This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓

Other items in this volume

ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการยินดีการจับต้องที่บริเวณเหนือเข่าขึ้นไปของชายปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการปกปิดโทษปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยวัตถุ ๘ มีการยินดีการจับมือของชายเป็นต้น บทสรุปสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการก่อคดีพิพาทสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้เป็นโจรสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการเข้าละแวกหมู่บ้านตามลำพังเป็นต้นสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการเรียกภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเข้าหมู่สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการรับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัดสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการส่งเสริมภิกษุณีให้รับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัดสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบอกคืนพระรัตนตรัยสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยภิกษุณีโกรธเพราะถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยภิกษุณีมีความประพฤติเลวทรามสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการยุยงส่งเสริมให้ภิกษุณีประพฤติเลวทรามบทสรุปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการสะสมบาตรสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการแจกอกาลจีวรสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนจีวรสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้วออกปากขอของอย่างอื่นสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการให้ซื้อของอย่างหนึ่งแล้วให้ซื้อของอย่างอื่นสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ข้อที่ ๑สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ข้อที่ ๒สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายคณะข้อที่ ๑สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายแก่คณะข้อที่ ๒สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายแก่บุคคลสิกขาบทที่ ๑๑ ว่าด้วยการขอผ้าห่มหนาในฤดูหนาวสิกขาบทที่ ๑๒ ว่าด้วยการขอผ้าห่มบางในฤดูร้อนบทสรุปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการขอกระเทียมสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการถอนขนในที่แคบสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการสัมผัสองค์กำเนิดสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการใช้ท่อนยางสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการใช้น้ำชำระสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการปรนนิบัติสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการขอข้าวเปลือกดิบสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการทิ้งอุจจาระเป็นต้นภายนอกฝาสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการทิ้งอุจจาระเป็นต้นภายนอกกำแพงสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการดูการขับร้องฟ้อนรำสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการสนทนากับชายในที่มืดสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการยืนกับชายในที่กำบังสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการสนทนากับชายในที่แจ้งสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการส่งเพื่อนภิกษุณีกลับสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการจากไปโดยไม่บอกเจ้าของสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการนั่งนอนบนอาสนะโดยไม่บอกเจ้าของสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการปูลาดโดยไม่บอกสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการให้ผู้อื่นโพนทะนาสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการสาปแช่งตนเองและผู้อื่นสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการร้องไห้ทุบตีตนเองสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเปลือยกายอาบน้ำสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ผ้าอาบน้ำไม่ได้ขนาดสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการเลาะจีวรแล้วไม่เย็บสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการไม่ผลัดเปลี่ยนสังฆาฏิตามกำหนดสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการห่มจีวรสับเปลี่ยนกันสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการคัดค้านการแจกจีวรที่ชอบธรรมสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการให้สมณจีวรแก่ผู้ไม่ใช่ภิกษุณีสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการให้ล่วงเลยสมัยแห่งจีวรกาลสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการห้ามการเดาะกฐินที่ชอบธรรมสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการนอนบนเตียงเดียวกันสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ผ้าผืนเดียวเป็นทั้งผ้าปูนอนและผ้าห่มสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการจงใจก่อความรำคาญสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการไม่ใส่ใจดูแลเพื่อนภิกษุณีสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการฉุดลากออกสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายในรัฐสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายนอกรัฐสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปภายในพรรษาสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการไม่หลีกจาริกไปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการไปดูโรงละครหลวงสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ตั่งหรือแท่นสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการกรอด้ายสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการช่วยทำการขวนขวายเพื่อคฤหัสถ์สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการไม่ช่วยระงับอธิกรณ์สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักฟ้อนเป็นต้นสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการใช้ผ้าซับระดูแล้วไม่สละสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่สละที่พักสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการเรียนดิรัจฉานวิชาสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการสอนดิรัจฉานวิชาสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเข้าอาราม โดยไม่บอกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการด่าบริภาษภิกษุสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบริภาษคณะสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการฉันของเคี้ยวของฉันเมื่อห้ามภัตตาหารแล้วสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยความหวงตระกูลสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่ายสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่ไปรับโอวาทเป็นต้นสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการไม่ถามอุโบสถเป็นต้นสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการให้บ่งฝีในร่มผ้าสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีครรภ์สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีลูกยังดื่มนมสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปีสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาที่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการบวชให้หญิงที่มีครอบครัวอายุต่ำกว่า ๑๒ ปีสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการบวชให้หญิงที่มีครอบครัวมีอายุครบ ๑๒ ปีสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบวชให้หญิงที่มีครอบครัวซึ่งสงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่อนุเคราะห์สหชีวินีตลอด ๒ ปีสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการไม่ติดตามปวัตตินีตลอด ๒ ปีสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการไม่พาสหชีวินีหลีกไปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีที่ยังไม่ได้ศึกษาในธรรม ๖ ข้อสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีที่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาต่ำกว่า ๑๒ เป็นปวัตตินีสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ เป็นปวัตตินีแต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการบ่นว่าภายหลังสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ถวายจีวรแล้วไม่บวชให้สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ติดตามตลอด ๒ ปีแล้วไม่บวชให้สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้คลุกคลีกับชายสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาที่ยังไม่ได้รับอนุญาตสิกขาบทที่ ๑๑ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาด้วยการให้ปาริวาสิกฉันทะสิกขาบทที่ ๑๒ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาทุกๆ ปีสิกขาบทที่ ๑๓ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาปีละ ๒ รูปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีผู้ไม่เป็นไข้กั้นร่มและสวมรองเท้าสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการเดินทางด้วยยานพาหนะสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับเอวสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับของสตรีสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการใช้ของหอมเครื่องย้อมผิวสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการใช้ผงแป้งอบกลิ่นสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการให้บีบนวดสิกขาบทที่ ๘-๙-๑๐ ว่าด้วยการใช้(สิกขมานาฯลฯสามเณรีฯลฯ)คฤหัสถ์ให้บีบนวดสิกขาบทที่ ๑๑ ว่าด้วยการนั่งบนอาสนะโดยไม่ขอโอกาสก่อนสิกขาบทที่ ๑๒ ว่าด้วยการถามปัญหากะภิกษุโดยไม่ได้ขอโอกาสสิกขาบทที่ ๑๓ ว่าด้วยการเข้าหมู่บ้านโดยไม่มีผ้ารัดถันบทสรุปปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการออกปากขอเนยใสปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒-๘ ว่าด้วยการออกปากขอน้ำมันเป็นต้นบทสรุป๑. ปริมัณฑลวรรค หมวดว่าด้วยการนุ่งห่มเรียบร้อย๗. ปาทุกาวรรค หมวดว่าด้วยรองเท้าบทสรุป๗. อธิกรณสมถะคำนิคม

Scripture

ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

6 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ นิทานวัตถุ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาประพฤติตาม พระอริฏฐะ ผู้มีบรรพบุรุษเป็นพรานฆ่านกแร้งที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรม แล้ว บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน แม่เจ้าถุลลนันทาจึงประพฤติตามพระอริฏฐะผู้มีบรรพบุรุษเป็นพรานฆ่านกแร้งที่ สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ ไปบอกภิกษุทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทาประพฤติตาม ภิกษุชื่ออริฏฐะผู้มีบรรพบุรุษเป็นพรานฆ่านกแร้งที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนีย กรรมจริงหรือ” พวกภิกษุทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงประพฤติตามภิกษุชื่อ อริฏฐะผู้มีบรรพบุรุษเป็นพรานฆ่านกแร้งที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสหรือทำคน ที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยก สิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ @เชิงอรรถ : @ คำว่า “ประพฤติตามพระอริฏฐะ” ในที่นี้หมายถึงประพฤติในทำนองเดียวกัน ประพฤติเลียนแบบ คือ @พระอริฏฐะมีทิฏฐิบาปเกิดขึ้นในใจว่า “ตัวเองรู้ธรรมถึงขนาดที่ว่า ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า @เป็นธรรมทำอันตรายก็หาสามารถทำอันตรายได้จริงไม่...” ภิกษุณีถุลลนันทาก็มีทิฏฐิเช่นนั้นเหมือนกัน @(ดูวินัยปิฎกแปล เล่ม ๒/๔๑๗/๕๒๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๑๔} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ สิกขาบทวิภังค์ พระบัญญัติ

ก็ภิกษุณีใดประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนีย กรรมโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์นั้น ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ สงฆ์ยังไม่รับรอง ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงว่ากล่าวตักเตือนอย่างนี้ว่า “แม่เจ้า ภิกษุนั่นถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันลง อุกเขปนียกรรมโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ สงฆ์ยัง ไม่รับรอง ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย แม่เจ้าอย่าประพฤติ ตามภิกษุนั่น” ภิกษุณีนั้นผู้อันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่ อย่างนั้น ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์จนครบ ๓ ครั้งเพื่อให้ สละเรื่องนั้น ถ้านางกำลังถูกสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้งสละเรื่องนั้นได้ นั่นเป็นการดี ถ้านางไม่สละ แม้ภิกษุณีนี้ก็เป็นปาราชิกชื่ออุกขิตตานุวัตติกา หาสังวาสมิได้ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ สิกขาบทวิภังค์

คำว่า ก็ ... ใด คือผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็ ... ใด คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มี พระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้ @เชิงอรรถ : @ สมานสํวาสกา ภิกฺขู สหายา นาม, ยสฺส ปน โส สํวาโส เตหิ สทฺธึ นตฺถิ น เตน เต สหายา @กตา โหนฺติ, อิติ โส อกตสหาโย นาม. ภิกษุทั้งหลายผู้มีสังวาสเสมอกันชื่อว่า สหาย ก็ภิกษุใดไม่มี @สังวาสนั้นกับสหายเหล่านั้น (และ)ภิกษุนั้นไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันนั้นให้เป็นสหายของตน @เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย (กงฺขา.อ. ๓๔๔) @ “โดยธรรม” คือเรื่องจริง,โดยเรื่องที่เป็นจริง “โดยวินัย” คือโจทแล้วให้จำเลยให้การ “โดยสัตถุศาสน์” คือ @ด้วยความถึงพร้อมแห่งญัตติและอนุสาวนาหรือโดยศาสนาของพระพุทธเจ้า (วิ.อ. ๒/๖๖๙-๖๗๐/๔๖๖) @ คำว่า “อุกขิตตานุวัตติกา” แปลว่า ประพฤติตามผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร ถูกสงฆ์ลงโทษโดยการไล่ออกจากหมู่ @หมายถึงถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมนั่นเอง คำนี้เป็นชื่อเรียกภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิกสิกขาบทนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๑๕} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ สิกขาบทวิภังค์ สงฆ์ที่ชื่อว่า พร้อมเพรียงกัน คือ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสมานสังวาสสีมา ที่ชื่อว่า ถูก ... ลงอุกเขปนียกรรม คือ ถูกลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็น เพราะไม่ทำคืน หรือเพราะไม่สละคืนอาบัติ คำว่า โดยธรรม โดยวินัย คือ โดยธรรมใด โดยวินัยใด คำว่า โดยสัตถุศาสน์ คือ โดยคำสั่งสอนของพระชินเจ้า โดยคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ที่ชื่อว่า ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ คือ ไม่ยอมรับสงฆ์ คณะ บุคคล หรือกรรม ที่ชื่อว่า สงฆ์ยังไม่รับรอง คือ ถูกสงฆ์ขับไล่แล้วยังไม่เรียกกลับเข้าหมู่ ที่ชื่อว่า ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย คือ ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีสังวาสเสมอกัน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า ผู้เป็นสหาย ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลง อุกเขปนียกรรม ไม่มีสังวาสนั้นกับภิกษุเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึง ตรัสว่า “ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย” คำว่า ประพฤติตามภิกษุ ... นั้น ความว่า ภิกษุนั้นมีความเห็นเช่นใด มี ความชอบใจเช่นใด มีความพอใจเช่นใด แม้ภิกษุณีนั้นก็เป็นผู้มีความเห็นเช่นนั้น มีความชอบใจเช่นนั้น มีความพอใจเช่นนั้น คำว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ ภิกษุณีผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม คำว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ ภิกษุณีเหล่าอื่น ภิกษุณีทั้งหลายที่ได้เห็นได้ยินพึงว่ากล่าวตักเตือนเธอว่า “แม่เจ้า ภิกษุนั่นถูก สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ เป็นผู้ ไม่เอื้อเฟื้อ สงฆ์ยังไม่รับรอง ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย แม่เจ้า อย่าประพฤติตามภิกษุนั่น” พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือน เธอแม้ครั้งที่ ๓ ถ้าเธอสละได้ นั่นเป็นการดี ถ้าเธอไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณี @เชิงอรรถ : @ มีสังวาสเสมอกัน คือมีกรรมที่ทำร่วมกันมีอุทเทสที่สวดร่วมกันและมีสิกขาเสมอกัน @(ดูข้อ ๖๕๘, ๖๖๖, ๖๗๑ และข้อ ๖๗๖ หน้า ๗, ๑๒, ๑๘, ๒๓, วิ.อ. ๒/๖๖๙-๖๗๐/๔๖๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๑๖} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ สิกขาบทวิภังค์ ทั้งหลายได้ยินไม่ว่ากล่าวตักเตือน ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงคุมตัวมาสู่ท่ามกลางสงฆ์ว่ากล่าวตักเตือนว่า “แม่เจ้า ภิกษุนั่นถูกสงฆ์พร้อม เพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ สงฆ์ยังไม่รับรอง ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย แม่เจ้าอย่า ประพฤติตามภิกษุนั่น” พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือน เธอแม้ครั้งที่ ๓ ถ้าเธอสละได้ นั่นเป็นการดี ถ้าเธอไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีสงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ วิธีสวดสมนุภาสน์และกรรมวาจาสวดสมนุภาสน์ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีสงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุณีนั้นอย่างนี้ คือ ภิกษุณี ผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

“แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีชื่อนี้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ เป็นผู้ไม่ ่เอื้อเฟื้อ สงฆ์ยังไม่รับรอง ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย เธอไม่ สละเรื่องนั้น ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุณีชื่อนี้เพื่อให้สละเรื่องนั้น นี่เป็นญัตติ แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีนี้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์พร้อมเพรียง กันลงอุกเขปนียกรรมโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ สงฆ์ยัง ไม่รับรอง ยังไม่ได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย เธอไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์ สวดสมนุภาสน์ภิกษุชื่อนี้เพื่อให้สละเรื่องนั้น แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการสวด สมณุภาสน์ภิกษุณีนี้เพื่อให้สละเรื่องนั้น แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอกล่าวความนี้ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอกล่าว ความนี้ ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ญัตติ คือ การประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๑๗} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ บทภาชนีย์ ภิกษุณีชื่อนี้สงฆ์สวดสมนุภาสน์เพื่อให้สละเรื่องนั้นแล้ว สงฆ์เห็นด้วย เพราะ ฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้" จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบ กรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติปาราชิก คำว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ คำว่า เป็นปาราชิก อธิบายว่า ภิกษุณีถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์จนครบ ๓ ครั้งก็ยังไม่ยอมสละ เธอย่อมไม่เป็นสมณะหญิง ไม่เป็นเชื้อสายศากยธิดา เปรียบ เหมือนแผ่นศิลาหนาแตกออกเป็น ๒ เสี่ยงจะประสานให้สนิทเป็นเนื้อเดียวกันอีก ไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เป็นปาราชิก คำว่า หาสังวาสมิได้ อธิบายว่า ที่ชื่อว่าสังวาส ได้แก่ กรรมที่ทำร่วมกัน อุทเทสที่สวดร่วมกัน ความมีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีกับ ภิกษุณีรูปนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้ บทภาชนีย์ ติกปาราชิก

กรรมที่ทำถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำถูกต้อง ไม่สละ ต้องอาบัติปาราชิก กรรมที่ทำถูกต้อง ภิกษุณีไม่แน่ใจ ไม่สละ ต้องอาบัติปาราชิก กรรมที่ทำถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ไม่สละ ต้อง อาบัติปาราชิก @เชิงอรรถ : @ “กรรมที่ทำถูกต้อง” ในที่นี้หมายถึงอุกเขปนียกรรม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๑๘} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ อนาปัตติวาร ติกทุกกฏ กรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำถูกต้อง ต้องอาบัติทุกกฏ กรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ภิกษุณีไม่แน่ใจ ต้องอาบัติทุกกฏ กรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ต้องอาบัติทุกกฏ อนาปัตติวาร ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติปาราชิก คือ

๑. ภิกษุณียังไม่ถูกสวดสมนุภาสน์ ๒. ภิกษุณียอมสละ ๓. ภิกษุณีวิกลจริต ๔. ภิกษุณีต้นบัญญัติ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๑๙}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้