This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา

Text only · no interpretationข้อ ๓๘๙พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระมาลุงกยเถระ.

๓๘๙

เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงรูปนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็ ลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึด มั่นรูปนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้น แก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรูปอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลได้ฟังเสียงแล้ว มัวใส่ใจ ถึงเสียงนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็ลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้น ย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นเสียงนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อย ซึ่งมีเสียงเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงเสียงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกล นิพพาน เมื่อบุคคลได้ดมกลิ่นแล้ว มัวใส่ใจถึงกลิ่นนั้นว่าเป็นนิมิตที่ น่ารัก สติก็ลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลิน อยู่ ทั้งยึดมั่นกลิ่นนั้น ด้วยเวทนามิใช่น้อยซึ่งมีกลิ่นเป็นแดนเกิด ย่อม เจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้น ให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงกลิ่นอยู่อย่าง นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลใด ลิ้มรสแล้ว มัวใส่ใจถึงรสนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็ลุ่มหลง เมื่อเป็น เช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรสนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีรสเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌา และวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อม เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรสอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้น ว่า เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลถูกต้องผัสสะแล้ว มัวใส่ใจถึง ผัสสะนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัด เพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นผัสสะนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีผัสสะ เป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียด- เบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัว คำนึงถึงผัสสะอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกล นิพพาน เมื่อบุคคลรู้ธรรมารมณ์แล้ว มัวใส่ใจถึงธรรมารมณ์นั้นว่าเป็น มิตรที่น่ารัก สติก็มีลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัด เพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีธรรมา- รมณ์เป็นแดนเกิด ย่อมเจริญขึ้นมากแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อม เบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงธรรมารมณ์อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็น ผู้ห่างไกลนิพพาน ส่วนผู้ใดเห็นรูปแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในรูป เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่น รูปนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคี ผู้พิจารณา เห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวงของ พระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้นมี สติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึง อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดได้ฟัง- มีเสียงแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในเสียง เป็นผู้ จิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ ทั้งไม่ยึดมั่นเสียงนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌา เป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ได้ฟังเสียง โดยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้น ว่า มีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดได้ดมกลิ่นแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในกลิ่น เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นกลิ่นนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระ โยคีผู้ดมกลิ่นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวง ของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้น เป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึง อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดได้ ลิ้มรสแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในรส เป็น ผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรสนั้น กิเลสชาติมี อภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ลิ้มรส โดยความเป็นของ ไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อม ไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น ผู้ใดถูกต้องผัสสะแล้วเป็น ผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในผัสสะ เป็นผู้มีจิตคลาย กำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นผัสสะนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌา เป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ถูกต้องผัสสะ โดยความเป็นของ ไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไปไม่ ก่อรากขึ้นได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อม ไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์ เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นธรรมารมณ์นั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่ เป็นไปแก่พระโยคีผู้รู้แจ้งธรรมารมณ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวง ของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ไม่ก่อราก ขึ้นได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็น ไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ ใกล้นิพพาน.

|๓๘๙.๗๙๔| ๕ รูปํ ทิสฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๗๙๕| ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รูปสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๗๙๖| สทฺทํ สุตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๗๙๗| ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา สทฺทสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๗๙๘| คนฺธํ ฆตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๗๙๙| ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา คนฺธสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๐๐| รสํ โภตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๐๑| ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รสสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๐๒| ผสฺสํ ผุสฺส สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๐๓| ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา ผสฺสสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๐๔| ธมฺมํ ญตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๐๕| ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา ธมฺมสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๐๖| น โส รชฺชติ รูเปสุ รูปํ ทิสฺวา ปติสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๐๗| ยถาสฺส ปสฺสโต รูปํ เสวโต วาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๐๘| น โส รชฺชติ สทฺเทสุ สทฺทํ สุตฺวา ปติสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๐๙| ยถาสฺส สุณโต สทฺทํ เสวโต วาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๑๐| น โส รชฺชติ คนฺเธสุ คนฺธํ ฆตฺวา ปติสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๑๑| ยถาสฺส ฆายโต คนฺธํ เสวโต วาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๑๒| น โส รชฺชติ รเสสุ รสํ โภตฺวา ปติสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๑๓| ยถาสฺส สายโต รสํ เสวโต วาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๑๔| น โส รชฺชติ ผสฺเสสุ ผสฺสํ ผุสฺส ปติสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๑๕| ยถาสฺส ผุสโต ผสฺสํ เสวโต วาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ |๓๘๙.๘๑๖| น โส รชฺชติ ธมฺเมสุ ธมฺมํ ญตฺวา ปติสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๙.๘๑๗| ยถาสฺส วิชานโต ธมฺมํ เสวโต วาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ มาลุงฺกยปุตฺโต เถโร ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา