๓. ปัลลังกวิมาน
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. ปัลลังกวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปัลลังกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดานั้นด้วยคาถาความว่า ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ท่านอยู่บนที่นอนใหญ่เป็นบัลลังก์ อันประเสริฐ อันบุญกรรมตกแต่งให้วิจิตรด้วยแก้วมณีและทองคำ โรย ดอกไม้ไว้เกลื่อนกล่น อนึ่ง รอบๆ ตัวท่าน เหล่านางเทพอัปสรมีร่าง สมทรงแผลฤทธิ์ได้ต่างๆ ฟ้อนรำ ขับร้อง ให้ท่านร่าเริงบันเทิงใจอยู่ เป็นนิจ ท่านเป็นนางเทพธิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพมากครั้ง เมื่อท่าน ยังเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพอันรุ่งเรืองและ มีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้นตอบว่า ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นบุตรสะใภ้ในตระกูลอัน มั่งคั่งตระกูลหนึ่ง ดิฉันเป็นผู้ไม่โกรธ เป็นผู้ประพฤติอยู่ใต้บังคับบัญชา ของสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถ เมื่อดิฉันยังเป็นสาวอยู่ เป็นผู้ภักดี ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจสามีหนุ่ม ดิฉันเป็นที่โปรดปรานของสามี เป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะดิฉันมีน้ำใจผ่องใส ดิฉันได้ประพฤติตนให้เป็นที่ ชื่นชอบใจของสามีทั้งกลางวันและกลางคืน ชาติก่อนดิฉันเป็นผู้มีศีล เป็นผู้บำเพ็ญในสิกขาบททั้งหลายอย่างครบถ้วน คือ เว้นขาดจากการ ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ มีการงานทางกายบริสุทธิ์ ประพฤติพรหมจรรย์ อย่างสะอาดไม่กล่าวคำเท็จ และเว้นขาดจากดื่มน้ำเมา ดิฉันมีใจเลื่อมใส ประพฤติตามธรรม ปลาบปลื้มใจ เข้ารักษาอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอด ปาฏิหาริยปักษ์ ครั้นดิฉันสมาทานกุศลธรรมอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างประเสริฐ เป็นอริยะ มีความสุขเป็นกำไร เช่นนี้แล้ว ชาติก่อนดิฉันได้เป็นสาวิกของพระสุคตเจ้า ได้เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ของสามีเป็นอันดี ครั้นดิฉันทำกุศลกรรมเช่นนี้ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ใน มนุษยโลก เป็นผู้มีส่วนแห่งภพอันวิเศษ พอสิ้นชีพลงแล้ว ดิฉัน จึงถึงความเป็นนางเทพธิดาผู้มีฤทธิ์ ในอภิสัมปรายภพ มาสู่สวรรค์ ห้อมล้อมด้วยหมู่นางเทพอัปสรในวิมานมีปราสาทอย่างประเสริฐ น่า รื่นรมย์ คณะเทพเจ้าและเหล่านางเทพธิดาทั้งหลาย ซึ่งมีรัศมีซ่านออก จากกายตน พากันมาชื่นชมยินดีกับดิฉันผู้มีอายุยืน มาสู่เทพวิมาน. จบ ปัลลังกวิมานที่ ๓.
|๓๑.๒๙๑| ๓ ปลฺลงฺกเสฏฺเฐ มณิโสวณฺณจิตฺเต ปุปฺผาภิกิณฺเณ สยเน อุฬาเร ตตฺถจฺฉสิ เทวิ มหานุภาเว อุจฺจาวจา อิทฺธิวิกุพฺพมานา |๓๑.๒๙๒| อิมา จ เต อจฺฉราโย สมนฺตโต นจฺจนฺติ คายนฺติ ปโมทยนฺติ เทวิทฺธิปตฺตาสิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีต ฯ |๓๑.๒๙๓| อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา อฑฺเฒ กุเล สุณิสา อโหสึ อกฺโกธนา ภตฺตุ วสานุวตฺตินี อปฺปมตฺตา อุโปสเถ |๓๑.๒๙๔| มนุสฺสภูตา ทหรา อปาปิกา ปสนฺนจิตฺตา ปติมาภิราธยึ ทิวา จ รตฺโต จ มนาปจารินี อหํ ปุเร สีลวตี อโหสึ |๓๑.๒๙๕| ปาณาติปาตา วิรตา อโจริยา สํสุทฺธกายา สุจิพฺรหฺมจารินี อมชฺชปานา จ มุสา อภาณี สิกฺขาปเทสุ ปริปูรการินี |๓๑.๒๙๖| จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ ปสนฺนมานสา อหํ |๓๑.๒๙๗| อฏฺฐงฺคุเปตํ อนุธมฺมจารินี อุโปสถํ ปีติมนา อุปาวสึ อิมญฺจ อริยํ อฏฺฐงฺควเรหุเปตํ สมาทยิตฺวา กุสลํ สุขุทฺรยํ ปติมฺหิ กลฺยาณวสานุวตฺตินี อโหสึ ปุพฺเพ สุคตสฺส สาวิกา |๓๑.๒๙๘| เอตาทิสํ กุสลํ ชีวโลเก กมฺมํ กริตฺวาน วิเสสภาคินี กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ เทวิทฺธิปตฺตา สุคติมฺหิ อาคตา |๓๑.๒๙๙| วิมานปาสาทวเร มโนรเม ปริวาริตา อจฺฉราสงฺคเณน สยมฺปภา เทวคณา รมนฺติ มํ ทีฆายุกึ เทววิมานมาคตนฺติ ฯ ปลฺลงฺกวิมานํ ตติยํ ฯ