๒. ผันทนชาดก
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. ผันทนชาดก การผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ
๒ ผนฺทนชาตกํ
ท่านเป็นบุรุษถือขวานมาสู่ป่า ยืนอยู่ ดูกรสหาย เราถามท่าน ท่าน จงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้หรือ.
กุฐาริหตฺโถ ปุริโส วนโมคฺคยฺห ติฏฺฐสิ ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เฉตุมิจฺฉสิ ฯ
เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งที่ทึบ และที่โปร่ง ดูกรสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไรที่จะทำเป็นกงรถได้มั่นคงดี?
อีโส วนานิ จรสิ สมานิ วิสมานิ จ ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวางจะมั่นคงที่ไหนเล่า แต่ว่า ต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อนั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก.
เนว สาโล น ขทิโร นาสฺสกณฺโณ กุโต ธโว รุกฺโข จ ผนฺทโน นาม ตํ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็นอย่างไร ดูกรสหาย เรา ถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร?
กีทิสานิสฺส ปตฺตานิ ขนฺโธ วา ปน กีทิโส ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ ยถา ชาเนมุ ผนฺทนํ ฯ
กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลงด้วย ย่อมน้อมลงด้วย แต่ไม่หัก ต้นไม้นั้นชื่อว่าต้นตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่.
ยสฺส สาขา ปลมฺพนฺติ นมนฺติ น จ ภญฺชเร โส รุกฺโข ผนฺทโน นาม ยสฺส มูเล อหํ ฐิโต ฯ
ต้นไม้นี้แหละชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ควรแก่การงานของท่านทุก อย่าง คือ ควรแก่กำ ล้อ ดุม งอน และกงรถ.
อรานํ จกฺกนาภีนํ อีสาเนมิรถสฺส จ สพฺพสฺส เต กมฺมนิโย อยํ เหสฺสติ ผนฺทโน ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภารทวาชะ แม้ถ้อยคำ ของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำของเราบ้าง.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เทวตา อชฺฌภาสถ มยฺหมฺปิ วจนํ อตฺถิ ภารทฺวาช สุโณหิ เม ฯ
ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมีตัวนี้ แล้วจงเอาหนัง หุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง.
อิมสฺส อุปกฺขนฺธมฺหา อุกฺกจฺจ จตุรงฺคุลํ เตน เนมึ ปริหเรสิ เอวํ ทฬฺหตรํ สิยา ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำความทุกข์มาให้แก่หมี ทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เวรํ กปฺเปสิ เทวตา ชาตานญฺจ อชาตานํ อีสานํ ทุกฺขมาวหิ ฯ
ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ฆ่ากันและกัน ด้วยการ วิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้.
อิจฺเจวํ ผนฺทโน อีสํ อีโส จ ปน ผนฺทนํ อญฺญมญฺญํ วิวาเทน อญฺญมญฺญมฆาตยุํ ฯ
ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ย่อม ฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนหาง เหมือนหมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น.
เอวเมว มนุสฺเสสุ วิวาโท ยตฺถ ชายติ มยูรนจฺจํ นจฺจนฺติ ยถา เต อีสผนฺทนา ฯ
เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่บพิตรทั้งหลาย ขอความ เจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตร ทั้งหลายจงร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้ตะคร้อเลย.
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา สมฺโมทถ มา วิวทิตฺถ มา โหถ อีสผนฺทนา ฯ
ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้นแหละ พระ- พุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ. จบ ผันทนชาดกที่ ๒.
สามคฺยเมว สิกฺเขถ พุทฺเธเหตํ ปสํสิตํ สามคฺยรโต ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสตีติ ฯ ผนฺทนชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------