This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระวินัยปิฎก

สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐

Text only · no interpretationข้อ ๘๕–๙๑พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์7 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

ทสมสงฺฆาทิเสสํ

๘๕

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- *บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้วยังกล่าว กะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจรอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่น ที่มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในหมู่สงฆ์ ไม่เห็นสงฆ์ว่าอะไรภิกษุณี เหล่านั้น พวกท่านเท่านั้นถูกสงฆ์ว่ากล่าวด้วยความดูหมิ่น ด้วยความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแออย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่ คลุกคลีกันมีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบ ปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัด อย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า ถุลลนันทาถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว จึงยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อม สรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้เล่า. ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว ยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงอยู่ คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญ ความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีถุลลนันทาถูกสงฆ์สวด สมนุภาสแล้ว ไฉนจึงยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุก- *คลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความ สงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้เล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๒๑. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลี กันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มี อาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ก็ยังมีใน สงฆ์ สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่าน ด้วยความดูหมิ่น ด้วย ความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคน อ่อนแออย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ ภิกษุณี นั้น อันภิกษุณีทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นมีอาจาระเช่นนี้ มี กิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรค- *พวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในสงฆ์ สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีเหล่านั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่าน ด้วยความดูหมิ่น ด้วยความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่ พวกท่านเป็นคนอ่อนแออย่างนี้ ว่าพี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มี กิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวก กัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิง ทั้งหลายดังนี้ แลภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละวัตถุนั้น หากเธอ ถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบอยู่ สละวัตถุนั้นเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ สละภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อสวด สมนุภาสครบสามจบ. เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ. สิกขาบทวิภังค์

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ {๘๕.๑} ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อยฺยา ถุลฺลนนฺทา สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วกฺขติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วกฺขติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ ยา ปน ภิกฺขุนี เอวํ วเทยฺย สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ {๘๕.๒} สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีหิ เอวมสฺส วจนียา มายฺเย เอวํ อวจ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ เอวญฺจ สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีหิ วุจฺจมานา ตเถว ปคฺคเณฺหยฺย สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺพา ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมานา ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย อยมฺปิ ภิกฺขุนี ยาวตติยกํ ธมฺมํ อาปนฺนา นิสฺสารณียํ สงฺฆาทิเสสนฺติ ฯ

๘๖

บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. บทว่า กล่าวอย่างนี้ คือ กล่าวว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มัก เบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ไม่ว่า กล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่านเท่านั้น. บทว่า ด้วยความดูหมิ่น ได้แก่ การดูถูก. บทว่า ด้วยความไม่สุภาพ ได้แก่ ความหยาบคาย. บทว่า ด้วยความไม่อดกลั้น ได้แก่ การโกรธเคือง. บทว่า ด้วยความขู่เข็ญ ได้แก่ ความกำหราบ. บทว่า เพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแอ คือ มีพวกน้อย. สงฆ์ว่ากล่าวอย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติ- *ศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่ เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้. บทว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ ภิกษุณีรูปที่มักกล่าวเช่นนั้น. บทว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ ภิกษุณีพวกอื่น คือ จำพวกที่ได้เห็น ได้ทราบ เหล่า นั้นพึงว่ากล่าวว่า แม่เจ้าอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่า ต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่ น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากนางสละได้ การ สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณีทั้งหลายทราบแล้วไม่ว่ากล่าว ก็ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงคุมตัวมาแม้สู่ท่ามกลางสงฆ์แล้วว่ากล่าวว่า แม่เจ้า ท่านอย่า ได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้า ทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากนางสละได้ การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็น การดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ. วิธีสวดสมนุภาส

ยา ปนาติ ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ ฯ เอวํ วเทยฺยาติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญายาติ อวญฺญาย ฯ ปริภเวนาติ ปริภพฺยตา ฯ อกฺขนฺติยาติ โกเปน ฯ เวภสฺสาติ วิภสฺสีกตา ฯ ทุพฺพลฺยาติ อปกฺขตา ฯ เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สา ภิกฺขุนีติ ยา สา เอวํวาทินี ภิกฺขุนี ฯ ภิกฺขุนีหีติ อญฺญาหิ ภิกฺขุนีหิ ฯ ยา ปสฺสนฺติ ยา สุณนฺติ ตาหิ วตฺตพฺพา มายฺเย เอวํ อวจ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ ทุติยมฺปิ วตฺตพฺพา ตติยมฺปิ วตฺตพฺพา ฯ สเจ ปฏินิสฺสชฺชติ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ สุตฺวา น วทนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ สา ภิกฺขุนี สงฺฆมชฺฌํปิ อากฑฺฒิตฺวา วตฺตพฺพา มายฺเย เอวํ อวจ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ ทุติยมฺปิ วตฺตพฺพา ตติยมฺปิ วตฺตพฺพา ฯ สเจ ปฏินิสฺสชฺชติ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ

๘๗

ภิกษุณีนั้น อันสงฆ์พึงสวดสมนุภาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสมนุภาสนั้น พึง สวดอย่างนี้ ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:- กรรมวาจาสมนุภาส แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้วยัง กล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่า ต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในหมู่สงฆ์ สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่านด้วยความดูหมิ่น ด้วยความ ไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้นด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแอ อย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกันมีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะ ไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยก กันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ นางยังไม่สละ วัตถุนั้น ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสวดสมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละ วัตถุนั้น นี่เป็นบัญญัตติ แม่เจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว ยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่า ต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีอยู่ในหมู่สงฆ์ สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่านด้วยความดูหมิ่น ด้วยความ ไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแอ อย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแลอยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มี อาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียว แก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ นาง ยังไม่สละวัตถุนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น การสวดสมนุภาส ภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแท้ แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ... ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ... ภิกษุณีมีชื่อนี้ อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว เพื่อให้สละวัตถุนั้นชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

สา ภิกฺขุนี สมนุภาสิตพฺพา ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว สมนุภาสิตพฺพา พฺยตฺตาย ภิกฺขุนิยา ปฏิพลาย สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๘๗.๑} สุณาตุ เม อยฺเย สงฺโฆ อยํ อิตฺถนฺนามา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สา ตํ วตฺถุํ นปฺปฏินิสฺสชฺชติ ฯ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุนึ สมนุภาเสยฺย ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ เอสา ญตฺติ ฯ {๘๗.๒} สุณาตุ เม อยฺเย สงฺโฆ อยํ อิตฺถนฺนามา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สา ตํ วตฺถุํ นปฺปฏินิสฺสชฺชติ ฯ สงฺโฆ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุนึ สมนุภาสติ ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ ยสฺสา อยฺยาย ขมติ อิตฺถนฺนามาย ภิกฺขุนิยา สมนุภาสนา ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย สา ตุณฺหสฺส ยสฺสา นกฺขมติ สา ภาเสยฺย ฯ {๘๗.๓} ทุติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ สมนุภฏฺฐา สงฺเฆน อิตฺถนฺนามา ภิกฺขุนี ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ

๘๘

จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ. จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย. จบกรรม วาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสส อาบัติทุกกฏเพราะญัตติ อาบัติถุล- *ลัจจัย เพราะกรรมวาจาสองครั้ง ย่อมระงับ.

ญตฺติยา ทุกฺกฏํ ทฺวีหิ กมฺมวาจาหิ ถุลฺลจฺจยา กมฺมวาจาปริโยสาเน อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปชฺชนฺติยา ญตฺติยา ทุกฺกฏํ ทฺวีหิ กมฺมวาจาหิ ถุลฺลจฺจยา ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ฯ

๘๙

บทว่า แม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน. บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติ ในเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ คือ ต้องอาบัติเพราะสวด- *สมนุภาสจบครั้งที่สาม ไม่ใช่ต้องพร้อมกับการละเมิดวัตถุ. ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่. บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัตเพื่ออาบัตินั้น ชักเข้าหาอาบัติเดิมเรียก เข้าหมู่ ไม่ใช่คณะมากรูปด้วยกัน ไม่ใช่ภิกษุณีรูปเดียว เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส คำว่าสังฆาทิเสสเป็นการขนานนาม คือ เป็นชื่อของอาบัตินิกายนั้นแล แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัส เรียกว่าสังฆาทิเสส. บทภาชนีย์ ติกะสังฆาทิเสส

อยมฺปีติ ปุริมาโย อุปาทาย วุจฺจติ ฯ ยาวตติยกนฺติ ยาวตติยํ สมนุภาสนาย อาปชฺชติ น สห วตฺถุชฺฌาจารา ฯ นิสฺสารณียนฺติ สงฺฆมฺหา นิสฺสาริยติ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ สงฺโฆ ว ตสฺสา อาปตฺติยา มานตฺตํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสติ อพฺเภติ น สมฺพหุลา น เอกา ภิกฺขุนี เตน วุจฺจติ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ ตสฺเสว อาปตฺตินิกายสฺส นาม กมฺมํ อธิวจนํ เตนปิ วุจฺจติ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ

๙๐

กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. ติกะทุกกฏ กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ. กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ. กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร

ธมฺมกมฺเม ธมฺมกมฺมสญฺญา นปฺปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ ธมฺมกมฺเม เวมติกา นปฺปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ ธมฺมกมฺเม อธมฺมกมฺมสญฺญา นปฺปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ อธมฺมกมฺเม ธมฺมกมฺมสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อธมฺมกมฺเม เวมติกา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อธมฺมกมฺเม อธมฺมกมฺมสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ

๙๑

ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑ ยอมสละ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ จบ.

อนาปตฺติ อสมนุภาสนฺติยา ปฏินิสฺสชฺชนฺติยา อุมฺมตฺติกาย อาทิกมฺมิกายาติ ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย