๙. อนุรุทธเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๙. อนุรุทธเถรคาถา ภาษิตของพระอนุรุทธเถระ (พระอนุรุทธเถระ เสวยวิมุติสุขอยู่ พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เกิดปีติโสมนัส จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
อนุรุทธะนี้แหละ ละพระชนกชนนี พระประยูรญาติและกามคุณ ๕ ได้แล้ว เข้าฌานอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา
บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ย่อมไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการบริโภคกามนั้น ยังยินดีในกามคุณซึ่งเป็นวิสัยของมาร
ส่วนอนุรุทธะนี่แหละ ล่วงกามคุณ ๕ นี้ได้แล้ว ยินดีในคำสอนของพระพุทธเจ้า ล่วงโอฆะทั้งปวงได้แล้ว เข้าฌานอยู่
และล่วงกามคุณ ๕ เหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่น่ารื่นรมย์ใจ เข้าฌานอยู่
อนุรุทธะ เป็นปราชญ์ ไม่มีอาสวะ กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลแต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อน
อนุรุทธะ ผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญา ไม่มีอาสวะ เที่ยวเลือกหาแต่ผ้าบังสุกุล ครั้นได้แล้ว ซัก ย้อมเอง แล้วนุ่งห่ม
บาปธรรมที่เศร้าหมองเหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก ไม่สันโดษ ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ และมีจิตฟุ้งซ่าน
ส่วนภิกษุผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีในวิเวก ชอบสงัด ปรารภความเพียรเป็นประจำ
ย่อมมีแต่กุศลธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้เหล่านี้ ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ก็ตรัสว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีอาสวะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเราด้วยพระวรกายที่สำเร็จโดยมโนมยิทธิ
เมื่อใด เรามีความดำริ เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วก็เสด็จมาหาเราด้วยฤทธิ์ ได้ทรงแสดงธรรมอันยิ่งแก่เรา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมที่ไม่เนิ่นช้าแก่เราไว้แล้ว
เราได้รู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์ ยินดีอยู่ในคำสอนของพระองค์ บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
ตั้งแต่เวลาที่เราถือการไม่นอนเป็นวัตรตลอด ๕๕ ปี กำจัดความง่วงเหงาหาวนอนได้ มาเป็นเวลา ๒๕ ปี พระอนุรุทธเถระ(เมื่อภิกษุทั้งหลายถามในเวลาที่พระศาสดาเสด็จดับขันธปริ- นิพพานว่า พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วหรือยัง ได้ประกาศว่า พระผู้มีพระภาค ปรินิพพานแล้ว ด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)
พระผู้มีพระภาคผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น คงที่ ไม่ได้มีลมหายใจเข้าหายใจออก พระองค์ไม่ทรงหวั่นไหว ปรารภความสงบ มีพระจักษุ เสด็จปรินิพพานแล้ว
ทรงมีพระหฤทัยไม่หดหู่ อดกลั้นเวทนาได้ มีพระหฤทัยหลุดพ้นไป เหมือนดวงประทีปที่ลุกโชนแล้วก็ดับไป @เชิงอรรถ : @ ฤทธิ์ทางใจ ฤทธิ์ที่นิรมิตด้วยใจ (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๐๑/๓๗๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา
บัดนี้ ธรรมเหล่านี้ซึ่งมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของพระมหามุนีได้สิ้นสุดลง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่นจักไม่มีอีกต่อไป
เทวดา บัดนี้ เราไม่มีการอยู่คือการอุบัติในหมู่เทพอีกต่อไป การเวียนว่ายตายเกิดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก
ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลกเทวโลก พร้อมทั้งพรหมโลก ซึ่งมีประเภทตั้งพันได้ในกาลครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณคือฤทธิ์ ในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ภิกษุนั้น ย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ในขณะที่เกิด
ชาติก่อน เรามีชื่ออันนภาระ เป็นคนยากจน เที่ยวรับจ้างเลี้ยงชีพ ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สงบ ผู้มียศ
เรานั้นเกิดในศากยสกุล พระประยูรญาติทรงขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง มีเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า
ครั้นต่อมา เราได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ ทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์แล้วบวชเป็นบรรพชิต
เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน เกิดเป็นท้าวสักกะในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา
ปราบไพรีให้พ่ายแพ้ ได้ครองราชเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมมนุษย์ในชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรสาครทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวงประชากรโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา
ได้ระลึกชาติก่อนในคราวที่อยู่ในเทวโลกได้ ๑๔ ชาติ คือ ครั้งที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ ครั้งที่เป็นท้าวสักกะ ๗ ชาติ
เมื่อสมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ได้ความสงบระงับแล้ว ทิพยจักษุของเราจึงหมดจด
เราดำรงมั่นอยู่ในฌานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ จึงรู้จุติและอุบัติ การมา การไปของสัตว์ทั้งหลายว่า เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น
เราปรนนิบัติพระศาสดา ฯลฯ ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว
จะปรินิพพานอย่างไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นชีวิต ภายใต้พุ่มไม้ไผ่ใกล้เวฬุวคาม แคว้นวัชชี @เชิงอรรถ : @ องค์ ๕ คือ (๑) การแผ่ปีติ (๒) การแผ่สุข (๓) การแผ่จิต (๔) การแผ่แสงสว่าง @และ (๕) การพิจารณานิมิต (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๑๖/๓๘๓) @ ฌานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ในที่นี้คือสมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ นั่นเอง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๙๐}