๒. ปธานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๒. ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายดังนี้)
เราตั้งจิตบำเพ็ญเพียร ขะมักเขม้น เพ่งพินิจอยู่ เพื่อบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั้น
มารได้เข้ามาหาพร้อมกับกล่าวถ้อยคำแสดงความเอ็นดูว่า ท่านมีร่างกายผ่ายผอม มีผิวพรรณซูบซีด ใกล้จะตายอยู่แล้ว
ท่านมีโอกาสตายถึง ๑,๐๐๐ ส่วน โอกาสรอดชีวิตมีเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ท่านเอ๋ย การที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นดีแล้ว เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่ ท่านก็จักบำเพ็ญบุญทั้งหลายได้
ท่านประพฤติพรหมจรรย์ และบูชาไฟอยู่ ก็ชื่อว่าสั่งสมบุญไว้มาก ท่านจักบำเพ็ญเพียรไปทำไม
ทางเพื่อความเพียรดำเนินไปถึงยาก ทำได้ยาก ยากยิ่งนักที่จะก่อผลสำเร็จ มารได้ยืนกล่าวคาถาเหล่านี้อยู่ใกล้ๆ เราผู้จะเป็นพุทธะ @เชิงอรรถ : @ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงเมถุนวิรัติ (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๓๑/๒๐๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๒. ปธานสูตร
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบมารผู้กล่าวอย่างนั้นว่า มารผู้มีบาป ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของคนประมาท ท่านมาที่นี้มีความประสงค์ใด
เราไม่มีความต้องการบุญแม้แต่น้อย ความจริง ท่านผู้เป็นมาร ควรไปบอกแก่คนผู้ต้องการบุญ
เพราะเหตุไร ท่านจึงเฝ้าเพียรถามเรา ผู้มีทั้งศรัทธา ตบะ วิริยะ และปัญญา ผู้มีจิตมุ่งมั่น มีความเป็นอยู่อย่างนี้
กระแสแม่น้ำทุกสาย ลมนี้สามารถพัดให้เหือดแห้งได้ แต่ว่าเลือดของเราผู้มีจิตมุ่งมั่นไม่เหือดแห้งไปแม้สักหยดเลย
เมื่อเลือดกำลังเหือดแห้งไป ดี เสลดก็กำลังเหือดแห้งไปด้วย และเมื่อเนื้อกำลังจะหมดสิ้นไป แต่จิตของเราก็ยิ่งผ่องใส สติ และปัญญาก็ผ่องใส สมาธิของเราก็ยิ่งตั้งมั่นขึ้นไปอีก
เรานั้นถึงจะได้รับทุกขเวทนาอันแรงกล้าอยู่อย่างนี้ จิตก็หาได้หวนคนึงถึงกามทั้งหลายไม่ ท่านจงคอยดูภาวะที่เราเป็นสัตว์บริสุทธิ์
กิเลสกามทั้งหลาย เราเรียกว่าเสนากองที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดี เราเรียกว่าเสนากองที่ ๒ ของท่าน ความหิวกระหาย เราเรียกว่าเสนากองที่ ๓ ของท่าน ตัณหา(ความทะยานอยาก) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๔ ของท่าน
ถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๕ ของท่าน ความกลัว เราเรียกว่าเสนากองที่ ๖ ของท่าน วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๗ ของท่าน มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) และถัมภะ(ความหัวดื้อ) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๘ ของท่าน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๒. ปธานสูตร
ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ และยศที่ได้มาที่ผิดๆ เราเรียกว่าเสนากองที่ ๙ ของท่าน การยกตนและข่มผู้อื่น เราเรียกว่าเสนากองที่ ๑๐ ของท่าน
มารเอ๋ย เสนาของท่านผู้มีธรรมดำนี้ มีปกติประหารสมณพราหมณ์ คนขลาดเอาชนะเสนานั้นไม่ได้ แต่คนกล้า เอาชนะเสนามารได้แล้วย่อมได้รับสุข
แม้เรานี้ก็รักษาหญ้ามุงกระต่ายไว้ น่าติเตียน(ถ้า)ชีวิตของเรา(จะพ่ายแพ้) เราตายเสียในสงครามประเสริฐกว่า แพ้แล้วเป็นอยู่จะประเสริฐอะไร
สมณพราหมณ์บางพวกตกอยู่ในอำนาจเสนาของท่านแล้ว ย่อมไม่ปรากฏเกียรติคุณ และย่อมไม่รู้ทางที่เหล่าท่านผู้มีวัตรดีดำเนินไปอยู่
เราได้เห็นมารขี่ช้างเป็นพาหนะ นำเสนาออกมาโดยรอบทิศ จึงเตรียมเผชิญหน้าเพื่อจะต่อสู้ โดยมั่นใจว่า มารอย่าหวังที่จะให้เราลุกจากที่
ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่สามารถเอาชนะเสนาของท่านนั้นได้ แต่เราจะใช้ปัญญาเป็นอาวุธ ทำลายเสนาท่านนั้นให้พินาศ เหมือนคนใช้ก้อนหินทุบภาชนะดิน ทั้งที่ยังไม่ได้เผาและที่เผาแล้วให้แตกไป ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๘/๑๑๖, ๖๘/๒๑๐-๒๑๑, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๔๗/๑๙๘ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๒. ปธานสูตร
เราจักเจริญสัมมาสังกัปปะให้เชี่ยวชาญ และตั้งสติไว้อย่างมั่นคงแล้ว เที่ยวจาริกแนะนำพร่ำสอนสาวกจำนวนมากไปทุกแว่นแคว้น
สาวกผู้ไม่ประมาทเหล่านั้น มีจิตมุ่งมั่น ปฏิบัติตามคำสอนของเรา เป็นผู้หมดความปรารถนา ก็จะเข้าถึงสถานที่ซึ่งเหล่าชนผู้ไปแล้ว ไม่เศร้าโศก
(มารกล่าวดังนี้) ข้าพเจ้าได้สะกดรอยตามพระผู้มีพระภาคนานถึง ๗ ปี ก็ยังหาโอกาสที่จะทำลายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระสิริไม่ได้เลย
กาตัวหนึ่งบินอยู่รอบๆ แท่นศิลา ที่มีสีคล้ายมันข้น ด้วยคิดว่า ‘เรากำลังจะได้ของอ่อนนุ่มในสิ่งนี้ ความยินดีพอใจก็จะมีแก่เรา’ (แต่เมื่อไม่ได้ความพอใจ รู้ว่า ‘นี้คือแท่นศิลา’ จึงหลีกไป)
ข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกัน ตั้งใจว่า จะมารบกวนก่อความรำคาญพระทัย ให้พระสมณโคดมเบื่อเสด็จลุกหนีไป แต่ข้าพเจ้ากลับไม่ได้รับความยินยอมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความท้อแท้จึงหลีกไป
เมื่อมารนั้นกำลังเศร้าโศกมาก พิณที่หนีบอยู่นั้นจึงตกลงจากรักแร้ ลำดับนั้น มารนั้นผู้เสียใจ ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง ปธานสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ ข้อความนี้แปลเติมตามนัยอรรถกถา (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๔๙-๔๕๑/๒๑๔-๒๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๑}