๑. นฬินิกาชาดก
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปัญญาสนิบาตชาดก ๑. นฬินิกาชาดก ราชธิดาทำลายตบะของดาบส
สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส ชาตกํ ทุติโย ภาโค --------- ปญฺญาสนิปาตํ ๑ นฬินิกาชาตกํ
ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูกรลูกนฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไป นำพราหมณ์ผู้นั้นมาให้เรา.
อุทฺทยฺหเต ชนปโท รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสติ เอหิ นฬินิเก คจฺฉ ตํ เม พฺราหฺมณมานย ฯ
ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความลำบากไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง จะไปยังป่าที่ช้างอยู่ อาศัยได้อย่างไรเล่า เพคะ.
นาหํ ทุกฺขกฺขมา ราช นาหํ อทฺธานโกวิทา กถํ อหํ คมิสฺสามิ วนํ กุญฺชรเสวิตํ ฯ
ดูกรลูกนฬินิกา เจ้าจงไปอยู่ชนบทที่เจริญด้วยช้าง ด้วยรถ ด้วยยาน ที่ต่อด้วยไม้ เจ้าจงไปด้วยอาการอย่างนี้เถิด ลูกเจ้าจงพากองช้าง กอง ม้า กองรถ กองพลราบไปแล้วจักนำพราหมณ์ผู้นั้นมาสู่อำนาจได้ด้วย ผิวพรรณ และรูปสมบัติของเจ้า.
|๓.๑| ผีตํ ชนปทํ คนฺตฺวา หตฺถินา จ รเถน จ ทารุสงฺฆาฏยาเนน เอวํ คจฺฉ นฬินิเก ฯ |๓.๒| หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี คจฺเฉวาทาย ขตฺติเย ตเวว วณฺณรูเปน วสํ ตมานยิสฺสสิ ฯ
อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น ปรากฏด้วยธง คือ ต้นกล้วยแวดล้อมด้วย ต้นสมอ เป็นที่น่ารื่นรมย์ นั่นคือแสงไฟ นั่นคือควัน เห็นปรากฏอยู่ อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากเห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม.
|๔.๑| กทลิทฺธชปญฺญาโณ อาภุชิปริวาริโต เอโส ปทิสฺสติ รมฺโม อิสิสิงฺคสฺส อสฺสโม ฯ |๔.๒| เอโส อคฺคิสฺส สงฺขาโต เอโส ธูโม ปทิสฺสติ มญฺเญ โน อคฺคึ หาเปติ อิสิสิงฺโค มหิทฺธิโก ฯ
อิสิสิงคดาบสเห็นพระราชธิดา ผู้สวมใส่กุณฑลแก้วมณีเสด็จมาอยู่ กลัว แล้ว เข้าไปสู่อาศรมที่มุงด้วยใบไม้ ส่วนพระราชธิดาแสดงอวัยวะอัน ซ่อนเร้น และอวัยวะที่ปรากฏเล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรมของดาบสนั้น ฝ่ายดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา เห็นพระนางกำลังเล่นลูกข่างอยู่ จึงออก จากอาศรมแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า
|๕.๑| ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตึ อามุตฺตมณิกุณฺฑลํ อิสิสิงฺโค ปาวิสิ ภีโต อสฺสมํ ปณฺณฉาทนํ ฯ |๕.๒| อสฺสมสฺส จ สา ทฺวาเร เคณฺฑุเกนสฺส กีฬติ วิทํสยนฺตี องฺคานิ คุยฺหํ ปกาสิตานิ จ ฯ |๕.๓| ตญฺจ ทิสฺวาน กีฬนฺตึ ปณฺณสาลคโต ชฏี อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญ ต้นไม้ของท่านที่มีผลเป็นไปอย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม้ ท่านขว้างไปไกลก็กลับมา มิได้ละท่านไป.
อมฺโภ โก นาม โส รุกฺโข ยสฺส เตวํ คตํ ผลํ ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ น ตํ โอหาย คจฺฉติ ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้นั้น มีอยู่มากที่เขา คันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ผลไม้นั้นแม้ข้าพเจ้าขว้างไป ไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.
อสฺสมสฺส มม พฺรหฺเม สมีเป คนฺธมาทเน พหโว ตาทิสา รุกฺขา ยสฺส เตวํ คตํ ผลํ ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ น มํ โอหาย คจฺฉติ ฯ
เชิญท่านผู้เจริญจงเข้ามาสู่อาศรมนี้ จงบริโภค จงรับน้ำมันและภักษา เราจักให้ นี้อาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เชิญบริโภคเหง้ามันและ ผลไม้แต่ที่นี้เถิด.
เอตุ ภวํ อสฺสมิมํ อเทตุ ปชฺชญฺจ ภกฺขญฺจ ปฏิจฺฉ ทมฺมิ อิทมาสนํ อตฺร ภวํ นิสีทตุ อิโต ภวํ มูลผลานิ ภุญฺชตุ ฯ
ที่ระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่านนี้เป็นอะไร มีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏ ดุจสีดำ เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะสูงของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือหนอ.
กินฺเต อิทํ อูรูนมนฺตรสฺมึ สุปิจฺฉิตํ กณฺหริวปฺปกาสติ อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ โกเส นุ เต อุตฺตมงฺคํ ปวิฏฺฐํ ฯ
ข้าพเจ้านี้เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า ได้พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามาโดยเร็ว มาทันเข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว มัน กัดอวัยวะสูงของข้าพเจ้า แผลนั้นก็เหวอะหวะ และเกิดคันขึ้น ข้าพเจ้า ไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้งปวง ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้ ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็น พราหมณ์เถิด.
|๑๐.๑| อหํ วเน มูลผเลสนํ จรํ อสาทยึ อจฺฉํ สุโฆรรูปํ โส มํ ปติตฺวา สหสชฺฌปฺปตฺโต ปนุชฺช มํ อพฺพุหิ อุตฺตมงฺคํ ฯ |๑๐.๒| สฺวายํ วโณ ขชฺชติ กณฺฑุวายติ สพฺพญฺจ กาลํ น ลภามิ สาตํ ปโห ภวํ กณฺฑุมิมํ วิเนตุํ กุรุตํ ภวํ ยาจิโต พฺราหฺมณตฺถํ ฯ
แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย มีกลิ่นเหม็น และเป็นแผล ใหญ่ เราจะประกอบกระสายยาหน่อยหนึ่งให้ท่าน ตามที่ท่านจะพึงมี ความสุขอย่างยิ่ง.
คมฺภีรรูโป เต วโณ สโลหิโต อปูติโก ปนฺนคนฺโธ มหา จ กโรมิ เต กิญฺจิ กสายโยคํ ยถา ภวํ ปรมสุขี ภเวยฺย ฯ
ดูกรท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ การประกอบมนต์ก็ดี การประกอบ กระสายยาก็ดี โอสถก็ดี ย่อมแก้ไม่ได้ ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อน นุ่มของท่านเสียดสีกำจัดความคัน ตามที่ข้าพเจ้าจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง เถิด.
น มนฺตโยคา น กสายโยคา น โอสธา พฺรหฺมจาริ กมนฺติ ฆฏฺเฏ มุทุเกน องฺเคน วิเนหิ กณฺฑุํ ยถา อหํ ปรมสุขี ภเวยฺยํ ฯ
อาศรมของท่านอยู่ทางทิศไหนแต่ที่นี้หนอ ท่านย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าแล หรือ มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอแลหรือ สัตว์ร้ายไม่เบียดเบียนท่าน แลหรือ.
อิโต นุ โภโต กตเมน อสฺสโม กจฺจิ ภวํ อภิรมสิ อรญฺเญ กจฺจิ นุ เต มูลผลํ ปหูตํ กจฺจิ ภวนฺตํ น วิหึสนฺติ วาฬา ฯ
แม่น้ำชื่อเขมาย่อมปรากฏแต่ป่าหิมพานต์ ในทิศเหนือตรงไปแต่ที่นี้ อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น ท่านควรไปดูอาศรม ของข้าพเจ้าบ้าง ต้นมะม่วง ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า ซึ่งมี กินนรขับร้องอยู่โดยรอบ ต้นตาลมูลมัน ผลไม้ที่อาศรมของเรานั้น มีผล ประกอบด้วยสีและกลิ่น ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า อันประกอบ ด้วยภูมิภาคสวยงามนั้นบ้าง ผลไม้ เหง้าไม้ ที่อาศรมของข้าพเจ้ามีมาก ประกอบด้วยสี กลิ่น และรส พวกพรานย่อมมาสู่ประเทศนั้น อย่า ได้มาลักมูลผลาหารไปจากอาศรมของข้าพเจ้านั้นเลย.
|๑๔.๑| อิโต อุชุํ อุตฺตรายํ ทิสายํ เขมา นที หิมวนฺตา ปภาติ ตสฺสา ตีเร อสฺสโม มยฺห รมฺโม อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ |๑๔.๒| อมฺพา จ สาลา ติลกา จ ชมฺพุโย อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา สมนฺตโต กึปุริสาภิคีตํ อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ |๑๔.๓| ตาลา จ มูลา จ ผลา จ เมตฺถ วณฺเณน คนฺเธน อุเปตรูปํ ตํ ภูมิภาเคหิ อุเปตรูปํ อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ |๑๔.๔| ผลา จ มูลา จ ปหูตเมตฺถ วณฺเณน คนฺเธน รเสนุเปตา อายนฺติ จ ลุทฺทกา ตํ ปเทสํ มา เม ตโต มูลผลํ อหาสุํ ฯ
บิดาของเราแสวงหามูลผลาหาร จะกลับมาในเย็นวันนี้ เราทั้งสองจะไป สู่อาศรมนั้น ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร.
ปิตา มม มูลผเลสนํ คโต อิทานิ อาคจฺฉติ สายกาเล อุโภว คจฺฉามเส อสฺสมนฺตํ ยาว ปิตา มูลผลโต เอตุ ฯ
พราหมณ์ ฤาษี และราชฤาษี ผู้มีรูปสวยเหล่าอื่นเป็นอันมาก ย่อมอยู่ ใกล้ทางโดยลำดับ ท่านพึงถามถึงอาศรมของข้าพเจ้ากะท่านพวกนั้นเถิด ท่านพวกนั้นจะพาท่านไปในสำนักของข้าพเจ้า.
อญฺเญ พหู อิสโย สาธุรูปา ราชีสโย อนุมคฺเค วสนฺติ เตเยว ปุจฺเฉสิ มมสฺสมนฺตํ เต ตํ นยิสฺสนฺติ มมํ สกาเส ฯ
ฟืนเจ้าก็ไม่หัก น้ำเจ้าก็ไม่ตัก แม้ไฟเจ้าก็ไม่ติด เจ้าอ่อนใจ ซบเซา อยู่ทำไมหนอ ดูกรเจ้าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อนฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็ติด แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดไว้ ตั่งเจ้าก็ตั้ง น้ำเจ้าก็ตักไว้ให้เรา วันอื่นๆ เจ้าเป็นผู้ประเสริฐดีอยู่ วันนี้เจ้าไม่หักฟืน ไม่ตักน้ำ ไม่ติดไฟ ไม่จัดเครื่องบริโภคไว้ ไม่ทักทายเรา ของอะไรของเจ้าหายไปหรือ หรือ ว่าเจ้ามีทุกข์ในใจอะไร.
|๑๗.๑| น เต กฏฺฐานิ ภินฺนานิ น เต อุทกมาภตํ อคฺคิปิ เต น หาปิโต กินฺนุ มนฺโทว ฌายสิ ฯ |๑๗.๒| ภินฺนานิ กฏฺฐานิ หุโต จ อคฺคิ ตปนีปิ เต สมิตา พฺรหฺมจารี ปีฐญฺจ มยฺหํ อุทกญฺจ โหติ รมสิ ตุวํ พฺรหฺมภูโต ปุรตฺถา ฯ |๑๗.๓| อภินฺนกฏฺโฐสิ อนาภโตทโก อหาสิตคฺคีสิ อสิทฺธโภชโน น เม ตุวํ อาลปสิ มมชฺช นฏฺฐํ นุ กึ เจตสิกญฺจ ทุกฺขํ ฯ
ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์มาในอาศรมนี้ มีรูปร่างน่าดู น่าชม เอวเล็ก เอวบาง ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก รัศมีสวยงาม มีศีรษะปกคลุมด้วยผมอัน ดำเป็นเงางาม ไม่มีหนวด บวชไม่นาน มีเครื่องประดับเป็นรูปเชิงบาตร อยู่ที่คอ มีปุ่มสองปุ่มงามเปล่งปลั่งดังก้อนทองคำ เกิดดีแล้วที่อก หน้า ของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก มีกันเจียกจอนห้อยอยู่ที่หูทั้งสองข้าง กันเจียก เหล่านั้นย่อมแวววาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมาสายพันชฎาก็งามแพรวพราว เครื่องประดับเหล่าอื่นอีกสี่อย่างของชฎิลนั้น มีสีเขียว เหลือง แดง และขาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมา เครื่องประดับเหล่านั้นย่อมดังกริ่งกร่าง เหมือนฝูงนกติริฏิร้องในเวลาฝนตก ฉะนั้น ชฎิลนั้นไม่ได้คาดเครื่อง รัดเอวที่ทำด้วยหญ้าปล้อง ไม่ได้นุ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ เหมือนของ พวกเรา ผ้าเหล่านั้นพันอยู่ที่ระหว่างแข้งงามโชติช่วง ปลิวสะบัดดังสาย ฟ้าแลบอยู่ในอากาศ ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลนั้นมีผลไม้ไม่สุก ไม่มีขั้วติด อยู่ที่สะเอวภายใต้นาภี ไม่กระทบกัน กระดกเล่นอยู่เป็นนิตย์ อนึ่ง ชฎิลนั้นมีชฎาน่าดูยิ่งนัก มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม มีศีรษะ อันแบ่งด้วยดีเป็นสองส่วน โอ ขอให้ชฎาของเราจงเป็นเช่นนั้นเถิดหนอ และในคราวใด ชฎิลนั้นขยายชฎาอันประกอบด้วยสี และกลิ่นในคราว นั้น อาศรมก็หอมฟุ้งไปเหมือนดอกอุบลเขียวที่ถูกลมรำเพยพัด ฉะนั้น ผิวพรรณของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ไม่เป็นเช่นกับผิวพรรณที่กายของข้าพเจ้า ผิวกายของชฎิลนั้นถูกลมรำเพยพัดแล้ว ย่อมหอมฟุ้งไป ดุจป่าไม้ อัน มีดอกบานในฤดูร้อน ฉะนั้น ชฎิลนั้นตีผลไม้อันวิจิตรงามน่าดูลงบน พื้นดิน และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของเขาอีก ข้าแต่ท่านพ่อ ผลไม้นั้นชื่อผลอะไรหนอ อนึ่ง ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ขาวสะอาด เรียบเสมอกันดังสังข์อันขัดดีแล้ว เมื่อชฎิลเปิดปากอยู่ย่อมยังใจให้ผ่อง ใส ชฎิลนั้นไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่ คำพูดของเขาไม่ หยาบคาย ไม่เคลื่อนคลาด ไพเราะ อ่อนหวาน ตรง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คลอน แคลน เสียงของเขาเป็นเครื่องฟูใจจับใจดังเสียงนกการเวก นำใจของ ข้าพเจ้าให้กำหนัดยิ่งนัก เสียงของเขาหยดย้อย เป็นถ้อยคำไม่สะบัด สะบิ้ง ไม่ประกอบด้วยเสียงพึมพำ ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้เห็นเขาอีก เพราะชฎิลนั้นเป็นมิตรของข้าพเจ้ามาก่อน แผลที่ต่อสนิทดีเกลี้ยงเกลา ในที่ทั้งปวง ใหญ่ เกิดดีแล้ว คล้ายกับกลีบบัว ชฎิลนั้นให้ข้าพเจ้าคร่อม ตรงแผลนั้น แหวกขาเอาแข้งบีบไว้รัศมีซ่านออกจากกายของชฎิลนั้น ย่อมเปล่งปลั่งสว่างไสวรุ่งเรือง ดังสายฟ้าอันแลบแปลบปลาบอยู่ใน อากาศ ฉะนั้น อนึ่ง แขนทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่ม มีขนเหมือน ขนดอกอัญชัน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ประกอบด้วยนิ้วมืออันเรียว วิจิตรงดงาม ชฎิลนั้นมีอวัยวะไม่ระคาย มีขนไม่ยาว เล็บยาว ปลาย เป็นสีแดง ชฎิลนั้นมีรูปงาม กอดรัดข้าพเจ้าด้วยแขนทั้งสองอันอ่อนนุ่ม บำเรอให้รื่นรมย์ ข้าแต่ท่านพ่อ มือทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่มคล้าย สำลี งามเปล่งปลั่งพื้นฝ่ามือเกลี้ยงเกลาเหมือนแว่นทอง ชฎิลนั้นกอด รัดข้าพเจ้าด้วยมือทั้งสองนั้นแล้ว ไปจากที่นี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าเร่าร้อน ด้วยสัมผัสนั้น ชฎิลนั้นมิได้นำหาบมา มิได้หักฟืนเอง มิได้ฟันต้นไม้ ด้วยขวาน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ไม่มีความกระด้าง หมีได้กัดชฎิล นั้นเป็นแผล เธอจึงกล่าวกะข้าพเจ้าว่า ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามี ความสุขเถิด ข้าพเจ้าจึงช่วยทำให้เธอมีความสุข และความสุขก็เกิดมี แก่ข้าพเจ้าด้วย ข้าแต่ท่านผู้เป็นพรหม เธอได้บอกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้า มีความสุขแล้ว ก็ที่อันปูลาดด้วยใบเถาย่างทรายของท่านนี้กระจุยกระจาย แล้ว เพราะข้าพเจ้าและชฎิลนั้น เราทั้งสองเหน็ดเหนื่อยแล้ว ก็รื่นรมย์ กันในน้ำ แล้วเข้าสู่กุฏีอันมุงบังด้วยใบไม้บ่อยๆ ข้าแต่ท่านพ่อ วันนี้ มนต์ทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าเลย การบูชาไฟข้าพเจ้าไม่ชอบ ใจเลย แม้การบูชายัญ ในที่นั้นข้าพเจ้าก็ไม่ชอบใจ ตราบใดที่ข้าพเจ้า ยังมิได้พบเห็นชฎิล ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะไม่บริโภคมูล ผลาหารของท่านพ่อเลย ข้าแต่ท่านพ่อ แม้ท่านพ่อย่อมรู้เป็นแน่แท้ว่า ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ทิศใด ขอท่านพ่อจงพาข้าพเจ้าไปให้ถึงทิศ นั้นโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าอย่าได้ตายเสียในอาศรมของท่านเลย ข้าแต่ ท่านพ่อ ข้าพเจ้าได้ฟังถึงป่าไม้อันวิจิตรมีดอกบาน กึกก้องไปด้วยเสียง นกร้อง มีฝูงนกอาศัยอยู่ ขอท่านพ่อช่วยพาข้าพเจ้าไปให้ถึงป่าไม้นั้นโดย เร็วเถิด ข้าพเจ้าจะต้องละชีวิตเสียก่อนในอาศรมของท่านพ่อเป็นแน่.
|๑๘.๑| อิธาคมา ชฏิโล พฺรหฺมจารี สุทสฺสเนยฺโย สุตนู วิเนติ เนวาติทีโฆ น ปนาติรสฺโส สุกณฺหกณฺหจฺฉทเนหิ โภโต ฯ |๑๘.๒| อมสฺสุชาโต อปุราณวณฺณี อาธารรูปญฺจ ปนสฺส กณฺเฐ เทฺว ยมา คณฺฑา อุเร สุชาตา สุวณฺณติณฺฑุสนฺนิภา ปภสฺสรา ฯ |๑๘.๓| มุขญฺจ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยํ กณฺเณสุ ลมฺพนฺติ จ กุญฺจิตคฺคา เต โชตเร จรโต มาณวสฺส สุตฺตญฺจ ยํ สํยมานํ ชฏานํ |๑๘.๔| อญฺญา จ ตสฺส สํยมานิ จตสฺโส นีลา ปีตา โลหิตกา จ เสตา ตา สํสเร จรโต มาณวสฺส ติริฏิสงฺฆาริว ปาวุสมฺหิ ฯ |๑๘.๕| น เมขลํ มุญฺชมยํ ธาเรติ น สนฺถเร โน ปน ปพฺพชสฺส ตา โชตเร ชงฺฆนนฺตเร วิลคฺคา สเตริตา วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข ฯ |๑๘.๖| อขิลกานิ จ อวณฺฏกานิ เหฏฺฐา นภฺยา กฏิสโมหิตานิ อฆฏฺฏิตา นิจฺจกีฬํ กโรนฺติ หนฺตาต กึ รุกฺขผลานิ ตานิ ฯ |๑๘.๗| ชฏา จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยา ปโรสตํ เวลฺลิตคฺคา สุคนฺธา เทฺวธาสิโร สาธุวิภตฺตรูโป อโห นุโข มยฺห ตถา ชฏาสฺสุ ฯ |๑๘.๘| ยทา จ โส ปกิรติ ตา ชฏาโย วณฺเณน คนฺเธน อุเปตรูปา นีลุปฺปลํ วาตสเมริตํว ตเถว สํวายติ ปนสฺสโม อยํ ฯ |๑๘.๙| ปงฺโก จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺโย เนตาทิโส ยาทิโส มยฺห กาโย โส วายติ เอริโต มาลุเตน วนํ ยถา อคฺคคิมฺเห สุผุลฺลํ ฯ |๑๘.๑๐| นิหนฺติ โส รุกฺขผลํ ปฐพฺยา สุจิตฺตรูปํ รุจิรํ ทสฺสเนยฺยํ ขิตฺตญฺจ ตสฺส ปุนเรติ หตฺถํ หนฺตาต กึ รุกฺขผลํ นุโข ตํ ฯ |๑๘.๑๑| ทนฺตา จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยา สุทฺธา สมา สงฺขวรูปปนฺนา มโน ปสาเทนฺติ วิวริยมานา น หิ นูน โส สากมขาทิ เตหิ ฯ |๑๘.๑๒| อกกฺกสํ อคฺคฬิตํ มุหุํ มุทุํ อุชุํ อนุทฺธตํ อจปลมสฺส ภาสิตํ รุทํ มนุญฺญํ กรวีกสุสฺสรํ หทยงฺคมํ รญฺชยเตว เม มโน ฯ |๑๘.๑๓| พินฺทุสฺสโร นาติวิสฺสฏฺฐวาโกฺย น นูน สชฺฌายมติปฺปยุตฺโต อิจฺฉามิ โข ตํ ปุนเทว ทฏฺฐุํ มิตฺตญฺหิ เม มาณวาหุ ปุรตฺถา ฯ |๑๘.๑๔| สุสนฺธิ สพฺพตฺถ วิมฏฺฐิมํ วณํ ปุถุ สุชาตํ ขรปตฺตสนฺนิภํ เตเนว มํ อุตฺตริยาน มาณโว วิวริย อูรํ ชฆเนน ปีฬยิ ฯ |๑๘.๑๕| ตปนฺติ อาภนฺติ วิโรจเร จ สเตริตา วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข พาหา มุทู อญฺชนโลมสทิสา วิจิตฺรวฏฺฏงฺคุลิกสฺส โสภเร ฯ |๑๘.๑๖| อกกฺกสงฺโค น จ ทีฆโลโม นขสฺส ทีฆา อปิ โลหิตคฺคา มุทูหิ พาหาหิ ปลิสฺสชนฺโต กลฺยาณรูโป รมยํ อุปฏฺฐหิ ฯ |๑๘.๑๗| ทุมสฺส ตูลูปนิภา ปภสฺสรา สุวณฺณกมฺพูตลวฏฺฏสุจฺฉวี หตฺถา มุทู เตหิ มํ สํผุสิตฺวา อิโต คโต เตน มํ ทหนฺติ ตาต ฯ |๑๘.๑๘| น นูน โส ขาริวิธํ อหาสิ น นูน โส กฏฺฐานิ สยํ อภญฺชิ น นูน โส หนฺติ ทุเม กุฐาริยา นปิสฺส หตฺเถสุ ขิลานิ อตฺถิ ฯ |๑๘.๑๙| อจฺโฉว โข ตสฺส วณํ อกาสิ โส มํ พฺรวี สุขิตํ มํ กโรหิ ตาหํ กรึ เตน มมาปิ โสขฺยํ โส จ พฺรวี สุขิโตสฺมีติ พฺรหฺเม ฯ |๑๘.๒๐| อยญฺจ เต มาลุวปณฺณสนฺถตา วิกิณฺณรูปาว มยา จ เตน จ กิลนฺตรูปา อุทเก รมิตฺวา ปุนปฺปุนํ ปณฺณกุฏึ วชาม ฯ |๑๘.๒๑| น มชฺช มนฺตา ปฏิภนฺติ ตาต น อคฺคิหุตฺตํ นปิ ยญฺญ ตตฺร น จาปิ เต มูลผลานิ ภุญฺเช ยาว น ปสฺสามิ ตํ พฺรหฺมจารึ ฯ |๑๘.๒๒| อทฺธา ปชานาสิ ตุวํปิ ตาต ยสฺสํ ทิสายํ วสเต พฺรหฺมจารี ตํ มํ ทิสํ ปาปย ตาต ขิปฺปํ มา เต อหํ อมริมสฺสมมฺหิ ฯ |๑๘.๒๓| วิจิตฺรผุลฺลญฺหิ วนํ สุตํ มยา ทิชาภิฆุฏฺฐํ ทิชสงฺฆเสวิตํ ตํ มํ วนํ ปาปย ตาต ขิปฺปํ ปุรา เต ปาณํ วิชหามิ อสฺสเม ฯ
เราไม่ควรให้เจ้าผู้ยังเป็นเด็กเช่นนี้ ถึงความกระสันในป่าเป็นโชติรส ที่ หมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรซ่องเสพเป็นที่อยู่อาศัยแห่งฤาษีทั้งหลาย ใน กาลก่อน พวกมิตรย่อมมีบ้างไม่มีบ้าง ชนทั้งหลายย่อมทำความรักใน พวกญาติและพวกมิตร กุมารใดย่อมไม่รู้ว่า เราเป็นผู้มาแต่ไหน กุมาร นี้เป็นผู้ลามก อยู่ในกลางวันเพราะเหตุอะไร มิตรสหายย่อมสนิทกัน บ่อยๆ เพราะความอยู่ร่วมกัน มิตรนั้นนั่นแหละย่อมเสื่อมไป เพราะ ความไม่อยู่ร่วมของบุรุษที่ไม่สมาคม ถ้าเจ้าได้เห็นพรหมจารีได้พูดกับ พรหมจารี เจ้าจักละคุณคือตปธรรมนี้เร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น หากเจ้าได้เห็นพรหมจารีอีก ได้พูดกับ พรหมจารีอีก เจ้าจักละสมณเดชนี้เร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น ดูกรลูกรัก พวกยักษ์นั้นย่อมเที่ยวไปใน มนุษยโลกโดยรูปแปลก ๆ นรชนผู้มีปัญญาไม่พึงคบพวกยักษ์นั้น พรหมจารีย่อมฉิบหายไป เพราะความเกาะเกี่ยวกัน. จบ นฬินิกาชาดกที่ ๑
|๑๙.๑| อิมสฺมาหํ โชติรเส วนมฺหิ คนฺธพฺพเทวจฺฉรสงฺฆเสวิเต อิสีนมาวาเส สนนฺตนมฺหิ เนตาทิสํ อรตึ ปาปุเณถ ฯ |๑๙.๒| ภวนฺติ มิตฺตานิ อโถ น โหนฺติ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กโรนฺติ เปมํ อยญฺจ ชมฺโม กิสฺส ทิวา นิวิฏฺโฐ โย เนว ชานาติ กุโตมฺหิ อาคโต ฯ |๑๙.๓| สํวาเสน หิ มิตฺตานิ สนฺธิยนฺติ ปุนปฺปุนํ เสฺวว มิตฺโต อสงฺคนฺตุ อสํวาเสน ชีรติ ฯ |๑๙.๔| สเจ ตุวํ ทกฺขสิ พฺรหฺมจารึ สเจ ตุวํ สลฺลเป พฺรหฺมจารินา สมฺปนฺนสสฺสํว มโหทเกน ตโปคุณํ ขิปฺปมิมํ ปหสฺสสิ ฯ |๑๙.๕| ปุนปิ เจ ทกฺขสิ พฺรหฺมจารึ ปุนปิ เจ สลฺลเป พฺรหฺมจารินา สมฺปนฺนสสฺสํว มโหทเกน อุสฺมาคตํ ขิปฺปมิมํ ปหสฺสสิ ฯ |๑๙.๖| ภูตานิ เหตานิ จรนฺติ ตาต วิรูปรูเปน มนุสฺสโลเก น ตานิ เสเวถ นโร สปญฺโญ อาสชฺชนํ นสฺสติ พฺรหฺมจารีติ ฯ นฬินิกาชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------