๓. ทรีมุขชาดก
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. ทรีมุขชาดก ว่าด้วยโทษของกาม
๓ ทรีมุขชาตกํ
ดูกรมหาบพิตร กามทั้งหลายเหมือนสวะ กามทั้งหลายเหมือนหล่ม อนึ่ง กามนี้ นักปราชญ์กล่าวว่า เป็นภัยใหญ่หลวง มั่นคง ไม่หวั่นไหว อาตมภาพขอถวายพระพรว่า กามเป็นธุลี และเป็นควัน ขอพระองค์ จงทรงละกาม เสด็จออกทรงผนวชเสียเถิด.
ปงฺโก จ กามา ปลิโป จ กามา ภยญฺจ เมตํ ติมูลํ ปวุตฺตํ รโช จ ธูโม จ มยา ปกาสิตา หิตฺวา ตุวํ ปพฺพช พฺรหฺมทตฺต ฯ
ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้ายังกำหนัดยินดีลุ่มหลงในกามทั้งหลายอยู่ ยังมี ความต้องการความเป็นอยู่อย่างนี้ จึงไม่สามารถจะละกามอันน่ากลัวนั้น ได้ แต่ข้าพเจ้าจะกระทำบุญเป็นอันมาก.
คธิโต จ รตฺโต จ อธิมุจฺฉิโต จ กาเมสฺวาหํ พฺราหฺมณ ภึสรูปํ ตํ นุสฺสเห ชีวิกตฺโถ ปหาตุํ กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
ผู้ใด อันบุคคลผู้หวังความเจริญรุ่งเรือง อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์ กล่าว ตักเตือนอยู่ ก็ไม่ทำตามคำสอน ยังสำคัญว่า สิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ ผู้ นั้น เป็นคนเขลา จะต้องเกิดอยู่ร่ำไป.
โย อตฺถกามสฺส หิตานุกมฺปิโน โอวชฺชมาโน น กโรติ สาสนํ อิทเมว เสยฺโย อิติ มญฺญมาโน ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโท ฯ
ผู้นั้นเมื่อเข้าถึงท้องมารดา ชื่อว่า เข้าถึงนรกอันร้ายกาจ เป็นของไม่งาม ของท่านผู้งดงาม เต็มไปด้วยมูตรและกรีส สัตว์เหล่าใด ยังกำหนัด ยัง ไม่ปราศจากความรักใคร่ในกามทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้น ก็ละกายของตน ไปไม่ได้.
โส โฆรรูปํ นิรยํ อุเปติ สุภาสุภํ มุตฺตกรีสปูรํ สตฺตา สกาเย น ชหนฺติ คิทฺธา เย โหนฺติ กาเมสุ อวีตราคา ฯ
สัตว์เหล่านี้ ย่อมแปดเปื้อนด้วยมูตร คูถ เลือด และเศลษคลอดออก มา ในเวลานั้น ย่อมจะถูกต้องส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยกาย ส่วนนั้น ล้วนไม่น่ายินดี มีแต่ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น.
มิเฬฺหน ลิตฺตา รุหิเรน มกฺขิตา เสเมฺหน ลิตฺตา อุปนิกฺขมนฺติ ยํ ยํ หิ กาเยน ผุสนฺติ ตาวเท สพฺพํ อสาตํ ทุกฺขเมว เกวลํ ฯ
อาตมภาพกล่าวมาประมาณเท่านี้ ไม่ใช่ว่าได้ยินได้ฟังมาจากสมณะหรือ หรือพราหมณ์อื่น กล่าวเพราะได้เห็นมาเอง อาตมภาพระลึกชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อทรีมุข ยังพระเจ้าพรหมทัตต์ผู้มี พระปรีชาเฉลียวฉลาดให้ทรงเชื่อถือ ด้วยคาถาเป็นสุภาษิตมีเนื้อความ อันวิจิตร. จบ ทรีมุขชาดกที่ ๓.
ทิสฺวา วทามิ น หิ อญฺญโต สวํ ปุพฺเพนิวาสํ พหุกํ สรามิ จิตฺราหิ คาถาหิ สุภาสิตาหิ ทรีมุโข นิชฺฌาปยี สุเมธนฺติ ฯ ทรีมุขชาตกํ ตติยํ ฯ ---------