหลายจริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายจริง พระทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัวจริง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร พระองค์ทรงล่วงพ้นโมหะทั้งปวงได้จริง พระองค์ตรัสรู้แล้ว ทรงมีปัญญาจักษุในธรรมทั้งหลายจริง
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาจริงหรือ พระองค์ทรงมีจรณะบริสุทธิ์จริงหรือ พระองค์ทรงสิ้นอาสวะทั้งหลายจริงหรือ พระองค์ไม่ทรงเกิดอีกจริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาจริง พระองค์ทรงมีจรณะบริสุทธิ์จริง พระองค์ทรงสิ้นอาสวะทั้งหลายจริง พระองค์ไม่ทรงเกิดอีกจริง
(เหมวตยักษ์กล่าวชื่นชมสาตาคิรยักษ์ดังนี้) ท่านได้สรรเสริญพระทัยของพระมุนีโคดม ที่ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม และสรรเสริญพระมุนีโคดมนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โดยธรรม
(สาตาคิรยักษ์กล่าวชื่นชมเหมวตยักษ์ดังนี้) ท่านก็ชื่นชมพระทัยของพระมุนีโคดม ที่ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม และชื่นชมพระมุนีโคดมนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โดยธรรม
พระทัยของพระมุนีโคดม ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เราไปเฝ้าพระโคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะกันเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(เหมวตยักษ์กล่าวดังนี้) มาเถิด เราทั้งสองจะไปเฝ้าพระโคดม ผู้มีพระชงฆ์ดังปลีแข้งเนื้อทราย มีพระวรกายงามระหง มีลักษณะองอาจ เสวยพระกระยาหารแต่พอประมาณ ทรงปราศจากความติดพระทัยในรสพระกระยาหาร ทรงเป็นมุนีผู้เพ่งพินิจอยู่ในป่า
เราทั้งสองไปเฝ้าพระโคดม ผู้สง่าดุจราชสีห์ เสด็จจาริกโดดเด่นพระองค์เดียว ทรงเป็นพระนาคะ ไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย จะทูลถามถึงธรรมเครื่องพ้นจากบ่วงมัจจุราช
เราทั้งสองจงทูลถามพระโคดมผู้ทรงแนะนำพร่ำสอน ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ ล่วงพ้นเวรภัยได้ทุกอย่าง @เชิงอรรถ : @ เสด็จจาริกโดดเด่นพระองค์เดียว หมายถึงไม่มีตัณหา อีกนัยหนึ่ง หมายถึงในโลกธาตุเดียวกันนี้ มีเพียง @พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๗) @ ทรงเป็นพระนาคะ หมายถึงเป็นผู้ไม่เกิดอีกบ้าง เป็นผู้ไม่ทำความชั่วบ้าง หรือหมายถึงทรงมีพลธรรม @บ้าง (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๗) @ ธรรมเครื่องพ้นจากบ่วงมัจจุราช ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๘) @ ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๙/๒๓๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้) เมื่ออะไรเกิด สัตว์โลกจึงเกิด สัตว์โลกยินดีในอะไร สัตว์โลกยึดถืออะไร เพราะอะไรสัตว์โลกจึงเดือดร้อน
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) เมื่ออายตนะ ๖ เกิด สัตว์โลกจึงเกิด สัตว์โลกย่อมยินดีในอายตนะ ๖ สัตว์โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแล เพราะอายตนะ ๖ สัตว์โลกจึงเดือดร้อน
(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้) ความยึดถือที่ทำให้สัตว์โลกเดือดร้อนนั้นคืออะไร ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องนำออกจากโลก สัตว์โลกจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) กามคุณ ๕ อันมีใจเป็นที่ ๖ ซึ่งมีอยู่ในโลก เราประกาศไว้ชัดเจนแล้ว สัตว์โลกคลายความพอใจในกามคุณ ๕ นี้ได้ ย่อมพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ @เชิงอรรถ : @ อายตนะ ๖ หมายถึงอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๑/๒๔๐) @ ดูเทียบ อภิ.ก. ๓๗/๕๑๐/๓๐๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
นี้คือธรรมเครื่องนำออกจากโลก เราบอกแก่พวกท่านตามความเป็นจริง เราก็บอกพวกท่านเช่นนี้แล เพราะว่าสัตว์โลกย่อมพ้นจากทุกข์ได้ก็ด้วยวิธีดังนี้
(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้) ในโลกนี้ใครเล่าข้ามโอฆะ ได้ ใครเล่าข้ามห้วงมหรรณพได้ ใครเล่าไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่ลุ่มลึก ปราศจากเกาะแก่ง และเครื่องยึดเหนี่ยว
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว เพ่งพินิจธรรมภายใน มีสติทุกเมื่อ ย่อมข้ามพ้นโอฆะที่ข้ามได้ยาก
ผู้นั้นเว้นขาดจากกามสัญญา ได้แล้ว เป็นผู้ละสังโยชน์ได้ทุกอย่าง หมดสิ้นความเพลิดเพลินและภพแล้ว ย่อมไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่ลุ่มลึก @เชิงอรรถ : @ โอฆะ หมายถึงกิเลส ๔ ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๕/๒๔๓) @ ห้วงมหรรณพ ในที่นี้หมายถึงสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๕/๒๔๓) @ กามสัญญา หมายถึงสัญญาที่เกิดขึ้นปรารภกาม หรือสัญญาที่สหรคตด้วยโลภจิต ๘ ดวง @(องฺ.ติก.อ. ๒/๓๓/๑๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(เหมวตยักษ์กล่าวดังนี้) ท่านทั้งหลายโปรดมาดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น มีพระปัญญาลึกซึ้ง ทรงแสดงเนื้อความอย่างละเอียด ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ทรงข้องในกามภพ ทรงหลุดพ้นได้เด็ดขาดในอารมณ์ทั้งปวง แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เสด็จดำเนินอยู่ในปฏิปทาอันเป็นทิพย์
ท่านทั้งหลายโปรดมาดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น มีพระนามเลื่องลือไกล ทรงแสดงเนื้อความอย่างละเอียด ทรงประทานแสงสว่างคือปัญญา ไม่ทรงติดข้องอาลัย ในกาม ทรงเป็นพระสัพพัญญูรู้ธรรมทั้งปวง มีพระปัญญาบารมี แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เสด็จดำเนินอยู่ในปฏิปทาของพระอริยะ
วันนี้เราทั้งหลายเห็นดีแล้ว สว่างไสวแล้ว ตั้งมั่นดีแล้ว เพราะเราทั้งหลายได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ข้ามพ้นโอฆะ ผู้ปราศจากอาสวะ
ยักษ์ ๑,๐๐๐ ตนที่อยู่ ณ ที่นั้นทั้งหมด มีฤทธิ์ มียศ ย่อมถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นสรณะ โดยเปล่งวาจาว่าพระองค์ทรงเป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีใครยิ่งกว่าของข้าพระองค์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ อาลัย หมายถึงตัณหา และทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๙/๒๔๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. อุรควรรค] ๑๐. อาฬวกสูตร
ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีแล้ว เที่ยวประกาศธรรมไปทุกหนทุกแห่ง ตามหมู่บ้านหรือตามขุนเขาลำเนาไพร เหมวตสูตรที่ ๙ จบ