๑๐. อุปปัชชันติสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. อุปปัชชันติสูตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตอรหันต- *สัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เพียงใด พวกอัญญเดียรถีย์ย่อมเป็น ผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง และได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพียงนั้น แต่เมื่อใด พระตถาคต- *อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เมื่อนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ย่อมเป็นผู้อันมหาชนไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง และไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ ย่อมเป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง และได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ จริงอย่างนั้น ดูกรอานนท์ จริงอย่างนั้น ดูกรอานนท์ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลกเพียง ใด ... แต่เมื่อใดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ... ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทาน นี้ในเวลานั้นว่า หิ่งห้อยนั้น ส่งแสงสว่างอยู่ชั่วเวลาพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เมื่อ พระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว หิ่งห้อยนั้นก็อับแสง และไม่สว่างได้ เลย พวกเดียรถีย์สว่างเหมือนหิ่งห้อยนั้น ตราบเท่าที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก แต่เมื่อใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เมื่อนั้น พวก เดียรถีย์และแม้สาวกของพวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมไม่หมดจด พวกเดียรถีย์ผู้มีทิฐิชั่วย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบชัจจันธวรรคที่ ๖ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อายุสมโอสัชชนสูตร ๒. ปฏิสัลลานสูตร ๓. อาหุสูตร ๔. กิร- *สูตรที่ ๑ ๕. กิรสูตรที่ ๒ ๖. ติตถสูตร ๗. สุภูติสูตร ๘. คณิกาสูตร ๙. อุปาติสูตร ๑๐. อุปปัชชันติสูตร ฯ -----------------------------------------------------
๑๐ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ ยาวกีวญฺจ ภนฺเต ตถาคตา โลเก นุปฺปชฺชนฺติ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา ตาว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา สกฺกตา โหนฺติ ครุกตา มานิตา ปูชิตา อปจิตา ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ยโต จ โข ภนฺเต ตถาคตา โลเก อุปฺปชฺชนฺติ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา อถ โข อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา อสกฺกตา โหนฺติ อครุกตา อมานิตา อปูชิตา อนปจิตา น ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ภควา เจวทานิ ภนฺเต สกฺกโต โหติ ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลาน- ปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ภิกฺขุสงฺโฆ จาติ ฯ {๑๔๖.๑} เอวเมตํ อานนฺท เอวเมตํ อานนฺท ยาวกีวญฺจ อานนฺท ตถาคตา โลเก นุปฺปชฺชนฺติ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา ตาว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา สกฺกตา โหนฺติ ครุกตา มานิตา ปูชิตา อปจิตา ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ยโต จ โข อานนฺท ตถาคตา โลเก อุปฺปชฺชนฺติ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา อถ โข อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา อสกฺกตา โหนฺติ อครุกตา อมานิตา อปูชิตา อนปจิตา น ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ตถาคโต เจวทานิ สกฺกโต โหติ ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ภิกฺขุสงฺโฆ จาติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ โอภาสติ ตาว โส กิมิ ยาว น อุณฺณติ ปภงฺกโร วิโรจนมฺหิ อุคฺคเต หตปฺปโภ โหติ น จาปิ ภาสติ ฯ เอวํ โอภาสิตเมว ติตฺถิยานํ ยาว สมฺมาสมฺพุทฺธา โลเก นุปฺปชฺชนฺติ น ตกฺกิกา สุชฺฌนฺติ น จาปิ สาวกา ทุทฺทิฏฺฐี น ทุกฺขา ปมุญฺจเรติ ฯ ทสมํ ฯ ชจฺจนฺธวคฺโค ฉฏฺโฐ ฯ ตสฺสุทฺทานํ อายุสมโอสฺสชฺชนํ ปฏิสลฺลา อาหุ ตญฺจ กิร ติตฺถา สตฺตมมาหุ สุภูตึ คณิกา อุปาติ นวโม อุปฺปชฺชนฺติ จ เต ทสาติ ฯ ------------