This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

๙. อนุรุทธเถรคาถา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

Text only · no interpretation28 items1 editions

๙. อนุรุทธเถรคาถา ภาษิตของพระอนุรุทธเถระ (พระอนุรุทธเถระ เสวยวิมุติสุขอยู่ พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เกิดปีติโสมนัส จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

๘๙๒

อนุรุทธะนี้แหละ ละพระชนกชนนี พระประยูรญาติและกามคุณ ๕ ได้แล้ว เข้าฌานอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา

๘๙๓

บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ย่อมไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการบริโภคกามนั้น ยังยินดีในกามคุณซึ่งเป็นวิสัยของมาร

๘๙๔

ส่วนอนุรุทธะนี่แหละ ล่วงกามคุณ ๕ นี้ได้แล้ว ยินดีในคำสอนของพระพุทธเจ้า ล่วงโอฆะทั้งปวงได้แล้ว เข้าฌานอยู่

๘๙๕

และล่วงกามคุณ ๕ เหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่น่ารื่นรมย์ใจ เข้าฌานอยู่

๘๙๖

อนุรุทธะ เป็นปราชญ์ ไม่มีอาสวะ กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลแต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อน

๘๙๗

อนุรุทธะ ผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญา ไม่มีอาสวะ เที่ยวเลือกหาแต่ผ้าบังสุกุล ครั้นได้แล้ว ซัก ย้อมเอง แล้วนุ่งห่ม

๘๙๘

บาปธรรมที่เศร้าหมองเหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก ไม่สันโดษ ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ และมีจิตฟุ้งซ่าน

๘๙๙

ส่วนภิกษุผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีในวิเวก ชอบสงัด ปรารภความเพียรเป็นประจำ

๙๐๐

ย่อมมีแต่กุศลธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้เหล่านี้ ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ก็ตรัสว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีอาสวะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา

๙๐๑

พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเราด้วยพระวรกายที่สำเร็จโดยมโนมยิทธิ

๙๐๒

เมื่อใด เรามีความดำริ เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วก็เสด็จมาหาเราด้วยฤทธิ์ ได้ทรงแสดงธรรมอันยิ่งแก่เรา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมที่ไม่เนิ่นช้าแก่เราไว้แล้ว

๙๐๓

เราได้รู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์ ยินดีอยู่ในคำสอนของพระองค์ บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

๙๐๔

ตั้งแต่เวลาที่เราถือการไม่นอนเป็นวัตรตลอด ๕๕ ปี กำจัดความง่วงเหงาหาวนอนได้ มาเป็นเวลา ๒๕ ปี พระอนุรุทธเถระ(เมื่อภิกษุทั้งหลายถามในเวลาที่พระศาสดาเสด็จดับขันธปริ- นิพพานว่า พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วหรือยัง ได้ประกาศว่า พระผู้มีพระภาค ปรินิพพานแล้ว ด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

๙๐๕

พระผู้มีพระภาคผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น คงที่ ไม่ได้มีลมหายใจเข้าหายใจออก พระองค์ไม่ทรงหวั่นไหว ปรารภความสงบ มีพระจักษุ เสด็จปรินิพพานแล้ว

๙๐๖

ทรงมีพระหฤทัยไม่หดหู่ อดกลั้นเวทนาได้ มีพระหฤทัยหลุดพ้นไป เหมือนดวงประทีปที่ลุกโชนแล้วก็ดับไป @เชิงอรรถ : @ ฤทธิ์ทางใจ ฤทธิ์ที่นิรมิตด้วยใจ (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๐๑/๓๗๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา

๙๐๗

บัดนี้ ธรรมเหล่านี้ซึ่งมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของพระมหามุนีได้สิ้นสุดลง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่นจักไม่มีอีกต่อไป

๙๐๘

เทวดา บัดนี้ เราไม่มีการอยู่คือการอุบัติในหมู่เทพอีกต่อไป การเวียนว่ายตายเกิดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก

๙๐๙

ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลกเทวโลก พร้อมทั้งพรหมโลก ซึ่งมีประเภทตั้งพันได้ในกาลครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณคือฤทธิ์ ในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ภิกษุนั้น ย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ในขณะที่เกิด

๙๑๐

ชาติก่อน เรามีชื่ออันนภาระ เป็นคนยากจน เที่ยวรับจ้างเลี้ยงชีพ ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สงบ ผู้มียศ

๙๑๑

เรานั้นเกิดในศากยสกุล พระประยูรญาติทรงขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง มีเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า

๙๑๒

ครั้นต่อมา เราได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ ทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์แล้วบวชเป็นบรรพชิต

๙๑๓

เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน เกิดเป็นท้าวสักกะในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๙. อนุรุทธเถรคาถา

๙๑๔

ปราบไพรีให้พ่ายแพ้ ได้ครองราชเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมมนุษย์ในชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรสาครทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวงประชากรโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา

๙๑๕

ได้ระลึกชาติก่อนในคราวที่อยู่ในเทวโลกได้ ๑๔ ชาติ คือ ครั้งที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ ครั้งที่เป็นท้าวสักกะ ๗ ชาติ

๙๑๖

เมื่อสมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ได้ความสงบระงับแล้ว ทิพยจักษุของเราจึงหมดจด

๙๑๗

เราดำรงมั่นอยู่ในฌานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ จึงรู้จุติและอุบัติ การมา การไปของสัตว์ทั้งหลายว่า เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น

๙๑๘

เราปรนนิบัติพระศาสดา ฯลฯ ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว

๙๑๙

จะปรินิพพานอย่างไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นชีวิต ภายใต้พุ่มไม้ไผ่ใกล้เวฬุวคาม แคว้นวัชชี @เชิงอรรถ : @ องค์ ๕ คือ (๑) การแผ่ปีติ (๒) การแผ่สุข (๓) การแผ่จิต (๔) การแผ่แสงสว่าง @และ (๕) การพิจารณานิมิต (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๑๖/๓๘๓) @ ฌานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ในที่นี้คือสมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ นั่นเอง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๙๐}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้

๙. อนุรุทธเถรคาถา