This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

Text only · no interpretation67 items1 editions

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๕๗

สุนันทะ นี้เป็นนิเวศน์ของใครหนอ ล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกลประดุจเปลวไฟในอากาศ และประดุจเปลวไฟบนยอดภูเขา

๕๘

สุนันทะ หญิงนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร เป็นหญิงโสดหรือว่ามีภัสดาในนิเวศน์นี้ เราถามแล้ว ท่านจงบอกมาโดยเร็วเถิด (สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

๕๙

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หญิงคนนั้น ข้าพระองค์รู้จักทั้งมารดาและบิดาของนาง แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก ข้าแต่พระภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นข้าราชบริพารของพระองค์เอง เป็นผู้ไม่ประมาทในราชกิจอันเป็นประโยชน์ของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน

๖๐

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ก็อำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ผู้ประสบความสำเร็จ มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรือง นางเป็นภรรยาของอภิปารกอำมาตย์นั้นเอง ชื่อว่าอุมมาทันตี พระเจ้าข้า (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๖๑

พ่อมหาจำเริญ พ่อมหาจำเริญ ชื่อของนางนี้ มารดาและบิดาตั้งให้เหมาะสมดีจริง เป็นความจริงอย่างนั้น เมื่อนางอุมมาทันตีมองดูเรา ได้ทำให้เราคล้ายจะเป็นบ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

๖๒

ในคืนเดือนเพ็ญ นางมีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายตานางเนื้อทราย ร่างกายมีผิวพรรณดุจกลีบดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งผ้าสีแดงดุจสีเท้านกพิราบแล้ว สำคัญว่าดวงจันทร์ขึ้น ๒ ดวง

๖๓

คราวใดนางชมดชม้อยชำเลืองมองดูเราด้วยอาการ อันอ่อนหวาน ด้วยใบหน้าอันเบิกบานงดงามบริสุทธิ์ ประดุจจะลักเอาดวงใจของเราไป ประหนึ่งนางกินนรี เกิดที่ภูเขาในป่าลักเอาดวงใจของกินนรไป

๖๔

คราวนั้นนางผู้เลอโฉม มีผิวกายสีทอง ใส่ตุ้มหูแก้วมณี มีผ้านุ่งท่อนเดียว ชำเลืองดูเรา ประดุจนางเนื้อทรายตื่นตกใจกลัวเมื่อเห็นนายพราน

๖๕

เมื่อไรเล่า แม่นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม แขนอ่อนนุ่ม ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ มีนิ้วกลมกลึง งามตั้งแต่ศีรษะ จักบำเรอเราด้วยกิริยาอันชดช้อยชาญฉลาด

๖๖

เมื่อไรเล่า ธิดาของท่านติรีฏิ ผู้มีทับทรวงสังวาลทองคำ เอวเล็กเอวบาง จักกอดเราด้วยแขนทั้ง ๒ อันอ่อนนุ่ม ประดุจเถาย่านทรายรึงรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

๖๗

เมื่อไรเล่า นางผู้มีผิวพรรณงามแดงดังน้ำครั่ง มีเต้าถันกลมกลึงประดุจฟองน้ำ ร่างกายมีผิวพรรณดังกลีบดอกบุณฑริก จักโน้มปากเข้าจุมพิตปากเรา เหมือนดังนักเลงสุรายื่นจอกสุราให้นักเลงสุราด้วยกัน

๖๘

เมื่อใด เราได้เห็นนางผู้มีสรรพางค์กาย อันเจริญ น่ารื่นรมย์ใจ ยืนอยู่ เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกตัวเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

๖๙

เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ใส่ตุ้มหูแก้วมณีแล้ว นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนปราชัยต่อข้าศึกมาแล้วตั้งพันครั้ง

๗๐

หากท้าวสักกะจะพึงประทานพรแก่เราไซร้ ขอเราพึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี ตลอดคืนหนึ่งหรือสองคืน จากนั้นพระเจ้ากรุงสีพีพึงได้อภิรมย์กับนางบ้าง (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๗๑

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งภูต เมื่อข้าพระองค์นมัสการอยู่ซึ่งภูตทั้งหลาย เทวดาตนหนึ่งได้มากล่าวเนื้อความนี้กับข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาจดจ่ออยู่เฉพาะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงให้นางบำเรอเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๗๒

เราจะพึงคลาดไปจากบุญ และมิใช่เราจะไม่ตาย ทั้งประชาชนจะพึงรู้ความชั่วของเรานี้ อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๗๓

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นอกจากพระองค์และข้าพระองค์แล้ว ประชาชนแม้ทั้งหมดไม่พึงรู้กรรมที่ทำแล้วได้ ข้าพระองค์ทูลถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๗๔

คนผู้ทำกรรมชั่วย่อมคิดว่า คนเหล่าอื่นอย่ารู้การกระทำนี้เลย แต่ว่า คนบนพื้นปฐพีที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ยังมีอยู่ ย่อมจะเห็นเขาผู้กระทำกรรมชั่วนั้น (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๗๕

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๗๖

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้ เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ขอพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีทันที ดุจราชสีห์เข้าไปยังถ้ำศิลา @เชิงอรรถ : @ ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หมายถึงการร่วมอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี (ภรรยาผู้อื่น) เป็นการทำกรรมหยาบช้า @คือ ตัณหาดุจต้นไม้ที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๒/๔๖) @ นรชนผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรผู้มีฤทธิ์ @(ขุ.ชา.อ. ๘/๗๔/๔๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๗๗

ปราชญ์ทั้งหลายถึงจะถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว ก็จะไม่สละกรรมที่มีผลเป็นสุข หรือแม้ลุ่มหลงมัวเมาด้วยความสุข ก็จะไม่ประพฤติกรรมชั่ว (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๗๘

ก็พระองค์ทรงเป็นทั้งมารดาและบิดา เป็นภัสดา เป็นนาย เป็นผู้ชุบเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมทั้งบุตรและภรรยาเป็นทาสของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกาม ตามความสำราญเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๗๙

ผู้ใดกระทำความชั่วด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ครั้นกระทำแล้ว ผู้นั้นก็ไม่หวั่นเกรงต่อชนเหล่าอื่น เพราะกรรมนั้น เขาย่อมมีอายุอยู่ได้ไม่ยืนยาว แม้เทพทั้งหลายก็มองเขาด้วยสายตาอันเหยียดหยาม

๘๐

ชนเหล่าใดผู้ดำรงอยู่ในธรรม รับทานที่เป็นของชนเหล่าอื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับ เป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้นแม้ทั้งหมด ย่อมทำกรรมอันมีผลเป็นสุขทีเดียว

๘๑

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๘๒

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้ เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๘๓

ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น (ผู้นั้นชื่อว่า ไม่รู้ธรรม) ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า ความทุกข์ ความสุขนี้ของเราเป็นอย่างไร ของคนเหล่าอื่นก็เป็นอย่างนั้น ผู้นั้นชื่อว่า รู้ธรรม

๘๔

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก @เชิงอรรถ : @ ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หมายถึงผู้ที่ถูกทุกข์บีบคั้นแล้วใส่ทุกข์ให้แก่คนอื่นคือ @นำทุกข์ออกจากสรีระของตัวแล้วใส่ในสรีระของผู้อื่น หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น @หมายถึงผู้ที่ถือเอาความสุขของคนอื่นมาใส่ไว้ในตน ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจัก @นำความทุกข์ออกจากตน” ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข @สบาย” ชื่อว่าทำความสุขของคนอื่นให้พินาศเพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข” คนนั้นชื่อว่า @ไม่รู้ธรรม @ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า “ความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น” @ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือ รู้จักธรรม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓/๔๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๘๕

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน พระองค์ทรงทราบว่า นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระองค์ ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์ ข้าพระองค์ขอถวายนางผู้เป็นที่รักแด่พระองค์ ขอเดชะสมมติเทพ บุคคลให้สิ่งของอันเป็นที่รัก ย่อมได้สิ่งของอันเป็นที่รัก (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๘๖

เราจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุแน่ เพราะเราไม่สามารถจะฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๘๗

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ผู้ประเสริฐแกล้วกล้ากว่านรชน ถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์นางอุมมาทันตี ผู้เป็นสมบัติของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสละนางในท่ามกลางประชาชนทั้งปวง พระองค์พึงนำนางผู้พ้นขาดจากข้าพระองค์แล้วมาจากที่นั้นเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๘๘

นี่แน่ะท่านอภิปารกะ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หากท่านสละนางอุมมาทันตีผู้ไม่ประทุษร้ายต่อท่าน ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ท่าน อนึ่ง การกล่าวโทษอย่างใหญ่หลวงก็จะพึงมีแก่ท่าน แม้คนผู้เป็นฝักฝ่ายของท่านในเมืองก็จะไม่พึงมีอีกด้วย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๘๙

ข้าแต่พระภูมิบาล ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำกล่าวโทษ คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทุกอย่าง ขอคำนั้นทั้งหมดจงมาตกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๙๐

ผู้ใดไม่ยึดถือคำนินทา ไม่ยึดถือคำสรรเสริญ ไม่ยึดถือคำติเตียน ทั้งไม่ยึดถือการบูชา สิริและปัญญาย่อมปราศจากผู้นั้น เหมือนน้ำฝนที่ตกจนโชกย่อมไหลไปจากที่ดอน (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๙๑

ความทุกข์ ความสุข อกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม และความคับแค้นใจจากการเสียสละนี้ทั้งหมด ข้าพระองค์จักรับไว้ด้วยอกประดุจพื้นปฐพีรับไว้ได้ทุกอย่าง ทั้งของบุคคลผู้มั่นคงและผู้หวาดสะดุ้ง (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๙๒

เราไม่ปรารถนาอกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม ความคับแค้นใจ และความทุกข์ของบุคคลเหล่าอื่น เราผู้ดำรงอยู่ในธรรมจะไม่ทำประโยชน์อะไรๆ ให้เสื่อมเสียไป เราจักนำภาระนี้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๙๓

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน บุญกรรมอันนำให้ถึง โลกสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงทำอันตรายเลย ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส จะถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ เหมือนกับพระราชาพระราชทานทรัพย์ แก่พวกพราหมณ์ในการบูชายัญ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๙๔

ท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้ ทั้งนางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา เทวดา บิดา และประชาชนทั้งปวงจะพึงนินทาได้ อนึ่ง เราก็ได้เห็นบาปในสัมปรายภพ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๙๕

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ชาวชนบทพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งปวง จะพึงกล่าวข้อนั้นว่าไม่เป็นธรรมหาได้ไม่ ข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ เพราะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ถวายพระองค์แล้ว ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๙๖

นี่แน่ะท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา ก็ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะก้าวล่วงได้ เหมือนฝั่งสมุทร (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๙๗

พระองค์ทรงเป็นอาหุเนยยบุคคล ทรงอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเป็นผู้ปกป้อง คุ้มครอง และทรงรักษาความประสงค์ของข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชา ก็ยัญที่บูชาแล้วในพระองค์มีผลมาก ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตี ตามความประสงค์ของข้าพระองค์เถิด @เชิงอรรถ : @ บิดา ในที่นี้หมายถึงพรหม (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๔๙) @ อาหุเนยยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาคำนับ (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๗/๔๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๙๘

อภิปารกกัตตุบุตร ก็ท่านได้ประพฤติธรรมทุกอย่างแก่เราโดยแท้ คนสองเท้าของท่าน คนอื่นใครเล่าหนอ จะกระทำความสวัสดีให้แก่ท่านในเวลารุ่งอรุณ ในชีวโลกนี้ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๙๙

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม พระองค์ทรงมีธรรมคุ้มครอง เป็นผู้ถึงธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม ทรงมีปัญญาดี พระองค์ผู้ทรงรักษาธรรม ขอพระองค์ผู้มีธรรมคุ้มครองแล้วนั้น จงดำรงพระชนม์ยั่งยืนนาน และโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

๑๐๐

เชิญเถิด อภิปารกะ ท่านจงฟังคำของเรา เราจักแสดงธรรมที่พวกสัตบุรุษส้องเสพแล้วแก่ท่าน

๑๐๑

พระราชาทรงพอพระทัยในธรรมเป็นพระราชาที่ดี คนมีความรู้รอบคอบเป็นคนดี ความไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นความดี การไม่กระทำบาปเป็นเหตุนำสุขมาให้

๑๐๒

ในแคว้นของพระราชาผู้ไม่กริ้ว ผู้ดำรงอยู่ในธรรม มนุษย์ทั้งหลายพึงหวังความสุขในเรือนของตน ภายใต้ร่มเงาอันร่มเย็น

๑๐๓

กรรมใดที่มิได้พิจารณาแล้วกระทำลงไป เป็นกรรมไม่ชอบ เราไม่ชอบกรรมนั้นเลย ฝ่ายพระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้ว จึงทรงกระทำลงไปด้วยพระองค์เอง เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังข้ออุปมาเหล่านี้ของเรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

๑๐๔

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

๑๐๕

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

๑๐๖

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

๑๐๗

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข

๑๐๘

อภิปารกะ เราไม่ปรารถนาความเป็นเทวดา หรือเพื่อจะชนะแผ่นดินทั้งปวงนี้โดยอธรรมเลย

๑๐๙

แท้จริง รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เหลือง ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้ @เชิงอรรถ : @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

๑๑๐

อนึ่ง แม้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็รักษา ม้า หญิง และแก้วมณีไว้เพื่อเรา เราไม่พึงประพฤติธรรมไม่สม่ำเสมอเพราะเหตุแห่งรัตนะนั้นเลย เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้เจริญที่สุดท่ามกลางชาวกรุงสีพี

๑๑๑

เราเป็นผู้นำ เป็นผู้เกื้อกูล มีชื่อเสียง ปกครองแคว้น ประพฤตินอบน้อมธรรมเพื่อชาวกรุงสีพีอยู่ เรานั้นคิดถึงธรรมนั้นอยู่เนืองๆ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจจิตของตน (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

๑๑๒

ข้าแต่มหาราช พระองค์จักทรงปกครองราชสมบัติมิให้พินาศ ให้ปลอดภัยอยู่เป็นนิตย์ตลอดกาลนานแน่แท้ เพราะพระปรีชาของพระองค์เป็นเช่นนั้น

๑๑๓

พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากแคว้น

๑๑๔

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกและพระชนนีเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

๑๑๕

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระชายาเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

๑๑๖

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

๑๑๗

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในพาหนะและพลนิกายเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

๑๑๘

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

๑๑๙

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในแคว้นและชนบทเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

๑๒๐

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในสมณะและพราหมณ์เถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

๑๒๑

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในหมู่เนื้อและหมู่นกเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)

๑๒๒

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ประพฤติแล้วนำสุขมาให้ พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

๑๒๓

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหม บรรลุถึงโลกทิพย์ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทธรรมเลย พระเจ้าข้า อุมมาทันตีชาดกที่ ๒ จบ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้

๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)