This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

๑๒. วังคีสสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

Text only · no interpretation16 items1 editions

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๒. วังคีสสูตร ๑๒. วังคีสสูตร ว่าด้วยพุทธพจน์ตรัสแก้ความสงสัยของพระวังคีสะ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวี สมัยนั้น พระนิโครธกัปปเถระซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านพระวังคีสะเพิ่งจะปรินิพพาน ที่อัคคาฬวเจดีย์ไม่นาน ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความ คิดคำนึงอย่างนี้ว่า “พระอุปัชฌาย์ของเราปรินิพพานแล้วหรือว่ายังไม่ปรินิพพาน” ครั้นถึงเวลาเย็น ท่านพระวังคีสะจึงออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่ลับได้เกิดความคิดคำนึง อย่างนี้ว่า ‘พระอุปัชฌาย์ของเราปรินิพพานแล้วหรือว่ายังไม่ปรินิพพาน” ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะก็ลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่า ประคองอัญชลีไป ทางพระผู้มีพระภาคแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

๓๔๖

ข้าพระองค์ขอทูลถามพระบรมศาสดา ผู้มีพระปัญญามากว่า ภิกษุใดมีชื่อเสียง เรืองยศ ตัดความสงสัย ดับกิเลสเสียได้ในปัจจุบันชาตินี้ ได้ปรินิพพานที่อัคคาฬวเจดีย์วิหาร @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๗๒-๑๒๘๗/๕๔๖-๕๔๙ @ หลีกเร้นอยู่ในที่ลับ หมายถึงหลีกออกจากหมู่คณะอยู่สงบกาย และอยู่สงบจิตจากอารมณ์นั้นๆ @(ขุ.สุ.อ. ๒/๓๔๕/๑๖๔) @ เรืองยศ ในที่นี้หมายถึงเพียบพร้อมด้วยลาภและบริวาร (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๔๖/๑๖๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๒. วังคีสสูตร

๓๔๗

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเห็นธรรมอันมั่นคง ภิกษุนั้นเป็นพราหมณ์มาแต่กำเนิด มีนามที่พระองค์ทรงประทานให้ว่า ‘นิโครธกัปปะ’ ท่านเที่ยวนอบน้อม มุ่งหวังความหลุดพ้น ปรารภความเพียร

๓๔๘

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าศากยะ ผู้มีสมันตจักขุ ข้าพระองค์ทุกรูปปรารถนาจะทราบถึงพระสาวกรูปนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายพร้อมที่จะเงี่ยโสตฟัง พระองค์เป็นศาสดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์เป็นผู้ยอดเยี่ยม

๓๔๙

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญาอันไพบูลย์ ขอพระองค์โปรดขจัดความเคลือบแคลงสงสัยของข้าพระองค์ทั้งหลาย โปรดตรัสบอกพระนิโครธกัปปเถระ ผู้ปรินิพพานแล้วนั้น ให้ข้าพระองค์ทราบด้วยเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้มีสมันตจักขุ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกท่ามกลางแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด เหมือนท้าวสักกะผู้มีพระเนตรตั้งพันตรัสบอกแก่เหล่าเทวดา

๓๕๐

กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ เป็นทางก่อให้เกิดความลุ่มหลง เป็นฝ่ายแห่งความไม่รู้ เป็นมูลฐานแห่งความเคลือบแคลงสงสัย กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้นพอมาถึงพระตถาคตผู้มีพระจักษุ มีพระคุณยิ่งกว่านรชนทั้งหลายนี้แล ย่อมหมดไป

๓๕๑

ถ้าพระผู้มีพระภาคจะเป็นเพียงบุรุษธรรมดา ก็จะไม่ทรงทำลายกิเลสได้ เหมือนลมพัดทำลายก้อนเมฆที่หนาทึบไม่ได้ ฉะนั้น โลกทั้งมวลที่มืดอยู่แล้วก็ยิ่งจะมืดหนักลง นรชนทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ที่รุ่งเรืองอยู่บ้าง ก็จะไม่รุ่งเรืองนัก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๒. วังคีสสูตร

๓๕๒

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเพียบพร้อมด้วยความเพียร นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้ทำแสงสว่าง ให้เกิด เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าใจพระองค์ว่า ทรงทำแสงสว่างให้เกิดเป็นแม่นมั่น ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ว่า พระองค์ทรงเห็นธรรมทั้งปวง ได้อย่างแจ่มแจ้ง จึงได้พากันมาเฝ้า ขอพระองค์โปรดประกาศพระนิโครธกัปปเถระ แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในที่ประชุมนี้ด้วยเถิด

๓๕๓

พระองค์ทรงเปล่งพระวาจาอย่างไพเราะจับใจ ทั้งทรงเปล่งด้วยพระสุรเสียงกังวาลที่เกิดแต่พระนาสิก ที่บุญญาธิการตกแต่งมาดีแล้ว ได้อย่างคล่องแคล่วแผ่วเบา เหมือนพญาหงส์ทองโก่งคอขันเบาๆ อย่างไพเราะ ข้าพระองค์ทุกรูปตั้งใจแน่วแน่ ขอฟังพระดำรัสที่ไพเราะของพระองค์

๓๕๔

ข้าพระองค์จะเปิดเผยความเกิดและความตาย ที่ละได้อย่างสิ้นเชิง จะแสดงบอกบาปธรรมซึ่งเป็นตัวกำจัด เพราะบรรดาปุถุชนทั้งหลาย บุคคลผู้ที่ทำได้ตามความพอใจตนไม่มี แต่คนที่ไตร่ตรองพิจารณาตามพระตถาคตเท่านั้น สามารถที่จะรู้หรือกล่าวธรรมอย่างที่ตนต้องการได้

๓๕๕

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญามาก พระองค์ผู้ทรงมีพระปัญญารุ่งเรือง ได้ตรัสไวยากรณ์ที่สมบูรณ์ไว้อย่างถูกต้องแล้ว ข้าพระองค์ขอถวายอัญชลีกรรมอย่างนอบน้อม @เชิงอรรถ : @ แสงสว่าง ในที่นี้หมายถึงปัญญา (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๕๒/๑๖๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๒. วังคีสสูตร พระองค์ทรงทราบคติของพระนิโครธกัปปเถระ โปรดอย่าให้ข้าพระองค์หลงอยู่เลย

๓๕๖

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ทรงรู้แจ้งอริยธรรม ทั้งที่เป็นโลกุตตระและโลกิยะ ทรงทราบเญยยธรรมทั้งหมด โปรดอย่าให้ข้าพระองค์หลงอยู่เลย ข้าพระองค์หวังพระดำรัสของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง เหมือนคนถูกความร้อนแผดเผาในฤดูร้อนต้องการน้ำเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น ขอพระองค์โปรดเปล่งสัททายตนะคือสุตะเถิด

๓๕๗

พระนิโครธกัปปเถระประพฤติพรหมจรรย์เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นของท่าน ไม่สูญเปล่าหรือ ท่านนิพพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ หรือนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอฟังเรื่องนั้น

๓๕๘

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) นิโครธกัปปเถระนั้นได้ตัดขาดตัณหาในนามรูปนี้ ทั้งตัดกระแสแห่งธรรมฝ่ายดำ ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดานมาช้านาน ข้ามพ้นชาติและมรณะได้อย่างสิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐด้วยพลธรรม ๕ ประการ ได้ตรัสไว้ดังนี้ @เชิงอรรถ : @ อริยธรรม หมายถึงอริยสัจ ๔ (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๕๖/๑๖๘) @ พลธรรม ๕ ประการ คือ (๑) สัทธา(ความเชื่อ) (๒) วิริยะ(ความเพียร) (๓) สติ(ความระลึกได้) (๔) สมาธิ @(ความตั้งจิตมั่น) (๕) ปัญญา(ความรู้ทั่ว) อนึ่ง คำว่า “พระผู้มีพระภาค” ในคาถานี้เป็นคำกล่าวของพระ @สังคีติกาจารย์ (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๕๘/๑๖๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๘๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร

๓๕๙

(ท่านพระวังคีสเถระกราบทูลดังนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นพุทธะ ข้าพระองค์นี้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ย่อมเลื่อมใส ทราบว่า เรื่องที่ข้าพระองค์ทูลถามแล้วไม่ไร้ประโยชน์ พระองค์ทรงเป็นพุทธเจ้า ไม่ทรงลวงข้าพระองค์แน่นอน

๓๖๐

สาวกของพระพุทธองค์พูดอย่างใด ก็ทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายคือตัณหาที่แผ่กว้าง ทั้งมั่นคง ของมารเจ้าเล่ห์ได้เด็ดขาด

๓๖๑

พระผู้มีพระภาคสมควรที่จะตรัสว่า ท่านพระนิโครธกัปปเถระได้เห็นมูลเหตุแห่งอุปาทาน ล่วงพ้นบ่วงมัจจุราชที่ข้ามได้แสนยากแล้ว วังคีสสูตรที่ ๑๒ จบ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้

๑๒. วังคีสสูตร