สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒ เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา
ทุติยสงฺฆาทิเสสํ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- *บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ชายาของเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งในพระนครเวสาลี ประพฤตินอกใจ. จึงเจ้าลิจฉวีองค์นั้นรับสั่งกะนางว่าเจ้างดเว้นได้เป็นการดี เราจักทำความพินาศ ให้แก่เจ้า. แม้นางถูกว่ากล่าวอย่างนี้ก็ไม่เชื่อฟัง. ก็สมัยนั้นแล คณะเจ้าลิจฉวีแห่งพระนครเวสาลี กำลังประชุมกันด้วยกรณียะบางอย่าง. จึงเจ้าลิจฉวีองค์นั้นได้กล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า ท่านผู้มี เกียรติทั้งหลาย ขอจงโปรดอนุญาตสตรีผู้หนึ่งให้แก่ข้าพเจ้า. คณะถามว่า สตรีผู้นั้นคือใคร? เจ้าชายสามีของนางตอบว่า คือ ภรรยาของข้าพเจ้า ประพฤตินอกใจ ข้าพเจ้าจักฆ่านาง. คณะกล่าวว่า จงเข้าใจเอาเอง รู้เอาเองเถิด. สตรีผู้นั้นทราบข่าวว่า สามีใคร่จักฆ่าเรา จึงเก็บสิ่งของที่ดีๆ หนีไปยังพระนครสาวัตถี เข้าหาเหล่าเดียรถีย์ขอบวช พวกเดียรถีย์ไม่ปรารถนาจะให้นางบวช นางจึงเข้าไปหาภิกษุณี ขอ บวช แม้ภิกษุณีทั้งหลายก็ไม่ปรารถนาจะให้นางบวช จึงเข้าไปหาภิกษุณีถุลลนันทา แสดงห่อของ แล้วขอบวช ภิกษุณีถุลลนันทารับห่อของ แล้วให้นางบวช. ครั้นเจ้าลิจฉวีนั้นทรงสืบหาสตรีนั้นไปถึงพระนครสาวัตถี พบนางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ขอเดชะ ชายาของหม่อมฉันลักของมีค่ามาสู่พระนคร สาวัตถี ขอพระองค์จงทรงอนุญาตชายาของหม่อมฉันผู้นั้นเถิด พระพุทธเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า พนาย ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านค้นหา พบแล้วมาบอก. เจ้าลิจฉวีกราบทูลว่า หม่อมฉันเห็นนางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้านางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี เราก็ทำอะไรนางไม่ได้ เพราะพระธรรมอัน พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ขอนางจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด. จึงเจ้าลิจฉวีนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเหล่าภิกษุณีจึงได้ให้หญิงโจรบวชเล่า. ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินเจ้าลิจฉวีนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ให้หญิงโจรบวชเล่า แล้วแจ้งเรื่อง นั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ทรงสอบถาม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณี ถุลลนันทาให้หญิงโจรบวชหรือ จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา จึงได้ให้ หญิงโจรบวชเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๑๐. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด รู้อยู่ว่าหญิงเป็นโจร ผู้ปรากฏ เป็นนักโทษประหาร ไม่ บอกกล่าวพระราชา หมู่ คณะ นายหมวดหรือนายกอง รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ภิกษุณี แม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ. เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา จบ. สิกขาบทวิภังค์
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน เวสาลิยํ อญฺญตรสฺส ลิจฺฉวิสฺส ปชาปตี อติจารินี โหติ ฯ อถโข โส ลิจฺฉวี ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ สาธุ วิรมาหิ อนตฺถํ โข เต กริสฺสามีติ ฯ เอวํปิ สา วุจฺจมานา น อาทิยิ ฯ เตน โข ปน สมเยน เวสาลิยํ ลิจฺฉวิคโณ สนฺนิปติโต โหติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ {๓๕.๑} อถโข โส ลิจฺฉวี เต ลิจฺฉวิโน เอตทโวจ เอกํ เม อยฺยา อิตฺถึ อนุชานาถาติ ฯ กา นาม สาติ ฯ มยฺหํ ปชาปตี อติจรติ ตํ ฆาเตสฺสามีติ ฯ ชานาหีติ ฯ อสฺโสสิ โข สา อิตฺถี สามิโก กิร มํ ฆาเตตุกาโมติ วรภณฺฑํ อาทาย สาวตฺถึ คนฺตฺวา ติตฺถิเย อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ ติตฺถิยา น อิจฺฉึสุ ปพฺพาเชตุํ ฯ ภิกฺขุนิโย อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ ภิกฺขุนิโยปิ น อิจฺฉึสุ ปพฺพาเชตุํ ฯ ถุลฺลนนฺทํ ภิกฺขุนึ อุปสงฺกมิตฺวา ภณฺฑกํ ทสฺเสตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี ภณฺฑกํ คเหตฺวา ปพฺพาเชสิ ฯ {๓๕.๒} อถโข โส ลิจฺฉวี ตํ อิตฺถึ คเวสนฺโต สาวตฺถึ คนฺตฺวา ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตํ ทิสฺวา เยน ราชา ปเสนทิ โกสโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เอตทโวจ ปชาปตี เม เทว วรภณฺฑํ อาทาย สาวตฺถึ อนุปฺปตฺตา ตํ เทโว อนุชานาตูติ ฯ เตนหิ ภเณ วิจินิตฺวา อาจิกฺขาติ ฯ ทิฏฺฐา เทว ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตาติ ฯ สเจ ภเณ ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตา น สา ลพฺภา กิญฺจิ กาตุํ สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรตุ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ ฯ อถโข โส ลิจฺฉวี อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนิโย โจรึ ปพฺพาเชสฺสนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขุนิโย ตสฺส ลิจฺฉวิสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส ฯ ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อยฺยา ถุลฺลนนฺทา โจรึ ปพฺพาเชสฺสตีติ ฯ อถโข ตา ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี โจรึ ปพฺพาเชตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี โจรึ ปพฺพาเชสฺสติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ {๓๕.๓} ยา ปน ภิกฺขุนี ชานํ โจรึ วชฺฌวิทิตํ อนปโลเกตฺวา ราชานํ วา สงฺฆํ วา คณํ วา ปูคํ วา เสณึ วา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปยฺย อยมฺปิ ภิกฺขุนี ปฐมาปตฺติกํ ธมฺมํ อาปนฺนา นิสฺสารณียํ สงฺฆาทิเสสนฺติ ฯ
บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้. ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้เองก็ตาม คนอื่นบอกแก่นางก็ตาม เจ้าตัวบอกก็ตาม. ที่ชื่อว่า โจร ความว่า สตรีใดถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ อันเป็นส่วนขโมย ได้ราคา ห้ามาสกก็ดี เกินกว่าห้ามาสกก็ดี สตรีนั้นชื่อว่าเป็นโจร. ที่ชื่อว่า ถูกประหาร ได้แก่ ผู้ทำกรรมถึงถูกฆ่า. ที่ชื่อว่า ผู้ปรากฏ คือ ผู้ที่คนอื่นรู้กันแล้วว่า นางนี้จะต้องถูกประหาร. บทว่า ไม่บอกกล่าว คือ ไม่ขออนุญาต. ที่ชื่อว่า พระราชา ความว่า พระราชาทรงปกครองในถิ่นใด ต้องขอพระบรมราชานุญาต ในถิ่นนั้น. ที่ชื่อว่า หมู่ ตรัสหมายหมู่ภิกษุณี ต้องบอกหมู่ภิกษุณี. ที่ชื่อว่า คณะ ความว่า คณะปกครองในถิ่นใด ต้องบอกคณะในถิ่นนั้น. ที่ชื่อว่า นายหมวด ความว่า นายหมวดปกครองในถิ่นใด ต้องบอกนายหมวดในถิ่นนั้น. ที่ชื่อว่า นายกอง ความว่า นายกองปกครองในถิ่นใด ต้องบอกนายกองในถิ่นนั้น. บทว่า เว้นแต่บวชมาแล้ว ความว่า เว้นสตรีที่บวชมาแล้ว. ที่ชื่อว่า บวชมาแล้ว มีสอง คือ บวชมาแล้วในสำนักเดียรถีย์ ๑ บวชมาแล้วในสำนัก ภิกษุณีเหล่าอื่น ๑. เว้นแต่สตรีที่บวชมาแล้ว ภิกษุณีรับว่าจักให้บวช แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารินีก็ดี บาตร ก็ดี จีวรก็ดี หรือสมมติสีมา ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจาสอง ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจาครั้งสุด อุปัชฌายา ต้องอาบัติสังฆาทิเสส คณะและอาจารินี ต้องอาบัติทุกกฏ.
ยา ปนาติ ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ ฯ ชานาติ นาม สามํ วา ชานาติ อญฺเญ วา ตสฺสา อาโรเจนฺติ สา วา อาโรเจติ ฯ โจโร นาม ยา ปญฺจมาสกํ วา อติเรกปญฺจมาสกํ วา อคฺฆนกํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิยติ เอสา โจรี นาม ฯ วชฺฌา นาม ยํ กตฺวา วชฺฌปฺปตฺตา โหติ ฯ วิทิตา นาม อญฺเญหิ มนุสฺเสหิ ญาตา โหติ วชฺฌา เอสาติ ฯ อนปโลเกตฺวาติ อนาปุจฺฉา ฯ ราชา นาม ยตฺถ ราชา อนุสาสติ ราชา อปโลเกตพฺโพ ฯ สงฺโฆ นาม ภิกฺขุนีสงฺโฆ วุจฺจติ ภิกฺขุนีสงฺโฆ อปโลเกตพฺโพ ฯ คโณ นาม ยตฺถ คโณ อนุสาสติ คโณ อปโลเกตพฺโพ ฯ ปูโค นาม ยตฺถ ปูโค อนุสาสติ ปูโค อปโลเกตพฺโพ ฯ เสณิ นาม ยตฺถ เสณิ อนุสาสติ เสณิ อปโลเกตพฺโพ ฯ อญฺญตฺร กปฺปาติ ฐเปตฺวา กปฺปํ ฯ กปฺปํ นาม เทฺว กปฺปานิ ติตฺถิเยสุ วา ปพฺพชิตา โหติ อญฺญาสุ วา ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตา ฯ อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปสฺสามีติ คณํ วา อาจรินึ วา ปตฺตํ วา จีวรํ วา ปริเยสติ สีมํ วา สมฺมนฺนติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ญตฺติยา ทุกฺกฏํ ทฺวีหิ กมฺมวาจาหิ ถุลฺลจฺจยา กมฺมวาจาปริโยสาเน อุปชฺฌายาย อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส คณสฺส จ อาจรินิยา จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
บทว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ คือ ต้องอาบัติพร้อมกับล่วงวัตถุโดยไม่ต้องสวด สมนุภาส. ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ขับออกจากหมู่. บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สังฆ์เท่านั้น ให้มานัตเพื่ออาบัตินั้น ... แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส. บทภาชนีย์
อยมฺปีติ ปุริมํ อุปาทาย วุจฺจติ ฯ ปฐมาปตฺติกนฺติ สห วตฺถุชฺฌาจารา อาปชฺชติ อสมนุภาสนาย ฯ นิสฺสารณียนฺติ สงฺฆมฺหา นิสฺสาริยติ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ ฯเปฯ เตนปิ วุจฺจติ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ
หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าหญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติ- *สังฆาทิเสส. หญิงโจร ภิกษุณีสงสัย รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ. หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่หญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ไม่ต้องอาบัติ. ไม่ใช่หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าหญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ. ไม่ใช่หญิงโจร ภิกษุณีสงสัย รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ. ไม่ใช่หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่หญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ไม่ต้องอาบัติ. อนาปัตติวาร
โจริยา โจรีสญฺญา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ โจริยา เวมติกา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โจริยา อโจรีสญฺญา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปติ อนาปตฺติ ฯ อโจริยา โจรีสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อโจริยา เวมติกา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อโจริยา อโจรีสญฺญา อนาปตฺติ ฯ
ไม่รู้ รับให้บวช ๑ ขออนุญาตแล้ว รับให้บวช ๑ บวชมาในฝ่ายอื่นแล้ว รับให้ อยู่ในสำนัก ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ จบ.
อนาปตฺติ อชานนฺตี วุฏฺฐาเปติ อปโลเกตฺวา วุฏฺฐาเปติ กปฺปกตํ วุฏฺฐาเปติ อุมฺมตฺติกาย อาทิกมฺมิกายาติ ฯ -------