This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส

Text only · no interpretationข้อ ๕๑๙–๕๙๙พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส81 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส จูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒

ทฺวาทสโม จูฬวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส

๕๑๙

(พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) มีสมณพราหมณ์บางพวก มีความอยู่รอบ ในทิฏฐิของตนๆ ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์หรือ. ว่าด้วยทิฏฐิ

สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส ฯ

๕๒๐

คำว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวก ผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์บางพวกนั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่ง ทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ เปรียบเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่า ย่อมอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติ ชื่อว่าอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส ฉะนั้น เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ.

สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺติ ฯ ยถา อาคาริกา วา ฆเรสุ วสนฺติ สาปตฺติกา วา อาปตฺตีสุ วสนฺติ สกิเลสา วา กิเลเสสุ วสนฺติ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺตีติ สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ

๕๒๑

คำว่า ถือ ในคำว่า ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ ความว่า ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น. คำว่า พูดต่างๆ ความว่า พูดไปต่างๆ พูดมีอย่างต่างๆ พูดอย่างอื่นๆ พูดมาก ไม่พูด ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่แสดง ไม่แถลงอย่างเดียว. คำว่า อ้างตนเป็นผู้ฉลาด ความว่า อ้างตนเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน อ้าง ตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดยการณ์ อ้างตนโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ.

วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺตีติ วิคฺคยฺหาติ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา ฯ นานา วทนฺตีติ นานา วทนฺติ วิวิธํ วทนฺติ อญฺโญญฺญํ วทนฺติ ปุถุ วทนฺติ น เอกํ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ฯ กุสลาติ กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ ฯ

๕๒๒

คำว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว ความว่า บุคคลใด รู้ธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ ทราบ เห็น แทงตลอดธรรมแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว.

โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมนฺติ โย อิมํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ ชานาติ โส ธมฺมํ เวทิ อญฺญาสิ อปสฺสิ ปฏิวิชฺฌีติ โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ ฯ

๕๒๓

คำว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ความว่า บุคคลใดคัดค้านธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ไม่ ครบถ้วน ไม่เต็มรอบ คือ ยังเป็นผู้เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า ยังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์. เพราะเหตุนั้น พระ พุทธนิมิตนั้น จึงตรัสถามว่า สมณพราหมณ์บางพวก มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ ถือทิฏฐิแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้น ชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ หรือ.

อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โสติ โย อิมํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ ปฏิกฺโกสติ อเกวลี โส อสมตฺโต อปริปุณฺโณ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โสติ ฯ

๕๒๔

(พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้ อย่างนี้ ย่อมวิวาท และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด วาทะของ สมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ? เพราะสมณพราหมณ์ เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด. ว่าด้วยวิวาทกันเพราะถือทิฏฐิ

เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ

๕๒๕

คำว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ ย่อมวิวาท ความว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิอย่างนี้ ย่อมวิวาท คือทำ ความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่าน ไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวกถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ ย่อมวิวาท.

เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺตีติ เอวํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วิวาทยนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ ฯ

๕๒๖

คำว่า และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด ความว่า กล่าวบอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่มีความรู้ ถึงอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทึบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และ กล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด.

พาโล ปโร อกุสโลติ จาหูติ ปโร พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อกุสโล อวิทฺธา อวิชฺชาคโต อญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ ฯ

๕๒๗

คำว่าวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ ความว่า วาทะ ของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง แท้ แน่ เป็นจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ.

สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสนฺติ อิเมสํ สมณพฺราหฺมณานํ วาโท กตโม สจฺโจ ตจฺโฉ ตโถ ภูโต ยาถาโว อวิปรีโตติ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ ฯ

๕๒๘

คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่า เป็นผู้ฉลาด ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตน เป็นธีรชน อ้างตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดยการณ์ อ้างตน โดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็ อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ย่อมวิวาท และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงหนอ? เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.

สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ ฯ

๕๒๙

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ข้าพระองค์ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ.

ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานํ พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญ สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ

๕๓๐

คำว่า ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น ความว่า ไม่อนุญาต ไม่เห็นตาม ไม่อนุมัติ ไม่อนุโมทนา ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อนุญาต ธรรมของคนอื่น.

ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานนฺติ ปรสฺส ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ อนานุชานนฺโต อนานุปสฺสนฺโต อนานุมญฺญนฺโต อนานุโมทนฺโตติ ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานํ ฯ

๕๓๑

คำว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว ความว่า คนอื่นเป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว.

พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญติ ปโร พาโล โหติ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต หีนปญฺโญ นิหีนปญฺโญ โอมกปญฺโญ ลามกปญฺโญ ชตุกฺกปญฺโญ ปริตฺตปญฺโญติ พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญ ฯ

๕๓๒

คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดเทียว เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญา เลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม.

สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญาติ สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา พาลา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตา สพฺเพว หีนปญฺญา นิหีนปญฺญา โอมกปญฺญา ลามกปญฺญา ชตุกฺกปญฺญา ปริตฺตปญฺญาติ สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา ฯ

๕๓๓

คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ ความว่า สมณ- *พราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด เป็นผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิ ของตนๆ เปรียบเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่าย่อมอยู่ในเรือน พวกบรรพชิตผู้มีอาบัติ ชื่อว่า ย่อมอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ทั้งปวงเทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ข้าพระองค์ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญา เลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาลมีปัญญาเสื่อมทราม สมณพราหมณ์ ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ.

สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺติ ฯ ยถา อาคาริกา วา ฆเรสุ วสนฺติ สาปตฺติกา วา อาปตฺตีสุ วสนฺติ สกิเลสา วา กิเลเสสุ วสนฺติ เอวเมว สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺตีติ สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ เตนาห ภควา ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานํ พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญ สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ ฯ

๕๓๔

ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญา หมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอัน สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.

สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตา สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญ ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตา ฯ

๕๓๕

คำว่า ก็ถ้าเป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน ความว่า เป็นผู้ผ่องแผ้ว ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าเป็น ผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน.

สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา วีวทาตา ปริโยทาตา อสงฺกิลิฏฺฐาติ สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตา ฯ

๕๓๖

คำว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ ความว่า เป็นผู้มี ปัญญาหมดจด มีปัญญาหมดจดวิเศษ มีปัญญาหมดจดรอบ มีปัญญาผ่องแผ้ว มีปัญญาผ่องใส. อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้มีความเห็นหมดจด มีความเห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นหมดจดรอบ มีความเห็นผ่องแผ้ว มีความเห็นผ่องใส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี. คำว่า เป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด. คำว่า มีความรู้ ความว่า เป็นผู้มีความรู้ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา ทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้.

สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมาติ สุทฺธปญฺญา วิสุทฺธปญฺญา ปริสุทฺธปญฺญา โวทาตปญฺญา ปริโยทาตปญฺญา ฯ อถวา สุทฺธทสฺสนา วิสุทฺธทสฺสนา ปริสุทฺธทสฺสนา โวทาตทสฺสนา ปริโยทาตทสฺสนาติ สํสุทฺธปญฺญา ฯ กุสลาติ กุสลา ปณฺฑิตา ปญฺญวนฺโต พุทฺธิมนฺโต ญาณิโน วิภาวิโน เมธาวิโนติ สํสุทฺธปญฺญา กุสลา ฯ มตีมาติ มติมา ปณฺฑิตา ปญฺญวนฺโต พุทฺธิมนฺโต ญาณิโน วิภาวิโน เมธาวิโนติ สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา ฯ

๕๓๗

คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญา ต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย. อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหมด จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาเป็นประธาน มีปัญญาอุดม มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญา เสื่อมรอบ.

น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญติ เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ น โกจิ หีนปญฺโญ นิหีนปญฺโญ โอมกปญฺโญ ลามกปญฺโญ ชตุกฺกปญฺโญ ปริตฺตปญฺโญ ฯ อถวา สพฺเพว อคฺคปญฺญา เสฏฺฐปญฺญา วิเสฏฺฐปญฺญา ปาโมกฺขปญฺญา อุตฺตมปญฺญา ปวรปญฺญาติ น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญ ฯ

๕๓๘

คำว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่าง นั้น ความว่า ทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์ สมาทาน ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ น้อมใจไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ- *พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญา หมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ- พราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.

ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตาติ เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ ทิฏฺฐิ ตถา สมตฺตา สมาทินฺนา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตา ฯ เตนาห ภควา สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตา สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญ ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตาติ ฯ

๕๓๙

คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าว ทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะ เหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.

น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมิ ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญํ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺติ ฯ

๕๔๐

ศัพท์ว่า น ในคำว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง เป็นศัพท์ปฏิเสธ. คำว่า ทิฏฐินั้น คือ ทิฏฐิ ๖๒ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่กล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศทิฏฐิ ๖๒ นั้นว่า จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง.

น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมีติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ เอตนฺติ ทฺวาสฏฺฐิทิฏฺฐิคตนฺติ นาหํ เอตํ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญาเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมิ ฯ

๕๔๑

คำว่า คนคู่ ในคำว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่า เป็นพาล ความว่า คน ๒ คน ได้แก่คนสองคนผู้ทำความทะเลาะกัน คนสองคนผู้ทำความหมายมั่นกัน คนสองคนผู้ทำความอื้อฉาวกัน คนสองคนผู้ทำความวิวาทกัน คนสองคนผู้ก่ออธิกรณ์กัน คนสอง คนผู้พูดกัน คนสองคนผู้ปราศรัยกัน. คนคู่เหล่านั้น กล่าว บอก พูด แสดง แถลง กะกันและกัน อย่างนี้ว่า ท่านเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนคู่ กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล.

ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญนฺติ มิถูติ เทฺว ชนา เทฺว กลหการกา เทฺว ภณฺฑนการกา เทฺว ภสฺสการกา เทฺว วิวาทการกา เทฺว อธิกรณการกา เทฺว วาทิโน เทฺว สลฺลาปกา ฯ เต อญฺญมญฺญํ พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญํ ฯ

๕๔๒

คำว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง ความว่า พวก สมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง โดยอ้างว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็น อีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิ ของตนๆ ว่าจริง.

สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ฯ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ฯ

๕๔๓

คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึง เห็นคนอื่นว่าเป็นพาล ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะการณ์นั้น จึงเห็น คือ มองเห็น แลดู เพ่งดู พินิจดู พิจารณาดูซึ่งคนอื่นว่า เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล. เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าว ทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะ เหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.

ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺตีติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา ปรํ พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ ทหนฺติ ปสฺสนฺติ ทกฺขนฺติ โอโลเกนฺติ นิชฺฌายนฺติ อุปปริกฺขนฺตีติ ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺติ ฯ เตนาห ภควา น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมิ ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญํ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺตีติ ฯ

๕๔๔

(พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า จริงแท้ สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวก สมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.

ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ

๕๔๕

คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้ ความว่า สมณพราหมณ์ เหล่าหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์บาง พวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้.

ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเกติ ยํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา อิทํ สจฺจํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก ฯ

๕๔๖

คำว่า สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ ความว่า สมณ- *พราหมณ์อีกพวกหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค นั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ เปล่า เท็จ ไม่เป็นจริง เหลวไหล ไม่เป็นตามจริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ.

ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาตีติ ตเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา เอตํ ตุจฺฉํ เอตํ มุสา เอตํ อภูตํ เอตํ อลิกํ เอตํ อยาถาวนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาติ ฯ

๕๔๗

คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ แล้วก็วิวาทกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน คือ ทำความทะเลาะกัน ทำความหมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความวิวาทกัน ทำความ มุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน.

เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺตีติ เอวํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วิวาทยนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ ฯ

๕๔๘

คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าว เป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะ การณ์ เหตุ ปัจจัย นิทาน สมุทัย ชาติ เหตุเป็นแดน เกิดอะไร? พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่างๆ กัน กล่าว หลายอย่าง กล่าวคำอื่นๆ กล่าว พูด บอก แสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น จึงตรัสถามว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้ สมณพราหมณ์แม้พวก อื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้ อย่างนี้ แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็น อย่างเดียวกัน.

กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ กสฺมาติ กสฺมา กึการณา กึเหตุ กึปจฺจยา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวา น เอกํ วทนฺติ นานา วทนฺติ วิวิธํ วทนฺติ อญฺโญญฺญํ วทนฺติ ปุถุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ ฯ

๕๔๙

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ก็หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวดสัจจะต่างๆ ไปเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่ กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน. ว่าด้วยสัจจะมีอย่างเดียว

เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ

๕๕๐

คำว่า สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง ความว่า นิพพาน คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำ รอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว. อีกอย่างหนึ่ง มรรคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะ นั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง.

เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถีติ เอกํ สจฺจํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรโธ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อถวา เอกํ สจฺจํ วุจฺจติ มคฺคสจฺจํ นิยฺยานสจฺจํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธีติ เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ ฯ

๕๕๑

คำว่า ใด ในคำว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาทกัน ความว่า ในสัจจะใด. คำว่า ปชา เป็นชื่อของสัตว์. หมู่สัตว์ รู้ชัด รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ปรุโปร่ง รู้ตลอด ซึ่งสัจจะใด ไม่พึงทำความทะเลาะกัน ไม่พึงทำความหมายมั่นกัน ไม่พึงทำความแก่งแย่งกัน ไม่พึงทำความ วิวาทกัน ไม่พึงทำความมุ่งร้ายกัน คือ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความ ทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาทกัน.

ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานนฺติ ยสฺมินฺติ ยมฺหิ สจฺเจ ฯ ปชาติ สตฺตาธิวจนํ ฯ ปชา ยํ สจฺจํ ปชานนฺตา อาชานนฺตา วิชานนฺตา ปฏิวิชานนฺตา ปฏิวิชฺฌนฺตา น กลหํ กเรยฺย น ภณฺฑนํ กเรยฺย น วิคฺคหํ กเรยฺย น วิวาทํ กเรยฺย น เมธคํ กเรยฺย กลหํ ภณฺฑนํ วิคฺคหํ วิวาทํ เมธคํ ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺยาติ ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ ฯ

๕๕๒

คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอวดสัจจะต่างๆ ไปเอง ความว่า สมณพราหมณ์ เหล่านั้น อวด พูด บอก กล่าว แสดง แถลง ซึ่งสัจจะต่างๆ ไปเองว่า โลกเที่ยง สิ่ง นี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ เหล่านั้นอวดสัจจะต่างๆ ไปเอง.

นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺตีติ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สยํ ถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สยํ ถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ ฯ

๕๕๓

คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่ กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณ์ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่างๆ กล่าวหลายอย่าง กล่าว คำอื่นๆ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ก็หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่วิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวดสัจจะต่างๆ ไปเอง เพราะ เหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.

ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา น เอกํ วทนฺติ นานา วทนฺติ วิวิธํ วทนฺติ อญฺโญญฺญํ วทนฺติ ปุถุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ เตนาห ภควา เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ ฯ

๕๕๔

(พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) เพราะเหตุไรหนอ? พวกสมณพราหมณ์ จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ คือ เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด กล่าวยืนยัน สัจจะหลายอย่าง ก็สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะ มากอย่างต่างๆ กันหรือสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมระลึกตรึกเอาเอง.

กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ปวาทิยาเส กุสลาวทานา สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานา อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ

๕๕๕

คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึง กล่าวสัจจะไปต่างๆ ความว่า เพราะเหตุไร คือ เพราะการณ์ เหตุ ปัจจัย นิทานอะไร? พวก สมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะต่างๆ คือ กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำอื่นๆ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุไรหนอ? พวกสมณพราหมณ์จึง กล่าวสัจจะไปต่างๆ.

กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานาติ กสฺมาติ กสฺมา กึการณา กึเหตุ กึปจฺจยา กึนิทานา สจฺจานิ นานา วทนฺติ วิวิธานิ วทนฺติ อญฺโญญฺญานิ วทนฺติ ปุถูนิ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ฯ

๕๕๖

คำว่า กล่าวยืนยัน ในคำว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด กล่าวยืนยันสัจจะ หลายอย่าง ความว่า พูดพร่ำมากไป จึงชื่อว่ากล่าวยืนยันบ้าง. อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์ เหล่านั้น ย่อมกล่าวยืนยัน คือ บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งทิฏฐิของตนๆ ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า. คำว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คือ กล่าวว่าตนฉลาด กล่าวว่าตนเป็นบัณฑิต กล่าวว่าตนเป็นธีชน กล่าวว่าตนเป็นผู้มีญาณ กล่าว ว่าตนพูดโดยเหตุ กล่าวว่าตนพูดโดยลักษณะ กล่าวว่าตนพูดโดยการณ์ กล่าวว่าตนพูดโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดกล่าวยืนยัน.

ปวาทิยาเส กุสลาวทานาติ ปวาทิยาเสติ วิปฺปวทนฺตีติปิ ปวาทิยาเส ฯ อถวา สกํ สกํ ทิฏฺฐิคตํ ปวทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ปวทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ปวทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ฯ กุสลาวทานาติ กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ ปวาทิยาเส กุสลาวทานา ฯ

๕๕๗

คำว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะมากอย่างต่างๆ กัน ความว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะมากต่างๆ หลายอย่างอื่นๆ เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะหลายอย่างต่างๆ กัน.

สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานาติ สจฺจานิ สุตานิ พหูนิ นานานิ วิวิธานิ อญฺโญญฺญานิ ปุถูนีติ สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานา ฯ

๕๕๘

คำว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง ความว่า หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมดำเนินไป เลื่อนไป เคลื่อนไป เป็นไป ด้วยความตรึก ด้วยความ ตรอง ด้วยความดำริ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึก ตรึกเอาเอง. อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งสัจจะ ที่ตนรวบรวมมาด้วยความตรึก ที่ตนคิดกันด้วยความพิจารณา ที่ตนรู้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึง ชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมระลึกตรึกเอาเอง. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไหนหนอ? พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ คือ เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ยืนยันสัจจะหลายอย่าง ก็สัจจะที่พวก สมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะหลายอย่างต่างๆ กัน หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง.

อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺตีติ อุทาหุ ตกฺเกน วิตกฺเกน สงฺกปฺเปน ยายนฺติ นิยฺยนฺติ วุยฺหนฺติ สํหริยนฺตีติ เอวมฺปิ อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ อถวา ตกฺกปริยาหฏํ วีมํสานุจริตํ สยํ ปฏิภาณํ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ปวาทิยาเส กุสลาวทานา สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานา อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺตีติ ฯ

๕๕๙

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ) สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้มีเลย เว้น แต่สัจจะที่แน่นอน ด้วยสัญญาในโลก พวกสมณพราหมณ์ดำริ ตรึกเอา ในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ. ว่าด้วยความจริงไม่ต่างกัน

นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานา อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหุ ฯ

๕๖๐

คำว่า สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้มีเลย ความว่า สัจจะมากอย่าง ต่างๆ กัน หลายอย่าง อื่นๆ เป็นอันมากมิได้มีเลย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้ มีเลย.

นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานาติ นเหว สจฺจานิ พหุกานิ นานานิ วิวิธานิ อญฺโญญฺญานิ ปุถูนีติ นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานา ฯ

๕๖๑

คำว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก ความว่า เว้นจากสัจจะที่ถือ ว่าเที่ยงด้วยสัญญา กล่าวว่า สัจจะอย่างเดียวเท่านั้นที่บัณฑิต กล่าว พูด แสดง แถลง ในโลก ได้แก่ทุกขนิโรธ นิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด. อีกอย่างหนึ่ง มัคคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความ เห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งจิตมั่นชอบ เรียกว่า เป็นสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เว้น แต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก.

อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเกติ อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจคฺคาหา เอกญฺเญว สจฺจํ โลเก กถิยติ ภณิยติ ทีปิยติ โวหริยติ ทุกฺขนิโรโธ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อถวา เอกํ สจฺจํ วุจฺจติ มคฺคสจฺจํ นิยฺยานสจฺจํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธีติ อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก ฯ

๕๖๒

คำว่า ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรม เป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ ความว่า พวกสมณพราหมณ์ตรึกตรองดำริแล้ว ยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ครั้นแล้วได้กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็พวก สมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้มีเลย เว้นแต่สัจจะที่แน่นอน ด้วย สัญญาในโลก ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ.

ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหูติ ตกฺกํ วิตกฺกํ สงฺกปฺปํ ตกฺกยิตฺวา วิตกฺกยิตฺวา สงฺกปฺปยิตฺวา ทิฏฺฐิคตานิ ชเนนฺติ สญฺชเนนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ อภินิพฺพตฺเตนฺติ ทิฏฺฐิคตานิ ชเนตฺวา สญฺชเนตฺวา นิพฺพตฺเตตฺวา อภินิพฺพตฺเตตฺวา มยฺหํ สจฺจํ ตุยฺหํ มุสาติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหุ ฯ เตนาห ภควา นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานา อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหูติ ฯ

๕๖๓

เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรือ อารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงอารมณ์ดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิ เป็นวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด. เจ้าทิฏฐิแสดงความดูหมิ่นผู้อื่น

ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ฯ

๕๖๔

คำว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น ความว่า เจ้าทิฏฐิอาศัย คือ เข้าไปอาศัย ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งรูปที่เห็นบ้าง ความหมดจด เพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความ หมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตรบ้าง ความหมดจด เพราะวัตรบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อ ว่า รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ. คำว่า อาศัยธรรมเหล่านี้ เป็นผู้ แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น ความว่า เจ้าทิฏฐินั้น ไม่นับถือ แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้แสดง ความดูหมิ่น. อีกอย่างหนึ่ง ยังโทมนัสให้เกิด แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้แสดงความ ดูหมิ่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น.

ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสีติ ทิฏฺฐํ วา ทิฏฺฐสุทฺธึ วา สุตํ วา สุตสุทฺธึ วา สีลํ วา สีลสุทฺธึ วา วตฺตํ วา วตฺตสุทฺธึ วา มุตํ วา มุตสุทฺธึ วา นิสฺสาย อุปนิสฺสาย คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ฯ เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสีติ น สมฺมาเนตีติปิ วิมานทสฺสี ฯ อถวา โทมนสฺสํ ชเนตีติปิ วิมานทสฺสีติ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี ฯ

๕๖๕

คำว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า วินิจฉัย เจ้าทิฏฐิตั้งอยู่ ตั้งมั่น ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นวินิจฉัยแล้ว. คำว่า ร่าเริงอยู่ คือ เป็นผู้ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจ มีความดำริ บริบูรณ์. อีกอย่างหนึ่ง หัวเราะจนฟันปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ใน ทิฏฐิเป็นวินิจฉัย ร่าเริงอยู่.

วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโนติ วินิจฺฉยา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ วินิจฺฉิตทิฏฺฐิยา ฐตฺวา ปติฏฺฐหิตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา ฯ ปหสฺสมาโนติ ตุฏฺโฐ โหติ หฏฺโฐ ปหฏฺโฐ อตฺตมโน ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ อถวา ทนฺตวิทํสกํ หสฺสมาโนติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน ฯ

๕๖๖

คำว่า กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด ความว่า กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่รู้แจ้ง ไปแล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรือ อารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็น วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด.

พาโล ปโร อกุสโลติ จาหาติ ปโร พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อกุสโล อวิทฺธา อวิชฺชาคโต อญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญติ เอวมาห เอวํ กเถติ เอวํ ภณติ เอวํ ทีปยติ เอวํ โวหรตีติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน พาโล ปโร อกุสโลติ จาหาติ ฯ

๕๖๗

เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็กล่าวถึงตนว่าเป็น ผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดู หมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน. เจ้าทิฏฐิเห็นคนอื่นเป็นพาล

เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโน อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวา ฯ

๕๖๘

คำว่า เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด ความว่า เจ้าทิฏฐิเห็น มอง เห็น แลดู เพ่งพินิจ พิจารณาซึ่งบุคคลอื่น โดยความเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ด้วยเหตุใด คือ ปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐิเห็น บุคคลอื่นว่า เป็นพาล ด้วยเหตุใด.

เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาตีติ เยน เหตุนา เยน ปจฺจเยน เยน การเณน เยน ปภเวน ปรํ พาลโต หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต ทหติ ปสฺสติ ทกฺขติ โอโลเกติ นิชฺฌายติ อุปปริกฺขตีติ เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ ฯ

๕๖๙

คำว่า และก็กล่าวถึงตนว่า เป็นผู้ฉลาด ด้วยเหตุนั้น ความว่า ตน เรียกว่า อาตมา. เจ้าทิฏฐิแม้นั้น กล่าวถึงตนว่า เราเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส ด้วยเหตุนั้น คือ ด้วยปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดนเกิดนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น.

เตนาตุมานํ กุสโลติ จาหาติ อาตุมา วุจฺจติ อตฺตา ฯ โสปิ เตเนว เหตุนา เตน ปจฺจเยน เตน การเณน เตน ปภเวน อตฺตานํ อาห อหมสฺมิ กุสโล ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห ฯ

๕๗๐

คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ความว่า เจ้าทิฏฐินั้น อวดอ้าง ว่าตนฉลาดด้วยตนเอง คือ อวดอ้างว่าเป็นบัณฑิต อวดอ้างว่าเป็นธีรชน อวดอ้างว่าเป็นผู้มีญาณ อวดอ้างว่าพูดโดยเหตุ อวดอ้างว่าพูดโดยลักษณะ อวดอ้างว่าพูดโดยการณ์ อวดอ้างว่าพูดโดย ฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง.

สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโนติ สยํ อตฺตานํ กุสลวาโท ปณฺฑิตวาโท ธีรวาโท ญาณวาโท เหตุวาโท ลกฺขณวาโท การณวาโท ฐานวาโท สกาย ลทฺธิยาติ สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโน ฯ

๕๗๑

คำว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน ความว่า เพราะไม่ นับถือ จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น. อีกอย่างหนึ่ง เพราะยังโทมนัสให้เกิด จึงชื่อว่า ย่อมดู หมิ่นบุคคลอื่น. คำว่า และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน ความว่า ย่อมพูดถึงทิฏฐินั้นอย่างนั้นว่า แม้ด้วยเหตุดังนี้ บุคคลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่น บุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดู หมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน.

อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวาติ น สมฺมาเนตีติปิ อญฺญํ วิมาเนติ ฯ อถวา โทมนสฺสํ ชเนตีติปิ อญฺญํ วิมาเนติ ฯ ตเถว ปาวาติ ตเถว ตํ ทิฏฺฐิคตํ ปาวทติ อิติปายํ ปุคฺคโล มิจฺฉาทิฏฺฐิโก วิปรีตทสฺสโนติ อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวา ฯ เตนาห ภควา เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโน อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวาติ ฯ

๕๗๒

เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ (ทิฏฐิล่วงแก่นสาร) เป็น ผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตนเองด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น. ทิฏฐิ ๖๒ เรียกอติสารทิฏฐิ

อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตา ฯ

๕๗๓

คำว่า เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร? ทิฏฐิ ๖๒ ประการ จึงเรียกว่า อติสารทิฏฐิ ทิฏฐิทั้ง ปวงนั้น ล่วงเหตุ ล่วงลักษณะ ถึงความเป็นของต่ำช้า เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิ ๖๒ ประการ จึง เรียกว่า อติสารทิฏฐิ. เดียรถีย์แม้ทั้งหมดเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร? เดียรถีย์แม้ทั้งหมด จึงชื่อว่า เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เดียรถีย์เหล่านั้น ล่วง ก้าวล่วง ล่วงเลยกันและกัน ยังทิฏฐิทั้ง หลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ทั้งหมดจึงชื่อว่า เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ. คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์ ความว่า เป็นผู้บริบูรณ์เต็มรอบ ไม่ บกพร่องด้วยอติสารทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ.

อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโตติ อติสารทิฏฺฐิโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ กึการณา อติสารทิฏฺฐิโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ สพฺพา ตา ทิฏฺฐิโย การณาติกฺกนฺตา ลกฺขณาติกฺกนฺตา หีนาติกฺกนฺตา ตํการณา อติสารทิฏฺฐิโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ สพฺเพปิ ติตฺถิยา อติสารทิฏฺฐิยา ฯ กึการณา สพฺเพปิ ติตฺถิยา อติสารทิฏฺฐิยา ฯ เต อญฺญมญฺญํ อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺเตตฺวา ทิฏฺฐิคตานิ ชเนนฺติ สญฺชเนนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ อภินิพฺพตฺเตนฺติ ตํการณา สพฺเพปิ ติตฺถิยา อติสารทิฏฺฐิยา ฯ โส สมตฺโตติ อติสารทิฏฺฐิยา สมตฺโต ปริปุณฺโณ อโนโมติ อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต ฯ

๕๗๔

คำว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ ความว่า เป็นผู้เมา เมาทั่ว เมาขึ้น เมายิ่ง ด้วยความถือตัว เพราะทิฏฐิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมา ด้วยความถือตัว. คำว่า มีความถือตัวเต็มรอบ ความว่า มีความถือตัวเต็มรอบ มีความถือตัว บริบูรณ์ มิได้บกพร่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ.

มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานีติ สกาย ทิฏฺฐิยา มาเนน มตฺโต ปมตฺโต อุมฺมตฺโต อธิมตฺโตติ มาเนน มตฺโต ฯ ปริปุณฺณมานีติ ปริปุณฺณมานี สมตฺตมานี อโนมมานีติ มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี ฯ

๕๗๕

คำว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ ความว่า ย่อมอภิเษกตนเองด้วยจิตว่าเราเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ.

สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโตติ สยเมว อตฺตานํ จิตฺเตน อภิสิญฺจติ อหมสฺมิ กุสโล ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต ฯ

๕๗๖

คำว่า เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น ความว่า ทิฏฐินั้นของเจ้า ทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น คือเป็นทิฏฐิอันเจ้าทิฏฐินั้นสมาทาน ถือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปแล้วอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น. เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตนเองด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น.

ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตาติ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ ตถา สมตฺตา สมาทินฺนา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตา ฯ เตนาห ภควา อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตาติ ฯ

๕๗๗

ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมี ปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็น ธีรชนเองไซร้ ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.

ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโร น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถิ ฯ

๕๗๘

คำว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ ความว่า ถ้าคนอื่นเป็นคน พาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะคำ เพราะถ้อยคำ คือ เพราะเหตุนินทา ติเตียน ค่อนว่าของคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้.

ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโนติ ปรสฺส เจ วาจาย วจเนน นินฺทิตการณา ครหิตการณา อุปวทิตการณา ปโร พาโล โหติ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน ฯ

๕๗๙

คำว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น ความว่า แม้ บุคคลนั้นก็เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มี ปัญญาต่ำต้อย พร้อมด้วยคนอื่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทราม พร้อมด้วยคนอื่นนั้น.

ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญติ โสปิ เตเนว สห โหติ หีนปญฺโญ นิหีนปญฺโญ โอมกปญฺโญ ลามกปญฺโญ ชตุกฺกปญฺโญ ปริตฺตปญฺโญติ ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ ฯ

๕๘๐

คำว่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้ ความว่า บุคคล เป็นธีรชน เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้.

อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโรติ ธีโร ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโร ฯ

๕๘๑

คำว่า ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล ความว่า ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ เป็นคนพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่มี คือ คนทั้งหมดนั่นแหละ จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาใหญ่ มี ปัญญาอุดม มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็น คนพาล. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมี ปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีกอย่างหนึ่งถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็น ธีรชนเองไซร้ ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.

น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถีติ สมเณสุ น โกจิ พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อตฺถิ สพฺเพว อคฺคปญฺญา เสฏฺฐปญฺญา วิเสฏฺฐปญฺญา ปาโมกฺขปญฺญา อุตฺตมปญฺญา ปวรปญฺญาติ น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถิ ฯ เตนาห ภควา ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโร น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถีติ ฯ

๕๘๒

ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็น ผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว แม้อย่างนั้นโดยทิฏฐิมาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้นเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความ กำหนัดเพราะทิฏฐิของตน.

อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตา ฯ

๕๘๓

คำว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อม เป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ความว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค อื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ พลั้ง พลาด คลาด เคลื่อนทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความหมดจดวิเศษ ทางแห่งความหมดจดรอบ ทางแห่ง ความขาว ทางแห่งความขาวรอบ ชื่อว่าพลาดจากอรหัตผล เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ไม่เต็มเปี่ยม ไม่ เต็มรอบ คือ เป็นพวกเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมด จด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์. ทิฏฐิเรียกว่าติตถะ

อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เตติ อิโต อญฺญํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เย อภิวทนฺติ เต สุทฺธิมคฺคํ วิสุทฺธิมคฺคํ ปริสุทฺธิมคฺคํ โวทาตมคฺคํ ปริโยทาตมคฺคํ วิรทฺธา อปรทฺธา ขลิตา คฬิตา อญฺญาย อปรทฺธา อเกวลี เต อสมตฺตา อปริปุณฺณา เต หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต ฯ

๕๘๔

คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก ความว่า ทิฏฐิเรียกว่า ติตถะ. เจ้าทิฏฐิเรียกว่า พวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่ง ทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก.

เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺตีติ ติตฺถํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิคตํ ฯ ติตฺถฺยา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐิคติกา ฯ ปุถุทิฏฺฐิยา ปุถุทิฏฺฐิคตานิ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ ฯ

๕๘๕

คำว่า เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของ ตน ความว่า เดียรถีย์เหล่านั้น เป็นผู้ยินดี ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะพวกเดียรถีย์ยินดียิ่งด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว แม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความ กำหนัดเพราะทิฏฐิของตน.

สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตาติ สกาย ทิฏฺฐิยา ราเคน รตฺตา อภิรตฺตาติ สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตา ฯ เตนาห ภควา อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตาติ ฯ

๕๘๖

พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความ หมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้ โดย ทิฏฐิมาก เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น. ว่าด้วยทิฏฐิของพวกเดียรถีย์

อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานา ฯ

๕๘๗

คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น ความว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความ หมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ในธรรมนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็น อีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความ หมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น.

อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺตีติ อิธ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิธ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิธ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ ฯ

๕๘๘

คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น ความว่า พวกเดียรถีย์ นั้น ย่อมคัดค้าน โต้เถียงวาทะของคนอื่นทั้งหมด เว้นแต่ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของตน คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสดานั้น ไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมนั้นไม่ใช่สวากขาตธรรม หมู่คณะนั้นมิใช่ผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐินั้นมิใช่ทิฏฐิอัน- *เจริญ ปฏิปทานั้น มิใช่บัญญัติดี มรรคนั้นไม่เป็นมรรคนำให้พ้นทุกข์ ความหมดจด ความหมดจด วิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ มิได้มีในธรรมนั้น สัตว์ ทั้งหลายย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ ไม่พ้นรอบ ในเพราะธรรมนั้น แต่เป็นผู้เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษ ในธรรมทั้งหลายอื่น.

นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหูติ อตฺตโน สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ ฐเปตฺวา สพฺเพ ปรวาเท ขิปนฺติ อุกฺขิปนฺติ ปริกฺขิปนฺติ โส สตฺถา น สพฺพญฺญู ธมฺโม น สฺวากฺขาโต คโณ น สุปฏิปนฺโน ทิฏฺฐิ น ภทฺทิกา ปฏิปทา น สุปญฺญตฺตา มคฺโค น นิยฺยานิโก นตฺเถตฺถ สุทฺธิ วา วิสุทฺธิ วา ปริสุทฺธิ วา มุตฺติ วา วิมุตฺติ วา ปริมุตฺติ วา น ตตฺถ สุชฺฌนฺติ วา วิสุชฺฌนฺติ วา ปริสุชฺฌนฺติ วา มุจฺจนฺติ วา วิมุจฺจนฺติ วา ปริมุจฺจนฺติ วา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ ฯ

๕๘๙

คำว่า พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก ความว่า ทิฏฐิเรียกว่า ติตถะ. เจ้าทิฏฐิเรียกว่า พวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจ ไปในทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก.

เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐาติ ติตฺถํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิคตํ ฯ ติตฺถฺยา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐิคติกา ฯ ปุถุทิฏฺฐิยา ปุถุทิฏฺฐิคเตสุ นิวิฏฺฐา ปติฏฺฐิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา ฯ

๕๙๐

คำว่า เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น ความว่า ธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทางดำเนินของตน เป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าวมั่นคง กล่าว แข็งแรง กล่าวเที่ยงแท้ ในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้กล่าว ยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า พวกเดียรถีย์ ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าว ความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นอย่างนี้โดย ทิฏฐิมาก เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น.

สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานาติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายเน ทฬฺหวาทา ถิรวาทา พลิกวาทา อวฏฺฐิตวาทาติ สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานา ฯ เตนาห ภควา อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานาติ ฯ

๕๙๑

อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน พึงเห็น ใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น เจ้าทิฏฐินั้น กล่าวบุคคลอื่นว่า เป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง.

สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมํ ฯ

๕๙๒

คำว่า อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน ความว่า ธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทางดำเนินของตน เป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าวมั่นคง กล่าวแข็งแรง กล่าวเที่ยงแท้ ในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้ยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน.

สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโนติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายเน ทฬฺหวาโท ถิรวาโท พลิกวาโท อวฏฺฐิตวาโทติ สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน ฯ

๕๙๓

คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ในคำว่า พึงเห็นใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะทิฏฐิ นั้น ความว่า พึงเห็น ดู แลดู ตรวจดู พินิจ พิจารณา ซึ่งใครอื่น โดยความเป็นคนพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ในเพราะทิฏฐิ คือ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเห็น ใครอื่นว่าเป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น.

กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺยาติ เอตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ปรํ พาลโต หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต กํ ทเหยฺย กํ ปสฺเสยฺย กํ ทกฺเขยฺย กํ โอโลเกยฺย กํ นิชฺฌาเยยฺย กํ อุปปริกฺเขยฺยาติ กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย ฯ

๕๙๔

คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง ความว่า เจ้าทิฏฐินั้นว่า กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า บุคคลอื่นเป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีความไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่ขาว เป็นธรรมดา พึงนำมา นำมาพร้อม ถือมา ถือมาพร้อม ชักมา ชักมา พร้อม ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความ ทุ่มเถียง ด้วยตนเองแท้ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความ ไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน พึงเห็น ใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่า เป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง.

สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมนฺติ ปโร พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อสุทฺธิธมฺโม อวิสุทฺธิธมฺโม อปริสุทฺธิธมฺโม อโวทาตธมฺโมติ เอวํ วทนฺโต เอวํ กเถนฺโต เอวํ ภณนฺโต เอวํ ทีปยนฺโต เอวํ โวหรนฺโต สยเมว กลหํ ภณฺฑนํ วิคฺคหํ วิวาทํ เมธคํ อาวเหยฺย สมาวเหยฺย อาหเรยฺย สมาหเรยฺย อากฑฺเฒยฺย สมากฑฺเฒยฺย คณฺเหยฺย ปรามเสยฺย อภินิวิเสยฺยาติ สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมํ ฯ เตนาห ภควา สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมนฺติ ฯ

๕๙๕

เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ย่อมถึงความวิวาท ในข้างหน้าในโลก ชันตุชน ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวง ย่อมไม่ทำความ ทุ่มเถียงในโลก.

วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเก ฯ

๕๙๖

คำว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่าทิฏฐิที่ตกลงใจ เจ้าทิฏฐิ ตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ ถือยึดมั่น ถือมั่น ในทิฏฐิที่ตนตัดสินแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ. คำว่า นับถือเองแล้ว ความว่า นับถือ ตรวจเอง แล้วว่า ศาสดานี้เป็นพระสัพพัญญู ธรรมนี้อันศาสดาตรัสดีแล้ว หมู่คณะนี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้ เป็นทิฏฐิเจริญ ปฏิปทานี้อันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคนี้เป็นมรรคนำให้พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นับถือเองแล้ว เหตุนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจนับถือเองแล้ว.

วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมายาติ วินิจฺฉยา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ วินิจฺฉิตทิฏฺฐิยา ฐตฺวา ปติฏฺฐหิตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา ฯ สยํ ปมายาติ สยํ ปมาย ปมินิตฺวา อยํ สตฺถา สพฺพญฺญูติ สยํ ปมาย ปมินิตฺวา อยํ ธมฺโม สฺวากฺขาโต อยํ คโณ สุปฏิปนฺโน อยํ ทิฏฺฐิ ภทฺทิกา อยํ ปฏิปทา สุปญฺญตฺตา อยํ มคฺโค นิยฺยานิโกติ สยํ ปมาย ปมินิตฺวาติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย ฯ

๕๙๗

คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก ความว่า อนาคต เรียกว่า ข้างหน้า. เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งวาทะของตนในข้างหน้า ย่อมถึง เข้าถึง เข้าไปถึง ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง ด้วยตนเอง แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก. อีกอย่างหนึ่ง เจ้าทิฏฐินั้น ย่อมทำความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความทุ่มเถียง กับบุคคลอื่นผู้กล่าวในข้างหน้า ว่าท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก.

อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมตีติ อุทฺธํ วุจฺจติ อนาคตํ ฯ อตฺตโน วาทํ อุทฺธํ ฐเปตฺวา สยเมว กลหํ ภณฺฑนํ วิคฺคหํ วิวาทํ เมธคํ เอติ อุเปติ อุปคจฺฉติ คณฺหาติ ปรามสติ อภินิวิสตีติ เอวมฺปิ อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ ฯ อถวา อญฺเญน อุทฺธํ วาเทน สทฺธึ กลหํ กโรติ ภณฺฑนํ กโรติ วิคฺคหํ กโรติ วิวาทํ กโรติ เมธคํ กโรติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ ฯ

๕๙๘

คำว่า ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงแล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า ทิฏฐิที่ตกลงใจ ชันตุชน ละ สละ ทิ้ง ปลดปล่อย บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งทิฏฐิที่ตนตัดสินแล้วทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงแล้ว.

หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานีติ วินิจฺฉยา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ สพฺพา วินิจฺฉิตทิฏฺฐิโย หิตฺวา จชิตฺวา ปริจฺจชิตฺวา ชหิตฺวา ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ ฯ

๕๙๙

คำว่า ชันตุชน ... ย่อมไม่ทำความทุ่มเถียงในโลก ความว่า ชันตุชนย่อมไม่ทำ ความทะเลาะ ไม่ทำความหมายมั่น ไม่ทำความแก่งแย่ง ไม่ทำความวิวาท ไม่ทำความทุ่มเถียง สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุมีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่ โต้เถียง ไม่วิวาทกับใครๆ สิ่งใดที่เขากล่าวกันในโลก ก็กล่าวตามสิ่งนั้น มิได้ถือมั่น. ชื่อว่า ชันตุชน คือ สัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชน ... ย่อมไม่ทำความทุ่มเถียงในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ย่อมถึงความวิวาท ในข้างหน้าในโลก ชันตุชนละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงแล้ว ย่อมไม่ทำ ความทุ่มเถียงในโลก ดังนี้. จบจูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒. -----------------------------------------------------

น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเกติ น กลหํ กโรติ น ภณฺฑนํ กโรติ น วิคฺคหํ กโรติ น วิวาทํ กโรติ น เมธคํ กโรติ ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา เอวํ วิมุตฺตจิตฺโต โข อคฺคิเวสฺสน ภิกฺขุ น เกนจิ สํวทติ น เกนจิ วิวทติ ยญฺจ โลเก วุตฺตํ เตน จ โวหรติ อปรามสนฺติ ฯ ชนฺตูติ สตฺโต นโร มานโว โปโส ปุคฺคโล ชีโว ชาตุ ชนฺตุ อินฺทคู มนุโช ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเก ฯ เตนาห ภควา วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเกติ ฯ ทฺวาทสโม จูฬวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ -------------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย