This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

ขัคควิสาณสุตตนิทเทส

Text only · no interpretationข้อ ๖๖๓–๘๒๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส159 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ขัคควิสาณสุตตนิทเทส ว่าด้วยการเที่ยวไปผู้เดียว

ขคฺควิสาณสุตฺตนิทฺเทโส

๖๖๓

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า บุคคลวางแล้วซึ่งอาชญาในสัตว์ทั้งปวง ไม่เบียดเบียนสัตว์ เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่พึงปรารถนาบุตร จักปรารถนา สหายแต่ไหน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น.

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๖๔

คำว่า ทั้งปวง ในอุเทศว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺทํ ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า ทั้งปวง เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. สัตว์ทั้งหลายทั้งผู้สะดุ้ง ทั้งผู้มั่นคง ท่านกล่าวว่า สัตว์ ในคำว่า ภูเตสุ ดังนี้. สัตว์เหล่าใด ยังละตัณหาไม่ได้ และสัตว์เหล่าใดยังละความกลัวและความขลาดไม่ได้ สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า ผู้สะดุ้ง. เหตุไรท่านจึงกล่าวว่าผู้สะดุ้ง? สัตว์เหล่านั้นย่อมสะดุ้ง หวาดเสียว ครั่นคร้าม ถึง ความสยดสยอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้สะดุ้ง. สัตว์เหล่าใดละตัณหาได้แล้ว และ ละความกลัวและความขาดได้แล้ว สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า ผู้มั่นคง. เหตุไรท่านจึงกล่าวว่าผู้มั่นคง? สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่ครั่นคร้าม ไม่ถึงความสยดสยอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้มั่นคง. อาชญามี ๓ อย่าง คือ อาชญาทางกาย ๑ อาชญาทางวาจา ๑ อาชญาทางใจ ๑. กาย ทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า อาชญาทางกาย. วจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่า อาชญาทางวาจา. มโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า อาชญาทางใจ. คำว่า วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวง ความว่า วาง ปลง ละ ทิ้ง ระงับ อาชญาในสัตว์ ทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวง.

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑนฺติ สพฺเพสูติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ สพฺเพสูติ ฯ ภูเตสูติ ภูตา วุจฺจนฺติ ตสา จ ถาวรา จ ฯ ตสาติ เยสํ ตณฺหา อปฺปหีนา เยสญฺจ ภยเภรวา อปฺปหีนา ฯ กึการณา วุจฺจนฺติ ตสา ฯ เต ตสนฺติ อุตฺตสนฺติ ปริตสนฺติ สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ ตํการณา วุจฺจนฺติ ตสา ฯ ถาวราติ เยสํ ตณฺหา ปหีนา เยสญฺจ ภยเภรวา ปหีนา ฯ กึการณา วุจฺจนฺติ ถาวรา ฯ เต น ตสนฺติ น อุตฺตสนฺติ น ปริตสนฺติ น สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ ตํการณา วุจฺจนฺติ ถาวรา ฯ ทณฺฑาติ ตโย ทณฺฑา กายทณฺโฑ จ วจีทณฺโฑ จ มโนทณฺโฑ จ ฯ ติวิธํ กายทุจฺจริตํ กายทณฺโฑ จตุพฺพิธํ วจีทุจฺจริตํ วจีทณฺโฑ ติวิธํ มโนทุจฺจริตํ มโนทณฺโฑ ฯ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑนฺติ สพฺเพสุ ภูเตสุ ทณฺฑํ นิธาย นิทหิตฺวา โวโรปยิตฺวา นิกฺขิปิตฺวา ปฏิปฺปสฺสมฺภิตฺวาติ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ ฯ

๖๖๕

คำว่า ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้น แม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง ความว่า ไม่เบียดเบียน สัตว์แม้แต่ผู้เดียว ด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ท่อนไม้ ศาตรา ด้วยสิ่งที่ทำให้เป็นแผลหรือเชือก ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ทั้งปวง ด้ายฝ่ามือ ... หรือเชือก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เบียดเบียน สัตว์เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง.

อเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสนฺติ เอกมตฺตมฺปิ สตฺตํ ปาณินา วา เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา อรุยา วา รชฺชุยา วา อวิเหฐยนฺโต สพฺเพปิ สตฺเต ปาณินา วา เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา อรุยา วา รชฺชุยา วา อวิเหฐยนฺโตติ อเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ ฯ

๖๖๖

ศัพท์ว่า น ในอุเทศว่า น ปุตฺตมิญฺเฉยฺย โต สหายํ ดังนี้ เป็นศัพท์ปฏิเสธ. บุตร ๔ จำพวก คือ บุตรที่เกิดแก่ตน ๑ บุตรที่เกิดในเขต ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรที่ อยู่ในสำนัก ๑ ชื่อว่า บุตร. ความไปสบาย ความมาสบาย ความไปและความมาสบาย ความนั่งสบาย ความนอน สบาย ความพูดทักกันสบาย ความสนทนากันสบาย ความปราศรัยกันสบาย กับชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นท่านกล่าวว่า สบาย ในคำว่า สหายํ. คำว่า ไม่พึงปรารถนาบุตร จักปรารถนาสหายแต่ไหน ความว่า ไม่พึงปรารถนา ไม่ พึงยินดี ไม่พึงรักใคร่ ไม่พึงชอบใจบุตร จักปรารถนายินดี รักใคร่ ชอบใจ คนที่มีไม่ตรีกัน มิตรที่เห็นกันมา มิตรที่คบกันมาหรือสหาย แต่ที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงปรารถนา บุตร จักปรารถนาสหายแต่ที่ไหน.

น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายนฺติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ ปุตฺตาติ จตฺตาโร ปุตฺตา อตฺตโช ปุตฺโต เขตฺตโช ปุตฺโต ทินฺนโก ปุตฺโต อนฺเตวาสิโก ปุตฺโต ฯ สหายนฺติ สหายา วุจฺจนฺติ เยหิ สห คมนํ ผาสุ อาคมนํ ผาสุ คมนาคมนํ ผาสุ นิสชฺชนํ ผาสุ นิปชฺชนํ ผาสุ อาลปนํ ผาสุ สลฺลปนํ ผาสุ สมุลฺลปนํ ผาสุ ฯ น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายนฺติ ปุตฺตมฺปิ น อิจฺเฉยฺย น สาทิเยยฺย น ปิหเยยฺย นาภิชปฺเปยฺย กุโต มิตฺตํ วา สนฺทิฏฺฐํ วา สมฺภตฺตํ วา สหายํ วา อิจฺฉิสฺสติ สาทิยิสฺสติ ปิหยิสฺสติ อภิชปฺปิสฺสตีติ น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ ฯ

๖๖๗

คำว่า ผู้เดียว ในอุเทศว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชา ชื่อว่า ผู้เดียวเพราะอรรถว่าไม่มี เพื่อนสอง เพราะอรรถว่าละตัณหา เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะปราศจากโทสะ โดยส่วนเดียว เพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะไป ตามเอกายนมรรค เพราะตรัสรู้ปัจเจกสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยมแต่ผู้เดียว. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชาอย่างไร? พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้น ตัดกังวลในฆราวาส ตัดกังวลในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ ตัดกังวล ในความสั่งสม ปลงผมและหนวดแล้ว ครองผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความ เป็นผู้ไม่มีกังวล เป็นผู้เดียวเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชาอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียวเพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อนสองอย่างไร? พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เมื่อบวชแล้วอย่างนี้ เป็นผู้เดียวเสพอาศัยเสนาสนะ คือ ป่าและป่าชัฏ อันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากลม แต่ชนผู้สัญจรไปมา สมควรทำกรรม ลับแห่งมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่ง ผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่ลับผู้เดียว อธิษฐาน จงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงชื่อว่า ผู้เดียวเพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อนสองอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียวเพราะอรรถว่าละตัณหาอย่างไร? พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้เดียวไม่มีใครเป็นเพื่อนอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งจิต ไปอยู่ เริ่มตั้งความเพียรมาก กำจัดมารพร้อมทั้งเสนามารที่ไม่ปล่อยสัตว์ให้พ้นอำนาจ เป็นพวก พ้องของผู้ประมาท ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งตัณหาอันมีข่าย แล่นไป ซ่านไป ในอารมณ์ต่างๆ. บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน ย่อม ไม่ล่วงพ้นสงสาร อันมีความเป็นอย่างนี้และมีความเป็น อย่างอื่น. ภิกษุผู้มีสติ รู้โทษนี้และตัณหาเป็นแดนเกิด แห่งทุกข์แล้ว พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น เว้นรอบ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียวเพราะอรรถว่าละตัณหาอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียวเพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียวอย่างไร? พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะท่านละราคะ เสียแล้ว ชื่อว่าผู้เดียวเพราะปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะท่านละโทสะเสียแล้ว ชื่อว่า ผู้เดียวเพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะท่านละโมหะเสียแล้ว ชื่อว่าผู้เดียวเพราะไม่มี กิเลสโดยส่วนเดียว เพราะท่านละกิเลสเสียแล้ว. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียวเพราะ ปราศจากราคะโดยส่วนเดียวอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียวเพราะไปตามเอกายนมรรคอย่างไร? สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวว่า เอกายนมรรค. พระผู้มีพระภาค ทรงเห็นธรรมเป็นส่วนสุดแห่งความสิ้นไป แห่งชาติ ทรงอนุเคราะห์ด้วยพระทัยเกื้อกูล ย่อมทรงทราบ ธรรมอันเป็นทางเป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว. พุทธาทิบัณฑิต ข้ามก่อนแล้ว จักข้ามและข้ามอยู่ซึ่งโอฆะด้วยธรรมอันเป็น ทางนั้น ดังนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียวเพราะไปตามเอกายนมรรคอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียวเพราะตรัสรู้ซึ่งปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม อย่างไร? ญาณในมรรค ๔ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญา เป็นเครื่องพิจารณา ปัญญาเป็นเครื่องเห็นแจ้งสัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า ปัญญาเครื่องตรัสรู้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นตรัสรู้แล้ว ซึ่งสัจจะทั้งหลายด้วยปัจเจกพุทธญาณ ตรัสรู้ว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ตรัสรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็น ปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็น ปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและ มรณะ. ตรัสรู้ว่า เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะ ดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทาน ดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับชราและมรณะจึงดับ. ตรัสรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. ตรัสรู้ว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิด อาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับอาสวะ. ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรให้เจริญ ตรัสรู้เหตุเกิด ความดับ โทษและอุบายเป็น เครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ... แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ตรัสรู้เหตุเกิด ความดับ โทษและ อุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งมหาภูตรูป ๔. ตรัสรู้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ตรัสรู้ ตามตรัสรู้ ตรัสรู้พร้อม ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรตรัสรู้ ควรตามตรัสรู้ ควรตรัสรู้พร้อม ควรถูกต้อง ควรทำให้แจ้ง ทั้งหมดนั้น ด้วยปัจเจกโพธิญาณ เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงชื่อว่า ผู้เดียวเพราะตรัสรู้ ปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมอย่างนี้. จริยา (การเที่ยวไป) ในคำว่า จเร ดังนี้ มี ๘ อย่าง คือ อิริยาปถจริยา ๑ อายตน- *จริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มัคคจริยา ๑ ปฏิปัตติจริยา ๑ โลกัตถ- *จริยา ๑. การเที่ยวไปในอิริยาบถ ๔ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา. การเที่ยวไปในอายตนะภายในภายนอก ๖ ชื่อว่าอายตนจริยา. การเที่ยวไปในฌาน ๔ ชื่อว่าสมาธิจริยา. การเที่ยวไปในอริยสัจ ๔ ชื่อว่า ญาณจริยา. การเที่ยวไปในมรรค ๔ ชื่อว่ามัคคจริยา. การเที่ยวไปในสามัญญผล ๔ ชื่อว่า ปฏิปัตติจริยา. โลกัตถจริยา คือ ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก ในพระตถาคตอรหันต- *สัมมาสัมพุทธเจ้า ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก ในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เฉพาะบางส่วน ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก ในพระสาวกทั้งหลายเฉพาะบางส่วน. ความประพฤติของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งตนไว้ชอบ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา. ความ ประพฤติของบุคคลผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ชื่อว่าอายตนจริยา. ความประพฤติของ บุคคลผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ชื่อว่าสติจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ขวนขวายในอธิจิต ชื่อว่าสมาธิจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ ชื่อว่าญาณจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ปฏิบัติชอบ ชื่อว่ามัคคจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ได้บรรลุผล แล้ว ชื่อว่าปฏิปัตติจริยา. ความประพฤติของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความประพฤติ ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเฉพาะบางส่วน ความประพฤติของพระสาวกทั้งหลายเฉพาะบางส่วน ชื่อว่าโลกัตถจริยา. จริยา ๘ ประการนี้. จริยาแม้อีก ๘ ประการ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วยศรัทธา. ผู้ประคองใจย่อม ประพฤติด้วยความเพียร. ผู้เข้าไปตั้งไว้ย่อมประพฤติด้วยสติ. ผู้ไม่ทำความฟุ้งซ่านประพฤติด้วย สมาธิ. ผู้รู้ทั่วย่อมประพฤติด้วยปัญญา. ผู้รู้แจ้งย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ. บุคคลผู้มนสิการว่า กุศลธรรมทั้งหลายย่อมดำเนินไปทั่วแก่บุคคลผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา. บุคคลผู้มนสิการว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษ ย่อมประพฤติด้วยวิเศษจริยา. จริยา ๘ ประการนี้. จริยาแม้อีก ๘ ประการ การประพฤติสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าทัสสนจริยา ๑. การประพฤติ สัมมาสังกัปปะ ชื่อว่าอภิโรปนจริยา ๑. การประพฤติสัมมาวาจา ชื่อว่าปริคคหจริยา ๑. การประพฤติสัมมากัมมันตะ ชื่อว่าสมุฏฐานจริยา ๑. การประพฤติสัมมาอาชีวะ ชื่อว่าโวทาน- *จริยา ๑. การประพฤติสัมมาวายามะ ชื่อว่าปัคคหจริยา ๑. การประพฤติสัมมาสติ ชื่อว่าอุปัฏฐาน- *จริยา ๑. การประพฤติสัมมาสมาธิ ชื่อว่าอวิกเขปจริยา ๑. จริยา ๘ ประการนี้. คำว่า เหมือนนอแรด ความว่า ขึ้นชื่อว่าแรดมีนอเดียว มิได้มีนอที่สอง ฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมเป็นเหมือนนอแรด เช่นกับนอแรด เปรียบด้วยนอแรด ฉันนั้นเหมือนกัน. รสเค็มจัด กล่าวกันว่าเหมือนเกลือ รสขมจัด กล่าวกันว่าเหมือนของขม รสหวานจัด กล่าวกันว่าเหมือนน้ำผึ้ง ของร้อนจัด กล่าวกันว่าเหมือนไฟ ของเย็นจัด กล่าวกันว่าเหมือนหิมะ ห้วงน้ำใหญ่ กล่าวกันว่าเหมือนสมุทร พระสาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาและพลธรรม กล่าวกันว่า เหมือนพระศาสดา ฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ก็ฉันนั้น ย่อมเป็นเหมือนนอแรด เช่น กับนอแรด เปรียบด้วยนอแรด เป็นผู้เดียว ไม่มีเพื่อน มีเครื่องผูกอันเปลื้องแล้ว ย่อมเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา ในโลก โดยชอบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลวางแล้วซึ่งอาชญาในสัตว์ทั้งปวง ไม่เบียดเบียนสัตว์ เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่พึงปรารถนาบุตร จักปรารถนา สหายแต่ไหน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ เอโกติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน เอโก อทุติยฏฺเฐน เอโก ตณฺหาปหานฏฺเฐน เอโก เอกนฺตวีตราโคติ เอโก เอกนฺตวีตโทโสติ เอโก เอกนฺตวีตโมโหติ เอโก เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ เอโก เอกายนมคฺคํ คโตติ เอโก เอโก อนุตฺตรํ ปจฺเจกสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ เอโก ฯ {๖๖๗.๑} กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน เอโก ฯ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ฆราวาสปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ปุตฺตทารปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ญาติปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา สนฺนิธิปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนภาวํ อุปคนฺตฺวา เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน เอโก ฯ {๖๖๗.๒} กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อทุติยฏฺเฐน เอโก ฯ โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน เอโก อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ปฏิสลฺลานสารุปฺปานิ โส เอโก คจฺฉติ เอโก ติฏฺฐติ เอโก นิสีทติ เอโก เสยฺยํ กปฺเปติ เอโก คามํ ปิณฺฑาย ปวิสติ เอโก อภิกฺกมติ เอโก ปฏิกฺกมติ เอโก รโห นิสีทติ เอโก จงฺกมํ อธิฏฺฐาติ เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อทุติยฏฺเฐน เอโก ฯ {๖๖๗.๓} กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ตณฺหาปหานฏฺเฐน เอโก ฯ โส เอวํ เอโก อทุติโย อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต มหาปธานํ ปทหนฺโต มารํ สเสนํ นมุจึ ปมตฺตพนฺธุํ วิธมิตฺวา ตณฺหํ ชาลินึ สริตํ วิสตฺติกํ ปชหิ วิโนเทสิ พฺยนฺตีมกาสิ อนภาวงฺคเมสิ ฯ ตณฺหาทุติโย ปุริโส ทีฆมทฺธาน สํสรํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ เอวมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ตณฺหาปหานฏฺเฐน เอโก ฯ {๖๖๗.๔} กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เอกนฺตวีตราโคติ เอโก ฯ ราคสฺส ปหีนตฺตา เอกนฺตวีตราโคติ เอโก ฯ โทสสฺส ปหีนตฺตา เอกนฺตวีตโทโสติ เอโก ฯ โมหสฺส ปหีนตฺตา เอกนฺตวีตโมโหติ เอโก ฯ กิเลสานํ ปหีนตฺตา เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ เอโก ฯ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เอกนฺตวีตราโคติ เอโก ฯ {๖๖๗.๕} กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เอกายนมคฺคํ คโตติ เอโก ฯ เอกายนมคฺโค วุจฺจนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ เอกายนํ ชาติขยนฺตทสฺสี มคฺคํ ปชานาติ หิตานุกมฺปี เอเตน มคฺเคน ตรึสุ ปุพฺเพ ตริสฺสนฺติ เจว ตรนฺติ โอฆนฺติ ฯ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เอกายนมคฺคํ คโตติ เอโก ฯ {๖๖๗.๖} กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เอโก อนุตฺตรํ ปจฺเจกสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ เอโก ฯ โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วีมํสา วิปสฺสนา สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ {๖๖๗.๗} โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปจฺเจกพุทฺธญาเณน สจฺจานิ พุชฺฌิ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ พุชฺฌิ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ พุชฺฌิ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ พุชฺฌิ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ พุชฺฌิ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ พุชฺฌิ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ พุชฺฌิ นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ พุชฺฌิ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ พุชฺฌิ ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ พุชฺฌิ เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ พุชฺฌิ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ พุชฺฌิ อุปาทานปจฺจยา ภโวติ พุชฺฌิ ภวปจฺจยา ชาตีติ พุชฺฌิ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ พุชฺฌิ อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธติ พุชฺฌิ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ พุชฺฌิ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธติ พุชฺฌิ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ พุชฺฌิ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธติ พุชฺฌิ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ พุชฺฌิ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธติ พุชฺฌิ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธติ พุชฺฌิ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธติ พุชฺฌิ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธติ พุชฺฌิ ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธติ พุชฺฌิ {๖๖๗.๘} อิทํ ทุกฺขนฺติ พุชฺฌิ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ พุชฺฌิ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ พุชฺฌิ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ พุชฺฌิ อิเม อาสวาติ พุชฺฌิ อยํ อาสวสมุทโยติ พุชฺฌิ อยํ อาสวนิโรโธติ พุชฺฌิ อยํ อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ พุชฺฌิ อิเม ธมฺมา อภิญฺญาตพฺพาติ พุชฺฌิ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ พุชฺฌิ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ พุชฺฌิ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ พุชฺฌิ ฉนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ พุชฺฌิ จตุนฺนํ มหาภูตานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ พุชฺฌิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ พุชฺฌิ ยํ พุชฺฌิตพฺพํ อนุพุชฺฌิตพฺพํ สมฺพุชฺฌิตพฺพํ ผุสิตพฺพํ สจฺฉิกาตพฺพํ สพฺพนฺตํ เตน ปจฺเจกโพธิญาเณน พุชฺฌิ อนุพุชฺฌิ สมฺพุชฺฌิ ผุเสสิ สจฺฉากาสีติ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เอโก อนุตฺตรํ ปจฺเจกสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ เอโก ฯ {๖๖๗.๙} จเรติ อฏฺฐ จริยาโย อิริยาปถจริยา อายตนจริยา สติจริยา สมาธิจริยา ญาณจริยา มคฺคจริยา ปฏิปตฺติจริยา โลกตฺถจริยา ฯ อิริยาปถจริยาติ จตูสุ อิริยาปเถสุ ฯ อายตนจริยาติ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ ฯ สติจริยาติ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ ฯ สมาธิจริยาติ จตูสุ ฌาเนสุ ฯ ญาณจริยาติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ฯ มคฺคจริยาติ จตูสุ มคฺเคสุ ฯ ปฏิปตฺติจริยาติ จตูสุ สามญฺญผเลสุ ฯ โลกตฺถจริยาติ ตถาคเตสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ ปเทสโต ปจฺเจกสมฺพุทฺเธสุ ปเทสโต สาวเกสุ ฯ อิริยาปถจริยา จ ปณิธิสมฺปนฺนานํ อายตนจริยา จ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ สติจริยา จ อปฺปมาทวิหารีนํ สมาธิจริยา จ อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ ญาณจริยา จ พุทฺธิสมฺปนฺนานํ มคฺคจริยา จ สมฺมาปฏิปนฺนานํ ปฏิปตฺติจริยา จ อธิคตผลานํ โลกตฺถจริยา จ ตถาคตานํ อรหนฺตานํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ปเทสโต ปจฺเจกสมฺพุทฺธานํ ปเทสโต สาวกานํ ฯ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ {๖๖๗.๑๐} อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย จรติ ปคฺคณฺหนฺโต วิริเยน จรติ อุปฏฺฐเปนฺโต สติยา จรติ อวิกฺเขปํ กโรนฺโต สมาธินา จรติ ปชานนฺโต ปญฺญาย จรติ วิชานนฺโต วิญฺญาเณน จรติ เอวํ ปฏิปนฺนสฺส กุสลา ธมฺมา อายาเปนฺตีติ อายตนจริยาย จรติ เอวํ ปฏิปนฺโน วิเสสมธิคจฺฉตีติ วิเสสจริยาย จรติ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย ทสฺสนจริยา จ สมฺมาทิฏฺฐิยา อภิโรปนจริยา จ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ปริคฺคหจริยา จ สมฺมาวาจาย สมุฏฺฐานจริยา จ สมฺมากมฺมนฺตสฺส โวทานจริยา จ สมฺมาอาชีวสฺส ปคฺคหจริยา จ สมฺมาวายามสฺส อุปฏฺฐานจริยา จ สมฺมาสติยา อวิกฺเขปจริยา จ สมฺมาสมาธิสฺส อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ {๖๖๗.๑๑} ขคฺควิสาณกปฺโปติ ยถา ขคฺคสฺส นาม วิสาณํ เอกํ โหติ อทุติยํ เอวเมว โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ตกฺกปฺโป ตสฺสทิโส ตปฺปฏิภาโค ฯ ยถา อติโลณํ วุจฺจติ โลณกปฺโป อติติตฺติกํ วุจฺจติ ติตฺติกปฺโป อติมธุรํ วุจฺจติ มธุกปฺโป อติอุณฺหํ วุจฺจติ อคฺคิกปฺโป อติสีตลํ วุจฺจติ หิมกปฺโป มหาอุทกกฺขนฺโธ วุจฺจติ สมุทฺทกปฺโป มหาภิญฺญาพลปฺปตฺโต สาวโก วุจฺจติ สตฺถุกปฺโป เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ตกฺกปฺโป ตสฺสทิโส ตปฺปฏิภาโค เอโก อทุติโย มุตฺตพนฺธโน สมฺมา โลเก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๖๘

ความรักทั้งหลายย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง. ทุกข์นี้ เป็นไปตามความรัก ย่อมปรากฏ. บุคคลเมื่อเห็นโทษอันเกิด แต่ความรัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๖๙

ความเกี่ยวข้องมี ๒ อย่าง คือ ความเกี่ยวข้องเพราะได้เห็น ๑ ความเกี่ยวข้อง เพราะได้ฟัง ๑ ชื่อว่าสังสัคคะ ในอุเทศว่า สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา ดังนี้. ความเกี่ยวข้องเพราะได้เห็นเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นสตรีหรือกุมารีที่มี รูปสวย น่าดู น่าชม ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณงามอย่างยิ่ง ครั้นพบเห็นแล้ว ก็ถือ นิมิตเฉพาะส่วนๆ ว่า ผมงาม หน้างาม นัยน์ตางาม หูงาม จมูกงาม ริมฝีปากงาม ฟันงาม ปากงาม คิ้วงาม นมงาม อกงาม ท้องงาม เอวงาม ขางาม มืองาม แข้งงาม นิ้วงาม หรือว่าเล็บงาม ครั้นพบเห็นเข้าแล้ว ย่อมพอใจ รำพันถึง ปรารถนา ติดใจ ผูกพันด้วยอำนาจ ความรัก. นี้ชื่อว่าความเกี่ยวข้องเพราะได้เห็น. ความเกี่ยวข้องเพราะได้ฟังเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมได้ฟังว่า ในบ้าน หรือในนิคมโน้น มีสตรีหรือกุมารีรูปสวย น่าดู น่าชม ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม อย่างยิ่ง ครั้นได้ยินได้ฟังแล้ว ย่อมชอบใจ รำพันถึง ปรารถนา ติดใจ ผูกพันด้วยอำนาจ ความรัก. นี้ชื่อว่าความเกี่ยวข้องเพราะได้ฟัง. ความรัก ในคำว่า เสนหา มี ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความรัก ด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑. ความรักด้วยอำนาจตัณหาเป็นไฉน? สิ่งที่ทำให้เป็นเขต ทำให้เป็นแดน ทำให้เป็นส่วน ทำให้มีส่วนสุดรอบ การกำหนดถือเอา ความยึดถือว่าของเราโดยส่วนแห่งตัณหาเท่าใด คือ บุคคลถือเอาว่า สิ่งนี้ของเรา นั่นของเรา สิ่งเท่านั้นของเรา ของๆ เราโดยส่วนเท่านี้ รูปของเรา เสียงของเรา กลิ่นของเรา รสของเรา โผฏฐัพพะของเรา เครื่องลาดของเรา เครื่องนุ่งห่มของเรา ทาสีของเรา ทาสของเรา แพะของเรา แกะของเรา ไก่ของเรา สุกรของเรา ช้างของเรา โคของเรา ม้าของเรา ลาของเรา ไร่นาของเรา ที่ดินของเรา เงินของเรา ทองของเรา บ้านของเรา นิคมของเรา ราชธานีของเรา แว่นแคว้นของเรา ชนบทของเรา ฉางข้าวของเรา คลังของเรา ย่อมยึดถือแผ่นดินใหญ่แม้ทั้งสิ้นว่าของเราด้วยอำนาจตัณหา. ตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่าความรักด้วยอำนาจตัณหา. ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิเป็นไฉน? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคา- *หิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิเห็นปานนี้ ทิฏฐิไปแล้ว ทิฏฐิรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร ทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฏฐิกวัดแพว่ง ทิฏฐิเป็นสังโยชน์ ความถือ ความถือเฉพาะ ความถือมั่น ความลูบคลำ ทาง ผิด คลองผิด ความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือด้วยการแสวงหาผิด ความถืออันวิปริต ความถืออันวิปลาส ความถือผิด ความถือว่าจริงในวัตถุอันไม่จริง ทิฏฐิ ๖๒ ประการ. นี้ชื่อว่า ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ. คำว่า ความรักทั้งหลายย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง ความว่า ความรักด้วยอำนาจ ตัณหา และความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ย่อมมี คือ ย่อมเกิด ย่อมเกิดพร้อม ย่อมบังเกิด ย่อม บังเกิดเฉพาะ ย่อมปรากฏ เพราะเหตุแห่งวิปัลลาส และเพราะเหตุแห่งความเกี่ยวข้องด้วยการ ได้เห็นและการได้ยิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความรักทั้งหลายย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง.

สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหาติ สํสคฺคาติ เทฺว สํสคฺคา ทสฺสนสํสคฺโค จ สวนสํสคฺโค จ ฯ {๖๖๙.๑} กตโม ทสฺสนสํสคฺโค ฯ อิเธกจฺโจ ปสฺสติ อิตฺถึ วา กุมารึ วา อภิรูปํ ทสฺสนียํ ปาสาทิกํ ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตํ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา อนุพฺยญฺชนโส นิมิตฺตํ คณฺหาติ เกสา วา โสภณา มุขํ วา โสภณํ อกฺขิ วา โสภณํ กณฺณา วา โสภณา นาสา วา โสภณา โอฏฺฐํ วา โสภณํ ทนฺตา วา โสภณา มุขํ วา โสภณํ คิวา วา โสภณา ถนา วา โสภณา อุรํ วา โสภณํ อุทรํ วา โสภณํ กฏิ วา โสภณา อุรุ วา โสภณา ชงฺฆา วา โสภณา หตฺถา วา โสภณา องฺคุลิโย วา โสภณา นขา วา โสภณาติ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา อภินนฺทติ อภิวทติ อภิปตฺเถติ อนุปฺปาเทติ อนุพนฺธติ ราคพนฺธนํ อยํ ทสฺสนสํสคฺโค ฯ {๖๖๙.๒} กตโม สวนสํสคฺโค ฯ อิเธกจฺโจ สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา กุมารี วา อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตาติ สุตฺวา สุณิตฺวา อภินนฺทติ อภิวทติ อภิปตฺเถติ อนุปฺปาเทติ อนุพนฺธติ ราคพนฺธนํ อยํ สวนสํสคฺโค ฯ {๖๖๙.๓} เสฺนหาติ เทฺว เสฺนหา ตณฺหาเสฺนโห จ ทิฏฺฐิเสฺนโห จ ฯ {๖๖๙.๔} กตโม ตณฺหาเสฺนโห ฯ ยาวตา ตณฺหาสงฺขาเตน สีมกตํ มริยาทิกตํ โอธิกตํ ปริยนฺติกตํ ปริคฺคหิตํ มมายิตํ อิทํ มมํ เอตํ มมํ เอตฺตกํ มมํ เอตฺตาวตา มมํ มม รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา อตฺถรณา ปาปุรณา ทาสีทาสา อเชฬกา กุกฺกุฏสูกรา หตฺถิควาสฺสวฬวา เขตฺตํ วตฺถุ หิรญฺญํ สุวณฺณํ คามนิคมราชธานิโย รฏฺฐญฺจ ชนปโท จ โกโส จ โกฏฺฐาคารญฺจ เกวลมฺปิ มหาปฐวึ ตณฺหาวเสน มมายติ ยาวตา อฏฺฐสตตณฺหาวิปรีตา อยํ ตณฺหาเสฺนโห ฯ {๖๖๙.๕} กตโม ทิฏฺฐิเสฺนโห ฯ วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺตํ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห วิปรีตคฺคาโห วิปฺปลฺลาสคฺคาโห มิจฺฉาคาโห อยาถาวกสฺมึ ยาถาวกนฺติ คาโห ยาวตา ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ อยํ ทิฏฺฐิเสฺนโห ฯ {๖๖๙.๖} สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหาติ วิปฺปลฺลาสปจฺจยา จ ทสฺสนสวนสํสคฺคปจฺจยา จ ตณฺหาเสฺนโห จ ทิฏฺฐิเสฺนโห จ ภวนฺติ ชายนฺติ สญฺชายนฺติ นิพฺพตฺตนฺติ อภินิพฺพตฺตนฺติ ปาตุภวนฺตีติ สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา ฯ

๖๗๐

ชื่อว่า ความรัก ในอุเทศว่า เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ ดังนี้ ความรักมี ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความรัก ด้วยอำนาจตัณหา. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ. ฯลฯ คำว่า ทุกข์นี้ ... ย่อมปรากฏ ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ฆ่าสัตว์บ้าง ถือเอาทรัพย์ ที่เขามิได้ให้บ้าง ตัดที่ต่อบาง ปล้นหลายเรือนบ้าง ทำการปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักตีชิงในทางเปลี่ยว บ้าง คบชู้ภรรยาของผู้อื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง. พวกราชบุรุษจับบุคคลผู้นั้นได้แล้ว ทูลแด่พระ- *ราชาว่า ขอเดชะ ผู้นี้เป็นโจรประพฤติชั่ว ขอพระองค์ทรงลงอาชญาตามพระประสงค์แก่ผู้นั้น. พระราชาก็ทรงบริภาษผู้นี้. ผู้นั้นย่อมเสวยทุกขโทมนัส แม้เพราะเหตุแห่งบริภาษ. ทุกข์โทมนัส อันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร? เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะ เหตุแห่งความกำหนัด เพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น. พระราชา ยังไม่พอพระทัยแม้ด้วยอาชญาเท่านั้น ยังรับสั่งให้จองจำผู้นั้นด้วยการตอกขื่อบ้าง ด้วยการผูก ด้วยเชือกบ้าง ด้วยการจำด้วยโซ่บ้าง ด้วยการผูกด้วยเถาวัลย์บ้าง ด้วยการกักไว้ในที่ล้อมบ้าง ด้วยการกักไว้ในบ้านบ้าง ด้วยการกักไว้ในนิคมบ้าง ด้วยการกักไว้ในนครบ้าง ด้วยการกักไว้ ในแว่นแคว้นบ้าง ด้วยการกักไว้ในชนบทบ้าง ทรงทำให้อยู่ในถ้อยคำเป็นที่สุด (ทรงสั่งบังคับเป็น ที่สุด) ว่า เจ้าจะออกไปจากที่นี้ไม่ได้. ผู้นั้นย่อมเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งพันธนาการ. ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้ เกิดเพราะอะไร? เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความ ยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้ นั้น. พระราชายังไม่พอพระทัยด้วยอาชญาเท่านั้น ยังรับสั่งให้ริบทรัพย์ของผู้นั้น ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง. ผู้นั้นย่อมเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งความเสื่อมจากทรัพย์. ทุกข์โทมนัส อันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร? เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะ เหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น. พระ- *ราชายังไม่พอพระทัย แม้ด้วยอาชญาเท่านั้น ยังรับสั่งให้ทำกรรมกรณ์ต่างๆ แก่ผู้นั้น คือ ให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตอกคาบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้ง มือทั้งเท้าบ้าง ตัดใบหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งใบหูทั้งจมูกบ้าง ทำให้เป็นผู้มีหม้อข้าว เดือดบนศีรษะบ้าง ให้ถลกหนังศีรษะโล้นมีสีขาวเหมือนสังข์บ้าง ให้มีหน้าเหมือนหน้าราหูบ้าง ทำให้มีไฟลุกที่มือบ้าง ให้ถลกหนังแล้วผูกเชือกฉุดไปบ้าง ให้ถลกหนังเป็นริ้วเหมือนนุ่งผ้า คากรองบ้าง ทำให้มีห่วงเหล็กที่ศอกและเข่า แล้วใส่หลาวเหล็กตรึงไว้บ้าง ให้เอาเบ็ดเกี่ยว ติดที่เนื้อปากบ้าง ให้เอาพร้าถากตัวให้ตกไปเท่ากหาปณะบ้าง ให้เอาพร้าถากตัวแล้วทาด้วย น้ำแสบบ้าง ให้นอนลงแล้วตรึงหลาวเหล็กไว้ในช่องหูบ้าง ให้ถลกหนังแล้วทุบกระดูกพันไว้ เหมือนตั่งใบไม้บ้าง รดตัวด้วยน้ำมันอันร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินเนื้อที่ตัวบ้าง เอาหลาวเสียบ เป็นไว้บ้าง และย่อมตัดศีรษะด้วยดาบ. ผู้นั้นย่อมเสวยทุกข์โทมนัส แม้เพราะเหตุแห่งกรรมกรณ์. ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร? เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น. พระราชาเป็นใหญ่ในการลงอาชญาทั้ง ๔ อย่างนี้. ผู้นั้น เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมของตน. พวกนายนิรยบาลย่อมให้ทำกรรมกรณ์ ซึ่งมีเครื่องจำ ๕ ประการกะสัตว์นั้น คือ ให้ตรึงหลาวเหล็กแดงที่มือ ๒ ข้าง ที่เท้า ๒ ข้าง ที่ท่ามกลางอก. สัตว์นั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อนในนรกนั้น แต่ก็ยังไม่ทำกาลกิริยา ตลอดเวลาที่ บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นสุด. ทุกขโทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร? เกิดเพราะเหตุแห่งความ รัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วย อำนาจความยินดีของผู้นั้น. พวกนายนิรยบาลให้สัตว์นั้นนอนลงแล้วเอาผึ่งถาก และจับเอาเท้าขึ้น เอาศีรษะลงแล้วเอาพร้าถาก และให้เทียมสัตว์นั้นเข้าที่รถแล้วให้วิ่งไปบ้าง วิ่งกลับไปบ้าง บน แผ่นดินที่ไฟติดโชนมีเปลวลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงบ้าง ต้อนให้ขึ้นภูเขาถ่านเพลิงใหญ่ไฟติดโชน มีเปลวลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงบ้าง ให้กลับลงมาบ้าง และจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้นเอาศีรษะลงแล้ว เหวี่ยงไปในหม้อเหล็กแดงอันไฟติดโชนมีเปลวรุ่งโรจน์โชติช่วง. สัตว์นั้นย่อมเดือดพล่านอยู่ใน หม้อเหล็กแดงเหมือนฟองน้ำข้าวที่กำลังเดือด สัตว์นั้นเมื่อเดือดร้อนพล่านอยู่ในหม้อเหล็กแดง เหมือนฟองน้ำข้าวที่กำลังเดือด ไปข้างบนคราวหนึ่งบ้าง ไปข้างล่างคราวหนึ่งบ้าง หมุนขวางไป คราวหนึ่งบ้าง. สัตว์นั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อนอยู่ในหม้อเหล็กแดงนั้น แต่ก็ยัง ไม่ทำกาลกิริยา ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น. ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร? เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะ เหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น. พวกนายนิรยบาลเหวี่ยงสัตว์นั้นลงในนรก. ก็แหละนรกนั้นเป็นมหานรก สี่เหลี่ยม มีสี่ประตู อันบาปกรรมจัดแบ่งออกเป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กกั้นไว้เป็นที่สุด ปิดครอบด้วยแผ่นเหล็ก มี พื้นล้วนเป็นเหล็กไฟลุกโคลงอยู่ แผ่ไปร้อยโยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกสมัย. นรกใหญ่ ร้อนจัด มีเปลวไฟรุ่งโรจน์ ยากที่จะ เข้าใกล้ น่าขนลุก น่ากลัว มีภัยเฉพาะหน้า มีแต่ทุกข์. กองเปลวไปตั้งขึ้นแต่ฝาด้านหน้า เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรม ลามก ผ่านไปจนจดฝาด้านหลัง. กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝา ด้านหลัง เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจดฝาด้านหน้า. กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านใต้ เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจนจดฝาด้านเหนือ. กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านเหนือ เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจนจดฝาด้านใต้. กอง เปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านล่าง น่ากลัว เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรม ลามก ผ่านไปจนจดฝาปิด. กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาปิด น่ากลัว เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจนจดด้านพื้น ล่าง. แผ่นเหล็กที่ไฟติดทั่ว แดงโชน ไฟโพลง ฉันใด อเวจีนรกข้างล่าง ก็ปรากฏแก่สัตว์ที่เห็นอยู่ในข้างบน ฉันนั้น. เหล่าสัตว์ในอเวจีนรกนั้นชั่วช้ามาก ทำกรรมชั่วมาก มีแต่กรรมลามกอย่างเดียว ถูกไฟไหม้อยู่แต่ไม่ตาย. กาย ของเหล่าสัตว์ที่อยู่ในนรกนั้นเสมอด้วยไฟ. เชิญดูความ มั่นคงของกรรมทั้งหลายเถิด. ไม่มีเถ้า แม้แต่เขม่าก็ไม่มี. เหล่าสัตว์วิ่งไปทางประตูด้านหน้า (ที่เปิดอยู่) กลับจากประตู ด้านหน้าวิ่งมาประตูด้านหลัง วิ่งไปทางประตูด้านเหนือ กลับจากประตูด้านเหนือวิ่งมาทางประตูด้านใต้. แม้จะวิ่งไป ทิศใดๆ ประตูทิศนั้นๆ ก็ปิดเอง. สัตว์เหล่านั้นหวังจะ ออกไป แสวงหาทางที่จะพ้นไป แต่ก็ออกจากนรกนั้นไป ไม่ได้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย. ด้วยว่ากรรมอันลามก สัตว์ เหล่านั้นทำไว้มาก ยังมิได้ให้ผลหมด ดังนี้. ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร? เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของสัตว์นั้น. ทุกข์อันมีในนรกก็ดี ทุกข์อันมีในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็ดี ทุกข์อันมีในเปรตวิสัยก็ดี ทุกข์อันมีในมนุษย์ก็ดี เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว เพราะเหตุอะไร? ทุกข์เหล่านั้น ย่อมมี ย่อมเป็น ย่อมเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ย่อมปรากฏ เพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของสัตว์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ นี้เป็นไปตามความรักย่อมปรากฏ.

เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหตีติ เสฺนโหติ เทฺว เสฺนาห ตณฺหาเสฺนโห จ ทิฏฺฐิเสฺนโห จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเสฺนโห ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเสฺนโห ฯ ทุกฺขมิทํ ปโหตีติ อิเธกจฺโจ กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ ปาณมฺปิ หนติ อทินฺนมฺปิ อาทิยติ สนฺธิมฺปิ ฉินฺทติ วิโลปมฺปิ หรติ เอกาคาริกมฺปิ กโรติ ปริปนฺเถปิ ติฏฺฐติ ปรทารมฺปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ฯ ตเมนํ คเหตฺวา รญฺโญ ทสฺเสนฺติ อยํ เทว โจโร อาคุจารี อิมสฺส ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทณฺฑํ ปเณหีติ ฯ ตเมนํ ราชา ปริภาสติ ฯ โส ปริภาสปจฺจยาปิ ทุกฺขโทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ เอตํ ภยํ ทุกฺขโทมนสฺสํ กุโต ชาตํ ฯ ตสฺส เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราคปจฺจยา จ ชาตํ ฯ เอตฺตเกนปิ ราชา น ตุสฺสติ ฯ {๖๗๐.๑} ตเมนํ ราชา พนฺธาเปติ อนฺทุพนฺธเนน วา รชฺชุพนฺธเนน วา สงฺขลิกพนฺธเนน วา ลตาพนฺธเนน วา ปริกฺเขปพนฺธเนน วา คามพนฺธเนน วา นิคมพนฺธเนน วา นครพนฺธเนน วา รฏฺฐพนฺธเนน วา ชนปทพนฺธเนน วา อนฺตมโส สวจนียมฺปิ กโรติ น เต ลพฺภา อิโต นิกฺขมิตุนฺติ ฯ โส พนฺธนปจฺจยาปิ ทุกฺขโทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ เอตํ ภยํ ทุกฺขโทมนสฺสํ กุโต ชาตํ ฯ ตสฺส เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราคปจฺจยา จ ชาตํ ฯ เอตฺตเกนปิ ราชา น ตุสฺสติ ฯ ตเมนํ ราชา ตสฺส ธนํ อาหราเปติ สตํ วา สหสฺสํ วา ฯ โส ธนชานิปจฺจยาปิ ทุกฺขโทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ เอตํ ภยํ ทุกฺขโทมนสฺสํ กุโต ชาตํ ฯ ตสฺส เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราคปจฺจยา จ ชาตํ ฯ {๖๗๐.๒} เอตฺตเกนปิ ราชา น ตุสฺสติ ฯ ราชา ตสฺส วิวิธา กมฺมการณา การาเปติ กสาหิปิ ตาเฬติ เวตฺเตนปิ ตาเฬติ อฑฺฒทณฺเฑนปิ ตาเฬติ หตฺถมฺปิ ฉินฺทติ ปาทมฺปิ ฉินฺทติ หตฺถปาทมฺปิ ฉินฺทติ กณฺณมฺปิ ฉินฺทติ นาสมฺปิ ฉินฺทติ กณฺณนาสมฺปิ ฉินฺทติ พิลงฺคถาลิกมฺปิ กโรติ สงฺขมุณฺฑกมฺปิ กโรติ ราหุมุขมฺปิ กโรติ โชติมาลิกมฺปิ กโรติ หตฺถปชฺโชติกมฺปิ กโรติ เอรกวฏฺฏิกมฺปิ กโรติ จิรวาสิกมฺปิ กโรติ เอเณยฺยกมฺปิ กโรติ พลิสมํสิกมฺปิ กโรติ กหาปณิกมฺปิ กโรติ ขาราปตจฺฉิกมฺปิ กโรติ ปลิฆปริวตฺติกมฺปิ กโรติ ปลาลปีฐกมฺปิ กโรติ ตตฺเตนปิ เตเลน โอสิญฺจติ สุนเขนปิ ขาทาเปติ ชีวนฺตมฺปิ สูเล อุตฺตาเสติ อสินา สีสํ ฉินฺทติ ฯ {๖๗๐.๓} โส กมฺมการณปจฺจยาปิ ทุกฺขโทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ เอตํ ภยํ ทุกฺขโทมนสฺสํ กุโต ชาตํ ฯ ตสฺส เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราคปจฺจยา จ ชาตํ ฯ ราชา อิเมสํ จตุนฺนํ ทณฺฑานํ อิสฺสโร ฯ โส สเกน กมฺเมน กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ ตเมนํ นิรยปาลา ปญฺจวิธพนฺธนํ นาม กมฺมการณํ กาเรนฺติ ตตฺตํ อโยขิลํ หตฺเถ คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขิลํ ทุติเย หตฺเถ คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขิลํ ปาเท คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขิลํ ทุติเย ปาเท คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขิลํ มชฺเฌ อุรสฺมึ คเมนฺติ ฯ {๖๗๐.๔} โส ตตฺถ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา ปฏิสํเวเทติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ เอตํ ภยํ ทุกฺขโทมนสฺสํ กุโต ชาตํ ฯ ตสฺส เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราคปจฺจยา จ ชาตํ ฯ ตเมนํ นิรยปาลา สํเวสิตฺวา กุธารีหิ ตจฺฉนฺติ ฯ ตเมนํ นิรยปาลา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ คเหตฺวา วาสีหิ ตจฺฉนฺติ ฯ ตเมนํ นิรยปาลา รเถ โยเชตฺวา อาทิตฺตาย ปฐวิยา สมฺปชฺชลิตาย สญฺโชติภูตาย สาเรนฺติปิ ปจฺจาสาเรนฺติปิ ฯ ตเมนํ นิรยปาลา มหนฺตํ องฺคารปพฺพตํ อาทิตฺตํ สมฺปชฺชลิตํ สญฺโชติภูตํ อาโรเปนฺติปิ โอโรเปนฺติปิ ฯ {๖๗๐.๕} ตเมนํ นิรยปาลา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ คเหตฺวา ตตฺตาย โลหกุมฺภิยา ปกฺขิปนฺติ อาทิตฺตาย สมฺปชฺชลิตาย สญฺโชติภูตาย ฯ โส ตตฺถ เผณุทฺเทหกํ ปจฺจติ ฯ โส ตตฺถ เผณุทฺเทหกํ ปจฺจมาโน สกิมฺปิ อุทฺธํ คจฺฉติ สกิมฺปิ อโธ คจฺฉติ สกิมฺปิ ติริยํ คจฺฉติ ฯ โส ตตฺถ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา ปฏิสํเวเทติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ เอตํ ภยํ ทุกฺขโทมนสฺสํ กุโต ชาตํ ฯ ตสฺส เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราค- ปจฺจยา จ ชาตํ ฯ ตเมนํ นิรยปาลา นิรเย ปกฺขิปนฺติ ฯ {๖๗๐.๖} โส โข ปน มหานิรโย จตุกฺกณฺโณ จตุทฺวาโร วิภตฺโต ภาคโส มิโต อโยปาการปริยนฺโต อยสา ปฏิกุชฺชิโต ฯ ตสฺส อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตา สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ สพฺพทา ฯ กทริยา ตปนา โฆรา อจฺจิมนฺโต ทุราสทา โลมหํสนรูปา จ ภิสฺมา ปฏิภยา ทุกฺขา ฯ ปุรตฺถิมาย จ ภิตฺติยา อจฺจิกฺขนฺโธ สมุฏฺฐิโต ฑหนฺโต ปาปกมฺมนฺเต ปจฺฉิมาย ปฏิหญฺญติ ฯ ปจฺฉิมาย จ ภิตฺติยา อจฺจิกฺขนฺโธ สมุฏฺฐิโต ฑหนฺโต ปาปกมฺมนฺเต ปุรตฺถิมาย ปฏิหญฺญติ ฯ ทกฺขิณาย จ ภิตฺติยา อจฺจิกฺขนฺโธ สมุฏฺฐิโต ฑหนฺโต ปาปกมฺมนฺเต อุตฺตราย ปฏิหญฺญติ ฯ อุตฺตราย จ ภิตฺติยา อจฺจิกฺขนฺโธ สมุฏฺฐิโต ฑหนฺโต ปาปกมฺมนฺเต ทกฺขิณาย ปฏิหญฺญติ ฯ เหฏฺฐิโต จ สมุฏฺฐิโต อจฺจิกฺขนฺโธ ภยานโก ฑหนฺโต ปาปกมฺมนฺเต ฉทนมฺหิ ปฏิหญฺญติ ฯ ฉทนมฺหา สมุฏฺฐิโต อจฺจิกฺขนฺโธ ภยานโก ฑหนฺโต ปาปกมฺมนฺเต ภูมิยํ ปฏิหญฺญติ ฯ อโยกปาลํ อาทิตฺตํ สนฺตตฺตํ ชลิตํ ยถา เอวํ อวีจินิรโย เหฏฺฐา อุปริ ปสฺสโต ฯ ตตฺถ สตฺตา มหาลุทฺทา มหากิพฺพิสการิโน อจฺจนฺตปาปกมฺมนฺตา ปจฺจนฺติ น จ มิยฺยเร ฯ ชาตเวทสโม กาโย เตสํ นิรยวาสินํ ปสฺส กมฺมานํ ทฬฺหตฺตํ น ภสฺมา โหนฺติ นปิ มสิ ฯ ปุรตฺถิเมนปิ ธาวนฺติ ตโต ธาวนฺติ ปจฺฉโต อุตฺตเรนปิ ธาวนฺติ ตโต ธาวนฺติ ทกฺขิณํ ฯ ยํ ยํ ทิสมฺปิ ธาวนฺติ ตํ ตํ ทฺวารํ ปิถิยฺยติ อภินิกฺขมิตาสา เต สตฺตา โมกฺขํ คเวสิโน ฯ น เต ตโต นิกฺขมิตุํ ลภนฺติ กมฺมปจฺจยา เตสญฺจ ปาปกํ กมฺมํ อวิปกฺกํ กตํ พหุนฺติ ฯ {๖๗๐.๗} เอตํ ภยํ ทุกฺขโทมนสฺสํ กุโต ชาตํ ฯ ตสฺส เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราคปจฺจยา จ ชาตํ ฯ ยานิ จ เนรยิกานิ ทุกฺขานิ ยานิ จ ติรจฺฉานโยนิกานิ ทุกฺขานิ ยานิ จ ปิตฺติวิสยิกานิ ทุกฺขานิ ยานิ จ มานุสกานิ ทุกฺขานิ ตานิ กุโต ชาตานิ กุโต สญฺชาตานิ กุโต นิพฺพตฺตานิ กุโต อภินิพฺพตฺตานิ กุโต ปาตุภูตานิ ฯ เสฺนหปจฺจยา จ นนฺทิปจฺจยา จ ราคปจฺจยา จ นนฺทิราคปจฺจยา จ ภวนฺติ สมฺภวนฺติ ชายนฺติ สญฺชายนฺติ นิพฺพตฺตนฺติ อภินิพฺพตฺตนฺติ ปาตุภวนฺตีติ เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ ฯ

๖๗๑

ชื่อว่า ความรัก ในอุเทศว่า อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน ดังนี้ ความรัก มี ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความรัก ด้วยอำนาจตัณหา. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ. คำว่า เมื่อเห็นโทษอันเกิดแต่ความรัก ความว่า เมื่อเห็น เมื่อแลเห็น เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณาเห็น ซึ่งโทษในความรักด้วยอำนาจตัณหา และในความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า เมื่อเห็นโทษอันเกิดแต่ความรัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ความรักทั้งหลายย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง. ทุกข์นี้ เป็นไปตามความรัก ย่อมปรากฏ. บุคคลเมื่อเห็นโทษอันเกิด แต่ความรัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโนติ เสฺนโหติ เทฺว เสฺนหา ตณฺหาเสฺนโห จ ทิฏฺฐิเสฺนโห จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเสฺนโห ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเสฺนโห ฯ อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโนติ ตณฺหาเสฺนเห จ ทิฏฺฐิเสฺนเห จ อาทีนวํ เปกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโนติ อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๗๒

บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกที่มีใจดี ย่อมให้ ประโยชน์เสื่อมไป. ย่อมเป็นผู้มีจิตผูกพัน. บุคคลเมื่อเห็น ภัยนั้นในความสนิทสนม พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๗๓

ชื่อว่า มิตร ในอุเทศว่า มิตฺเต สหชฺเช อนุกมฺปมาโนหาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต ดังนี้ มิตรมี ๒ จำพวก คือ มิตรคฤหัสถ์ ๑ มิตรบรรพชิต ๑. มิตรคฤหัสถ์เป็นไฉน? คฤหัสถ์บางคนในโลกนี้ ย่อมให้ของที่ให้กันยาก ย่อมสละ ของที่สละกันยาก ย่อมทำกิจที่ทำกันยาก ย่อมอดทนอารมณ์ที่อดทนกันยาก ย่อมบอกความลับ แก่มิตร ย่อมปิดบังความลับของมิตร ย่อมไม่ละทิ้งในคราวที่มีอันตราย ถึงชีวิตก็ยอมสละเพื่อ ประโยชน์แก่มิตร เมื่อมิตรหมดสิ้น (ยากจน) ก็ไม่ดูหมิ่น. นี้ชื่อว่ามิตรคฤหัสถ์. มิตรบรรพชิตเป็นไฉน? ภิกษุในศาสนานี้ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ เป็นผู้ควรแก่ความสรรเสริญ เป็นผู้อดทนถ้อยคำ เป็นผู้ทำถ้อยคำลึก และย่อมไม่ชักชวนใน เหตุอันไม่ควร ย่อมชักชวนในอธิศีล ย่อมชักชวนในการขวนขวาย บำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ย่อมชักชวนในการขวนขวาย บำเพ็ญอริยมรรคมีองค์ ๘. นี้ชื่อว่ามิตรบรรพชิต. การไปสบาย การมาสบาย การไปและการมาสบาย การยืนสบาย การนั่งสบาย การนอนสบาย การพูดสบาย การเจรจาสบาย การสนทนาสบาย การปราศรัยสบายกับบุคคล เหล่าใด บุคคลเหล่านั้นท่านกล่าวว่า คนที่มีใจดี. คำว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี ย่อมให้ประโยชน์เสื่อมไป ความว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์ อุดหนุนเกื้อกูลพวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี คือ พวกมิตรที่ เห็นกันมา พวกมิตรที่คบกันมาและพวกสหาย ย่อมทำให้ประโยชน์ตนบ้าง ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง ประโยชน์ทั้งสองบ้าง ประโยชน์มีในชาตินี้บ้าง ประโยชน์มีในชาติหน้าบ้าง ประโยชน์อย่างยิ่ง บ้าง เสื่อมไป เสียไป ละไป อันตรธานไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์ พวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี ย่อมให้ประโยชน์เสื่อมไป. คำว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน ความว่า เป็นผู้มีจิตผูกพันด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ เมื่อตั้งตน ไว้ต่ำ ตั้งคนอื่นไว้สูง ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน ๑ เมื่อตั้งตนไว้สูง ตั้งคนอื่นไว้ต่ำ ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน ๑. เมื่อตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งคนอื่นไว้สูง ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตผูกพันอย่างไร? บุคคลเมื่อตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งคนอื่นไว้สูง ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตผูกพันโดยถ้อยคำอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายมีอุปการะมากแก่ฉัน ฉันอาศัยท่านทั้งหลาย ย่อมได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. คนอื่นๆ ย่อมสำคัญเพื่อจะให้หรือเพื่อจะทำแก่ฉัน. คนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้อาศัยท่านทั้งหลาย เห็นกะท่าน ทั้งหลาย. ชื่อและสกุลของมารดาบิดาเก่าแก่ของฉันเสื่อมไปแล้ว. ฉันย่อมรู้ได้เพราะท่านทั้งหลาย ฉันเป็นกุลุปกะของอุบาสกโน้น เป็นกุลุปกะของอุบาสิกาโน้น (ก็เพราะท่านทั้งหลาย). เมื่อตั้งตนไว้สูง ตั้งคนอื่นไว้ต่ำ ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตผูกพันอย่างไร? บุคคลเมื่อตั้งตนไว้สูง ตั้งคนอื่นไว้ต่ำ ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตผูกพัน โดยถ้อยคำอย่างนี้ว่า ฉันมีอุปการะมากแก่ท่านทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายอาศัยฉัน จึงถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็น สรณะ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้น จากมุสาวาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. ฉันย่อม บอกบาลีบ้าง อรรถกถาบ้าง ศีลบ้าง อุโบสถบ้าง แก่ท่านทั้งหลาย. ฉันย่อมอธิษฐานนวกรรม (เพื่อท่านทั้งหลาย). ก็แหละเมื่อเป็นดังนั้น ท่านทั้งหลายยังสละฉันไปสักการะเคารพนับถือบูชา บุคคลอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี ย่อมให้ ประโยชน์เสื่อมไป ย่อมเป็นผู้มีจิตผูกพัน.

มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโตติ มิตฺโตต เทฺว มิตฺตา อาคาริกมิตฺโต จ อนาคาริกมิตฺโต จ ฯ กตโม อาคาริกมิตฺโต ฯ อิเธกจฺโจ ทุทฺททํ ททาติ ทุจฺจชํ จชติ ทุกฺกรํ กโรติ ทุกฺขมํ ขมติ คุยฺหมสฺส อาจิกฺขติ คุยฺหมสฺส ปริคุยฺหติ อาปทาสุ น วิชหติ ชีวิตํ จสฺส อตฺถาย ปริจฺจตฺตํ โหติ ขีเณ นาติมญฺญติ อยํ อาคาริกมิตฺโต ฯ {๖๗๓.๑} กตโม อนาคาริกมิตฺโต ฯ อิธ ภิกฺขุ ปิโย จ โหติ มนาโป จ โหติ ครุ จ ภาวนิโย จ วจนกฺขโม จ คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา อฏฺฐาเน จ น นิโยเชติ อธิสีเล สมาทเปติ จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ภาวนานุโยเค สมาทเปติ จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ ฯเปฯ จตุนฺนํ อิทฺธิปฺปาทานํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ปญฺจนฺนํ พลานํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ภาวนานุโยเค สมาทเปติ อยํ อนาคาริกมิตฺโต ฯ {๖๗๓.๒} สุหชฺชา วุจฺจนฺติ เยหิ สห คมนํ ผาสุ อาคมนํ ผาสุ คมนาคมนํ ผาสุ ฐานํ ผาสุ นิสฺสชฺชนํ ผาสุ สยนํ ผาสุ อาลปนํ ผาสุ สลฺลปนํ ผาสุ อุลฺลปนํ ผาสุ สมุลฺลปนํ ผาสุ ฯ มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถนฺติ มิตฺเต จ สุหชฺเช จ สนฺทิฏฺเฐ จ สมฺภตฺเต จ สหาเย จ อนุกมฺปมาโน อนุเปกฺขมาโน อนุคฺคยฺหมาโน อตฺตตฺถมฺปิ ปรตฺถมฺปิ หาเปติ อุภยตฺถมฺปิ หาเปติ ทิฏฺฐธมฺมิกมฺปิ อตฺถํ หาเปติ สมฺปรายิกมฺปิ อตฺถํ หาเปติ ปรมตฺถมฺปิ หาเปติ ปริธํเสติ ปริสชฺเชติ อนฺตรธาเปตีติ มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถํ ฯ {๖๗๓.๓} ปฏิพทฺธจิตฺโตติ ทฺวีหิ การเณหิ ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ อตฺตานํ วา นีจํ ฐเปนฺโต ปรํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ อตฺตานํ วา อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปรํ นีจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ {๖๗๓.๔} กถํ อตฺตานํ นีจํ ฐเปนฺโต ปรํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ ตุเมฺห เม พหูปการกา อหํ ตุเมฺห นิสฺสาย ลภามิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ยมฺปิ เม อญฺเญ ทาตุํ วา กาตุํ วา มญฺญนฺติ ตุเมฺห นิสฺสาย ตุเมฺห สมฺปสฺสนฺตา ยมฺปิ เม โปราณํ มาตาเปตฺติกํ นามโคตฺตํ ตมฺปิ อนฺตรหิตํ ตุเมฺหหิ อหํ ญายามิ อสุกสฺส กุลุปโก อสุกาย กุลุปโกติ เอวํ อตฺตานํ นีจํ ฐเปนฺโต ปรํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ {๖๗๓.๕} กถํ อตฺตานํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปรํ นีจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ อหํ ตุมฺหากํ พหูปกาโร ตุเมฺห มํ อาคมฺม พุทฺธํ สรณํ คตา ธมฺมํ สรณํ คตา สงฺฆํ สรณํ คตา ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา อหํ ตุมฺหากํ อุทฺเทสมฺปิ ปริปุจฺฉมฺปิ สีลมฺปิ อุโปสถมฺปิ อาจิกฺขามิ นวกมฺมํ อธิฏฺฐามิ อถ จ ปน ตุเมฺห มํ ปริจฺจชิตฺวา อญฺเญ สกฺกโรถ ครุกโรถ มาเนถ ปูเชถาติ เอวํ อตฺตานํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปรํ นีจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหตีติ มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต ฯ

๖๗๔

คำว่า ภัย ในอุเทศว่า เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน ดังนี้ คือ ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย ภัยคือการติเตียนตน ภัยคือการติเตียนผู้อื่น ภัยคืออาชญา ภัยคือทุคติ ภัยแต่คลื่น ภัยแต่จระเข้ ภัยแต่น้ำวน ภัยแต่ปลาฉลาม ภัยแต่การแสวงหาเครื่องบำรุงชีพ ภัยแต่ความติเตียน ภัยคือความครั่นคร้าม ในบริษัท เหตุที่น่ากลัว ความเป็นผู้ครั่นคร้าม ความเป็นผู้มีขนลุกขนพอง ความที่จิตหวาดเสียว ความที่จิตสะดุ้ง. ความสนิทสนม ในคำว่า สนฺถเว มี ๒ อย่าง คือ ความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความสนิทสนมด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา. ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความสนิทสนมด้วยอำนาจทิฏฐิ. คำว่า เมื่อเห็นภัยนี้ในความสนิทสนม ความว่า เมื่อเห็น เมื่อแลเห็น เมื่อเพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งภัยนี้ในความสนิทสนม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเห็นภัยนี้ในความสนิทสนม พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกที่มีใจดี ย่อมให้ ประโยชน์เสื่อมไป. ย่อมเป็นผู้มีจิตผูกพัน. บุคคลเมื่อเห็น ภัยนี้ในความสนิทสนม พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโนติ ภยนฺติ ชาติภยํ ชราภยํ พฺยาธิภยํ มรณภยํ ราชภยํ โจรภยํ อคฺคิภยํ อุทกภยํ อตฺตานุวาทภยํ ปรานุวาทภยํ ทณฺฑภยํ ทุคฺคติภยํ อูมิภยํ กุมฺภิลภยํ อาวฏฺฏภยํ สุํสุมารภยํ อาชีวิกาภยํ อสิโลกภยํ ปริสสารชฺชภยํ ภยานกํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส เจตโส อุพฺเพคฺโค อุตฺราโส ฯ สนฺถเวติ เทฺว สนฺถวา ตณฺหาสนฺถโว จ ทิฏฺฐิสนฺถโว จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาสนฺถโว ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิสนฺถโว ฯ เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโนติ เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโนติ เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๗๕

พุ่มไม้ไผ่ใหญ่เทียวเกี่ยวข้องกัน ฉันใด ตัณหาในบุตร และภรรยาทั้งหลาย กว้างขวางเกี่ยวข้องกัน ฉันนั้น. พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ขัดข้องเหมือนหน่อไม้ไผ่ พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา วํสกฬีโรว อสชฺชมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๗๖

พุ่มไม้ไผ่ ท่านกล่าวว่า วํโส ในอุเทศว่า วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต ดังนี้. ในพุ่มไม้ไผ่มีหนามมาก รก ยุ่ง เกี่ยวกัน ข้องกัน คล้องกัน พันกัน ฉันใด ตัณหา ราคะ สาราคะ ความกระหยิ่ม ความยินดี ความเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความปรารถนา ความหลง ความติดใจ ความกำหนัด ความกำหนัดรอบ ความข้อง ความจม ความหวั่นไหว ความลวง ตัณหาอันให้สัตว์เกิด ตัณหาอันให้เกี่ยวข้องไว้ กับทุกข์ ตัณหาอันเย็บไว้ ตัณหาดังข่าย ตัณหาดังแม่น้ำ ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ความเป็นผู้หลับ ตัณหาอันแผ่ไป ตัณหาอันให้อายุเสื่อมไป ตัณหาอันเป็นเพื่อน ความตั้งไว้ ตัณหาอันนำไปในภพ ตัณหาดังป่า ตัณหาดังหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า ความสนิทสนม ความรัก ความเพ่ง ความผูกพัน ความหวัง กิริยาที่หวัง ความเป็นผู้หวัง ความหวังในรูป ความหวัง ในเสียง ความหวังในกลิ่น ความหวังในรส ความหวังในโผฏฐัพพะ ความหวังในลาภ ความหวังในทรัพย์ ความหวังในบุตร ความหวังในชีวิต ความชอบ ความชอบทั่วไป ความชอบเฉพาะ กิริยาที่ชอบ ความเป็นผู้ชอบ ความโลภมาก กิริยาที่โลภมาก ความเป็นผู้ โลภมาก ความที่ตัณหาหวั่นไหว ความเป็นผู้ไม่ใคร่ดี ความกำหนัดในอธรรม ความกำหนัด ไม่สม่ำเสมอ ความโลภไม่สม่ำเสมอ ความใคร่ กิริยาที่ใคร่ ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ความปรารถนาดี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในความดับ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพะตัณหา ธรรมตัณหา กิเลสดังห้วงน้ำ กิเลสอันประกอบไว้ กิเลสอันร้อยไว้ ความถือมั่น ความกั้น ความบัง ความปิด ความผูก ความเศร้าหมอง ความนอนตาม ความกลุ้มรุม ตัณหาดังเถาวัลย์ ความปรารถนาต่างๆ มูลแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนแห่งทุกข์ บ่วงมาร เบ็ดมาร อำนาจมาร ที่อยู่ของมาร เครื่องผูกของมาร แม่น้ำคือตัณหา ข่ายคือตัณหา โซ่คือตัณหา ทะเลคือตัณหา อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า เป็นตัณหาอันเกาะเกี่ยว ฉันนั้นเหมือนกัน. ตัณหาชื่อวิสัตติกา ในคำว่า วิสตฺติกา นี้ เพราะอรรถว่ากระไร? เพราะอรรถว่าแผ่ไป ว่ากว้างขวาง ว่าซึมซาบไป ว่าครอบงำ ว่านำพิษไป ว่าให้กล่าวผิด ว่ามีรากเป็นพิษ ว่ามีผล เป็นพิษ ว่ามีการบริโภคเป็นพิษ. อีกอย่างหนึ่ง ตัณหากว้างขวาง แผ่ไป ซึมซาบไป ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย- *เภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ ในธรรมที่พึงรู้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ... พุ่มไม้ไผ่ที่ใหญ่เทียวเกี่ยวข้องกัน ฉันใด.

วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโตติ วํโส วุจฺจติ เวฬุคุมฺโพ ฯ ยถา เวฬุคุมฺพสฺมึ กณฺฏกา ชฏิตา สํสิพฺพิตา วิสตฺตา ลคฺคา ลคฺคิตา ปลิพุทฺธา เอวเมว วิสตฺติกา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค อนุนโย อนุโรโธ นนฺทิ นนฺทิราโค จิตฺตสฺส สาราโค อิจฺฉา มุจฺฉา อชฺโฌสานํ เคโธ ปลิเคโธ สงฺโค ปงฺโก เอชา มายา ชนิกา สญฺชนนี สิพฺพินี ชาลินี สริตา วิสตฺติกา โสตฺตํ วิสตา อายูหนี ทุติยา ปณิธิ ภวเนตฺติ วนํ วนโถ สนฺถโว สิเนโห อเปกฺขา ปฏิพทฺธา อาสา อาสึสนา อาสึสิตตฺตํ รูปาสา สทฺทาสา คนฺธาสา รสาสา โผฏฺฐพฺพาสา ลาภาสา ธนาสา ปุตฺตาสา ชีวิตาสา ชปฺปา ปชปฺปา อภิชปฺปา ชปฺปายนา ชปฺปิตตฺตํ โลลุปฺปา โลลุปฺปายนา โลลุปฺปิตตฺตํ ปุจฺฉญฺจิกตา อสาธุกมฺยตา อธมฺมราโค วิสมราโค วิสมโลโภ นิกนฺติ นิกามนา ปตฺถนา ปิหนา สมฺปตฺถนา กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา นิโรธตณฺหา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา โอโฆ โยโค คนฺโถ อุปาทานํ อาวรณํ นีวรณํ ฉทนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส อนุสโย ปริยุฏฺฐานํ ลตา เววิจฺฉํ ทุกฺขมูลํ ทุกฺขนิทานํ ทุกฺขปฺปภโว มารปาโส มารพลิสํ มารวิสโย มารนิวาโส มารพนฺธนํ ตณฺหานที ตณฺหาชาลํ ตณฺหาคทฺทลํ ตณฺหาสมุทฺโท อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ {๖๗๖.๑} วิสตฺติกาติ เกนตฺเถน วิสตฺติกา ฯ วิสตาติ วิสตฺติกา ฯ วิสาลาติ วิสตฺติกา ฯ วิสฏาติ วิสตฺติกา ฯ วิสกฺกตีติ วิสตฺติกา ฯ วิสํหรตีติ วิสตฺติกา ฯ วิสํวาทิกาติ วิสตฺติกา ฯ วิสมูลาติ วิสตฺติกา ฯ วิสผลาติ วิสตฺติกา ฯ วิสปริโภคาติ วิสตฺติกา ฯ วิสาลา วา ปน ตณฺหา รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ กุเล คเณ อาวาเส ลาเภ ยเส ปสํสาย สุเข จีวเร ปิณฺฑปาเต เสนาสเน คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเร กามธาตุยา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา กามภเว รูปภเว อรูปภเว สญฺญาภเว อสญฺญาภเว เนวสญฺญานาสญฺญาภเว เอกโวการภเว จตุโวการภเว ปญฺจโวการภเว อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ วิสฏา วิตฺถตาติ วิสตฺติกาติ วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต ฯ

๖๗๗

ชื่อว่าบุตร ในอุเทศว่า ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา ดังนี้ บุตรมี ๔ จำพวก คือ บุตรที่เกิดแต่ตน ๑ บุตรที่เกิดในเขต ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรที่อยู่ในสำนัก ๑. ภรรยาท่านกล่าวว่า ทาระ. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า อเปกฺขา. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตัณหาในบุตรและภรรยาทั้งหลาย.

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขาติ ปุตฺตาติ จตฺตาโร ปุตฺตา อตฺรโช ปุตฺโต เขตฺตโช ปุตฺโต ทินฺนโก ปุตฺโต อนฺเตวาสิโก ปุตฺโต ฯ ทารา วุจฺจติ ภริยา ฯ อเปกฺขา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลนฺติ ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา ฯ

๖๗๘

พุ่มไม้ไผ่ ท่านกล่าวว่า ไม้ไผ่ ในอุเทศว่า วํสกฬิโรว อสชฺชมาโน ดังนี้. หน่อไม้อ่อนทั้งหลายในพุ่มไม้ไผ่ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ติด ไม่ขัด ไม่พัวพัน ออกไป สละออกไป พ้นไป ฉันใด. ความขัดข้องมี ๒ อย่าง คือ ความขัดข้องด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความขัดข้องด้วยอำนาจ ทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความขัดข้อด้วยอำนาจตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความขัดข้องด้วยอำนาจทิฏฐิ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ละความขัดข้องด้วยอำนาจตัณหา สละคืนความขัดข้องด้วยอำนาจ ทิฏฐิเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละความขัดข้องด้วยอำนาจตัณหา เพราะเป็นผู้สละคืนความขัดข้อง ด้วยอำนาจทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่ ข้อง ไม่ยึดถือ ไม่พัวพัน ในสกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโว การภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และในธรรม ที่พึงจะรู้แจ้ง ออกไป สลัดออกไป พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง มีจิตอันทำไม่ให้มีเขตแดนอยู่ ฉัน นั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ขัดข้องเหมือนหน่อไม้ไผ่ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า พุ่มไม้ไผ่ใหญ่เทียวเกี่ยวข้องกัน ฉันใด ตัณหาในบุตรและภรรยา ทั้งหลาย กว้างขวางเกี่ยวข้องกัน ฉันนั้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่ขัดข้องเหมือนหน่อไม้ไผ่ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

วํสกฬีโรว อสชฺชมาโนติ วํโส วุจฺจติ เวฬุคุมฺโพ ฯ ยถา เวฬุคุมฺพมฺหิ ตรุณกฬีรา อสตฺตา อลคฺคา อปลิเวฏฺฐิตา อปลิพุทฺธา นิกฺขนฺตา นิสฺสฏฺฐา วิปฺปมุตฺตา เอวเมว เทฺว สชฺชนา ตณฺหาสชฺชนา จ ทิฏฺฐิสชฺชนา จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาสชฺชนา ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิสชฺชนา ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ตณฺหาสชฺชนา ปหีนา ทิฏฺฐิสชฺชนา ปฏินิสฺสฏฺฐา ตณฺหาสชฺชนาย ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิสชฺชนาย ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ รูเป น สชฺชติ สทฺเท น สชฺชติ คนฺเธ น สชฺชติ รเส น สชฺชติ โผฏฺฐพฺเพ น สชฺชติ กุเล คเณ อาวาเส ลาเภ ยเส ปสํสาย สุเข จีวเร ปิณฺฑปาเต เสนาสเน คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเร กามธาตุยา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา กามภเว รูปภเว อรูปภเว สญฺญาภเว อสญฺญาภเว เนวสญฺญานาสญฺญาภเว เอกโวการภเว จตุโวการภเว ปญฺจโวการภเว อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ น สชฺชติ น คยฺหติ น พชฺฌติ น ปลิพชฺฌติ นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ วํสกฬีโรว อสชฺชมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา วํสกฬีโรว อสชฺชมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๗๙

มฤคในป่า อันเครื่องผูกอะไรมิได้ผูกไว้ ย่อมไปเพื่อหาอาหาร ตามความประสงค์ ฉันใด นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอัน ให้ถึงความเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพนฺโธ เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย วิญฺญู นโร เสริต เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๘๐

เนื้อ ๒ ชนิด คือ เนื้อทราย ๑ เนื้อสมัน ๑ ชื่อว่ามฤค ในอุเทศว่า มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพทฺโธ เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย ดังนี้. เนื้อที่อาศัยอยู่ในป่า ปราศจากการระแวงภัยเดินไป ปราศจากการระแวงภัยยืนอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนั่งอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนอนอยู่ ฉันใด. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เนื้อที่อาศัยป่า เที่ยวไปในป่าใหญ่ ปราศจากรังเกียจเดินไป ปราศจากรังเกียจยืนอยู่ ปราศจากรังเกียจนอนอยู่. ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเนื้อนั้นมิได้ไปในทางของพราน ฉันใด. ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและ สุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ทำมารให้เป็นผู้บอด กำจัดมารให้ เป็นผู้ไม่มีทาง ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามกมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน อันมีความผ่องใส แห่งจิตในภายใน เป็นธรรม เอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ... ไปแล้ว สู่สถานที่ที่มารผู้ลามกมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และ ดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามก มองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการ ถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง บรรลุอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศหา ที่สุดมิได้ ... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุวิญญา- *ณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้ง ปวงแล้ว บรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งมิได้มี ล่วงอากิญจัญ- *ญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า นี้สงบ นี้ประณีต ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่. และอาสวะทั้งหลายของเธอสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ทำมารให้เป็นผู้บอด กำจัดมารให้เป็นผู้ไม่มีทาง ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารมองหาไม่เห็น. ภิกษุ นั้นข้ามตัณหาอันเกี่ยวข้องในโลกแล้ว เป็นผู้ปราศจากการระแวงภัยเดินไป. ปราศจากการระแวง ภัยยืนอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนั่งอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนอนอยู่. ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุไม่อยู่ในทางของมารผู้ลามก ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เนื้อในป่า อันเครื่องผูกอะไรๆ ไม่ผูกแล้ว ย่อมไปเพื่อหาอาหารตามความประสงค์ ฉันใด.

มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพนฺโธ เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจรายาติ มิโคติ เทฺว มิคา เอณิมิโค จ สรภมิโค จ ฯ ยถา อารญฺญโก มิโค อรญฺเญ วสมาโน วิสฺสตฺโถ คจฺฉติ วิสฺสตฺโถ ติฏฺฐติ วิสฺสตฺโถ นิสีทติ วิสฺสตฺโถ เสยฺยํ กปฺเปติ ฯ {๖๘๐.๑} วุตฺตํ เหตํ ภควตา เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อารญฺญโก มิโค อรญฺเญ ปวเน จรมาโน วิสฺสตฺโถ คจฺฉติ วิสฺสตฺโถ ติฏฺฐติ วิสฺสตฺโถ นิสีทติ วิสฺสตฺโถ เสยฺยํ กปฺเปติ ตํ กิสฺส เหตุ อนาปาถคโต ภิกฺขเว ลุทฺทสฺส เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนฺธมกาสิ มารํ อปทํ วธิตฺวา มารจกฺขุอทสฺสนํ คโต ปาปิมโต ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนฺธมกาสิ มารํ อปทํ วธิตฺวา มารจกฺขุอทสฺสนํ คโต ปาปิมโต ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนฺธมกาสิ มารํ อปทํ วธิตฺวา มารจกฺขุอทสฺสนํ คโต ปาปิมโต {๖๘๐.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนฺธมกาสิ มารํ อปทํ วธิตฺวา มารจกฺขุอทสฺสนํ คโต ปาปิมโต ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนฺธมกาสิ มารํ อปทํ วธิตฺวา มารจกฺขุอทสฺสนํ คโต ปาปิมโต ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สนฺตเมตํ ปณีตเมตนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปญฺญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนฺธมกาสิ มารํ อปทํ วธิตฺวา มารจกฺขุอทสฺสนํ คโต ปาปิมโต ติณฺโณ โลเก วิสตฺติกํ โส วิสฺสตฺโถ คจฺฉติ วิสฺสตฺโถ ติฏฺฐติ วิสฺสตฺโถ นิสีทติ วิสฺสตฺโถ เสยฺยํ กปฺเปติ ตํ กิสฺส เหตุ อนาปาถคโต ภิกฺขเว ปาปิมโตติ ฯ มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพนฺโธ เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย ฯ

๖๘๑

คำว่า วิญญู ในอุเทศว่า วิญฺญู นโร เสริต เปกฺขมาโน ดังนี้ ความว่า ผู้รู้แจ้ง เป็นบัณฑิตผู้มีปัญญา มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่อง ทำลายกิเลส. คำว่า นรชน ได้แก่สัตว์ มาณพ โปสชน บุคคล ชีวชน ชาตุชน ชันตุชน อินท- *คูชน (ชนผู้ดำเนินโดยกรรมใหญ่) มนุชะ. ชื่อว่า เสรี ได้แก่เสรี ๒ อย่าง คือ ธรรมเสรี ๑ บุคคลเสรี ๑. ธรรมเสรีเป็นไฉน? สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ชื่อว่าธรรมเสรี. บุคคลเสรีเป็นไฉน? บุคคลใดประกอบด้วยเสรีธรรมนี้ บุคคลนั้นท่านกล่าวว่า บุคคล เสรี. คำว่า นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอันถึงความเป็นเสรี ความว่า นรชนที่เป็น วิญญู เมื่อเห็น เมื่อตรวจดู เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณาดู ซึ่งธรรมอันถึงความเป็นเสรี เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอันถึงความเป็นเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า มฤคในป่า อันเครื่องผูกอะไรมิได้ผูกแล้ว ย่อมไปเพื่อหาอาหาร ตามความประสงค์ ฉันใด นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอัน ให้ถึงความเป็นเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

วิญฺญู นโร เสริต เปกฺขมาโนติ วิญฺญูติ วิญฺญู ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวี ฯ นโรติ สตฺโต มานโว โปโส ปุคฺคโล ชีโว ชาตุ ชนฺตุ อินฺทคู มนุโช ฯ เสรีติ เทฺว เสรี ธมฺโมปิ เสรี ปุคฺคโลปิ เสรี ฯ {๖๘๑.๑} กตโม ธมฺโม เสรี ฯ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ อยํ ธมฺโม เสรี ฯ {๖๘๑.๒} กตโม ปุคฺคโล เสรี ฯ โย อิมินา เสรินา ธมฺเมน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ ปุคฺคโล เสรี ฯ {๖๘๑.๓} วิญฺญู นโร เสริต เปกฺขมาโนติ วิญฺญู นโร เสริตํ ธมฺมํ เปกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโนติ วิญฺญู นโร เสริต เปกฺขมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพนฺโธ เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย วิญฺญู นโร เสริต เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๘๒

ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาทั้งในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดิน และที่เที่ยวไป. บุคคลผู้เห็นการบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วไม่ปรารถนา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๘๓

การไปสบาย การมาสบาย ... การปราศรัยสบายกับบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่าใด ท่านกล่าวว่า สหาย ในอุเทศว่า อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย ดังนี้. คำว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาทั้งในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดิน และที่เที่ยวไป. ความว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาประโยชน์ตน การปรึกษาประโยชน์ผู้อื่น การ ปรึกษาประโยชน์ทั้งสองฝ่าย การปรึกษาประโยชน์ปัจจุบัน การปรึกษาประโยชน์ภายหน้า การ ปรึกษาปรมัตถประโยชน์ แม้ในที่อยู่ แม้ในที่ยืน แม้ในที่เดิน แม้ในที่เที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาทั้งในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดิน และที่เที่ยวไป.

อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส ฐาเน คมเน จาริกายาติ สหายา วุจฺจนฺติ เยหิ สห คมนํ ผาสุ อาคมนํ ผาสุ คมนาคมนํ ผาสุ ฐานํ ผาสุ นิสชฺชนํ ผาสุ สยนํ ผาสุ อาลปนํ ผาสุ สลฺลปนํ ผาสุ อุลฺลปนํ ผาสุ สมุลฺลปนํ ผาสุ ฯ อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส ฐาเน คมเน จาริกายาติ สหายมชฺเฌ วาเสปิ ฐาเนปิ คมเนปิ จาริกายปิ อตฺตตฺถมนฺตนา ปรตฺถมนฺตนา อุภยตฺถมนฺตนา ทิฏฺฐธมฺมิกตฺถมนฺตนา สมฺปรายิกตฺถมนฺตนา ปรมตฺถมนฺตนาติ อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย ฯ

๖๘๔

คำว่า บุคคลเมื่อเห็นบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วไม่ปรารถนา ความว่า สิ่งนี้ คือ การครองผ้ากาสายะที่เป็นบริขาร อันพวกคนพาล คือ พวกเดียรถีย์และ สาวกของเดียรถีย์ ผู้เป็นอสัตบุรุษ ไม่ปรารถนา. สิ่งนี้ คือ การครองผ้ากาสายะที่เป็นบริขาร อันบัณฑิต คือ พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสัตบุรุษ ปรารถนาแล้ว. ชื่อว่า เสรี ได้แก่เสรี ๒ อย่าง คือ ธรรมเสรี ๑ บุคคลเสรี ๑. ธรรมเสรีเป็นไฉน? สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘. นี้ชื่อว่าธรรมเสรี. บุคคลเสรีเป็นไฉน? บุคคลใดประกอบแล้วด้วยธรรมเสรีนี้ บุคคลนั้น ท่านกล่าวว่า บุคคลเสรี. คำว่า บุคคลเมื่อเห็นบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วไม่ปรารถนา ความว่า บุคคลเมื่อเห็น เมื่อตรวจดู เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณาดู ซึ่งบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเมื่อเห็นบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วไม่ปรารถนา พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาทั้งในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดิน และที่เที่ยวไป. บุคคลผู้เห็นการบรรพชาอันให้ถึงเป็นเสรี ที่ พวกคนชั่วไม่ปรารถนา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโนติ อนภิชฺฌิตํ เอตํ วตฺถุ พาลานํ อสปฺปุริสานํ ติตฺถิยานํ ติตฺถิยสาวกานํ ยทิทํ ภณฺฑกาสายวตฺถวสนตา อภิชฺฌิตํ เอตํ วตฺถุ ปณฺฑิตานํ สปฺปุริสานํ พุทฺธสาวกานํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ยทิทํ ภณฺฑกาสายวตฺถวสนตา ฯ เสรีติ เทฺว เสรี ธมฺโมปิ เสรี ปุคฺคโลปิ เสรี ฯ กตโม ธมฺโม เสรี ฯ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อยํ ธมฺโม เสรี ฯ กตโม ปุคฺคโล เสรี ฯ โย อิมินา เสรินา ธมฺเมน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ ปุคฺคโล เสรี ฯ อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโนติ เสริตํ เปกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโนติ อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๘๕

การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางแห่งสหาย แต่ความรัก ในบุตรทั้งหลายมีมาก. บุคคลเมื่อเกลียดความพลัดพรากจากของ ที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ ปุตฺเตสุ จ วิปุลํ โหติ เปมํ ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๘๖

ชื่อว่า การเล่น ในอุเทศว่า ขิฑฺฑา รติ โหติ สหายมชฺเฌ ดังนี้ ได้แก่ การเล่น ๒ อย่าง คือ การเล่นทางกาย ๑ การเล่นทางวาจา ๑. การเล่นทางกายเป็นไฉน? ชนทั้งหลายเล่นช้างบ้าง เล่นม้าบ้าง เล่นรถบ้าง เล่นธนู บ้าง เล่นหมากรุกบ้าง เล่นสะกาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมากไหวบ้าง เล่นโยนบ่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่างๆ บ้าง เล่นตีคลีบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อยๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่นกังหันบ้าง เล่นตวงทรายบ้าง เล่นรถน้อยๆ บ้าง เล่นธนูน้อยๆ บ้าง เล่นเขียนทายกันบ้าง เล่นทายใจกันบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง. นี้ชื่อว่า การเล่นทางกาย. การเล่นทางวาจาเป็นไฉน? เล่นตีกลองด้วยปาก เล่นรัวกลองด้วยปาก เล่นแกว่ง บัณเฑาะว์ด้วยปาก เล่นผิวปาก เล่นเป่าปาก เล่นตีตะโพนด้วยปาก เล่นร้องรำ เล่นโห่ร้อง เล่นขับเพลง เล่นหัวเราะ. นี้ชื่อว่าการเล่นทางวาจา. คำว่า ความยินดี ในคำว่า รติ นั้น เป็นเครื่องกล่าวถึงความกระสัน. การไปสบาย การมาสบาย ... การปราศรัยสบาย กับบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นท่านกล่าวว่า สหาย ใน อุเทศว่า สหายมชฺเฌ ดังนี้. คำว่า การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางสหาย ความว่า การเล่น และความยินดี ย่อมมีในท่ามกลางสหาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางสหาย.

ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌติ ขิฑฺฑาติ เทฺว ขิฑฺฑา กายิกา จ ขิฑฺฑา วาจสิกา จ ขิฑฺฑา ฯ {๖๘๖.๑} กตมา กายิกา ขิฑฺฑา ฯ หตฺถีหิปิ กีฬนฺติ อสฺเสหิปิ กีฬนฺติ รเถหิปิ กีฬนฺติ ธนูหิปิ กีฬนฺติ อฏฺฐปเทหิปิ กีฬนฺติ ทสปเทหิปิ กีฬนฺติ อากาเสหิปิ กีฬนฺติ ปริหารปเถหิปิ กีฬนฺติ สนฺติกายปิ กีฬนฺติ ขลิกายปิ กีฬนฺติ ฆฏิกายปิ กีฬนฺติ สลากหตฺเถนปิ กีฬนฺติ อกฺเขนปิ กีฬนฺติ ปงฺกจีเรนปิ กีฬนฺติ วงฺกเกนปิ กีฬนฺติ โมกฺขจิกายปิ กีฬนฺติ จิงฺคุลเกนปิ กีฬนฺติ ปตฺตาฬฺหเกนปิ กีฬนฺติ รถเกนปิ กีฬนฺติ ธนุเกนปิ กีฬนฺติ อกฺขริกายปิ กีฬนฺติ มเนสิกายปิ กีฬนฺติ ยถาวชฺเชนปิ กีฬนฺติ อยํ กายิกา ขิฑฺฑา ฯ {๖๘๖.๒} กตมา วาจสิกา ขิฑฺฑา ฯ มุขเภริยํ มุขาฬมฺพทํ มุขเทณฺฑิมกํ มุขวลิมกํ มุขเภรุฬกํ มุขททฺทริกํ นาฏิกํ ลาสํ คีตํ ทวกมฺมํ อยํ วาจสิกา ขิฑฺฑา ฯ {๖๘๖.๓} รตีติ อนุกฺกณฺฐิตาวจนเมตํ รตีติ ฯ สหายมชฺเฌติ สหายา วุจฺจนฺติ เยหิ สห คมนํ ผาสุ อาคมนํ ผาสุ คมนาคมนํ ผาสุ ฐานํ ผาสุ นิสชฺชนํ ผาสุ สยนํ ผาสุ อาลปนํ ผาสุ สลฺลปนํ ผาสุ อุลฺลปนํ ผาสุ สมุลฺลปนํ ผาสุ ฯ ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌติ ขิฑฺฑา จ รติ จ สหายมชฺเฌ โหตีติ ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ ฯ

๖๘๗

ชื่อว่า บุตร ในอุเทศว่า ปุตฺเตสุ จ วิปุลํ โหติ เปมํ ดังนี้ ได้แก่บุตร ๔ จำพวก คือ บุตรที่เกิดแต่ตน ๑ บุตรที่เกิดในเขต ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรที่อยู่ในสำนัก ๑. คำว่า แต่ความรักในบุตรทั้งหลายมีมาก ความว่า ความรักในบุตรทั้งหลายมีประมาณยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่ความรักในบุตรทั้งหลายมีมาก.

ปุตฺเตสุ จ วิปุลํ โหติ เปมนฺติ ปุตฺตาติ จตฺตาโร ปุตฺตา อตฺรโช ปุตฺโต เขตฺตโช ปุตฺโต ทินฺนโก ปุตฺโต อนฺเตวาสิโก ปุตฺโต ฯ ปุตฺเตสุ จ วิปุลํ โหติ เปมนฺติ ปุตฺเตสุ จ อธิมตฺตํ โหติ เปมนฺติ ปุตฺเตสุ จ วิปุลํ โหติ เปมํ ฯ

๖๘๘

ของที่รัก ในอุเทศว่า ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน ดังนี้ มี ๒ อย่าง คือ สัตว์อันเป็นที่รัก ๑ สังขารอันเป็นที่รัก ๑. สัตว์อันเป็นที่รักเป็นไฉน? ชนเหล่าใดมีอยู่ในโลกนี้ เป็นมารดาก็ดี บิดาก็ดี พี่น้อง ชายก็ดี พี่น้องหญิงก็ดี บุตรก็ดี ธิดาก็ดี มิตรก็ดี พวกพ้องก็ดี ญาติก็ดี สาโลหิตก็ดี เป็น ผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความสบาย หวังความปลอดโปร่ง จากโยคกิเลสแก่ บุคคลนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่าสัตว์อันเป็นที่รัก. สังขารอันเป็นที่รักเป็นไฉน? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ส่วนที่ชอบใจ. สิ่งเหล่านี้ ชื่อว่าสังขารอันเป็นที่รัก. คำว่า เมื่อเกลียดความพลัดพรากจากของที่รัก ความว่า เมื่อเกลียด เมื่ออึดอัด เมื่อเบื่อ ซึ่งความพลัดพรากจากของที่รัก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเกลียดความพลัดพรากจากของที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางแห่งสหาย. แต่ ความรักในบุตรทั้งหลายมีมาก. บุคคลเมื่อเกลียดความพลัด- พรากจากของที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโนติ เทฺว ปิยา สตฺตา วา ปิยา สงฺขารา วา ปิยา ฯ {๖๘๘.๑} กตเม สตฺตา ปิยา ฯ อิธ ยสฺส เต โหนฺติ อตฺถกามา หิตกามา ผาสุกามา โยคกฺเขมกามา มาตา วา ปิตา วา ภาตา วา ภคินี วา ปุตฺโต วา ธีตา วา มิตฺโต วา อมจฺโจ วา ญาติ วา สาโลหิตา วา อิเม สตฺตา ปิยา ฯ {๖๘๘.๒} กตเม สงฺขารา ปิยา ฯ มนาปิกา รูปา มนาปิกา สทฺทา มนาปิกา คนฺธา มนาปิกา รสา มนาปิกา โผฏฺฐพฺพา อิเม สงฺขารา ปิยา ฯ {๖๘๘.๓} ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโนติ ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน อฏฺฏิยมาโน หรายมาโนติ ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ ปุตฺเตสุ จ วิปุลํ โหติ เปมํ ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๘๙

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีปกติอยู่ตามสบายในทิศ ๔ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำ อันตรายทั้งหลาย ไม่มีความหวาดเสียว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๙๐

คำว่า มีปกติอยู่ตามสบายในทิศ ๔ ในอุเทศว่า จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ก็เหมือนกัน โดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง มีใจ ประกอบด้วยเมตตา เป็นจิตกว้างขวาง ถึงความเป็นใหญ่ มีสัตว์หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน มีใจประกอบด้วย กรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ก็เหมือนกัน โดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง มีใจ ประกอบด้วยอุเบกขา เป็นจิตกว้างขวาง ถึงความเป็นใหญ่ มีสัตว์หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน. คำว่า มีปกติอยู่ตามสบายในทิศ ๔ ไม่มีความขัดเคือง ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา จึงไม่มีความเกลียดชังสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออก ในทิศตะวัน ตก ในทิศใต้ ในทิศเหนือ ในทิศอาคเณย์ ในทิศหรดี ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศ เบื้องต่ำ ในทิศเบื้องบน ในทิศใหญ่ ในทิศน้อย เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา เพราะเป็นผู้เจริญ มุทิตา เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา จึงไม่มีความเกลียดชังสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออก ฯลฯ ในทิศน้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมีปกติอยู่ตามสบายในทิศ ๔ ไม่มี ความขัดเคือง.

จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหตีติ จาตุทฺทิโสติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ กรุณาสหคเตน เจตสา มุทิตาสหคเตน เจตสา อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ {๖๙๐.๑} จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหตีติ เมตฺตาย ภาวิตตฺตา เย ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย เหฏฺฐิมาย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย อุปริมาย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เย ทิสาสุ วิทิสาสุ สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ กรุณาย ภาวิตตฺตา มุทิตาย ภาวิตตฺตา อุเปกฺขาย ภาวิตตฺตา เย ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺติ ฯเปฯ เย ทิสาสุ วิทิสาสุ สตฺตา เต อปฺปฏิกูลา โหนฺตีติ จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ ฯ

๖๙๑

คำว่า ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ ทั้งกล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมีความได้ และไม่ถึง ความแสวงหาผิด อันไม่สมควรเพราะเหตุแห่งจีวร เมื่อไม่ได้จีวรก็ไม่สะดุ้ง (ไม่ขวนขวาย) เมื่อได้ จีวรแล้วก็ไม่ติดใจ ไม่หลงใหล ไม่พัวพัน มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภค ทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น. ก็พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีความรู้สึกตัว มีสติอยู่ ในจีวรสันโดษนั้น พระปัจเจกสัมพุทธ- *เจ้านี้ ท่านกล่าวว่า ดำรงอยู่ในวงศ์ของพระอริยะ ที่ทราบกันว่า เป็นวงศ์เลิศอันมีมาแต่โบราณ สมัย. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ ... เป็นผู้สันโดษ ด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ ... เป็นผู้สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ทั้งกล่าว สรรเสริญความสันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ และไม่ถึงความแสวงหาผิด อันไม่สมควรเพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เมื่อไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารก็ไม่สะดุ้ง เมื่อได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารก็เป็นผู้ไม่ติดใจ ไม่หลงใหล ไม่พัวพัน มีปกติเห็นโทษ มีปัญญา เป็นเครื่องสลัดออกบริโภค ทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัช- *บริขารตามมีตามได้นั้น. ก็พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีความรู้สึกตัว มีสติอยู่ ในคิลานปัจจัยเภสัชบริขารสันโดษนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ท่านกล่าวว่าดำรง อยู่ในวงศ์ของพระอริยะ ที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์เลิศ อันมีมาแต่โบราณสมัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้.

สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรนาติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรน จีวเรน อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที น จ จีวรเหตุ อเนสนํ อปฺปฏิรูปํ อาปชฺชติ อลทฺธา จ จีวรํ น ปริตสฺสติ ลทฺธา จ จีวรํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชติ ตาย จ ปน อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจติ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโต ฯ {๖๙๑.๑} สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรน ปิณฺฑปาเตน อิตรีตร- ปิณฺฑปาตสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที น จ ปิณฺฑปาตเหตุ อเนสนํ อปฺปฏิรูปํ อาปชฺชติ อลทฺธา จ ปิณฺฑปาตํ น ปริตสฺสติ ลทฺธา จ ปิณฺฑปาตํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชติ ตาย จ ปน อิตรีตรปิณฺฑปาตสนฺตุฏฺฐิยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจติ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโต ฯ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรน เสนาสเนน อิตรีตรเสนาสนสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที น จ เสนาสนเหตุ อเนสนํ อปฺปฏิรูปํ อาปชฺชติ อลทฺธา จ เสนาสนํ น ปริตสฺสติ ลทฺธา จ เสนาสนํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชติ ตาย จ ปน อิตรีตรเสนาสนสนฺตุฏฺฐิยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจติ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโต ฯ {๖๙๑.๒} สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรน คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน อิตรีตรคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที น จ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารเหตุ อเนสนํ อปฺปฏิรูปํ อาปชฺชติ อลทฺธา จ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ น ปริตสฺสติ ลทฺธา จ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชติ ตาย จ ปน อิตรีตรคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารสนฺตุฏฺฐิยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจติ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโตติ สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน ฯ

๖๙๒

ชื่อว่า อันตราย ในอุเทศว่า ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี ดังนี้ ได้แก่ อันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑. อันตรายปรากฏเป็นไฉน? ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมงป่อง ตะขาบ พวกโจร พวกคนที่ทำกรรมแล้วหรือที่ยังไม่ได้ทำกรรม โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคเรอ โรคมองคร่อ โรคร้อนใน โรคผอม โรคในท้อง โรคลมวิงเวียน โรคลงแดง โรคจุกเสียด โรคลงท้อง โรคเรื้อน ฝี โรคกลาก โรคหืด โรคลมบ้าหมู หิดด้าน หิดเปื่อย โรคคัน ขึ้เรื้อนกวาง โรคคุดทะราด โรคลักปิดลักเปิด โรคดี โรคเบาหวาน โรคริดสีดวง โรคต่อมแดง บานทะโรค อาพาธเกิดแต่ดี อาพาธเกิดแต่เสมหะ อาพาธเกิดแต่ลม อาพาธมีดีเป็นต้น ประชุมกัน อาพาธเกิดเพราะฤดูแปรไป อาพาธเกิดเพราะเปลี่ยนอิริยาบถไม่เท่ากัน อาพาธเกิด เพราะความเพียร อาพาธเกิดเพราะผลกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ หรือว่าสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน. อันตรายเหล่านี้ท่านกล่าวว่า อันตรายปรากฏ. อันตรายปกปิดเป็นไฉน? กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต กามฉันทนิวรณ์ พยาบาท นิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความ ประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความ เดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง. อันตรายเหล่านี้ท่านกล่าวว่า อันตรายปกปิด. อันตรายชื่อว่า ปริสฺสยา เพราะอรรถว่ากระไร? อรรถว่าครอบงำ. ว่าเป็นไปเพื่อ ความเสื่อม. ว่าอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่อาศัยในอัตภาพนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าครอบงำอย่างไร? อันตรายเหล่านั้นย่อมครอบงำ ย่อมทับ ย่อมท่วมทับ ย่อมเบียดเบียนบุคคลนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าครอบงำอย่างนี้. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างไร? อันตรายเหล่านั้น ย่อม เป็นไปเพื่ออันตราย เพื่อความเสื่อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย อันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อ อันตราย เพื่อความเสื่อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลายเหล่าไหน? อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อ อันตราย เพื่อความเสื่อมแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ คือ ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติโดยสมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็น ผู้รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบความเพียร สติสัมปชัญญชะ ความหมั่นในการเจริญ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมี องค์ ๘. ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างนี้. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าอกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ในอัตภาพนั้นอย่างไร? อกุศล ธรรมอันลามกเหล่านั้น อาศัยอัตภาพ ย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น. เหล่าสัตว์ผู้อาศัยโพรง ย่อม อยู่ในโพรง เหล่าสัตว์ผู้อาศัยน้ำ ย่อมอยู่ในน้ำ เหล่าสัตว์ผู้อาศัยป่า ย่อมอยู่ในป่า เหล่าสัตว์ ที่อาศัยต้นไม้ ย่อมอยู่ที่ต้นไม้ฉันใด อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อาศัยอัตภาพ ย่อมเกิดขึ้น ในอัตภาพ ฉันนั้นเหมือนกัน. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าอกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ใน อัตภาพอย่างนี้. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วม กับกิเลสที่เป็นอันเตวาสิก ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอาจารย์ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่ผาสุก. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอันเตวาสิก ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่ผาสุกอย่างไร? ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะเห็นรูปด้วยตา อกุศลธรรมอันลามกเหล่าใด ที่ดำริด้วยความระลึกถึงอันเกื้อกูล แก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ ย่อมซ่าน ไปภายในจิตของภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นเราจึงกล่าวว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็น อันเตวาสิก. อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นย่อมปกครองภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้น เราจึงกล่าวว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอาจารย์. อีกประการหนึ่ง เพราะฟังเสียงด้วยหู เพราะดมกลิ่นด้วยจมูก เพราะลิ้มรสด้วยลิ้น เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ อกุศลธรรมอันลามกเหล่าใด ที่ดำริ ด้วยความระลึก อันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ ย่อมซ่านไปภายในจิตของภิกษุนั้น. เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นเราจึงกล่าวว่า ผู้อยู่ ร่วมกับกิเลสที่เป็นอันเตวาสิก. อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมปกครองภิกษุนั้น เพราะเหตุ ดังนี้นั้น ภิกษุนั้นเราจึงกล่าวว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอาจารย์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วม กับกิเลสที่เป็นอันเตวาสิก ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอาจารย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่ผาสุกอย่างนี้แล. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าอกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ในอัตภาพนั้นแม้อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ เป็นมลทินในระหว่าง เป็นไพรีในระหว่าง เป็นศัตรูในระหว่าง เป็นผู้ฆ่าในระหว่าง เป็นข้าศึกในระหว่าง. ๓ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลภะเป็นมลทินในระหว่าง เป็น ไพรีในระหว่าง เป็นศัตรูในระหว่าง เป็นผู้ฆ่าในระหว่าง เป็นข้าศึกในระหว่าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทสะ ฯลฯ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมหะเป็นมลทินในระหว่าง เป็นไพรีในระหว่าง เป็นศัตรูใน ระหว่าง เป็นข้าศึกในระหว่าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นมลทินในระหว่าง เป็นไพรีในระหว่าง เป็นศัตรูในระหว่าง เป็นผู้ฆ่าในระหว่าง เป็นข้าศึกในระหว่าง. โลภะยังโทษอันไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด. โลภะยังจิตให้กำเริบ. ภัยเกิดภายในจิต. คนพาลย่อมไม่รู้สึกถึงภัยนั้น. คนโลภย่อม ไม่รู้จักอรรถ. คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม. โลภะย่อมครอบงำนรชน ในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น. โทสะยังโทษอัน ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด. โทสะยังจิตให้กำเริบ. ภัยเกิดภายในจิต คนพาลย่อมไม่รู้สึกถึงภัยนั้น. คนโกรธย่อมไม่รู้จักอรรถ. คน โกรธย่อมไม่เห็นธรรม. โทสะย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น. โมหะยังโทษอันไม่เป็นประโยชน์ ให้เกิด. โมหะยังจิตให้กำเริบ. ภัยเกิดภายในจิต. คนพาลย่อม ไม่รู้สึกถึงภัยนั้น. คนหลงย่อมไม่รู้จักอรรถ. คนหลงย่อมไม่เห็น ธรรม. โมหะย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี ในขณะนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า อกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ในอัตภาพนั้นแม้อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรมหาบพิตร ธรรมอัน กระทำอันตราย ๓ ประการแล เมื่อเกิดในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ ทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก. ธรรมอันกระทำอันตราย ๓ ประการเป็นไฉน? ดูกรมหาบพิตร ธรรม อันกระทำอันตราย คือ โลภะแล เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความไม่ผาสุก. ดูกรมหาบพิตร ธรรมอันกระทำอันตราย คือ โทสะแล ฯลฯ. ดูกรมหาบพิตร ธรรมอันกระทำอันตราย คือ โมหะแล เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก. ดูกรมหาบพิตร ธรรมอันกระทำ อันตราย ๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ ทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก. โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมเบียดเบียนบุรุษ ผู้มีจิตลามก เหมือนขุยของตนเบียดเบียนไม้ไผ่ ฉะนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่อาศัยในอัตภาพนั้น แม้อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความไม่ยินดี ความยินดี ความเป็นผู้ ขนลุกขนพอง มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่อัตภาพนี้ ความตรึก ในใจตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้ ย่อมผูกสัตว์ไว้ เหมือนพวกเด็กๆ ผูก กาไว้ ฉะนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่าอกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ในอัตภาพนั้น แม้อย่างนี้. คำว่า ครอบงำอันตรายทั้งหลาย ความว่า ครอบงำ คือ ไม่ยินดี ท่วมทับ บีบคั้น กำจัด ซึ่งอันตรายทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ครอบงำอันตรายทั้งหลาย. คำว่า ผู้ไม่มีความหวาดเสียว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ขลาด ไม่มีความ หวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่หนี เป็นผู้ละความกลัวความขลาดแล้ว ปราศจากความเป็นผู้ขนลุก ขนพองอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งหลาย ไม่มีความหวาดเสียว พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีปกติอยู่ตามสบายในทิศ ๔ ไม่มี ความขัดเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำอันตราย ทั้งหลาย ไม่มีความหวาดเสียว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือน นอแรด ฉะนั้น.

ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภีติ ปริสฺสยาติ เทฺว ปริสฺสยา ปากฏปริสฺสยา จ ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา จ ฯ กตเม ปากฏปริสฺสยา ฯ สีหา พฺยคฺฆา ทีปิ อจฺฉตรจฺฉา โกกา โคมหิสา หตฺถี อหิ วิจฺฉิกา สตปที โจรา วา อสฺสุ มาณวา กตกมฺมา วา อกตกมฺมา วา จกฺขุโรโค โสตโรโค ฆานโรโค ชิวฺหาโรโค กายโรโค สีสโรโค กณฺณโรโค มุขโรโค ทนฺตโรโค กาโส สาโส ปินาโส ฑโห ชโร กุจฺฉิโรโค มุจฺฉา ปกฺขนฺทิกา สุลา วิสูจิกา กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส โสโส อปมาโร ททฺทุ กณฺฑุ กจฺฉุ รขสา วิตจฺฉิกา โลหิตํ ปิตฺตํ มธุเมโห อํสา ปิฬกา ภคนฺทลา ปิตฺตสมุฏฺฐานา อาพาธา เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา วาตสมุฏฺฐานา อาพาธา สนฺนิปาติกา อาพาธา อุตุปริณามชา อาพาธา วิสมปริหารชา อาพาธา โอปกฺกมิกา อาพาธา กมฺมวิปากชา อาพาธา สีตํ อุณฺหํ ชิฆจฺฉา ปิปาสา อุจฺจาโร ปสฺสาโว ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสา อิติ วา อิเม วุจฺจนฺติ ปากฏปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๑} กตเม ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ฯ กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ กามจฺฉนฺทนีวรณํ พฺยาปาทนีวรณํ ถีนมิทฺธนีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจนีวรณํ วิจิกิจฺฉานีวรณํ ราโค โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา อิเม วุจฺจนฺติ ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๒} ปริสฺสยาติ เกนตฺเถน ปริสฺสยา ฯ ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ กถํ ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ เต ปริสฺสยา ตํ ปุคฺคลํ สหนฺติ ปริสหนฺติ อภิภวนฺติ อชฺโฌตฺถรนฺติ ปริยาทิยนฺติ ปีเฬนฺติ เอวํ ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๓} กถํ ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ เต ปริสฺสยา กุสลานํ ธมฺมานํ อนฺตรายาย ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ฯ กตเมสํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฯ สมฺมาปฏิปทาย อนุโลมปฏิปทาย อปจฺจนีกปฏิปทาย อนฺวตฺถปฏิปทาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปทาย สีเลสุ ปริปูริการิตาย อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตาย โภชเน มตฺตญฺญุตาย ชาคริยานุโยคสฺส สติสมฺปชญฺญสฺส จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ภาวนานุโยคสฺส จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ปญฺจนฺนํ พลานํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ภาวนานุโยคสฺส อิเมสํ กุสลานํ ธมฺมานํ อนฺตรายาย ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ฯ เอวํ ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๔} กถํ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ ตตฺเถเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อตฺตภาวสนฺนิสฺสยา ฯ ยถา พิเล พิลาสยา ปาณา สยนฺติ อุทเก อุทกาสยา ปาณา สยนฺติ วเน วนาสยา ปาณา สยนฺติ รุกฺเข รุกฺขาสยา ปาณา สยนฺติ เอวเมว ตตฺเถเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อตฺตภาวสนฺนิสฺสยา เอวํ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๕} วุตฺตํ เหตํ ภควตา สานฺเตวาสิโก ภิกฺขเว ภิกฺขุ สาจริยโก ทุกฺขํ น ผาสุ วิหรติ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สานฺเตวาสิโก ทุกฺขํ น ผาสุ วิหรติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชนฺติ เย ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนียา ตฺยสฺส อนฺโต วสนฺติ อนฺวาสฺสวนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมาติ ตสฺมา สานฺเตวาสิโกติ วุจฺจติ เต นํ สมุทาจรนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมาติ ตสฺมา สาจริยโกติ วุจฺจติ {๖๙๒.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุปฺปชฺชนฺติ เย ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนียา ตฺยสฺส อนฺโต วสนฺติ อนฺวาสฺสวนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมาติ ตสฺมา สานฺเตวาสิโกติ วุจฺจติ เต นํ สมุทาจรนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมาติ ตสฺมา สาจริยโกติ วุจฺจติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สานฺเตวาสิโก สาจริยโก ทุกฺขํ น ผาสุ วิหรตีติ ฯ เอวมฺปิ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๗} วุตฺตํ เหตํ ภควตา ตโยเม ภิกฺขเว อนฺตรามลา อนฺตราอมิตฺตา อนฺตราสปตฺตา อนฺตราวธกา อนฺตราปจฺจตฺถิกา กตเม ตโย โลโภ ภิกฺขเว อนฺตรามโล อนฺตราอมิตฺโต อนฺตราสปตฺโต อนฺตราวธโก อนฺตราปจฺจตฺถิโก โทโส ภิกฺขเว ฯเปฯ โมโห ภิกฺขเว อนฺตรามโล อนฺตราอมิตฺโต อนฺตราสปตฺโต อนฺตราวธโก อนฺตราปจฺจตฺถิโก อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อนฺตรามลา อนฺตราอมิตฺตา อนฺตราสปตฺตา อนฺตราวธกา อนฺตราปจฺจตฺถิกาติ ฯ {๖๙๒.๘} อนตฺถชนโน โลโภ โลโภ จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โลโภ สหเต นรํ อนตฺถชนโน โทโส โทโส จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ทุฏฺโฐ อตฺถํ น ชานาติ ทุฏฺโฐ ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โทโส สหเต นรํ อนตฺถชนโน โมโห โมโห จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ มูโฬฺห อตฺถํ น ชานาติ มูโฬฺห ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรนฺติ ฯ เอวมฺปิ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๙} วุตฺตํ เหตํ ภควตา ตโย โข มหาราช ปริสฺสยธมฺมา อชฺฌตฺตํ อุปปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ อหิตาย ทุกฺขาย อผาสุวิหาราย กตเม ตโย โลโภ โข มหาราช ปริสฺสยธมฺโม อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ อหิตาย ทุกฺขาย อผาสุวิหาราย โทโส โข มหาราช ฯเปฯ โมโห โข มหาราช ปริสฺสยธมฺโม อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ อหิตาย ทุกฺขาย อผาสุวิหาราย อิเม โข มหาราช ตโย ปริสฺสยธมฺมา อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ อหิตาย ทุกฺขาย อผาสุวิหารายาติ ฯ โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริสํ ปาปเจตสํ หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสารํว สมฺผลนฺติ ฯ {๖๙๒.๑๐} เอวมฺปิ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา ราโค โทโส จ โมโห จ อิโตนิทานา อรตี รติ โลมหํโส อิโตชา อิโต สมุฏฺฐาย มโนวิตกฺกา กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชฺชนฺตีติ ฯ เอวมฺปิ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ {๖๙๒.๑๑} ปริสฺสยานํ สหิตาติ ปริสฺสเย สหิตา อคธิตา อชฺโฌตฺถริตา ปีฬวา ฆาตวาติ ปริสฺสยานํ สหิตา ฯ อฉมฺภีติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปหีนภยเภรโว วิคตโลมหํโส วิหรตีติ ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๙๓

แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็นผู้อัน คนอื่นสงเคราะห์ยาก. บุคคลพึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยใน ผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา อปฺโปสฺสุกฺโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๙๔

คำว่า แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง ... เป็นผู้อันคนอื่นสงเคราะห์ยาก ความว่า แม้ บรรพชิตบางพวกในศาสนานี้ เมื่อคนอื่นให้นิสัยก็ดี ให้อุเทศก็ดี ให้ปริปุจฉาก็ดี ให้จีวรก็ดี ให้บาตรก็ดี ให้ภาชนะที่ทำด้วยโลหะก็ดี ให้ธัมกรกก็ดี ให้ผ้ากรองน้ำก็ดี ให้ลูกดานก็ดี ให้ รองเท้าก็ดี ให้ประคดเอวก็ดี ย่อมไม่ฟัง ไม่ตั้งโสตลงสดับ ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ เป็นผู้ไม่ฟัง ไม่ทำตามคำ เป็นผู้ประพฤติหยาบ เบือนหน้าไปโดยอาการอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ บรรพชิตพวกหนึ่ง ... เป็นผู้อันคนอื่นสงเคราะห์ยาก.

ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเกติ อิเธกจฺเจ ปพฺพชิตาปิ นิสฺสเยปิ ทิยฺยมาเน อุทฺเทเสปิ ทิยฺยมาเน ปริปุจฺฉายปิ ทิยฺยมานาย จีวเรปิ ทิยฺยมาเน ปตฺเตปิ ทิยฺยมาเน โลหถาลเกปิ ทิยฺยมาเน ธมฺมกรเกปิ ทิยฺยมาเน ปริสฺสาวเนปิ ทิยฺยมาเน กุญฺจิกายปิ ทิยฺยมานาย อุปาหเนปิ ทิยฺยมาเน กายพนฺธเนปิ ทิยฺยมาเน น สุณนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ อนสฺสวา อวจนกรา ปฏิโลมวุตฺติโน อญฺเญเนว มุขํ กโรนฺตีติ ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก ฯ

๖๙๕

คำว่า และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ความว่า แม้คฤหัสถ์บางพวกในโลกนี้ เมื่อคนอื่นให้ช้างก็ดี ให้รถก็ดี ให้นาก็ดี ให้ที่ดินก็ดี ให้เงินก็ดี ให้ทองก็ดี ให้บ้านก็ดี ให้นครก็ดี ให้ชนบทก็ดี ย่อมไม่ฟัง ไม่ตั้งโสตลงสดับ ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ เป็นผู้ไม่ฟัง ไม่ทำ ตามคำ เป็นผู้ประพฤติหยาบ ย่อมเบือนหน้าไปโดยอาการอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และ พวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน.

อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตาติ อิเธกจฺเจ คหฏฺฐาปิ หตฺถิมฺหิปิ ทิยฺยมาเน รเถปิ เขตฺเตปิ วตฺถุมฺหิปิ หิรญฺเญปิ สุวณฺเณปิ ทิยฺยมาเน คาเมปิ นคเรปิ ชนปเทปิ ทิยฺยมาเน น สุณนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ อนสฺสวา อวจนกรา ปฏิโลมวุตฺติโน อญฺเญเนว มุขํ กโรนฺตีติ อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา ฯ

๖๙๖

ชนทั้งปวงยกตนเสีย ท่านกล่าวในอรรถนี้ว่า พึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย. คำว่า พึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย ความว่า พึงเป็นผู้มีความ ขวนขวายน้อย คือ พึงเป็นผู้ไม่ใส่ใจ พึงเป็นผู้ไม่ห่วงใย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้มี ความขวนขวายน้อยในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะ เหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็นผู้อัน คนอื่นสงเคราะห์ยาก, บุคคลพึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยใน ผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อปฺโปสฺสุกฺโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวาติ อตฺตานํ ฐเปตฺวา สพฺเพ อิมสฺมึ อตฺเถ วุตฺตา ฯ อปฺโปสฺสุกฺโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวาติ อปฺโปสฺสุกฺโก หุตฺวา อพฺยาวโฏ หุตฺวา อนเปกฺโข หุตฺวาติ อปฺโปสฺสุกฺโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา อปฺโปสฺสุกฺโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๖๙๗

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นวีรชน ปลงเสียแล้วซึ่งเครื่องหมาย แห่งคฤหัสถ์ ตัดเครื่องผูกของคฤหัสถ์แล้ว เหมือนต้นทองหลาง มีใบร่วงหล่นแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น,

โวโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๖๙๘

ผม หนวด ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่องแต่งตัว เครื่องประดับ ผ้า ผ้าห่ม ผ้าโพก เครื่องอบ เครื่องนวด เครื่องอาบน้ำ เครื่องดัด คันฉ่อง เครื่องหยอดตา ดอกไม้ เครื่องไล้ทา เครื่องผัดหน้า เครื่องทาปาก เครื่องประดับมือ เครื่องถูกมวยผม ไม้เท้า กล้อง ดาบ ร่ม รองเท้า กรอบหน้า ดาบเพชร (หรือเครื่องประดับข้อมือ) พัดขนสัตว์ ผ้าขาว ผ้าชายยาว ดังนี้เป็นตัวอย่าง ท่านกล่าวว่า เครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ ในอุเทศว่า โวโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ ดังนี้. คำว่า ปลงเสียแล้วซึ่งเครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ ความว่า ปลงเสียแล้ว คือ วางแล้ว ทิ้งแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปลงเสียแล้วซึ่งเครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์.

โวโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานีติ คิหิพฺยญฺชนานิ วุจฺจนฺติ เกสา จ มสฺสู จ มาลา จ คนฺธํ จ วิเลปนํ จ อาภรณํ จ ปิลนฺทนํ จ วตฺถญฺจ ปารุปนญฺจ เวฏฺฐนญฺจ อุจฺฉาทนญฺจ ปริมทฺทนญฺจ นหาปนํ สมฺพาหนํ อาทาสํ อญฺชนํ มาลาวิเลปนํ มุขจุณฺณกํ มุขเลปํ หตฺถพทฺธนํ สิขาพนฺธํ ทณฺฑํ นาฬิกํ ขคฺคํ ฉตฺตํ อุปาหนา อุณฺหิสํ มณิ วาลวิชนี โวทาตานิ วตฺถานิ ทีฆรสฺสานิ อิติ วา ฯ โวโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานีติ โวโรเปตฺวา นิกฺขิปิตฺวา ปฏิสมฺภยิตฺวาติ โวโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ ฯ

๖๙๙

คำว่า เหมือนต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น ตัดเครื่องหมายคฤหัสถ์ให้ตกไปแล้ว เหมือนต้นทองหลางมีใบเหลืองร่วงหล่นไปแล้วฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นไปแล้ว.

สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโรติ ยถา โกวิฬารสฺส ปตฺตานิ สีนานิ ฉินฺนานิ ปติตานิ เอวเมว ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส คิหิพฺยญฺชนานิ ฉินฺนานิ ปติตานีติ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร ฯ

๗๐๐

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นวีรชน ในอุเทศว่า เฉตฺวาน ธีโร คิหิพนฺธนานิ ดังนี้ เพราะอรรถว่า มีความเพียร ว่าผู้อาจ ว่าผู้องอาจ ว่าผู้สามารถ ว่าผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาดเสียว ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ผู้ละความกลัว ความขลาดแล้ว ผู้ปราศจาก ขนลุกขนพอง. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ท่านเว้นแล้วจากความชั่วทั้งปวง ในโลกนี้นี่แหละ ล่วงพ้นทุกข์ในนรกเสียแล้ว อยู่ด้วย ความเพียร มีความเป็นผู้กล้า มีความเพียร ท่านกล่าวว่า เป็นวีรชน ผู้คงที่ มีจิตเที่ยง. บุตร ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉาง คลัง และวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดทุกชนิด ท่านกล่าวว่า เครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์. คำว่า เป็นวีรชน ... ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์แล้ว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นวีรชน ตัด ตัดขาด ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นวีรชน ... ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นวีรชน ปลงเสียแล้วซึ่งเครื่องหมาย แห่งคฤหัสถ์ ตัดเครื่องผูกของคฤหัสถ์แล้ว เหมือนต้น ทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานีติ วิริยวาติ วีโร ฯ ปหูติ วีโร ฯ วิสวีติ วีโร ฯ อลมตฺโตติ วีโร ฯ สูโรติ วีโร ฯ วิกฺกนฺโต อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปหีนภยเภรโว วิคตโลมหํโสติ วีโร ฯ อารโต อิเธว สพฺพปาปเกหิ นิรยทุกฺขมติจฺจ วิริยวาโส โส วิริยวา ปธานวา วีโร ตาทิ วุจฺจเต ตถตฺตา ฯ คิหิพนฺธนานิ วุจฺจนฺติ ปุตฺตา จ ทาสีทาสา จ อเชฬกา จ กุกฺกุฏสูกรา จ หตฺถิควาสฺสวฬวา จ เขตฺตญฺจ วตฺถุ จ หิรญฺญญฺจ สุวณฺณญฺจ คามนิคมราชธานิโย จ รฏฺฐญฺจ ชนปโท จ โกโส จ โกฏฺฐาคารญฺจ ยงฺกิญฺจิ รชนียวตฺถุ ฯ เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานีติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ วีโร คิหิพนฺธนานิ ฉินฺทิตฺวา สมุจฺฉินฺทิตฺวา ชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานิ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โวโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๐๑

ถ้าพึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วย กรรมดี เป็นนักปราชญ์ ครอบงำอันตรายทั้งปวงแล้ว พึง- ปลื้มใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น.

สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา ฯ

๗๐๒

คำว่า ถ้าพึงได้สหายผู้มีปัญญา ความว่า ถ้าพึงได้ คือ พึงได้เฉพาะ พึงประสบ พึงพบ ซึ่งสหายผู้มีปัญญา คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงพึงได้สหายผู้มีปัญญา.

สเจ ลเภถ นิปกํ สหายนฺติ สเจ นิปกํ ปณฺฑิตํ ปญฺญวนฺตํ พุทฺธิมนฺตํ ญาณึ วิภาวึ เมธาวึ สหายํ ลเภยฺย ปฏิลเภยฺย อธิคจฺเฉยฺย วินฺเทยฺยาติ สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ ฯ

๗๐๓

คำว่า เที่ยวไปด้วยกัน ในอุเทศว่า สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ดังนี้ ความว่า เที่ยวไปร่วมกัน. คำว่า มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี ความว่า อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยปฐมฌาน แม้ด้วยทุติยฌาน แม้ด้วยตติยฌาน แม้ด้วยจตุตถฌาน อยู่ด้วยกรรมดี แม้ด้วยเมตตาเจโตวิมุติ แม้ด้วยกรุณา- *เจโตวิมุติ แม้ด้วยมุทิตาเจโตวิมุติ แม้ด้วยอุเบกขาเจโตวิมุติ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยอาวาสานัญ- *จายตนสมาบัติ แม้ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ แม้ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ แม้ด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยนิโรธสมาบัติ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วย ผลสมาบัติ. คำว่า เป็นนักปราชญ์ คือ เป็นผู้มีปัญญาทรงจำ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์.

สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรนฺติ สทฺธึจรนฺติ เอกโต จรํ ฯ สาธุวิหารินฺติ ปฐเมนปิ ฌาเนน สาธุวิหารึ ทุติเยนปิ ฌาเนน ตติเยนปิ ฌาเนน จตุตฺเถนปิ ฌาเนน สาธุวิหารึ เมตฺตายปิ เจโตวิมุตฺติยา สาธุวิหารึ กรุณายปิ มุทิตายปิ อุเปกฺขายปิ เจโตวิมุตฺติยา สาธุวิหารึ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ สาธุวิหารึ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ อากิญฺจญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยาปิ สาธุวิหารึ นิโรธสมาปตฺติยาปิ สาธุวิหารึ ผลสมาปตฺติยาปิ สาธุวิหารึ ฯ ธีรนฺติ ธีรํ ปณฺฑิตํ ปญฺญวนฺตํ พุทฺธิมนฺตํ ญาณึ วิภาวึ เมธาวินฺติ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ฯ

๗๐๔

ชื่อว่า อันตราย ในอุเทศว่า อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ ดังนี้ ได้แก่ อันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑. ฯลฯ เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า อันตรายปรากฏ. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า อันตรายปกปิด. คำว่า ครอบงำอันตรายทั้งปวงแล้ว ความว่า ครอบงำ ย่ำยี ท่วมทับ กำจัดอันตราย ทั้งปวงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครอบงำอันตรายทั้งปวงแล้ว.

อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานีติ ปริสฺสยาติ เทฺว ปริสฺสยา ปากฏปริสฺสยา จ ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ ปากฏปริสฺสยา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ฯ อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานีติ สพฺพานิ ปริสฺสยานิ อภิภุยฺย อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวา ปริยาทยิตฺวาติ อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ ฯ

๗๐๕

คำว่า พึงปลื้มใจมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พึงเป็นผู้ปลื้มใจ มีใจยินดี มีใจร่าเริง มีใจชื่นชม มีใจปีติกล้า มีใจเบิกบาน เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ รักษา บำรุง เยียวยา ไปกับสหายผู้มีปัญญา คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลสนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพึงปลื้มใจเที่ยวไปกับสหายนั้น. คำว่า มีสติ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติ แก่กล้าอย่างยิ่ง เป็นผู้ระลึก ตามระลึกได้ซึ่งกรรมที่ทำ และคำที่พูดแล้วแม้นานได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้ปลื้มใจมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า ถ้าพึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วย กรรมดี เป็นนักปราชญ์ ครอบงำอันตรายทั้งปวงแล้ว พึงปลื้มใจมีสติเที่ยวไป กับสหายนั้น.

จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมาติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เตน นิปเกน ปณฺฑิเตน ปญฺญวนฺเตน พุทฺธิมนฺเตน ญาณินา วิภาวินา เมธาวินา สหาเยน สทฺธึ อตฺตมโน ตุฏฺฐมโน หฏฺฐมโน ปหฏฺฐมโน อุทคฺคมโน ปมุทิตมโน จเรยฺย วิจเรยฺย อิริเยยฺย วตฺเตยฺย ปาเลยฺย ยเปยฺย ยาเปยฺยาติ จเรยฺย เตนตฺตมโน ฯ สติมาติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต จิรกตํปิ จิรภาสิตํปิ สริตา อนุสฺสริตาติ จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมาติ ฯ

๗๐๖

ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วย กรรมดี เป็นนักปราชญ์ ก็พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ดังพระราชา ทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เสด็จเที่ยว ไปพระองค์เดียว ฉะนั้น.

โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๐๗

คำว่า ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา ความว่า ถ้าไม่พึงได้ ไม่พึงได้เฉพาะ ไม่พึงประสบ ไม่พึงพบ ซึ่งสหายผู้มีปัญญา คือ ที่เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าไม่พึงได้สหาย ผู้มีปัญญา.

โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายนฺติ โน เจ นิปกํ ปณฺฑิตํ ปญฺญวนฺตํ พุทฺธิมนฺตํ ญาณึ วิภาวึ เมธาวึ สหายํ ลเภยฺย ปฏิลเภยฺย อธิคจฺเฉยฺย วินฺเทยฺยาติ โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ ฯ

๗๐๘

คำว่า เที่ยวไปด้วยกัน ในอุเทศว่า สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ดังนี้ ความว่า เที่ยวไปร่วมกัน. คำว่า มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี ความว่า มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี แม้ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยนิโรธสมาบัติ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยผลสมาบัติ. คำว่า เป็นนักปราชญ์ ความว่า เป็นผู้มีปัญญาทรงจำ คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เที่ยวไป ด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์.

สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรนฺติ สทฺธึจรนฺติ เอกโต จรํ ฯ สาธุวิหารินฺติ ปฐเมนปิ ฌาเนน สาธุวิหารึ ฯเปฯ นิโรธสมาปตฺติยาปิ สาธุวิหารึ ผลสมาปตฺติยาปิ สาธุวิหารึ ฯ ธีรนฺติ ธีรํ ปณฺฑิตํ ปญฺญวนฺตํ พุทฺธิมนฺตํ ญาณึ วิภาวึ เมธาวินฺติ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ฯ

๗๐๙

คำว่า ดังพระราชาทรงละแว่นแคว้นที่ชนะแล้วเสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว ความว่า พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ทรงชนะสงคราม กำจัดข้าศึกแล้ว ได้ ความเป็นใหญ่ มีคลังบริบูรณ์ ทรงสละแล้วซึ่งแว่นแคว้น ชนบท คลัง เงิน ทอง เป็นอันมาก และนคร ทรงปลงพระเกศา พระมัสสุแล้ว ทรงผ้ากาสายะ เสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต เข้าถึง ความเป็นผู้ไม่มีกังวล เสด็จเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา ไปผู้เดียว ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็ฉันนั้น ตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวล ในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ ตัดกังวลในมิตรและพวกพ้องแล้ว ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล เที่ยวไป เดินไป พักผ่อน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ไปผู้เดียว ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดังพระราชาทรง ละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วย กรรมดี เป็นนักปราชญ์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ดังพระราชาทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เสด็จเที่ยว ไปพระองค์เดียว ฉะนั้น.

ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหายาติ ราชา ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต วิชิตสงฺคาโม นิหตปจฺจามิตฺโต ลทฺธาธิปฺปาโย ปริปุณฺณโกฏฺฐาคาโร รฏฺฐญฺจ ชนปทญฺจ โกฏฺฐคารญฺจ ปหุตหิรญฺญสุวณฺณํ นครญฺจ ปริจฺจชิตฺวา เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนภาวํ อุปคนฺตฺวา เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ เอวํ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ สพฺพํ ฆราวาสปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ปุตฺตทารปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ญาติปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา มิตฺตามจฺจปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนภาวํ อุปคนฺตฺวา เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๑๐

เราทั้งหลายย่อมสรรเสริญสหาย ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมโดยแท้. ควรเสพแต่สหายที่ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอกัน (เท่านั้น). เมื่อไม่ได้สหาย เหล่านั้น ก็ควรบริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายา เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๑๑

คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ ดังนี้ เป็นเครื่อง กล่าวโดยส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่สงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่เคลือบแคลง เป็น เครื่องกล่าวไม่เป็นสองส่วน เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสองแยก เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสองทาง เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด. คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวแน่นอน. สหายผู้ใดเป็นผู้ประกอบ ด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ สหายผู้นั้นท่านกล่าวว่า สหายผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม ในคำว่า สหายสมฺปทํ ดังนี้. คำว่า ย่อมสรรเสริญซึ่งสหายผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม ความว่า ย่อมสรรเสริญ คือ ย่อม ชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณ ซึ่งสหายผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อม- *สรรเสริญ ซึ่งสหายผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมโดยแท้.

อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทนฺติ อทฺธาติ เอกํสวจนํ นิสฺสํสยวจนํ นิกฺกงฺขวจนํ อเทฺวชฺฌวจนํ อเทฺวฬฺหกวจนํ นิโยควจนํ อปณฺณกวจนํ อวตฺถานวจนเมตํ อทฺธาติ ฯ สหายสมฺปทนฺติ สหายสมฺปทา วุจฺจติ โย โส สหาโย อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน สมาธิกฺขนฺเธน อเสกฺเขน ปญฺญากฺขนฺเธน อเสกฺเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน อเสกฺเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทนฺติ สหายสมฺปทํ ปสํสาม โถเมม กิตฺเตม วณฺเณมาติ อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ ฯ

๗๑๒

คำว่า ควรเสพแต่สหายที่ประเสริฐกว่าหรือที่เสมอกัน ความว่า สหายทั้งหลาย เป็นผู้ประเสริฐกว่าด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ สหายทั้งหลายเป็นผู้ เสมอกันด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะควรเสพ คือ ควรคบ ควรนั่งใกล้ ควรไต่ถาม ควรสอบถาม สหายที่ประเสริฐกว่าหรือสหายที่เสมอกัน (เท่านั้น) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ควรเสพสหายที่ประเสริฐกว่าหรือที่เสมอกัน (เท่านั้น).

เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายาติ เสฏฺฐา โหนฺติ สหายา สีเลน สมาธินา ปญฺญาย วิมุตฺติยา วิมุตฺติญาณทสฺสเนน สมา โหนฺติ สหายา สีเลน สมาธินา ปญฺญาย วิมุตฺติยา วิมุตฺติญาณทสฺสเนน เสฏฺฐา วา สหายา สมา วา สหายา เสวิตพฺพา ภชิตพฺพา ปยิรุปาสิตพฺพา ปริปุจฺฉิตพฺพา ปริปญฺหิตพฺพาติ เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายา ฯ

๗๑๓

พึงทราบวินิจฉัย ในอุเทศว่า เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้นก็ควรบริโภคปัจจัย อันไม่มีโทษ ดังต่อไปนี้ บุคคลผู้บริโภคปัจจัยอันมีโทษก็มี ผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษก็มี. ก็บุคคลผู้บริโภคปัจจัยอันมีโทษเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้ คือ ได้ ได้รับ ประสบ ได้มาซึ่งปัจจัย ด้วยการหลอกลวง ด้วยการพูดเลียบเคียง ด้วยความเป็นหมอดู ด้วย ความเป็นคนเล่นกล ด้วยการแสวงหาลาภด้วยลาภ ด้วยการให้ไม้จริง ด้วยการให้ไม้ไผ่ ด้วย การให้ใบไม้ ด้วยการให้ดอกไม้ ด้วยการให้เครื่องอาบน้ำ ด้วยการให้จุรณ ด้วยการให้ดิน ด้วยการให้ไม้สีฟัน ด้วยการให้น้ำบ้วนปาก ด้วยความเป็นผู้ใคร่ให้ปรากฏ ด้วยความพูดเหลวใหล เหมือนแกงถั่ว (ไม่สุกทั้งหมด) ด้วยความประจบเขา ด้วยการขอมาก ดังที่พูดกันว่ากินเนื้อ หลังผู้อื่น ด้วยวิชาดูพื้นที่ ด้วยติรัจฉานวิชา ด้วยวิชาทำนายอวัยวะ ด้วยวิชาดูฤกษ์ยาม ด้วย การเป็นทูต ด้วยการเดินรับใช้ ด้วยการเดินสาส์น ด้วยเวชกรรม ด้วยทูตกรรม ด้วยการให้ บิณฑบาตตอบแก่บิณฑบาต ด้วยการเพิ่มให้แก่การให้โดยผิดธรรม โดยไม่สม่ำเสมอ ครั้นแล้ว ก็สำเร็จความเป็นอยู่. บุคคลนี้ท่านกล่าวว่า ผู้บริโภคปัจจัยอันมีโทษ. ก็บุคคลผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้ คือ ได้ ได้รับ ประสบ ได้มาซึ่งปัจจัย ด้วยการไม่หลอกลวง ด้วยการไม่พูดเลียบเคียง ด้วยความไม่เป็นคน เล่นกล ด้วยการไม่แสวงหาลาภด้วยลาภ ไม่ใช่ด้วยการให้ไม้จริง ไม่ใช่ด้วยการให้ไม้ไผ่ ไม่ใช่ ด้วยการให้ใบไม้ ไม่ใช่ด้วยการให้ดอกไม้ ไม่ใช่ด้วยการให้เครื่องอาบน้ำ ไม่ใช่ด้วยการให้จุรณ ไม่ใช่ด้วยการให้ดิน ไม่ใช่ด้วยการให้ไม้สีฟัน ไม่ใช่ด้วยการให้น้ำบ้วนปาก ไม่ใช่ด้วยความ เป็นผู้ใคร่ให้ปรากฏ ไม่ใช่ด้วยความพูดเหลวใหลเหมือนแกงถั่ว ไม่ใช่ด้วยความประจบเขา ไม่ใช่ด้วยการขอมากดังที่พูดกันว่ากินเนื้อหลังผู้อื่น ไม่ใช่ด้วยวิชาดูพื้นที่ ไม่ใช่ด้วยติรัจฉานวิชา ไม่ใช่ด้วยวิชาทำนายอวัยวะ ไม่ใช่ด้วยวิชาดูฤกษ์ยาม ไม่ใช่ด้วยการเดินเป็นทูต ไม่ใช่ด้วยการ เดินรับใช้ ไม่ใช่ด้วยการเดินสาส์น ไม่ใช่ด้วยเวชกรรม ไม่ใช่ด้วยทูตกรรม ไม่ใช่ด้วยการให้ บิณฑบาตตอบแก่บิณฑบาต ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มให้แก่การให้ โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ครั้น แล้วก็สำเร็จความเป็นอยู่. บุคคลนี้ท่านกล่าวว่า ผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ. คำว่า เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้นก็ควรบริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ ความว่า เมื่อไม่ได้ ไม่ ประสบ ไม่ได้เฉพาะ ไม่พบ ไม่ปะสหายเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อไม่ได้สหาย เหล่านั้น ก็ควรบริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะ เหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า เราทั้งหลายย่อมสรรเสริญสหาย ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมโดยแท้. ควรเสพแต่สหายที่ประเสริฐกว่าหรือที่เสมอกัน (เท่านั้น). เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้น ก็ควรบริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชีติ อตฺถิ ปุคฺคโล สาวชฺชโภชี อตฺถิ ปุคฺคโล อนวชฺชโภชี ฯ {๗๑๓.๑} กตโม จ ปุคฺคโล สาวชฺชโภชี ฯ อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล กุหนาย ลปนาย เนมิตฺตกตาย นิปฺเปสิกตาย ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตาย ทารุทาเนน เวฬุทาเนน ปตฺตทาเนน ปุปฺผทาเนน สินานทาเนน จุณฺณทาเนน มตฺติกทาเนน ทนฺตกฏฺฐทาเนน มุโขทกทาเนน ปาตุกมฺยตาย มุคฺคสูปตาย ปาริภฏฺยตาย ปรปิฏฺฐิมํสิกตาย วตฺถุวิชฺชาย ติรจฺฉานวิชฺชาย องฺควิชฺชาย นกฺขตฺตวิชฺชาย ทูตคมเนน ปหีนคมเนน ชงฺฆเปสนีเยน เวชฺชกมฺเมน ทูตกมฺเมน ปิณฺฑปฏิปิณฺฑเกน ทานานุปฺปทาเนน อธมฺเมน วิสเมน ลทฺธา ลภิตฺวา ปฏิลภิตฺวา อธิคนฺตฺวา วินฺทิตฺวา ชีวิกํ กปฺเปติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล สาวชฺชโภชี ฯ {๗๑๓.๒} กตโม จ ปุคฺคโล อนวชฺชโภชี ฯ อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น กุหนาย น ลปนาย น เนมิตฺตกตาย น นิปฺเปสิกตาย น ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตาย น ทารุทาเนน น เวฬุทาเนน น ปตฺตทาเนน น ปุปฺผทาเนน น สินานทาเนน น จุณฺณทาเนน น มตฺติกทาเนน น ทนฺตกฏฺฐทาเนน น มุโขทกทาเนน น ปาตุกมฺยตาย น มุคฺคสูปตาย น ปาริภฏฺยตาย น ปรปิฏฺฐิมํสิกตาย น วตฺถุวิชฺชาย น ติรจฺฉานวิชฺชาย น องฺควิชฺชาย น นกฺขตฺตวิชฺชาย น ทูตคมเนน น ปหีนคมเนน น ชงฺฆเปสนีเยน น เวชฺชกมฺเมน น ทูตกมฺเมน น ปิณฺฑปฏิปิณฺฑเกน น ทานานุปฺปทาเนน ธมฺเมน สเมน ลทฺธา ลภิตฺวา ปฏิลภิตฺวา อธิคนฺตฺวา วินฺทิตฺวา ชีวิกํ กปฺเปติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล อนวชฺชโภชี ฯ {๗๑๓.๓} เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชีติ เอเต อลทฺธา อลภิตฺวา อปฏิลภิตฺวา อนธิคนฺตฺวา อวินฺทิตฺวาติ เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายา เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๑๔

บุคคลเห็นซึ่งกำไลทองสองวงอันสุกปลั่ง ที่นายช่างทองให้ สำเร็จดีแล้ว เสียดสีกันที่มือ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ สงฺฆฏฺฏยนฺตานิ ทุเว ภุชสฺมึ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๑๕

คำว่า เห็นซึ่งกำไลทองอันสุกปลั่ง ความว่า เห็น เห็นแจ้ง เทียบเคียง พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ. คำว่า สุวณฺณสฺส คือ ทองคำ. คำว่า สุกปลั่ง คือ บริสุทธิ์ เปล่งปลั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นซึ่งกำไลทองอันสุกปลั่ง.

ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานีติ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ฯ สุวณฺณสฺสาติ ชาตรูปสฺส ฯ ปภสฺสรานีติ ปริสุทฺธานิ ปริโยทาตานีติ ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ ฯ

๗๑๖

ช่างทอง ท่านกล่าวว่า กัมมารบุตร ในอุเทศว่า กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ ดังนี้. คำว่า ที่นายช่างทองให้สำเร็จดีแล้ว ความว่า ที่นายช่างทองให้สำเร็จดีแล้ว ทำดีแล้ว มีบริกรรมดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่นายช่างทองให้สำเร็จดีแล้ว.

กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานีติ กมฺมารปุตฺโต วุจฺจติ สุวณฺณกาโร ฯ กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานีติ กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ สุกตานิ สุปริกมฺมานีติ กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ ฯ

๗๑๗

ข้อมือ ท่านกล่าวว่า ภุชะ ในอุเทศว่า สงฺฆฏฺฏยนฺตานิ ทุเว ภุชสฺมึ ดังนี้. กำไลมือสองวงในมือข้างหนึ่ง ย่อมเสียดสีกัน ฉันใด สัตว์ทั้งหลายย่อมกระทบกระทั่งกันด้วย สามารถแห่งตัณหา สืบต่อไปกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย ในมนุษยโลก ในเทวโลก สืบต่อคติด้วยคติ สืบต่ออุปบัติด้วยอุปบัติ สืบต่อปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ สืบต่อภพด้วยภพ สืบต่อสงสารด้วยสงสาร สืบต่อวัฏฏะด้วยวัฏฏะ เที่ยวไป อยู่ ผลัดเปลี่ยน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สองวงในข้อมือข้างหนึ่ง เสียดสีกันอยู่ พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลเห็นซึ่งกำไลทองสองวงอันสุกปลั่ง ที่นายช่างทอง ให้สำเร็จดีแล้ว เสียดสีกันที่มือ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น.

สงฺฆฏฺฏยนฺตานิ ทุเว ภุชสฺมินฺติ ภุโช วุจฺจติ หตฺโถ ฯ ยถา เอกสฺมึ หตฺเถ เทฺว ธุวรานิ ฆเฏนฺติ เอวเมว สตฺตา ตณฺหาวเสน ฆเฏนฺติ ติรจฺฉานโยนิยํ ฆเฏนฺติ ปิตฺติวิสเย ฆเฏนฺติ มนุสฺสโลเก ฆเฏนฺติ เทวโลเก ฆเฏนฺติ คติยา คตึ อุปปตฺติยา อุปปตฺตึ ปฏิสนฺธิยา ปฏิสนฺธึ ภเวน ภวํ สํสาเรน สํสารํ วฏฺเฏน วฏฺฏํ ฆเฏนฺติ จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺตีติ สงฺฆฏฺฏยนฺตานิ ทุเว ภุชสฺมึ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ สงฺฆฏฺฏยนฺตานิ ทุเว ภุชสฺมึ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๑๘

การพูดด้วยวาจาก็ดี ความเกี่ยวข้องก็ดี กับสหาย พึงมี แก่เราอย่างนี้. บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เอวํ ทุตีเยน สหา มมสฺส วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๑๙

คำว่า กับสหาย พึงมีแก่เราอย่างนี้ ความว่า ด้วยตัณหาเป็นสหาย. ตัณหา เป็นสหายมีอยู่. บุคคลเป็นสหายมีอยู่. ตัณหาเป็นสหายอย่างไร? รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา. ผู้ใดยังละตัณหานี้ไม่ได้ ผู้นั้นท่านกล่าวว่า มีตัณหาเป็นสหาย. บุรุษมีตัณหาเป็นสหาย ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน ย่อม ไม่ล่วงสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และมีความเป็นอย่างอื่น ไปได้. ตัณหาเป็นสหายอย่างนี้. บุคคลเป็นสหายอย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้ ฟุ้งซ่านมิใช่เพราะเหตุของตน มิใช่ เพราะเหตุแห่งผู้อื่นให้ทำ มีจิตไม่สงบ คนเดียวกลายเป็นคนที่สองบ้าง สองคนกลายเป็นคน ที่สามบ้าง สามคนกลายเป็นคนที่สี่บ้าง ย่อมกล่าวคำเพ้อเจ้อมากในที่ที่ตนไปนั้น คือ พูดเรื่อง พระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องดอกไม้ เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและ ความเสื่อมด้วยประการดังนี้. บุคคลเป็นสหายอย่างนี้. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กับสหายพึงมี แก่เราอย่างนี้.

เอวํ ทุตีเยน สหา มมสฺสาติ ตณฺหาทุติเยน ฯ ตณฺหาทุติโย วา โหติ ปุคฺคลทุติโย วา ฯ กถํ ตณฺหาทุติโย โหติ ฯ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ยสฺเสสา ตณฺหา อปฺปหีนา โส วุจฺจติ ตณฺหาทุติโย ฯ ตณฺหาทุติโย ปุริโส ทีฆมทฺธาน สํสรํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ เอวํ ตณฺหาทุติโย โหติ ฯ กถํ ปุคฺคลทุติโย โหติ ฯ อิเธกจฺโจ น อตฺตเหตุ น การณเหตุ อุทฺธโต อวูปสนฺตจิตฺโต เอกสฺส วา ทุติโย โหติ ทฺวินฺนํ วา ตติโย โหติ ติณฺณํ วา จตุตฺโถ โหติ ตตฺถ พหุํ สมฺผปฺปลาปํ ลปติ เสยฺยถีทํ ราชกถํ โจรกถํ มหามตฺตกถํ เสนากถํ ภยกถํ ยุทฺธกถํ อนฺนกถํ ปานกถํ วตฺถกถํ มาลากถํ ญาติกถํ ยานกถํ คามกถํ นิคมกถํ นครกถํ ชนปทกถํ อิตฺถีกถํ ปุริสกถํ สูรกถํ วิสิกฺขากถํ กุมฺภฏฺฐานกถํ โลกกฺขายิกํ สมุทฺทกฺขายิกํ อิติภวาภวกถํ อิติ วา กเถติ เอวํ ปุคฺคลทุติโย โหตีติ เอวํ ทุตีเยน สหา มมสฺส ฯ

๗๒๐

ติรัจฉานกถา ๓๒ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯลฯ เรื่องความเจริญและ ความเสื่อมด้วยประการนั้น ท่านกล่าวว่า การพูดด้วยวาจา ในอุเทศว่า วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา ดังนี้. ชื่อว่า ความเกี่ยวข้อง ได้แก่ ความเกี่ยวข้อง ๒ อย่าง คือ ความเกี่ยวข้องด้วย ตัณหา ๑ ความเกี่ยวข้องด้วยทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความเกี่ยวข้องด้วยตัณหา. ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความเกี่ยวข้องด้วยทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า การพูดด้วยวาจาก็ดี ความเกี่ยวข้องก็ดี.

วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วาติ วาจาภิลาโป วุจฺจติ พตฺตึส ติรจฺฉานกถา เสยฺยถีทํ ราชกถา โจรกถา ฯเปฯ อิติภวาภวกถา อิติ วา ฯ อภิสชฺชนาติ เทฺว สชฺชนา ตณฺหาสชฺชนา จ ทิฏฺฐิสชฺชนา จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาสชฺชนา ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิสชฺชนาติ วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา ฯ

๗๒๑

ชื่อว่า ภัย ในอุเทศว่า เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน ดังนี้ คือ ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย ภัยคือการติเตียนตน ภัยคือการติเตียน ผู้อื่น ภัยคืออาชญา ภัยคือทุคติ ภัยแต่ลูกคลื่น ภัยแต่จระเข้ ภัยแต่น้ำวน ภัยแต่ปลาร้าย ภัยแต่การแสวงหาเครื่องบำรุงชีพ ภัยแต่ความติเตียน ภัยคือความครั่นคร้ามในประชุมชน เหตุ ที่น่ากลัว ความหวาดเสียว ขนลุกขนพอง ความที่จิตสะดุ้ง ความที่จิตหวั่นหวาด. คำว่า เมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป ความว่า เมื่อเห็น เมื่อแลเห็น เมื่อตรวจดู เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณา ซึ่งภัยนี้ต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า การพูดด้วยวาจาก็ดี ความเกี่ยวข้องก็ดี กับสหาย พึงมีแก่เรา อย่างนี้. บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น.

เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโนติ ภยนฺติ ชาติภยํ ชราภยํ พฺยาธิภยํ มรณภยํ ราชภยํ โจรภยํ อคฺคิภยํ อุทกภยํ อตฺตานุวาทภยํ ปรานุวาทภยํ ทณฺฑภยํ ทุคฺคติภยํ อูมิภยํ กุมฺภิลภยํ อาวฏฺฏภยํ สุํสุกาภยํ อาชีวิกาภยํ อสิโลกภยํ ปริสสารชฺชภยํ ภยานกํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส เจตโส อุพฺเพคฺโค อุตฺราโส ฯ เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโนติ เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน ทกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโนติ เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เอวํ ทุตีเยน สหา มมสฺส วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๒๒

ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิต ด้วยอารมณ์มีชนิดต่างๆ. บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๒๓

โดยอุทานว่า กาม ในอุเทศว่า กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่าวัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้ท่าน กล่าวว่ากิเลสกาม. คำว่า อันวิจิตร ความว่า มีรูปชนิดต่างๆ มีเสียงชนิดต่างๆ มีกลิ่นชนิดต่างๆ มีรส ชนิดต่างๆ มีโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ. คำว่า มีรสอร่อย ความว่า สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุ- *ทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้. ๕ ประการเป็นไฉน? รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้แล. ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สุขโสมนัสใด อาศัยกามคุณ ๕ ประการนี้เกิดขึ้น สุขโสมนัสนี้ เรากล่าวว่า เป็นกามสุข เป็นสุขเจือด้วยอุจจาระ เป็นสุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรให้เจริญ ไม่ควรทำให้มาก. เราย่อมกล่าวว่า ควรกลัวต่อความสุขนี้ เพราะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ก็กามทั้งหลายอันวิจิตรมีรสอร่อย. จิต ใจ มนัส หทัย จิตขาว มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันเกิดแต่วิญญาณขันธ์นั้น ชื่อว่า มนะ ในอุเทศว่า มโนรมา ดังนี้.

กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมาติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ จิตฺราติ นานาวณฺณรูปา นานาวณฺณสทฺทา นานาวณฺณคนฺธา นานาวณฺณรสา นานาวณฺณโผฏฺฐพฺพา ฯ มธุราติ วุตฺตญฺเหตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามุปสญฺหิตา รชนียา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามุปสญฺหิตา รชนียา อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ กามคุณา ยํ โข ภิกฺขเว อิเม ปญฺจ กามคุเณ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ กามสุขํ มิฬฺหสุขํ ปุถุชฺชนสุขํ อนริยสุขํ น เสวิตพฺพํ น ภชิตพฺพํ น ภาเวตพฺพํ น พหุลีกาตพฺพํ ภายิตพฺพํ เอตสฺส สุขสฺสาติ วทามีติ กามา หิ จิตฺรา มธุรา ฯ มโนรมาติ มโนติ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มโน มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ฯ

๗๒๔

คำว่า ย่อมย่ำยีจิตด้วยอารมณ์ชนิดต่างๆ ความว่า ย่อมย่ำยีจิต คือ ย่อมให้ จิตสะดุ้ง ให้เสื่อม ให้เสีย ด้วยรูปชนิดต่างๆ ฯลฯ ด้วยโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมย่ำยีจิตด้วยอารมณ์ชนิดต่างๆ.

วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตนฺติ นานาวณฺเณหิ รูเปหิ ฯเปฯ นานาวณฺเณหิ โผฏฺฐพฺเพหิ จิตฺตํ มเถนฺติ ตาเสนฺติ หาเปนฺติ ปหาเปนฺตีติ วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ ฯ

๗๒๕

พึงทราบวินิจฉัย ในอุเทศว่า อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ดังต่อไปนี้ สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษแห่งกามเป็น อย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตด้วยที่ตั้งแห่งศิลปะ คือ การนับนิ้วมือ การคำนวณ การประมาณ กสิกรรม พาณิชกรรม โครักขกรรม เป็นนักรบ เป็นข้าราชการ หรือด้วยกิจอื่นซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะ ทนต่อความหนาว ทนต่อความร้อน ถูกเหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน เบียดเบียน ต้องตายเพราะความหิวกระหาย. ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามนี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้น หมั่นเพียรพยายามอยู่อย่างนั้น โภคสมบัติเหล่านั้นย่อมไม่เจริญขึ้น. กุลบุตรนั้นก็เศร้าโศก ลำบากใจ รำพันเพ้อ ทุบอกคร่ำครวญถึงความหลงใหลว่า ความหมั่นของเราเป็นหมันหนอ ความพยายามของเราไร้ผลหนอ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็น กองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามนั่นเอง. ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นหมั่นเพียรพยายามอยู่ โภคสมบัติเหล่านั้นย่อมเจริญขึ้น. กุลบุตร นั้นก็ได้เสวยทุกขโทมนัส เพราะเหตุรักษาโภคทรัพย์เหล่านั้นด้วยคิดว่า อุบายอะไร โภคสมบัติ ของเราจึงจะไม่ถูกพระราชาริบไป โจรจะไม่ลักไปได้ ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่ท่วม พวกทายาท ผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่ขนเอาไปได้. เมื่อกุลบุตรนั้นรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ โภคสมบัติเหล่านั้นถูก พระราชาริบเอาไป ถูกโจรลักเอาไป ถูกไฟไหม้ ถูกน้ำท่วม หรือถูกทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขน เอาไป. กุลบุตรนั้นย่อมเศร้าโศก ฯลฯ ถึงความหลงใหลว่า เรามีทรัพย์สิ่งใด แม้ทรัพย์สิ่งนั้น หมดไปหนอ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็น เหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระราชาวิวาทกับพระราชาก็ดี กษัตริย์วิวาทกับ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์วิวาทกับพราหมณ์ก็ดี คฤหบดีวิวาทกับคฤหบดีก็ดี มารดาวิวาทกับบุตรก็ดี บุตรวิวาทกับมารดาก็ดี บิดาวิวาทกับบุตรก็ดี บุตรวิวาทกับบิดาก็ดี พี่น้องชายวิวาทกับพี่น้องหญิง ก็ดี พี่น้องหญิงวิวาทกับพี่น้องชายก็ดี สหายวิวาทกับสหายก็ดี ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกาม เป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ชนเหล่านั้นทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุแห่งกามนั้น ประหารกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศาตราบ้าง. ชนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงความทุกข์ปางตายบ้าง เพราะการประหาร กันนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง คนทั้งหลายถือดาบและโล่ห์จับธนูสอดใส่แล่งแล้ว ย่อมเข้าสู่สงครามที่กำลังประชิดกันทั้งสองฝ่าย. เมื่อคนทั้งสองฝ่ายยิงลูกศรไปบ้าง พุ่งหอกไป บ้าง ฟันดาบบ้าง คนเหล่านั้นยิงด้วยลูกศรก็มี พุ่งด้วยหอกก็มี และย่อมตัดศีรษะกันด้วยดาบ ในสงครามนั้น ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกาม ทั้งหลายนั่นเอง. คนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้างในสงครามนั้น. ดูกร ภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง คนทั้งหลายถือดาบและโล่ห์จับธนูสอดใส่แล่งแล้ว เข้าไปสู่ป้อมอันมีปูนเป็นเครื่องฉาบทาข้างบ้าง. เมื่อคนทั้งสองฝ่ายยิงลูกศรไปบ้าง พุ่งหอกไปบ้าง ฟันดาบบ้าง คนเหล่านั้นยิงด้วยลูกศรก็มี พุ่งด้วยหอกก็มี รดด้วยโคมัยที่น่าเกลียดก็มี ทับ ด้วยฟ้าทับเหวก็มี ตัดศีรษะกันด้วยดาบก็มี ในสงครามนั้น ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็น นิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. คนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ในสงครามนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็น กองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลาย นั่นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง โจรทั้งหลายย่อมตัดที่ต่อบ้าง ปล้นเรือนทุกหลังบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักตีชิงในทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาของชายอื่นบ้าง ก็เพราะ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. พวก ราชบุรุษจับโจรเหล่านั้นได้แล้ว ให้ทำกรรมกรณ์ต่างๆ คือ เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง เฆี่ยนด้วยหวาย บ้าง ตีด้วยพลองสั้นบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ฯลฯ ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง โจรเหล่านั้น ย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง เพราะกรรมกรณ์นั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกาม แม้นี้ เห็นกันได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกาม ทั้งหลายนั่นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ชนทั้งหลายย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลาย นั่นเอง. ชนเหล่านั้นครั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ มีในสัมปรายภพ เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. คำว่า เห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว ความว่า พบเห็น เทียบเคียง พิจารณาให้ แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษ ในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิต ด้วยอารมณ์ชนิดต่างๆ. บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวาติ วุตฺตํ เหตํ ภควตา โก จ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว อิธ ภิกฺขเว กุลปุตฺโต เยน สิปฺปฏฺฐาเนน ชีวิกํ กปฺเปติ ยทิ มุทฺธาย ยทิ คณนาย ยทิ สงฺขาย ยทิ กสิยา ยทิ วณิชฺชาย ยทิ โครกฺเขน ยทิ อิสฺสฏฺเฐน ยทิ ราชโปริเสน ยทิ สิปฺปายตเนน สีตสฺส ปุรกฺขโต อุณฺหสฺส ปุรกฺขโต ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺเสหิ ริสฺสมาโน ขุปฺปิปาสาย มิยฺยมาโน อยํ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สนฺทิฏฺฐิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ {๗๒๕.๑} ตสฺส เจ ภิกฺขเว กุลปุตฺตสฺส เอวํ อุฏฺฐหโต ฆฏโต วายมโต เต โภคา นาภินิปฺผชฺชนฺติ โส โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬึ กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ โมฆํ วต เม อุฏฺฐานํ อผโล วต เม วายาโมติ อยมฺปิ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สนฺทิฏฺฐิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ ตสฺส เจ ภิกฺขเว กุลปุตฺตสฺส เอวํ อุฏฺฐหโต ฆฏโต วายมโต เต โภคา อภินิปฺผชฺชนฺติ โส เตสํ โภคานํ อารกฺขาธิกรณํ ทุกฺขโทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ กินฺติ เม โภเค เนว ราชาโน หเรยฺยุํ น โจรา หเรยฺยุํ น อคฺคิ ฑเหยฺย น อุทกํ วเหยฺย น อปฺปิยา ทายาทา หเรยฺยุนฺติ ตสฺส เอวํ อารกฺขโต โคปยโต เต โภเค ราชาโน วา หรนฺติ โจรา วา หรนฺติ อคฺคิ วา ฑหติ อุทกํ วา วหติ อปฺปิยา ทายาทา วา หรนฺติ โส โสจติ ฯเปฯ สมฺโมหํ อาปชฺชติ ยมฺปิ เม อโหสิ ตมฺปิ โน นตฺถีติ อยมฺปิ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สนฺทิฏฺฐิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ ฯ {๗๒๕.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ ราชาโนปิ ราชูหิ วิวทนฺติ ขตฺติยาปิ ขตฺติเยหิ วิวทนฺติ พฺราหฺมณาปิ พฺราหฺมเณหิ วิวทนฺติ คหปตีปิ คหปตีหิ วิวทนฺติ มาตาปิ ปุตฺเตน วิวทติ ปุตฺโตปิ มาตรา วิวทติ ปิตาปิ ปุตฺเตน วิวทติ ปุตฺโตปิ ปิตรา วิวทติ ภาตาปิ ภคินิยา วิวทติ ภคินีปิ ภาตรา วิวทติ สหาโยปิ สหาเยน วิวทติ เต ตตฺถ กลหวิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ ปาณีหิปิ อุปกฺกมนฺติ เลฑฺฑูหิปิ อุปกฺกมนฺติ ทณฺเฑหิปิ อุปกฺกมนฺติ สตฺเถหิปิ อุปกฺกมนฺติ เต ตตฺถ มรณมฺปิ นิคจฺฉนฺติ มรณมตฺตมฺปิ ทุกฺขํ อยมฺปิ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สนฺทิฏฺฐิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ ฯ {๗๒๕.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ อสิจมฺมํ คเหตฺวา ธนุกลาปํ สนฺนยฺหิตฺวา อุภโตวิยูฬฺหํ สงฺคามํ ปกฺขนฺทนฺติ อุสูสุปิ ขิปฺปมาเนสุ สตฺตีสุปิ ขิปฺปมานาสุ อสีสุปิ วิชฺโชตลนฺเตสุ เต ตตฺถ อุสูหิปิ วิชฺฌนฺติ สตฺตีหิปิ วิชฺฌนฺติ อสินาปิ สีสํ ฉินฺทนฺติ เต ตตฺถ มรณมฺปิ นิคจฺฉนฺติ มรณมตฺตมฺปิ ทุกฺขํ อยมฺปิ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สนฺทิฏฺฐิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ ฯ {๗๒๕.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ อสิจมฺมํ คเหตฺวา ธนุกลาปํ สนฺนยฺหิตฺวา อทฺธาวเลปนา อุปการิโย ปกฺขนฺทนฺติ อุสูสุปิ ขิปฺปมาเนสุ สตฺตีสุปิ ขิปฺปมานาสุ อสีสุปิ วิชฺโชตลนฺเตสุ เต ตตฺถ อุสูหิปิ วิชฺฌนฺติ สตฺตีหิปิ วิชฺฌนฺติ ฉกณฏิยาปิ โอสิญฺจนฺติ อภิวคฺเคน โอมทฺทนฺติ อสินาปิ สีสํ ฉินฺทนฺติ เต ตตฺถ มรณมฺปิ นิคจฺฉนฺติ มรณมตฺตมฺปิ ทุกฺขํ อยมฺปิ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สนฺทิฏฺฐิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ ฯ {๗๒๕.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ สนฺธิมฺปิ ฉินฺทนฺติ นิลฺโลปมฺปิ นิหรนฺติ เอกาคาริกมฺปิ กโรนฺติ ปริปนฺเถปิ ติฏฺฐนฺติ ปรทารมฺปิ คจฺฉนฺติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา วิวิธา กมฺมกรณา กาเรนฺติ กสาหิปิ ตาเฬนฺติ เวตฺเตหิปิ ตาเฬนฺติ อฑฺฒทณฺฑเกหิปิ ตาเฬนฺติ หตฺถมฺปิ ฉินฺทนฺติ ปาทมฺปิ ฉินฺทนฺติ ฯเปฯ อสินาปิ สีสํ ฉินฺทนฺติ เต ตตฺถ มรณมฺปิ นิคจฺฉนฺติ มรณมตฺตมฺปิ ทุกฺขํ อยมฺปิ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สนฺทิฏฺฐิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ ฯ {๗๒๕.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตุ กาเยน ทุจฺจริตํ จรนฺติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรนฺติ มนสา ทุจฺจริตํ จรนฺติ เต กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชนฺติ อยมฺปิ ภิกฺขเว กามานํ อาทีนโว สมฺปรายิโก ทุกฺขกฺขนฺโธ กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ กามานเมว เหตูติ ฯ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวาติ กามคุเณสุ อาทีนวํ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๒๖

คำว่า กามนี้เป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็นอุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย. บุคคลเห็นภัยนี้ ในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๒๗

พึงทราบในวินิจฉัย ในอุเทศว่า กามทั้งหลายเป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็น อุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย ดังต่อไปนี้ สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี เป็นความข้อง เป็นสัตว์ เป็นเปือกตม เป็นครรภ์ ล้วนแล้ว เป็นชื่อของกาม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุใด คำว่า เป็นภัย จึงเป็นชื่อของกาม? ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สัตว์นี้กำหนัดด้วยกามราคะ อันฉันทราคะผูกพัน ย่อมไม่พ้นไปจากภัยแม้อันมี ในปัจจุบัน ย่อมไม่พ้นไปจากภัยแม้อันมีในสัมปรายภพ เพราะเหตุนั้น คำว่า เป็นภัย นี้ จึง เป็นชื่อของกาม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุใด คำว่า เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี เป็น ความข้อง เป็นสัตว์ เป็นเปือกตม เป็นครรภ์ จึงชื่อของกาม? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์นี้ กำหนัดด้วยกามราคะ อันฉันทราคะผูกพัน ย่อมไม่พ้นไปจากครรภ์แม้อันมีในปัจจุบัน ย่อมไม่ พ้นไปจากครรภ์แม้อันมีในสัมปรายภพ เพราะเหตุนั้น คำว่า เป็นครรภ์ นี้ จึงเป็นชื่อของกาม. สัตว์ที่เป็นปุถุชนหยั่งลงแล้วด้วยราคะอันน่ายินดี ย่อมเข้าถึง ความเป็นสัตว์เกิดในครรภ์ เพราะกามเหล่าใด กามเหล่านั้น บัณฑิตกล่าวว่า เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี เป็นความข้อง เป็นสัตว์ เป็นเปือกตม และเป็นครรภ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด ภิกษุไม่ละฌาน เมื่อนั้น ภิกษุนั้นล่วงกามอันเป็นดังทางมีเปือกตม ข้ามได้ยาก ย่อม เห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นอย่างนั้น เข้าถึงชาติและชรา ดิ้นรนอยู่. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า คำว่า กามนี้ เป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็นอุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย.

อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตนฺติ วุตฺตเญฺหตํ ภควตา ภยนฺติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ โรโคติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ คณฺโฑติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ ลคฺคนฺติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ สตฺโตติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ ปงฺโกติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ คพฺโภติ ภิกฺขเว กามานเมตํ อธิวจนํ ยสฺมา จ ภิกฺขเว ภยนฺติ กามานเมตํ อธิวจนํ กามราครตฺตายํ ภิกฺขเว ฉนฺทราควินิพนฺโธ ทิฏฺฐธมฺมิกาปิ ภยา น ปริมุจฺจติ สมฺปรายิกาปิ ภยา น ปริมุจฺจติ {๗๒๗.๑} ตสฺมา ภยนฺติ กามานเมตํ อธิวจนํ ยสฺมา จ ภิกฺขเว ทุกฺขนฺติ โรโคติ คณฺโฑติ ลคฺคนฺติ สตฺโตติ ปงฺโกติ คพฺโภติ กามานเมตํ อธิวจนํ กามราครตฺตายํ ภิกฺขเว ฉนฺทราควินิพนฺโธ ทิฏฺฐธมฺมิกาปิ คพฺภา น ปริมุจฺจติ สมฺปรายิกาปิ คพฺภา น ปริมุจฺจติ ตสฺมา คพฺโภติ กามานเมตํ อธิวจนนฺติ ฯ ภยญฺจ ทุกฺขญฺจ โรโค จ สตฺโต ปงฺโก จ ทูภยํ เอเต กามา ปวุจฺจนฺติ ยตฺถ สตฺโต ปุถุชฺชโน โอติณฺโณ สาตรูเปน คพฺภาย จ นิคจฺฉติ ฯ ยโต จ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฌานญฺจ น ริญฺจติ โสมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ อติกฺกมฺม ตถาวิธํ ปชํ ชาติชรูเปตํ ผนฺทมานํ อเวกฺขตีติ ฯ อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ ฯ

๗๒๘

คำว่า เห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลายแล้ว ความว่า เห็นเทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เห็นภัยนี้ใน กามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า คำว่ากามนี้ เป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็นอุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย. บุคคลเห็นภัยนี้ ในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวาติ เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๒๙

บุคคลครอบงำแม้ภัยทั้งปวงแม้นี้ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ลม แดด เหลือบและสัตว์ เสือกคลาน แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ สพฺพานิ เปตานิ อภิสํภวิตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๓๐

ความหนาว ในอุเทศว่า สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทฺทํ ปิปาสํ ดังนี้ ย่อมมีด้วย เหตุ ๒ ประการ คือ ความหนาวย่อมมีด้วยสามารถแห่งธาตุภายในกำเริบ ๑ ความหนาวย่อมมี ด้วยสามารถแห่งฤดูภายนอก ๑. ความร้อนในคำว่า อุณฺหํ ดังนี้ ย่อมมีด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ความร้อนย่อมมีด้วยสามารถแห่งธาตุภายในกำเริบ ๑ ความร้อนย่อมมีด้วยสามารถแห่งฤดู ภายนอก ๑. ความหิว ท่านกล่าวว่า ขุทฺทา. ความอยากน้ำ ท่านกล่าวว่า ปิปาสา. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย.

สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสนฺติ ทฺวีหิ การเณหิ สีตํ โหติ อพฺภนฺตรธาตุปโกปวเสน วา สีตํ โหติ พหิทฺธาอุตุวเสน วา สีตํ โหติ ฯ อุณฺหนฺติ ทฺวีหิ การเณหิ อุณฺหํ โหติ อพฺภนฺตรธาตุปโกปวเสน วา อุณฺหํ โหติ พหิทฺธาอุตุวเสน วา อุณฺหํ โหติ ฯ ขุทฺทา วุจฺจติ ฉาตโก ฯ ปิปาสา วุจฺจติ อุทกมฺปีติ สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ ฯ

๗๓๑

ชื่อว่า ลม ในอุเทศว่า วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ ดังนี้ คือ ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้ ลมมีธุลี ลมหนาว ลมร้อน ลมน้อย ลมมาก ลมบ้าหมู ลมแต่ครุฑ ลมแต่ใบตาล แต่แต่พัด. ความร้อนแต่ดวงอาทิตย์ท่านกล่าวว่าแดด. แมลงตาเหลืองท่านกล่าวว่าเหลือบ. งูท่านกล่าวว่าสัตว์เสือกคลาน. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ลม แดด เหลือบและสัตว์เสือกคลาน.

วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จาติ วาตาติ ปุรตฺถิมา วาตา ปจฺฉิมา วาตา อุตฺตรา วาตา ทกฺขิณา วาตา สรชา วาตา สีตา วาตา อุณฺหา วาตา ปริตฺตา วาตา อธิมตฺตา วาตา เวรมฺภวาตา สุปณฺณวาตา ตาลปณฺณวาตา วิธูปนวาตา ฯ อาตโป วุจฺจติ สุริยสนฺตาโป ฯ ฑํสา วุจฺจนฺติ ปิงฺคลมกฺขิกา ฯ สิรึสปา วุจฺจนฺติ อหีติ วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ ฯ

๗๓๒

คำว่า ครอบงำแม้ภัยทั้งปวงนั้น ความว่า ครอบงำ ปราบปราม กำจัด ย่ำยีแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครอบงำแม้ภัยทั้งปวงนี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลครอบงำแม้ภัยทั้งปวงแม้นี้ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ลม แดด เหลือบและสัตว์ เสือกคลาน แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สพฺพานิ เปตานิ อภิสํภวิตฺวาติ อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวา ปริยาทิยิตฺวา มทฺทิตฺวาติ สพฺพานิ เปตานิ อภิสํภวิตฺวา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ สพฺพานิ เปตานิ อภิสํภวิตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๓๓

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งหมู่ทั้งหลาย มีขันธ์เกิด ดีแล้ว มีธรรมดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง ย่อมอยู่ในป่าตามอภิรมย์ เหมือนนาคละแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีตัวดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง อยู่ในป่าตามอภิรมย์ พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา สญฺชาตขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร ยถาภิรนฺตํ วิหเร อรญฺเญ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๓๔

ช้างตัวประเสริฐท่านกล่าวว่า นาค ในอุเทศว่า นาโค ว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา ดังนี้. แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ชื่อว่าเป็นนาค. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุไร? พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ทำความชั่ว เพราะเหตุว่า ไม่ถึง เพราะเหตุว่าไม่มา. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ทำความชั่ว อย่างไร? อกุศลธรรมอันลามก ทำให้มีความเศร้าหมองให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวน- *กระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติชราและมรณะต่อไป ท่านกล่าวว่า ความชั่ว. พระขีณาสพย่อมไม่ทำความชั่วอะไรๆ ในโลภเลย สละแล้ว ซึ่งสังโยชน์ทั้งปวงและเครื่องผูกทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่เกาะเกี่ยวในธรรมทั้งปวง ท่านกล่าวว่า เป็นนาค ผู้คงที่ มีตนเป็นอย่างนั้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ทำความชั่วอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ถึงอย่างไร? พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยอำนาจราคะ ไม่ถึงด้วยอำนาจโทสะ ไม่ถึงด้วยอำนาจโมหะ ไม่ถึงด้วยอำนาจมานะ ไม่ถึงด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่ถึงด้วยอำนาจอุทธัจจะ ไม่ถึงด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่ถึงด้วยอำนาจอนุสัย ไม่ดำเนินออก เลื่อนเคลื่อนไปด้วยธรรมทั้งหลายอันให้เป็นพวก. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นชื่อว่าเป็นนาค เพราะ เหตุว่าไม่ถึงอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่มาอย่างไร? พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมา สู่กิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ด้วยสกทาคามิมรรค ด้วยอนาคามิมรรค ด้วยอรหัตมรรค. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่มาอย่างนี้. คำว่า เหมือนนาคละแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย ความว่า ช้างตัวประเสริฐนั้น ละ เว้น ปล่อยแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย เป็นผู้เดียว ย่างเข้าไปท่ามกลางป่า ย่อมเที่ยวไป เดินไป พักผ่อน ย่อมเป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ไปในป่า ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น ละ เว้น ปล่อยแล้วซึ่งหมู่ เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด คือ อาศัยเสพเสนาสนะอันสงัด เป็นป่ารกชัฏ มีเสียงน้อย ไม่มีเสียงกึกก้อง ปราศจากลมแต่หมู่ชน เป็นที่ควรทำกรรมลับของ มนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่ลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวไป เดินไป ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ พักผ่อน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนนาคละแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย.

นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวาติ นาโค วุจฺจติ หตฺถินาโค ฯ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ นาโค ฯ กึการณา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ นาโค ฯ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ น อาคจฺฉตีติ นาโค ฯ กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ อาคู วุจฺจนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ อาคุํ น กโรตีติ กิญฺจิ โลเก สพฺพสํโยเค วิสชฺช พนฺธนานิ สพฺพตฺถ น สชฺชติ วิปฺปมุตฺโต นาโค ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ {๗๓๔.๑} เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ กถํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยติ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ {๗๓๔.๒} กถํ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ น อาคจฺฉตีติ นาโค ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ สกทาคามิมคฺเคน อนาคามิมคฺเคน อรหตฺตมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ เอวํ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ น อาคจฺฉตีติ นาโค ฯ นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวาติ ยถา โส หตฺถินาโค ยูถานิ วิวชฺเชตฺวา ปริวชฺเชตฺวา อภินิวชฺเชตฺวา เอโกว อรญฺเญ วนมชฺฌสฺส อชฺโฌคาเหตฺวา จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ คณํ วชฺเชตฺวา ปริวชฺเชตฺวา อภิวชฺเชตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ปฏิสลฺลานสารุปฺปานิ โส เอโก คจฺฉติ เอโก ติฏฺฐติ เอโก นิสีทติ เอโก เสยฺยํ กปฺเปติ เอโก คามํ ปิณฺฑาย ปวิสติ เอโก ปฏิกฺกมติ เอโก รโห นิสีทติ เอโก จงฺกมํ อธิฏฺฐาติ เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา ฯ

๗๓๕

คำว่า มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีตัวดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง ความว่า ช้างตัว ประเสริฐนั้น มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว คือ เป็นช้างสูง ๗ ศอกหรือ ๘ ศอก ฉันใด แม้พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็เหมือนกันฉันนั้น มีขันธ์เกิดพร้อมแล้วด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญา- *ขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ. ช้างตัวประเสริฐนั้นเป็นช้างมีตัว ดังดอกบัว ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น มีธรรมดังดอกบัว ด้วยดอกบัว คือ โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติ- *สัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์. ช้างตัวประเสริฐ นั้นเป็นช้างยิ่งด้วยเรี่ยวแรง ด้วยกำลัง ด้วยความเร็ว ด้วยความกล้า ฉันใด แม้พระปัจเจก สัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น เป็นผู้ยิ่งด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีตัวดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง.

สญฺชาตขนฺโธ ปทุมี อุฬาโรติ ยถา โส หตฺถินาโค สญฺชาตขนฺโธ สตฺตรตโน วา โหติ อฏฺฐรตโน วา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ สญฺชาตขนฺโธ อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน อเสกฺเขน สมาธิกฺขนฺเธน อเสกฺเขน ปญฺญากฺขนฺเธน อเสกฺเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน อเสกฺเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน ฯ ยถา โส หตฺถินาโค ปทุมี ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺคปุปฺเผหิ ปทุมี สติสมฺโพชฺฌงฺค- ปุปฺเผน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคปุปฺเผน วิริยสมฺโพชฺฌงฺคปุปฺเผน ปีติสมฺโพชฺฌงฺคปุปฺเผน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคปุปฺเผน สมาธิ- สมฺโพชฺฌงฺคปุปฺเผน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคปุปฺเผน ฯ ยถา โส หตฺถินาโค อุฬาโร ถาเมน พเลน ชเวน สูเรน ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ อุฬาโร สีเลน สมาธินา ปญฺญาย วิมุตฺติยา วิมุตฺติญาณทสฺสเนนาติ สญฺชาตขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร ฯ

๗๓๖

คำว่า ย่อมอยู่ในป่าตามอภิรมย์ว่า ความว่า ช้างตัวประเสริฐนั้น ย่อมอยู่ในป่า ตามอภิรมย์ ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็ฉันนั้น ย่อมอยู่ในป่าตามอภิรมย์ คือ อยู่ ในป่าตามอภิรมย์ ด้วยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อยู่ในป่า ตามอภิรมย์ด้วยเมตตาเจโตวิมุติบ้าง กรุณาเจโตวิมุติบ้าง มุทิตาเจโตวิมุติบ้าง อุเบกขาเจโตวิมุติ บ้าง อยู่ในป่าตามอภิรมย์ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง ผลสมาบัติบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อยู่ในป่าตามอภิรมย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งหมู่ทั้งหลาย มีขันธ์เกิดดีแล้ว มีธรรมดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง ย่อมอยู่ในป่าตามอภิรมย์ เหมือน นาคแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีตัว ดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง อยู่ในป่าตามอภิรมย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ยถาภิรนฺตํ วิหเร อรญฺเญติ ยถา โส หตฺถินาโค ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรติ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรติ ปฐเมนปิ ฌาเนน ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรติ ทุติเยนปิ ตติเยนปิ จตุตฺเถนปิ ฌาเนน ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรติ เมตฺตายปิ เจโตวิมุตฺติยา ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรติ กรุณายปิ มุทิตายปิ อุเปกฺขายปิ เจโตวิมุตฺติยา ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยาปิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยาปิ ผลสมาปตฺติยาปิ ยถาภิรนฺตํ อรญฺเญ วิหรตีติ ยถาภิรนฺตํ วิหเร อรญฺเญ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา สญฺชาตขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร ยถาภิรนฺตํ วิหเร อรญฺเญ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๓๗

บุคคลพึงถูกต้องวิมุติอันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุนั้น เป็นอัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่. บุคคล ได้ฟังแล้วซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อฏฺฐาน ตํ สงฺคณิการตสฺส ยํ ผุสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺตึ อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๓๘

พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุติอันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุนั้น เป็นอัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่ ดังต่อไปนี้ สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุชอบความคลุกคลี ด้วยหมู่ ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งความคลุกคลีด้วยหมู่ ชอบหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิงในหมู่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบหมู่ จักเป็นผู้ได้ตามประสงค์ ได้โดย ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสุขในเนกขัมมะ สุขในความสงัด สุขคือความสงบ สุขในความตรัสรู้ ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรอานนท์ ส่วนภิกษุใด หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ภิกษุนั้นพึงได้สุขนั้นสมหวัง คือ จักได้ตามประสงค์ ได้โดยไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสุขในเนกขัมมะ สุขในความสงัด สุขคือความสงบ สุขในความตรัสรู้ ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรอานนท์ ภิกษุชอบความคลุกคลีด้วยหมู่ ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ชอบความคลุกคลีด้วยหมู่ ชอบหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิงในหมู่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบหมู่ จักบรรลุซึ่งเจโตวิมุติอันมีในสมัยหรือซึ่งโลกุตรมรรคอันไม่กำเริบ อันไม่มีใน สมัย ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรอานนท์ ส่วนภิกษุใด หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ภิกษุนั้นพึงได้สุขนั้นสมหวัง คือ จักบรรลุซึ่งเจโตวิมุติอันมีในสมัยหรือซึ่งโลกุตรมรรคอันไม่กำเริบ อันไม่มีในสมัย ข้อนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุติอันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุ นั้นเป็นอัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่.

อฏฺฐาน ตํ สงฺคณิการตสฺส ยํ ผุสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺตินฺติ วุตฺตํ เหตํ ภควตา ยาวตานนฺท ภิกฺขุ สงฺคณิการาโม สงฺคณิกรโต สงฺคณิการามตํ อนุยุตฺโต คณาราโม คณรโต คณสมฺมุทิโต คณารามตํ อนุยุตฺโต ยนฺตํ เนกฺขมฺมสุขํ ปวิเวกสุขํ อุปสมสุขํ สมฺโพธิสุขํ ตสฺส สุขสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ โย จ โข โส อานนฺท ภิกฺขุ เอโก คณสฺมา วูปกฏฺโฐ วิหรติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ ยนฺตํ เนกฺขมฺมสุขํ ปวิเวกสุขํ อุปสมสุขํ สมฺโพธิสุขํ ตสฺส สุขสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฐานเมตํ วิชฺชติ ฯ ยาวตานนฺท ภิกฺขุ สงฺคณิการาโม สงฺคณิกรโต สงฺคณิการามตํ อนุยุตฺโต คณาราโม คณรโต คณสมฺมุทิโต คณารามตํ อนุยุตฺโต สามยิกํ วา เจโตวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสติ อสามยิกํ วา อกุปฺปนฺติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ โย จ โข โส อานนฺท ภิกฺขุ เอโก คณสฺมา วูปกฏฺโฐ วิหรติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ สามยิกํ วา เจโตวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสติ อสามยิกํ วา อกุปฺปนฺติ ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ฯ อฏฺฐาน ตํ สงฺคณิการตสฺส ยํ ผุสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺตึ ฯ

๗๓๙

พระสุริยะ ท่านกล่าวว่า พระอาทิตย์ ในอุเทศว่า อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม ดังนี้. พระอาทิตย์นั้นเป็นโคดมโดยโคตร. แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็เป็นโคดมโดยโคตร แม้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็เป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ โดยโคตรแห่งพระอาทิตย์. เพราะเหตุนั้น พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงชื่อว่า เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์. คำว่า ได้ฟังแล้วซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ ความว่า ได้ฟัง ได้ยิน ศึกษา ทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้ว ซึ่งถ้อยคำ คือ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิ ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ ฟังแล้วซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุติอันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุนั้นเป็น อัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่. บุคคลได้ ฟังแล้ว ซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺมาติ อาทิจฺโจ วุจฺจติ สุริโย ฯ โส โคตโม โคตฺเตน ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ โคตโม โคตฺเตน โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ สุริยสฺส โคตฺตญาตโก โคตฺตพนฺธุ ตสฺมา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อาทิจฺจพนฺธุ ฯ อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺมาติ อาทิจฺจพนฺธุสฺส วจนํ พฺยปถํ เทสนํ อนุสนฺธึ สุตฺวา สุณิตฺวา อุคฺคเหตฺวา อุปธารยิตฺวา อุปลกฺขยิตฺวาติ อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อฏฺฐาน ตํ สงฺคณิการตสฺส ยํ ผุสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺตึ อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๔๐

เราล่วงเสียแล้วซึ่งทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลาย ถึงแล้ว ซึ่งมรรคนิยาม มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว เป็นผู้มีญาณเกิด ขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น.

ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ อนญฺญเนยฺโย เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๔๑

สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ท่านกล่าวว่าทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ในอุเทศว่า ทิฏฐิ- *วิสูกานิ อุปาติวตฺโต ดังนี้. ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรม ของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของ สัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปในความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่า มีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ... เห็นสัญญาโดย ความเป็นตน ... เห็นสังขารโดยความเป็นตน ... เห็นวิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามี วิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง. ทิฏฐิเห็นปานนี้ ทิฏฐิไปแล้ว ทิฏฐิอันรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร ทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฏฐิกวัดแกว่ง ทิฏฐิเป็นสังโยชน์ ความถือ ความถือเฉพาะ ความถือมั่น ความลูบคลำ ทางชั่ว ทางผิด ความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือด้วยความแสวงหาผิด ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือว่าจริงใน เรื่องอันไม่จริง ทิฏฐิ ๖๒. เหล่านี้ เป็นทิฏฐิเสี้ยนหนาม. คำว่า ล่วงเสียแล้ว ความว่า ล่วงเสียแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ล่วงเลยแล้ว เป็นไปล่วง แล้ว ซึ่งทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ล่วงเสียแล้วซึ่งทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทั้งหลาย.

ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโตติ ทิฏฺฐิวิสูกานิ วุจฺจนฺติ วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐี ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสํโยชนํ คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺตํ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห วิปรีตคฺคาโห วิปฺปลฺลาสคฺคาโห มิจฺฉาคาโห อยาถาวกสฺมึ ยาถาวกนฺติ คาโห ยาวตา ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ อิมานิ ทิฏฺฐิวิสูกานิ ฯ อุปาติวตฺโตติ ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต อติกฺกนฺโต สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโตติ ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต ฯ

๗๔๒

มรรค ๔ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ ท่านกล่าวว่า มรรคนิยาม ในอุเทศว่า ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค ดังนี้. เรา ประกอบแล้ว ถึงพร้อมแล้ว บรรลุแล้ว ถูกต้องแล้ว ทำให้แจ้งแล้วด้วยอริยมรรค ๔ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงแล้วซึ่งมรรคนิยาม. คำว่า มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว ความว่า มีมรรคอันได้แล้ว มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว มีมรรคอันบรรลุแล้ว มีมรรคอันถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงแล้วซึ่งมรรคนิยาม มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว.

ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโคติ นิยามา วุจฺจนฺติ จตฺตาโร มคฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ จตูหิ อริยมคฺเคหิ สมนฺนาคโต สมฺปตฺโต อธิคโต ผุสิโต สจฺฉิกโตติ ปตฺโต นิยามํ ฯ ปฏิลทฺธมคฺโคติ ลทฺธมคฺโค ปฏิลทฺธมคฺโค อธิคตมคฺโค ผุสิตมคฺโคติ ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค ฯ

๗๔๓

คำว่า เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ ความว่า พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นมีญาณเกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้ว คือ มีญาณ เกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขาร ทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว. คำว่า อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น อันผู้อื่นไม่ต้อง แนะนำ คือ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ไม่ไปด้วยญาณอันเนื่องด้วยผู้อื่น เป็นผู้ไม่ หลงใหล มีสติสัมปชัญญะ ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า เราล่วงเสียแล้วซึ่งทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลาย ถึงแล้ว ซึ่งมรรคนิยาม มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้น แล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น.

อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ อนญฺญเนยฺโยติ ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ญาณํ อุปฺปนฺนํ สมุปฺปนฺนํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตํ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ญาณํ อุปฺปนฺนํ สมุปฺปนฺนํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตํ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ญาณํ อุปฺปนฺนํ สมุปฺปนฺนํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ ฯ อนญฺญเนยฺโยติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโตติ อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ อนญฺญเนยฺโย ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ อนญฺญเนยฺโย เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๔๔

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่โลภ ไม่โกหก ไม่กระหาย ไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและโมหะอันกำจัด แล้ว ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น.

นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโห นิราสโส สพฺพโลเก ภวิตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๔๕

ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความโลภ ในอุเทศว่า นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส ดังนี้. ตัณหาอันเป็นความโลภนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มี ที่ตั้งดังต้นตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะ เหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงเป็นผู้ไม่มีความโลภ. วัตถุแห่งความโกหก ในคำว่า ไม่โกหก มี ๓ อย่าง คือ วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการเสพปัจจัย ๑ วัตถุแห่งความโกหกเป็น ส่วนแห่งอิริยาบถ ๑ วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการพูดอิงธรรม ๑. วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการเสพปัจจัยเป็นไฉน? พวกคฤหบดีในโลกนี้ ย่อม นิมนต์ภิกษุด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ภิกษุนั้นมีความปรารถนา ลามก อันความปรารถนาครอบงำแล้ว มีความต้องการด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน- *ปัจจัยเภสัชบริขาร มุ่งความเป็นผู้ใคร่ได้มาก บอกเลิกรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. เธอพูดอย่างนี้ว่า สมณะจะประสงค์อะไรด้วยจีวรมีค่ามาก สมณะควร จะเที่ยวเลือกเก็บผ้าเก่าๆ จากป่าช้าบ้าง จากกองหยากเยื่อบ้าง จากตลาดบ้าง แล้วทำสังฆาฏิ- *บริโภค นั่นเป็นความสมควร. สมณะจะประสงค์อะไรด้วยบิณฑบาตมีค่ามาก สมณะควรเลี้ยง ชีพด้วยอาหารที่ได้มาด้วยปลีแข้ง โดยการเที่ยวแสวงหา นั่นเป็นความสมควร. สมณะจะประสงค์ อะไรด้วยเสนาสนะมีค่ามาก สมณะพึงอยู่ที่โคนต้นไม้หรือพึงอยู่ในที่แจ้ง นั่นเป็นความสมควร. สมณะจะประสงค์อะไรด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันมีค่ามาก สมณะควรทำยาด้วยมูตรเน่าบ้าง ด้วยชิ้นลูกสมอบ้าง นั่นเป็นความสมควร. เธอมุ่งความเป็นผู้ใคร่ได้มาก ก็บริโภคจีวรที่เศร้าหมอง ฉันบิณฑบาตที่เศร้าหมอง ใช้สอยเสนาสนะที่เศร้าหมอง เสพคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่เศร้า หมอง. พวกคฤหบดีก็รู้จักภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า สมณะรูปนี้มีความปรารถนาน้อย เป็นผู้สันโดษ ชอบวิเวก ไม่เกี่ยวข้อง ปรารภความเพียร เป็นผู้มีวาทะอันขจัดแล้ว ก็นิมนต์มากไปด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ภิกษุนั้นก็กล่าวอย่างนี้ว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธา จะประสบบุญเป็นอันมากก็เพราะมีปัจจัย ๓ อย่าง พร้อมหน้ากัน คือ กุลบุตรผู้มีศรัทธา จะ ประสบบุญเป็นอันมาก เพราะมีศรัทธาพร้อมหน้า ๑ เพราะมีไทยธรรมพร้อมหน้า ๑ เพราะมี ทักขิไณยบุคคลพร้อมหน้า ๑. ท่านทั้งหลายก็มีศรัทธานี้อยู่ ไทยธรรมก็ปรากฏอยู่ และอาตมา ผู้เป็นปฏิคาหกก็มีอยู่. ถ้าอาตมาจักไม่รับ ด้วยเหตุที่อาตมาไม่รับ ท่านทั้งหลายก็จักเสื่อมบุญ. อาตมาไม่มีความประสงค์ด้วยปัจจัยนี้ ก็แต่ว่า อาตมาจักรับเพื่ออนุเคราะห์แก่ท่านทั้งหลาย. ภิกษุ นั้นมุ่งความเป็นผู้อยากได้มาก ก็รับจีวรมาก รับบิณฑบาตมาก รับเสนาสนะมาก รับคิลาน- *ปัจจัยเภสัชบริขารมาก. ความสยิ้วหน้า ความเป็นผู้สยิ้วหน้า ความโกหก กิริยาที่โกหก ความ เป็นผู้โกหก เห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการเสพปัจจัย. วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งอิริยาบถเป็นไฉน? ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ มีความ ปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ ประสงค์จะให้เขาสรรเสริญ ดำริว่า ประชุมชนจะ สรรเสริญเราโดยอิริยาบถอย่างนี้ จึงสำรวมเดิน สำรวมยืน สำรวมนั่ง สำรวมนอน มุ่งเดิน มุ่งยืน มุ่งนั่ง มุ่งนอน เดินเหมือนภิกษุมีสมาธิ ยืนเหมือนภิกษุมีสมาธิ นั่งเหมือนภิกษุมีสมาธิ นอนเหมือนภิกษุมีสมาธิ ย่อมเป็นเหมือนดังเจริญฌานต่อหน้าพวกมนุษย์. ความเริ่มตั้ง ความ ตั้ง ความสำรวมอิริยาบถ ความเป็นผู้สยิ้วหน้า ความโกหก กิริยาที่โกหก ความเป็นผู้โกหก เห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งอิริยาบถ. วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการพูดอิงธรรมเป็นไฉน? ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ มีความประสงค์จะให้เขาสรรเสริญ ดำริว่า ประชุมชนจะสรรเสริญเราด้วยการพูดอย่างนี้ จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือ พูดว่า สมณะที่ใช้ จีวรเห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก สมณะที่ใช้บาตรเห็นปานนี้ ใช้ภาชนะโลหะเห็นปานนี้ ใช้ ธรรมกรกเห็นปานนี้ ใช้ผ้ากรองน้ำเห็นปานนี้ ใช้ลูกดานเห็นปานนี้ ใช้รองเท้าเห็นปานนี้ ใช้ ประคดเอวเห็นปานนี้ ใช้สายโยคเห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก. และพูดว่า สมณะที่มีพระอุปัชฌายะ เห็นปานนี้มีอานุภาพมาก สมณะที่มีพระอาจารย์เห็นปานนี้ มีพวกร่วมพระอุปัชฌายะเห็นปานนี้ มีพวกร่วมพระอาจารย์เห็นปานนี้ มีพวกมีไมตรีกันเห็นปานนี้ มีมิตรที่เห็นกันมาเห็นปานนี้ มี มิตรที่คบกันมาเห็นปานนี้ มีสหายเห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก. และพูดว่า สมณะที่อยู่ในวิหาร เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก ผู้อยู่ในเพิงมีหลังคาแถบเดียวเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในเรือนโล้นเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในถ้ำเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในกุฎีเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในเรือนยอดเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในป้อมเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในโรงเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในที่พักเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในโรงฉันเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในมณฑปเห็นปาน นี้ ผู้อยู่ที่โคนต้นไม้เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก, อนึ่ง ภิกษุผู้ก้มหน้ากว่าคนที่ก้มหน้า ผู้สยิ้ว- *หน้ากว่าคนสยิ้วหน้า ผู้โกหกกว่าคนที่โกหก ผู้พูดมากกว่าคนพูดมาก ผู้ที่คนอื่นสรรเสริญตาม ปากของคน กล่าวถ้อยคำอันปฏิสังยุตด้วยโลกุตระและนิพพานเช่นนั้น อันลึกซึ้ง ละเอียด ที่วิญญูชนปิดบังว่า สมณะนี้ได้วิหารสมาบัติอันสงบเห็นปานนี้. ความสยิ้วหน้า ความเป็นผู้ สยิ้วหน้า ความโกหก กิริยาที่โกหก ความเป็นผู้โกหกเห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่าวัตถุแห่งความ โกหกเป็นส่วนแห่งการพูดอิงธรรม. วัตถุแห่งความโกหก ๓ อย่างนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ละเสียแล้ว ตัดขาดเสียแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นไม่โกหก. ตัณหา ราคะ สราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความกระหาย ในคำว่า ไม่มีความกระหาย. ตัณหาอันเป็นเหตุให้กระหายนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิด ขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่มีความกระหาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่มีความโลภ ไม่โกหก ไม่มีความกระหาย.

นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโสติ โลลุปฺปา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ สา โลลุปฺปา ตณฺหา ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ นิลฺโลลุโป ฯ นิกฺกุโหติ ตีณิ กุหนวตฺถูนิ ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ อิริยาปถสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ สามนฺตชปฺปนสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ ฯ {๗๔๕.๑} กตมํ ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ ฯ อิธ คหปติกา ภิกฺขุํ นิมนฺเตนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ ฯ โส ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อตฺถิโก จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ภิยฺโยกมฺยตํ อุปาทาย จีวรํ ปจฺจกฺขาติ ปิณฺฑปาตํ ปจฺจกฺขาติ เสนาสนํ ปจฺจกฺขาติ คิลานปจฺจยเภสชฺช- ปริกฺขารํ ปจฺจกฺขาติ ฯ {๗๔๕.๒} โส เอวมาห กึ สมณสฺส มหคฺเฆน จีวเรน เอตํ สารุปฺปํ ยํ สมโณ สุสานา วา สงฺการกูฏา วา ปาปณิกา วา นนฺตกานิ อุจฺจินิตฺวา สงฺฆาฏึ กตฺวา ธาเรยฺย กึ สมณสฺส มหคฺเฆน ปิณฺฑปาเตน เอตํ สารุปฺปํ ยํ สมโณ อุญฺฉาจริยาย ปิณฺฑิยาโลเปน ชีวิกํ กปฺเปยฺย กึ สมณสฺส มหคฺเฆน เสนาสเนน เอตํ สารุปฺปํ ยํ สมโณ รุกฺขมูลิโก วา อสฺส อพฺโภกาสิโก วา กึ สมณสฺส มหคฺเฆน คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน เอตํ สารุปฺปํ ยํ สมโณ ปูติมุตฺเตน วา หริฏกีขณฺเฑน วา โอสถํ กเรยฺยาติ ตทุปาทาย ลูขํ จีวรํ ธาเรติ ลูขํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชติ ลูขํ เสนาสนํ ปฏิเสวติ ลูขํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปฏิเสวติ ฯ ตเมนํ คหปติกา เอวํ ชานนฺติ อยํ สมโณ อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ ปวิวิตฺโต อสํสฏฺโฐ อารทฺธวิริโย ธุตวาโทติ ภิยฺโย นิมนฺเตนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ ฯ {๗๔๕.๓} โส เอวมาห ติณฺณํ สมฺมุขีภาวา สทฺโธ กุลปุตฺโต พหุํ ปุญฺญํ ปสวติ สทฺธาย สมฺมุขีภาวา สทฺโธ กุลปุตฺโต พหุํ ปุญฺญํ ปสวติ เทยฺยธมฺมสฺส สมฺมุขีภาวา สทฺโธ กุลปุตฺโต พหุํ ปุญฺญํ ปสวติ ทกฺขิเณยฺยานํ สมฺมุขีภาวา สทฺโธ กุลปุตฺโต พหุํ ปุญฺญํ ปสวติ ตุมฺหากญฺเจวายํ สทฺธา อตฺถิ เทยฺยธมฺโม จ สํวิชฺชติ อหญฺจ ปฏิคฺคาหโก สจาหํ น ปฏิคฺคเหสฺสามิ เอวํ ตุเมฺห ปุญฺเญน ปริพาหิรา ภวิสฺสถ น มยฺหํ อิมินา อตฺโถ อปิจ ตุมฺหากญฺเจว อนุกมฺปาย ปฏิคฺคณฺหามีติ ตทุปาทาย พหุมฺปิ จีวรํ ปฏิคฺคณฺหาติ พหุมฺปิ ปิณฺฑปาตํ ปฏิคฺคณฺหาติ พหุมฺปิ เสนาสนํ ปฏิคฺคณฺหาติ พหุมฺปิ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปฏิคฺคณฺหาติ ฯ ยา เอวรูปา ภากุฏิกา ภากุฏิยํ กุหนา กุหายนา กุหิตตฺตํ อิทํ วุจฺจติ ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ ฯ {๗๔๕.๔} กตมํ อิริยาปถสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ ฯ อิเธกจฺโจ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต สมฺภาวนาธิปฺปาโย เอวํ มํ ชโน สมฺภาเวสฺสตีติ คมนํ สณฺฐเปติ ฐานํ สณฺฐเปติ นิสฺสชฺชํ สณฺฐเปติ เสยฺยํ สณฺฐเปติ ปณิธาย คจฺฉติ ปณิธาย ติฏฺฐติ ปณิธาย นิสีทติ ปณิธาย เสยฺยํ กปฺเปติ สมาหิโต วิย คจฺฉติ สมาหิโต วิย ติฏฺฐติ สมาหิโต วิย นิสีทติ สมาหิโต วิย เสยฺยํ กปฺเปติ อาปาถกชฺฌายีว โหติ ฯ ยา เอวรูปา อิริยาปถสฺส อาฐปนา ฐปนา สณฺฐปนา ภากุฏิกา ภากุฏิยํ กุหนา กุหายนา กุหายิตตฺตํ อิทํ อิริยาปถสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ ฯ {๗๔๕.๕} กตมํ สามนฺตชปฺปนสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ ฯ อิเธกจฺโจ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต สมฺภาวนาธิปฺปาโย เอวํ มํ ชโน สมฺภาเวสฺสตีติ อริยธมฺมสนฺนิสฺสิตํ วาจํ ภาสติ โย เอวรูปํ จีวรํ ธาเรติ โส สมโณ มเหสกฺโขติ ภณติ ฯ โย เอวรูปํ ปตฺตํ ธาเรติ โลหถาลกํ ธาเรติ ธมฺมกรกํ ธาเรติ ปริสฺสาวนํ ธาเรติ กุญฺจิกํ ธาเรติ อุปาหนํ ธาเรติ กายพนฺธนํ ธาเรติ อาโยคพนฺธนํ ธาเรติ โส สมโณ มเหสกฺโขติ ภณติ ฯ ยสฺส เอวรูโป อุปชฺฌาโย โส สมโณ มเหสกฺโขติ ภณติ ฯ ยสฺส เอวรูโป อาจริโย สมานุปชฺฌายกา สมานาจริยกา มิตฺตา สนฺทิฏฺฐา สมฺภตฺตา สหายา โส สมโณ มเหสกฺโขติ ภณติ ฯ {๗๔๕.๖} โย เอวรูเป วิหาเร วสติ โส สมโณ มเหสกฺโขติ ภณติ ฯ โย เอวรูเป อฑฺฒโยเค วสติ หมฺมิเย วสติ คุหายํ วสติ กุฏิยา วสติ กูฏาคาเร วสติ อฏฺเฏ วสติ มาเฬ วสติ อุทฺทณฺเฑ วสติ อุปฏฺฐานสาลายํ วสติ มณฺฑเป วสติ รุกฺขมูเล วสติ โส สมโณ มเหสกฺโขติ ภณติ ฯ อถวา โกรชิกโกรชิโก ภากุฏิกภากุฏิโก กุหกุโห ลปลโป มุขสมฺภาวิโต อยํ สมโณ อิมาสํ เอวรูปานํ สนฺตานํ วิหารสมาปตฺตีนํ ลาภีติ ตาทิสํ คมฺภีรํ คูฬฺหํ นิปุณํ ปฏิจฺฉนฺนํ โลกุตฺตรสุญฺญตาปฏิสญฺญุตํ กถํ กเถติ ฯ ยา เอวรูปา ภากุฏิกา ภากุฏิยํ กุหนา กุหายนา กุหายิตตฺตํ อิทํ สามนฺตชปฺปนสงฺขาตํ กุหนวตฺถุ ฯ {๗๔๕.๗} ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส อิมานิ ตีณิ กุหนวตฺถูนิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ ตสฺมา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ นิกฺกุโห ฯ นิปฺปิปาโสติ ปิปาสา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ สา ปิปาสา ตณฺหา ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ นิปฺปิปาโสติ นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส ฯ

๗๔๖

ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ความเป็นผู้ลบหลู่ ความเป็นผู้ริษยา ชื่อว่าความ ลบหลู่ ในอุเทศว่า ไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและโมหะอันกำจัดแล้ว ดังนี้. ชื่อว่าบาปธรรมดังรสฝาด คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความตีเสมอ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นดังรสฝาด (แต่ละอย่าง). ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ ในส่วนเบื้องต้น ความไม่รู้ในส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ทั้งในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันเกิดขึ้น คือความที่สังขาราทิธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ถึงพร้อมเฉพาะ ความไม่ตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้พร้อม ความ ไม่แทงตลอด ความไม่ถึงพร้อม ความไม่กำหนดถือเอา ความไม่เห็นพร้อม ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความหมดจดยาก ความเป็นพาล ความไม่รู้ทั่วพร้อม ความหลง ความ หลงเสมอ อวิชชาเป็นโอฆะ อวิชชาเป็นโยคะ อวิชชาเป็นอนุสัย อวิชชาเป็นปริยุฏฐาน อวิชชาเป็นข่าย อวิชชาเป็นบ่วง โมหะ อกุศลมูล ชื่อว่า โมหะ. ความลบหลู่ บาปธรรมดังรสฝาดและโมหะ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น สำรอกแล้ว กำจัดแล้ว ละเสียแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว ด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรส ฝาดและโมหะอันกำจัดแล้ว.

นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโหติ มกฺขาติ โย มกฺโข มกฺขายนา มกฺขายิตตฺตํ นิฏฺฐุริยํ นิฏฺฐุริยกมฺมํ ฯ กสาวาติ ราโค กสาโว โทโส กสาโว โมโห กสาโว โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา กสาวา ฯ โมโหติ ทุกฺเข อญาณํ ทุกฺขสมุทเย อญาณํ ทุกฺขนิโรเธ อญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญาณํ ปุพฺพนฺเต อญาณํ อปรนฺเต อญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญาณํ ยํ เอวรูปํ อญาณํ อทสฺสนํ อนภิสมโย อนนุโรโธ อสมฺโพโธ อปฺปฏิเวโธ อสงฺคาหนา อปริโยคาหนา อสมเปกฺขนา อปจฺจเวกฺขนา อปจฺจกฺขกมฺมํ ทุมฺเมชฺฌํ พาลฺยํ อสมฺปชญฺญํ โมโห สมฺโมโห อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาชาลํ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ ฯ ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส มกฺโข จ กสาโว จ โมโห จ วนฺตา นิทฺธนฺตา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา ตสฺมา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโห ฯ

๗๔๗

ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความ หวัง ในอุเทศว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง ดังนี้. คำว่า ในโลกทั้งปวง คือ ในอบายโลกทั้งปวง ในมนุษยโลกทั้งปวง ในเทวโลกทั้งปวง ในขันธโลกทั้งปวง ในธาตุโลกทั้งปวง ในอายตนโลกทั้งปวง. คำว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง ความว่า เป็นผู้ไม่มีความหวัง คือ เป็นผู้ ไม่มีตัณหา เป็นผู้ไม่มีความกระหายในโลกทั้งปวง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังใน ในโลกทั้งปวง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น จึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่โลภ ไม่โกหก ไม่กระหาย ไม่มี ความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและโมหะอันกำจัดแล้ว ไม่มี ความหวังในโลกทั้งปวง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

นิราสโส สพฺพโลเก ภวิตฺวาติ อาสา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ สพฺพโลเกติ สพฺพอปายโลเก สพฺพมนุสฺสโลเก สพฺพเทวโลเก สพฺพขนฺธโลเก สพฺพธาตุโลเก สพฺพอายตนโลเก ฯ นิราสโส สพฺพโลเก ภวิตฺวาติ สพฺพโลเก นิราสโส ภวิตฺวา นิตฺตโณฺห ภวิตฺวา นิปฺปิปาโส ภวิตฺวาติ นิราสโส สพฺพโลเก ภวิตฺวา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโห นิราสโส สพฺพโลเก ภวิตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๔๘

พึงละเว้นสหายชั่ว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมอัน ไม่เสมอ ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺฐํ สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๔๙

สหายชั่ว ในอุเทศว่า ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ ดังนี้ ที่บัณฑิตกล่าวไว้ว่า สหายผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิวัตถุ ๑๐ ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ผล วิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี เหล่า สัตว์ที่ผุดขึ้นเกิดไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วย ความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ ไม่มีในโลก ดังนี้. สหายนี้ชื่อว่า สหายชั่ว. คำว่า พึงละเว้นสหายชั่ว ความว่า พึงละ พึงเว้น พึงหลีกเลี่ยงสหายชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงละเว้นสหายชั่ว.

ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถาติ ปาปสหาโย วุจฺจติ โย โส สหาโย ทสวตฺถุกาย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ อยํ ปาปสหาโย ฯ ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถาติ ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ วิวชฺเชยฺย ปริวชฺเชยฺยาติ ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ ฯ

๗๕๐

สหายผู้ไม่เห็นประโยชน์ ในอุเทศว่า อนตฺถทสฺสี วิสเม นิวฏฺฐํ ดังนี้ ที่ บัณฑิตกล่าวไว้ว่า สหายผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชา แล้วไม่มีผล ฯลฯ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วย ความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ ไม่มีในโลก ดังนี้. สหายนี้ ชื่อว่าผู้ไม่เห็นประโยชน์. คำว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันไม่เสมอ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในกายกรรมอันไม่เสมอ ใน วจีกรรมอันไม่เสมอ ในมโนกรรมอันไม่เสมอ ในปาณาติบาตอันไม่เสมอ ในอทินนาทานอันไม่ เสมอ ในกาเมสุมิจฉาจารอันไม่เสมอ ในมุสาวาทอันไม่เสมอ ในปิสฺณาวาจาอันไม่เสมอ ใน ผรุสวาจาอันไม่เสมอ ในสัมผัปปลาปอันไม่เสมอ ในอภิชฌาอันไม่เสมอ ในพยาบาทอันไม่เสมอ ในมิจฉาทิฏฐิอันไม่เสมอ ในสังขารอันไม่เสมอ ผู้ตั้งอยู่ ข้องอยู่ แอบอยู่ เข้าถึงอยู่ ติดใจ น้อมใจไปในเบญจกามคุณอันไม่เสมอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ใน ธรรมอันไม่เสมอ.

อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺฐนฺติ อนตฺถทสฺสี วุจฺจติ โย โส สหาโย ทสวตฺถุกาย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ ฯเปฯ เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ อยํ อนตฺถทสฺสี ฯ วิสเม นิวิฏฺฐนฺติ วิสเม กายกมฺเม นิวิฏฺฐํ วิสเม วจีกมฺเม นิวิฏฺฐํ วิสเม มโนกมฺเม นิวิฏฺฐํ วิสเม ปาณาติปาเต นิวิฏฺฐํ วิสเม อทินฺนาทาเน นิวิฏฺฐํ วิสเม กาเมสุ มิจฺฉาจาเร นิวิฏฺฐํ วิสเม มุสาวาเท นิวิฏฺฐํ วิสมาย ปิสุณาย วาจาย นิวิฏฺฐํ วิสมาย ผรุสาย วาจาย นิวิฏฺฐํ วิสเม สมฺผปฺปลาเป นิวิฏฺฐํ วิสมาย อภิชฺฌาย นิวิฏฺฐํ วิสเม พฺยาปาเท นิวิฏฺฐํ วิสมาย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา นิวิฏฺฐํ วิสเมสุ สงฺขาเรสุ นิวิฏฺฐํ วิสเมสุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ นิวิฏฺฐํ สตฺตํ อลฺลีนํ อุปคตํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตนฺติ อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺฐํ ฯ

๗๕๑

คำว่า ผู้ขวนขวาย ในอุเทศว่า สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ ดังนี้ ความว่า ผู้ใดย่อมแสวงหา เสาะหา ค้นหากาม เป็นผู้ประพฤติอยู่ในกาม มักมากอยู่ในกาม หนักอยู่ ในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม อ่อนไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้ผู้นั้นชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม. ผู้ใดเสาะหารูป ได้รูป บริโภครูป ด้วยสามารถตัณหา เป็น ผู้ประพฤติอยู่ในรูป มักมากในรูป หนักอยู่ในรูป เอนไปในรูป โอนไปในรูป อ่อนไปในรูป น้อมใจไปในรูป มุ่งรูปเป็นใหญ่ แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม. ผู้ใดเสาะหาเสียง ... ผู้ใด เสาะหากลิ่น ... ผู้ใดเสาะหารส ... ผู้ใดเสาะหาโผฏฐัพพะ ได้โผฏฐัพพะ บริโภคโผฏฐัพพะด้วย สามารถตัณหา เป็นผู้ประพฤติอยู่ในโผฏฐัพพะ มักมากในโผฏฐัพพะ หนักอยู่ในโผฏฐัพพะ เอนไปในโผฏฐัพพะ โอนไปในโผฏฐัพพะ อ่อนไปในโผฏฐัพพะ น้อมใจไปในโผฏฐัพพะ มุ่งโผฏฐัพพะเป็นใหญ่ แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม. พึงกล่าวความประมาท ในคำว่า ปมตฺตํ ดังต่อไปนี้ ความปล่อยจิตไป ความตามเพิ่ม การปล่อยจิตไป ในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี หรือ ความทำโดยไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่ทำเนืองๆ ความทำหยุดๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความปลง ฉันทะ ความทอดธุระ ความไม่เสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความ ไม่ประกอบเนืองๆ ในการบำเพ็ญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล ความประมาท กิริยาที่ประมาท ความ เป็นผู้ประมาท เห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า ความประมาท. คำว่า ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้ประมาทด้วยตนเอง ความว่า ไม่ควรเสพ ไม่ควรอาศัยเสพ ไม่ควรร่วมเสพ ไม่ควรซ่องเสพ ไม่ควรเอื้อเฟื้อประพฤติ ไม่ควรเต็มใจ ประพฤติ ไม่ควรสมาทานประพฤติ กะคนผู้ขวนขวายและคนประมาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้ประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า พึงละเว้นสหายชั่ว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันไม่เสมอ ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตนฺติ ปสุตนฺติ โยปิ กาเม เอสติ คเวสติ ปริเยสติ ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย โสปิ กามปฺปสุโต ฯ โยปิ ตณฺหาวเสน รูเป ปริเยสติ โยปิ ตณฺหาวเสน รูเป ปฏิลภติ โยปิ ตณฺหาวเสน รูเป ปริภุญฺชติ สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ ปริภุญฺชติ ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย โสปิ กามปฺปสุโต ฯ {๗๕๑.๑} ปมตฺตนฺติ ปมาโท วตฺตพฺโพ ฯ กายทุจฺจริเต วา วจีทุจฺจริเต วา มโนทุจฺจริเต วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสกฺกจฺจกิริยตา อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตกิริยตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค โย เอวรูโป ปมาโท ปมชฺชนา ปมชฺชิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ปมาโท ฯ สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตนฺติ ปสุตญฺจ น เสเวยฺย ปมตฺตญฺจ น เสเวยฺย น นิเสเวยฺย น สํเสเวยฺย น ปฏิเสเวยฺย น อาจเรยฺย น สมาจเรยฺย น สมาทาย วตฺเตยฺยาติ สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺฐํ สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๕๒

ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว กำจัดความสงสัยเสีย พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ อญฺญาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๕๓

คำว่า ผู้เป็นพหูสูต ในอุเทศว่า พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ ดังนี้ ความว่า เป็นผู้ได้สดับมาก เป็นผู้ทรงธรรมที่ได้สดับมาแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ ธรรม เหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศ พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น เป็นธรรมที่มิตรนั้นสดับมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ. คำว่า ธมฺมธรํ ความว่า ผู้ทรงธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ. คำว่า ควรคบมิตรเป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม ความว่า ควรคบ ควรเสพ ควรเข้าไป เสพ ควรร่วมเสพ ควรซ่องเสพ ซึ่งมิตรผู้เป็นพหูสูตและผู้ทรงธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม.

พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถาติ พหุสฺสุตนฺติ พหุสฺสุโต สุตธโร สุตสนฺนิจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถา สพฺยญฺชนา เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา ฯ ธมฺมธรนฺติ ธมฺมํ ธาเรนฺตํ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถํ อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภูตธมฺมํ เวทลฺลํ ฯ พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถาติ พหุสฺสุตญฺจ ธมฺมธรญฺจ มิตฺตํ ภเชยฺย เสเวยฺย นิเสเวยฺย สํเสเวยฺย ปฏิเสเวยฺยาติ พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ ฯ

๗๕๔

มิตรเป็นผู้ยิ่งด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในอุเทศว่า มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ ดังนี้. บุคคลผู้มีปฏิภาณ ในคำว่า ปฏิภาณวนฺตํ นี้ มี ๓ ประเภท คือ ผู้มีปฏิภาณเพราะ อาศัยปริยัติ ๑ ผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริปุจฉา ๑ ผู้มีปฏิภาณโดยการบรรลุ ๑. บุคคลผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริยัติเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เล่าเรียน พระพุทธพจน์ คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ. พระพุทธวจนะย่อมแจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้น เพราะอาศัยการเล่าเรียน. บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริยัติ. บุคคลผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริปุจฉาเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไต่ถาม ในอรหัตผล ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ในอนิจจตาทิลักษณะ ในเหตุ ในฐานะและอฐานะ. พระพุทธพจน์ ย่อมแจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้น เพราะอาศัยการไต่ถาม. บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณ เพราะอาศัยปริปุจฉา. บุคคลผู้มีปฏิภาณโดยการบรรลุเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้บรรลุสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖. บุคคลนั้นรู้อรรถ รู้ธรรม รู้นิรุติ. เมื่อรู้อรรถ อรรถ ก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้นิรุติ นิรุติก็แจ่มแจ้ง. ญาณในปฏิสัมภิทา ๓ ประการนี้ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้า มาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยปฏิภาณปฏิสัมภิทานี้ เพราะเหตุนั้น พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงชื่อว่ามีปฏิภาณ. ผู้ใดไม่มีปริยัติ ไม่มีปริปุจฉา ไม่มีอธิคม บทธรรม อะไรจักแจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้นเล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซึ่งมิตรมีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ.

มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตนฺติ อุฬาโร โหติ มิตฺโต สีเลน สมาธินา ปญฺญาย วิมุตฺติยา วิมุตฺติญาณทสฺสเนน ฯ ปฏิภาณวนฺตนฺติ ตโย ปฏิภาณวนฺโต ปริยตฺติปฏิภาณวา ปริปุจฺฉาปฏิภาณวา อธิคมปฏิภาณวา ฯ {๗๕๔.๑} กตโม ปริยตฺติปฏิภาณวา ฯ อิเธกจฺจสฺส พุทฺธวจนํ ปริยาปุฏํ โหติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภูตธมฺมํ เวทลฺลํ ตสฺส ปริยตฺตึ นิสฺสาย ปฏิภาติ อยํ ปริยตฺติปฏิภาณวา ฯ {๗๕๔.๒} กตโม ปริปุจฺฉาปฏิภาณวา ฯ อิเธกจฺโจ ปริปุจฺฉิตา โหติ อตฺเถ จ ญาเย จ ลกฺขเณ จ การเณ จ ฐานาฐาเน จ ตสฺส ปริปุจฺฉํ นิสฺสาย ปฏิภาติ อยํ ปริปุจฺฉาปฏิภาณวา ฯ {๗๕๔.๓} กตโม อธิคมปฏิภาณวา ฯ อิเธกจฺจสฺส อธิคตา โหนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค จตฺตาโร อริยมคฺคา จตฺตาริ สามญฺญผลานิ จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย ฉฬภิญฺญาโย ฯ ตสฺส อตฺโถ ญาโต ธมฺโม ญาโต นิรุตฺติ ญาตา ฯ อตฺเถ ญาเต อตฺโถ ปฏิภาติ ธมฺเม ญาเต ธมฺโม ปฏิภาติ นิรุตฺติยา ญาตาย นิรุตฺติ ปฏิภาติ ฯ อิเมสุ ตีสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปฏิภาณวา ฯ ยสฺส ปริยตฺติ นตฺถิ ปริปุจฺฉา นตฺถิ อธิคโม นตฺถิ กึ ตสฺส ปฏิภายิสฺสตีติ มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ ฯ

๗๕๕

คำว่า รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว พึงกำจัดความสงสัยเสีย ความว่า รู้ทั่วถึง รู้ยิ่ง ทราบ เทียบเคียง พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งประโยชน์ตน ประโยชน์ ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายภพ พึงกำจัด พึงปราบ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความสงสัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้จัก ประโยชน์ทั้งหลายแล้ว พึงกำจัดความสงสัย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะ ฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว กำจัดความสงสัยเสีย พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อญฺญาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขนฺติ อตฺตตฺถํ อญฺญาย ปรตฺถํ อญฺญาย อุภยตฺถํ อญฺญาย ทิฏฺฐธมฺมิกตฺถํ อญฺญาย สมฺปรายิกตฺถํ อญฺญาย ปรมตฺถํ อญฺญาย อภิญฺญาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา กงฺขํ วิเนยฺย ปฏิวิเนยฺย ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺยาติ อญฺญาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ อญฺญาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๕๖

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ทำความพอใจซึ่งการเล่น ความ ยินดี และกามสุขในโลก ไม่อาลัย เว้นจากฐานะแห่ง เครื่องประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น.

ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ โลเก อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๕๗

ชื่อว่า การเล่น ในอุเทศว่า ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ โลเก ดังนี้ ได้แก่ การเล่น ๒ อย่าง คือ การเล่นทางกาย ๑ การเล่นทางวาจา ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าการเล่นทางกาย. ฯลฯ นี้ชื่อว่าการเล่นทางวาจา. คำว่า ความยินดี นี้ เป็นเครื่องกล่าวถึงความเป็นผู้ไม่กระสัน. คำว่า กามสุข ความว่า สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้. ๕ ประการเป็นไฉน? คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา อันน่า ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่น ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการ นี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุขโสมนัสใดแล อาศัยกามคุณ ๕ ประการนี้ เกิดขึ้น สุขโสมนัส นี้เรากล่าวว่า กามสุข เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามสุข. คำว่า ในโลก คือ ในมนุษย์โลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ... ความเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก.

ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ โลเกติ ขิฑฺฑาติ เทฺว ขิฑฺฑา กายิกา จ ขิฑฺฑา วาจสิกา จ ขิฑฺฑา ฯเปฯ อยํ กายิกา ขิฑฺฑา ฯเปฯ อยํ วาจสิกา ขิฑฺฑา ฯ รตีติ อนุกฺกณฺฐิตาธิวจนเมตํ รตีติ ฯ กามสุขนฺติ วุตฺตเญฺหตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ กามคุณา ยํ โข ภิกฺขเว อิเม ปญฺจ กามคุเณ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ กามสุขนฺติ กามสุขญฺจ ฯ โลเกติ มนุสฺสโลเกติ ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ โลเก ฯ

๗๕๘

คำว่า ไม่ทำความพอใจ ไม่อาลัย ความว่า ไม่ทำความพอใจ ซึ่งการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก เป็นผู้ไม่มีความอาลัย คือ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึง ความไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำความพอใจ ไม่อาลัย.

อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโนติ ขิฑฺฑญฺจ รติญฺจ กามสุขญฺจ โลเก อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขา หุตฺวา ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน ฯ

๗๕๙

ชื่อว่า เครื่องประดับ ในอุเทศว่า วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที ดังนี้ ได้ แก่เครื่องประดับ ๒ อย่าง คือ เครื่องประดับของคฤหัสถ์อย่าง ๑ เครื่องประดับของบรรพชิต อย่าง ๑. เครื่องประดับของคฤหัสถ์เป็นไฉน? ผม หนวด ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประดับ เครื่องแต่งตัว ผ้า เครื่องประดับศีรษะ ผ้าโพก เครื่องอบ เครื่องนวด เครื่อง อาบน้ำ เครื่องตัด กระจกเงา เครื่องหยอดตา ดอกไม้ เครื่องไล้ทา เครื่องทาปาก เครื่อง ผัดหน้า เครื่องผูกข้อมือ เครื่องผูกมวยผม ไม้เท้า กล้องยา ดาบ ร่ม รองเท้า กรอบหน้า พัดขนสัตว์ ผ้าขาว ผ้ามีชายยาว เครื่องประดับดังกล่าวมานี้ เป็นเครื่องประดับของคฤหัสถ์. เครื่องประดับของบรรพชิตเป็นไฉน? การประดับจีวร การประดับบาตร การประดับ เสนาสนะ การประดับ การตกแต่ง การเล่น การเล่นรอบ ความกำหนัด ความพลิกแพลง ความเป็นผู้พลิกแพลง ซึ่งกายอันเปื่อยเน่านี้ หรือซึ่งบริขารอันเป็นภายนอก. การประดับนี้ เป็นการประดับของบรรพชิต. คำว่า เป็นผู้พูดจริง ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้พูดจริง เชื่อมคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่กล่าวให้เคลื่อนคลาดแก่โลก เว้นทั่ว งดเว้น ออกไป สลัดออกไป หลุดพ้น พรากออกไป จากฐานะแห่งเครื่องประดับ มีใจปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เว้นแล้วจากฐานะแห่งเครื่องประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ทำความพอใจซึ่งการเล่น ความ ยินดี และกามสุขในโลก ไม่อาลัย เว้นจากฐานะแห่ง เครื่องประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น.

วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาทีติ วิภูสาติ เทฺว วิภูสา อตฺถิ อาคาริกวิภูสา อตฺถิ อนาคาริกวิภูสา ฯ {๗๕๙.๑} กตมา อาคาริกวิภูสา ฯ เกสา จ มสฺสุ จ มาลา จ คนฺธา จ วิเลปนญฺจ อาภรณญฺจ ปิลนฺธนญฺจ วตฺถญฺจ ปสาธนญฺจ เวฏฺฐนญฺจ อุจฺฉาทนํ ปริมทฺทนํ นหาปนํ สมฺพาหนํ อาทาสํ อญฺชนํ มาลาวิเลปนํ มุขจุณฺณกํ มุขเลปนํ หตฺถพนฺธํ วิสิกฺขาพนฺธํ ทณฺฑํ นาฬิกํ ขคฺคํ ฉตฺตํ อุปาหนา อุณฺหิสํ วาลวิชฺชนี โอทาตานิ วตฺถานิ ทีฆรสฺสานิ อิติ วา อยํ อาคาริกวิภูสา ฯ {๗๕๙.๒} กตมา อนาคาริกวิภูสา ฯ จีวรมณฺฑนา ปตฺตมณฺฑนา เสนาสนมณฺฑนา อิมสฺส วา ปูติกายสฺส พาหิรานํ วา ปริกฺขารานํ มณฺฑนา วิภูสนา เกฬนา ปริเกฬนา เคธิกตา เคธิกตฺตํ จปลนา จาปลฺยํ อยํ อนาคาริกวิภูสา ฯ {๗๕๙.๓} สจฺจวาทีติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สจฺจวาที สจฺจสนฺโธ เถโต ปจฺจยิโก โลกสฺส วิภูสนฏฺฐานา อารโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ โลเก อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๖๐

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละบุตร ทาระ บิดา มารดา ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้อง และกามทั้งหลายตามส่วน พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานิ หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๖๑

บุตร ในคำว่า ปุตตํ ในอุเทศว่า ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ ดังนี้ มี ๔ คือ บุตรที่เกิดแต่ตน ๑ บุตรที่เกิดในเขต ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรที่อยู่ในสำนัก ๑. ภรรยาท่านกล่าวว่า ทาระ. บุรุษผู้ให้บุตรเกิดชื่อว่าบิดา สตรีผู้ให้บุตรเกิดชื่อว่ามารดา. เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุตร ทาระ บิดา มารดา.

ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรนฺติ ปุตฺตนฺติ จตฺตาโร ปุตฺตา อตฺรโช ปุตฺโต เขตฺตโช ปุตฺโต ทินฺนโก ปุตฺโต อนฺเตวาสิโก ปุตฺโต ฯ ทารา วุจฺจนฺติ ภริยาโย ฯ ปิตาติ โย โส ชนโก ฯ มาตาติ ยา สา ชนิกาติ ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ ฯ

๗๖๒

แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง แก้วทับทิม แก้วลาย ท่านกล่าวว่า ทรัพย์ ในอุเทศว่า ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานิ ดังนี้. ของที่กินก่อน ของที่กินทีหลัง ท่านกล่าวว่า ธัญชาติ. ข้าวสาลี ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ลูกเดือย หญ้ากับแก้ ชื่อว่าของที่กินก่อน. เครื่องแกงชื่อว่าของที่กินทีหลัง พวกพ้อง ในคำว่า พนฺธวานิ มี ๔ จำพวก คือ พวกพ้องโดยเป็นญาติ ๑ พวกพ้องโดยโคตร ๑ พวกพ้องโดย ความเป็นมิตร ๑ พวกพ้องเนื่องด้วยศิลป ๑ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้อง.

ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานีติ ธนานิ วุจฺจนฺติ มุตฺตา มณิ เวฬุริโย สงฺโข สิลา ปวาฬํ รชตํ ชาตรูปํ โลหิตงฺโค มสารคลฺโล ฯ ธญฺญานิ วุจฺจนฺติ ปุพฺพณฺณํ อปรณฺณํ ฯ ปุพฺพณฺณํ นาม สาลี วีหิ ยโว โคธุโม กงฺคุ วรโก กุทฺรุสโก ฯ อปรณฺณํ นาม สูเปยฺยํ ฯ พนฺธวานีติ จตฺตาโร พนฺธโว ญาติพนฺธวาปิ พนฺธุ โคตฺตพนฺธวาปิ พนฺธุ มิตฺตพนฺธวาปิ พนฺธุ สิปฺปพนฺธวาปิ พนฺธูติ ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานิ ฯ

๗๖๓

ชื่อว่า กาม ในอุเทศว่า หิตฺวาน กามานิ ยโถธกานิ ดังนี้ โดยอุทาน ได้แก่กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่าวัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่ากิเลสกาม. คำว่า ละกามทั้งหลาย ความว่า กำหนดรู้วัตถุกามแล้ว ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งกิเลสกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละกามทั้งหลาย. คำว่า ตามส่วน ความว่า ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้วด้วย โสดาปัตติมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค ไม่มา อีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้วด้วยอนาคามิมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมา สู่กิเลสที่ละได้แล้วด้วยอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละแล้วซึ่งกามทั้งหลายตามส่วน พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละบุตร ทาระ บิดา มารดา ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้อง และกามทั้งหลายตามส่วน พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานีติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ หิตฺวาน กามานีติ วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา กิเลสกาเม ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ หิตฺวาน กามานิ ฯ ยโถธิกานีติ โสตาปตฺติมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ สกทาคามิมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา อนาคามิมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา อรหตฺตมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉตีติ หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺจเจกสมฺพุทฺโธ ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานิ หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๖๔

กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีความสุขน้อย มีความยินดีน้อย มี ทุกข์มาก. บุคคลผู้มีปัญญารู้ว่า กามนี้เป็นดังฝี ดังนี้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย คณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๖๕

คำว่า เครื่องข้องก็ดี ว่าเบ็ดก็ดี ว่าเหยื่อก็ดี ว่าเกี่ยวข้องก็ดี ว่าพัวพันก็ดี นี้เป็นชื่อแห่งเบญจกามคุณ ในอุเทศว่า สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ ดังนี้. คำว่า กามนี้มีความสุขน้อย ความว่า สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้. ๕ ประการเป็นไฉน? คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุขโสมนัสใดแล อาศัยกามคุณ ๕ ประการนี้เกิดขึ้น สุข โสมนัสนั้นแลเรากล่าวว่า กามสุข. กามสุขนี้มีน้อย กามสุขนี้เลว กามสุขนี้ลามก กามสุขนี้ ให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีความสุขน้อย.

สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยนฺติ สงฺโคติ วา พฬิสนฺติ วา อามิสนฺติ วา ลคฺคนนฺติ วา ปลิโพโธติ วา ปญฺจนฺเนตํ กามคุณานํ อธิวจนํ ฯ ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยนฺติ วุตฺตเญฺหตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ กามคุณา ยํ โข ภิกฺขเว อิเม ปญฺจ กามคุเณ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ กามสุขํ อปฺปกํ เอตํ สุขํ โอมกํ เอตํ สุขํ ลามกํ เอตํ สุขํ ทุกฺขํ เอตํ สุขนฺติ สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ ฯ

๗๖๖

คำว่า กามนี้มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ความว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาค ตรัสว่า มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมาก. กามทั้งหลายพระผู้มี- *พระภาคตรัสว่า เหมือนโครงกระดูก. กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือนชิ้นเนื้อ. กาม ทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือนคบเพลิง. กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือน หลุมถ่านเพลิง. กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือนความฝัน. กามทั้งหลายพระผู้มี- *พระภาคตรัสว่า เหมือนของที่ยืมเขามา. กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือนผลไม้. กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือนดาบและสุนัขไล่เนื้อ. กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาค ตรัสว่า เหมือนหอกและหลาว. กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือนศีรษะงูเห่า มีทุกข์ มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามนี้มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก.

อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโยติ อปฺปสฺสาทา กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย ฯ อฏฺฐิกงฺกลูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ มํสเปสูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ ติณุกฺกูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ องฺคารกาสูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ สุปินกูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ ยาจิตกูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ รุกฺขผลูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ อสิสูนูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ สตฺติสูลูปมา กามา วุตฺตา ภควตา ฯ สปฺปสิรูปมา กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโยติ อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย ฯ

๗๖๗

คำว่า ดังฝีก็ดี ว่าเบ็ดก็ดี ว่าเหยื่อก็ดี ว่าความข้องก็ดี ว่าความกังวลก็ดี เป็นชื่อของเบญจกามคุณ ในอุเทศว่า คณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมา ดังนี้. บทว่า อิติ เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวข้อง เป็นบทบริบูรณ์ เป็นที่ประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ. บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า บุคคลผู้มีปัญญารู้แล้วว่า กามนี้เป็นดังฝี ความว่า บุคคลผู้มีปัญญา เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส รู้แล้ว คือ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏว่า กามนี้เป็นดังฝี เป็นเบ็ด เป็นเหยื่อ เป็นความข้อง เป็นความกังวล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญารู้แล้วว่า กามนี้เป็นดังฝี พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีความสุขน้อย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก. บุคคลผู้มีปัญญารู้ว่า กามนี้เป็นดังฝี ดังนี้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

คณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมาติ คณฺโฑติ วา พฬิสนฺติ วา อามิสนฺติ วา ลคฺคนนฺติ วา ปลิโพโธติ วา ปญฺจนฺเนตํ กามคุณานํ อธิวจนํ ฯ อิตีติ ปทสนฺธิ ปทสํสคฺโค ปทปาริปูริ อกฺขรสมวาโย พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ปทานุปุพฺพกเมตํ อิตีติ ฯ มติมาติ ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวี ฯ คณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมาติ คณฺโฑติ มติมา ญตฺวา พฬิสนฺติ ญตฺวา อามิสนฺติ ญตฺวา ลคฺคนนฺติ ญตฺวา ปลิโพโธติ ญตฺวา ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ คณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย คณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๖๘

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ทำลายแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย เหมือนปลาทำลายข่าย และเหมือนไฟที่ไหม้ลามไปมิได้ กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ ชาลํว เภตฺวา สลิลมฺพุจารี อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๖๙

สังโยชน์ ในอุเทศว่า สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ ดังนี้ มี ๑๐ ประการ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานสังโยชน์ ทิฏฐิสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ สีลัพพต- *ปรามาสสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์ มัจฉริยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์. คำว่า ทำลายแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ความว่า ทำลาย ทำลายพร้อม ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งสังโยชน์ ๑๐ ประการ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทำลายแล้ว ซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย.

สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานีติ ทส สญฺโญชนานิ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ มานสญฺโญชนํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ สีลพฺพตปรามาสสญฺโญชนํ ภวราคสญฺโญชนํ อิสฺสาสญฺโญชนํ มจฺฉริยสญฺโญชนํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ ฯ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานีติ ทส สญฺโญชนานิ ทาลยิตฺวา สนฺทาลยิตฺวา ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ ฯ

๗๗๐

ข่ายที่ทำด้วยด้าย ท่านกล่าวว่า ข่าย ในอุเทศว่า ชาลํว เภตฺวา สลิลมฺพุจารี ดังนี้. น้ำท่านกล่าวว่า สลิละ. ปลาท่านกล่าวว่า อัมพุจารี สัตว์เที่ยวอยู่ในน้ำ. ปลาทำลาย ฉีก แหวกข่ายขาดลอดออกแล้ว เที่ยวว่ายแหวกไป รักษา บำรุง เยียวยา. ข่ายมี ๒ ชนิด คือ ข่ายคือตัณหา ๑ ข่ายคือทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่า ข่ายคือตัณหา. ฯลฯ นี้ชื่อว่า ข่ายคือทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละข่ายคือตัณหา สละคืนข่ายคือทิฏฐิเสียแล้ว เหมือนฉะนั้น เพราะเป็นผู้ละข่ายคือตัณหา สละคืนข่ายคือ ทิฏฐิเสียแล้ว. พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ข้อง ไม่ติด ไม่พัวพันในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง เป็นผู้ออก สลัดออก หลุดพ้น ไม่ เกี่ยวข้อง มีใจอันทำไม่ให้มีเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนปลาที่ทำลายข่าย ฉะนั้น.

ชาลํว เภตฺวา สลิลมฺพุจารีติ ชาลํ วุจฺจติ สุตฺตชาลํ ฯ สลิลํ วุจฺจติ อุทกํ ฯ อมฺพุจารี วุจฺจติ มจฺโฉ ฯ ชาลํ ภินฺทิตฺวา สํภินฺทิตฺวา ผาลยิตฺวา ปทาลยิตฺวา สมฺปทาลยิตฺวา จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ ฯ เอวเมว เทฺว ชาลา ตณฺหาชาลญฺจ ทิฏฺฐิชาลญฺจ ฯเปฯ อิทํ ตณฺหาชาลํ ฯเปฯ อิทํ ทิฏฺฐิชาลํ ฯ ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ตณฺหาชาลํ ปหีนํ ทิฏฺฐิชาลํ ปฏินิสฺสฏฺฐํ ฯ ตณฺหาชาลสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิชาลสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ รูเป น สชฺชติ สทฺเท น สชฺชติ คนฺเธ น สชฺชติ ฯเปฯ ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ น สชฺชติ น คยฺหติ น พชฺฌติ นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ ชาลํว เภตฺวา สลิลมฺพุจารี ฯ

๗๗๑

คำว่า เหมือนไฟไหม้ลามไปมิได้กลับมา ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมา สู่กิเลส ที่ละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมา สู่กิเลสที่ละได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมา สู่กิเลสที่ ละแล้วด้วยอนาคามิมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมา สู่กิเลสที่ละได้แล้วด้วยอรหัตมรรค เหมือนไฟไหม้เชื้อหญ้าและไม้ลามไปมิได้กลับมา ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนไฟไหม้ ลามไปมิได้กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ทำลายแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย เหมือนปลาทำลายข่าย และเหมือนไฟที่ไหม้ลามไปมิได้ กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโนติ ยถา อคฺคิ ติณกฏฺฐุปาทานํ ฑหนฺโต คจฺฉติ อนิวตฺตนฺโต เอวเมว ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส โสตาปตฺติมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ สกทาคามิมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา อนาคามิมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา อรหตฺตมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉตีติ อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ ชาลํว เภตฺวา สลิลมฺพุจารี อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๗๒

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีจักษุอันทอดลง ไม่เหลวไหล เพราะเท้า คุ้มครองอินทรีย์ มีใจอันรักษาแล้ว กิเลสมิได้ชุ่ม ไฟกิเลสมิได้เผา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

โอกฺขิตฺตจกฺขู น จ ปาทโลโล คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๗๓

พึงทราบวินิจฉัย ในอุเทศว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ น จ ปาทโลโล ดังนี้ ภิกษุ เป็นผู้ไม่สำรวมจักษุอย่างไร? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เหลวไหลเพราะจักษุ ประกอบ ด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะจักษุ ด้วยความดำริว่า เราจะดูรูปที่ไม่เคยดู จะผ่านเลยรูปที่ เคยดูแล้ว จึงออกจากอารามนี้ไปยังอารามโน้น จากสวนนี้ไปยังสวนโน้น จากบ้านนี้ไปยัง บ้านโน้น จากนิคมนี้ไปยังนิคมโน้น จากนครนี้ไปยังนครโน้น จากรัฐนี้ไปยังรัฐโน้น จาก ชนบทนี้ไปยังชนบทโน้น เป็นผู้ขวนขวายความเที่ยวนาน เที่ยวไปไม่หยุด เพื่อจะดูรูป. ภิกษุ เป็นผู้ไม่สำรวมจักษุอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน ไม่สำรวมเดินดูกองทัพช้าง ดูกองทัพม้า ดูกองทัพรถ ดูกองทัพเดินเท้า ดูพวกกุมาร ดูพวกกุมารี ดูพวกสตรี ดูพวก บุรุษ ดูร้านตลาด ดูประตูบ้าน ดูข้างบน ดูข้างล่าง ดูทิศใหญ่ทิศน้อย เดินไป. ภิกษุเป็นผู้ ไม่สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติ เพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและ โทมนัสครอบงำได้ ไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์. ภิกษุเป็นผู้ไม่สำรวม จักษุแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง เหมือนท่านสมณพราหมณ์บางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เป็นผู้ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย เพลงปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพ บ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไต่ราว การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ. ภิกษุเป็นผู้ไม่สำรวมจักษุแม้ อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนนเป็นผู้สำรวม ไม่ดูกองทัพช้าง ไม่ดูกองทัพม้า ไม่ดูกองทัพรถ ไม่ดูกองทัพเดินเท้า ไม่ดูพวกกุมาร ไม่ดูพวกกุมารี ไม่ดูพวก สตรี ไม่ดูพวกบุรุษ ไม่ดูร้านตลาด ไม่ดูประตูบ้าน ไม่ดูข้างบน ไม่ดูข้างล่าง ไม่ดูทิศใหญ่ ทิศน้อย เดินไป. ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุอย่างไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้เหลวไหลเพราะจักษุ ไม่ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะจักษุ ด้วยความไม่ดำริว่าเราจะดูรูปที่ไม่เคยดู จะผ่าน เลยรูปที่เคยดูแล้ว ไม่ออกจากอารามนี้ไปยังอารามโน้น ไม่จากสวนนี้ไปยังสวนโน้น ไม่จาก บ้านนี้ไปยังบ้านโน้น ไม่จากนิคมนี้ไปยังนิคมโน้น ไม่จากนครนี้ไปยังนครโน้น ไม่จากรัฐนี้ไป ยังรัฐโน้น ไม่จากชนบทนี้ไปยังชนบทโน้น ไม่ขวนขวายการเที่ยวนาน เที่ยวไปหยุด เพื่อจะ ดูรูป. ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติ เพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและ โทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์. ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุ แม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง เหมือนท่านสมณพราหมณ์บางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เป็นผู้ไม่ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลธรรมเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับ การ- *ประโคม ฯลฯ การดูกองทัพ ภิกษุเป็นผู้งดเว้นจากการขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้. ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศว่า ไม่เหลวไหลเพราะเท้า ดังต่อไปนี้ ภิกษุเป็นผู้เหลวไหล เพราะเท้าอย่างไร? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า ประกอบด้วยความเป็นผู้ เหลวไหลเพราะเท้า ออกจากอารามนี้ไปยังอารามโน้น ... จากชนบทนี้ไปยังชนบทโน้น เป็นผู้ ขวนขวายการเที่ยวไปนาน เที่ยวไปไม่หยุด. ภิกษุเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าภายในสังฆาราม ฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบ มิใช่เพราะเหตุแห่งประโยชน์ มิใช่เพราะเหตุที่ถูกใช้ ออกจากบริเวณนี้ ไปยังบริเวณโน้น จากวิหารนี้ไปยังวิหารโน้น จากเพิงนี้ไปยังเพิงโน้น จากปราสาทนี้ไปยัง ปราสาทโน้น จากเรือนโล้นหลังนี้ไปยังเรือนโล้นหลังโน้น จากถ้ำนี้ไปยังถ้ำโน้น จากที่เร้นนี้ ไปยังที่เร้นโน้น จากกระท่อมนี้ไปยังกระท่อมโน้น จากเรือนยอดหลังนี้ไปยังเรือนยอดหลังโน้น จากป้อมนี้ไปยังป้อมโน้น จากโรงนี้ไปยังโรงโน้น จากที่พักแห่งนี้ไปยังที่พักแห่งโน้น จากโรง เก็บของแห่งนี้ไปยังโรงเก็บของแห่งโน้น จากโรงฉันแห่งนี้ไปยังโรงฉันแห่งโน้น จากมณฑปนี้ ไปยังมณฑปแห่งโน้น จากโคนไม้ต้นนี้ไปยังโคนไม้ต้นโน้น ในสถานที่ที่ภิกษุนั่งกันอยู่หรือ กำลังเดินไป มีรูปเดียวก็รวมเป็นรูปที่สอง มีสองรูปก็เป็นรูปที่สาม หรือมีสามรูปก็เป็นรูปที่สี่ ย่อมพูดคำเพ้อเจ้อมากในที่นั้น คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯลฯ เรื่องความเจริญความเสื่อม. ภิกษุเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าแม้อย่างนี้. คำว่า ไม่เหลวไหลเพราะเท้า ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้เว้น เว้นขาด ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า มีจิตอันทำ ไม่ให้มีเขตแดนอยู่ ชอบในความสงัด ยินดีในความสงัด ประกอบความสงบจิต ณ ภายใน เนืองๆ มีฌานมิได้ห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร เพ่งฌาน ยินดีในฌาน หมั่นประกอบเอกีภาพ หนักอยู่ในประโยชน์ตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้สำรวมจักษุและ ไม่เหลวไหลเพราะเท้า.

โอกฺขิตฺตจกฺขู น จ ปาทโลโลติ กถํ ขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุโลโล จกฺขุโลลิเยน สมนฺนาคโต โหติ อทิฏฺฐํ ทกฺขิตพฺพํ ทิฏฺฐํ สมติกฺกมิตพฺพนฺติ อาราเมน อารามํ อุยฺยาเนน อุยฺยานํ คาเมน คามํ นิคเมน นิคมํ นคเรน นครํ รฏฺเฐน รฏฺฐํ ชนปเทน ชนปทํ ทีฆจาริกํ อนฺวตฺถจาริกํ อนุยุตฺโต โหติ รูปทสฺสนาย เอวํ ขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ {๗๗๓.๑} อถวา ภิกฺขุ อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ วีถึ ปฏิปนฺโน อสํวุโต คจฺฉติ หตฺถึ โอโลเกนฺโต อสฺสํ โอโลเกนฺโต รถํ โอโลเกนฺโต ปตฺตึ โอโลเกนฺโต กุมารเก โอโลเกนฺโต กุมาริกาโย โอโลเกนฺโต อิตฺถิโย โอโลเกนฺโต ปุริเส โอโลเกนฺโต อนฺตราปณํ โอโลเกนฺโต ฆรมุขานิ โอโลเกนฺโต อุทฺธํ โอโลเกนฺโต อโธ โอโลเกนฺโต ทิสาวิทิสํ เปกฺขมาโน คจฺฉติ เอวมฺปิ ขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ อถวา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา นิมิตฺตคฺคาหี โหติ อนุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย น ปฏิปชฺชติ น รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ น จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ เอวมฺปิ ขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ ยถา วา ปเนเก โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สทฺธาเทยฺยานิ โภชนานิ ภุญฺชิตฺวา เต เอวรูปํ วิสูกทสฺสนํ อนุยุตฺตา วิหรนฺติ เสยฺยถีทํ นจฺจํ คีตํ วาทิตํ เปกฺขํ อกฺขานํ ปาณิสฺสรํ เวตาฬํ กุมฺภถูณํ โสภนครกํ จณฺฑาลํ วํสํ โธวนํ หตฺถิยุทฺธํ อสฺสยุทฺธํ มหิสยุทฺธํ อุสภยุทฺธํ เมณฺฑยุทฺธํ กุกฺกุฏยุทฺธํ ทณฺฑยุทฺธํ มุฏฺฐิยุทฺธํ นิพฺพุทฺธํ อุยฺโยธิกํ พลคฺคํ เสนาพฺยูหํ อณีกทสฺสนํ อิติ วา เอวรูปํ วิสูกทสฺสนํ อนุยุตฺโต โหติ เอวมฺปิ ขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ {๗๗๓.๒} กถํ โอกฺขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขุ น จกฺขุโลโล จกฺขุโลลิเยน สมนฺนาคโต โหติ อทิฏฺฐํ ทกฺขิตพฺพํ ทิฏฺฐํ สมติกฺกมิตพฺพนฺติ น อาราเมน อารามํ น อุยฺยาเนน อุยฺยานํ น คาเมน คามํ น นิคเมน นิคมํ น นคเรน นครํ น รฏฺเฐน รฏฺฐํ น ชนปเทน ชนปทํ น ทีฆจาริกํ อนฺวตฺถจาริกํ อนุยุตฺโต โหติ รูปทสฺสนาย เอวํ โอกฺขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ อถวา ภิกฺขุ อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ วีถึ ปฏิปนฺโน สํวุโต คจฺฉติ น หตฺถึ โอโลเกนฺโต น อสฺสํ โอโลเกนฺโต น รถํ โอโลเกนฺโต น ปตฺตึ โอโลเกนฺโต น กุมารเก โอโลเกนฺโต น กุมาริกาโย โอโลเกนฺโต น อิตฺถิโย โอโลเกนฺโต น ปุริเส โอโลเกนฺโต น อนฺตราปณํ โอโลเกนฺโต น ฆรมุขานิ โอโลเกนฺโต น อุทฺธํ โอโลเกนฺโต น อโธ โอโลเกนฺโต น ทิสาวิทิสํ เปกฺขมาโน คจฺฉติ เอวมฺปิ โอกฺขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ อถวา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ เอวมฺปิ โอกฺขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ ยถา วา ปเนเก โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สทฺธาเทยฺยานิ โภชนานิ ภุญฺชิตฺวา เต เอวรูปํ วิสูกทสฺสนํ อนนุยุตฺตา วิหรนฺติ เสยฺยถีทํ นจฺจํ คีตํ วาทิตํ ฯเปฯ อณีกทสฺสนํ อิติ วา เอวรูปา วิสูกทสฺสนานุโยคา ปฏิวิรโต โหติ เอวมฺปิ โอกฺขิตฺตจกฺขุ โหติ ฯ {๗๗๓.๓} น จ ปาทโลโลติ กถํ ปาทโลโล โหติ ฯ อิเธกจฺโจ ปาทโลโล ปาทโลลิเยน สมนฺนาคโต โหติ อาราเมน อารามํ อุยฺยาเนน อุยฺยานํ คาเมน คามํ นิคเมน นิคมํ นคเรน นครํ รฏฺเฐน รฏฺฐํ ชนปเทน ชนปทํ ทีฆจาริกํ อนฺวตฺถิตจาริกํ อนุยุตฺโต โหติ เอวมฺปิ ปาทโลโล โหติ ฯ อถวา ภิกฺขุ อนฺโตสงฺฆาราเม ปาทโลลิเยน สมนฺนาคโต โหติ น อตฺถเหตุ น การณเหตุ อุทฺธโต อวูปสนฺตจิตฺโต ปริเวณโต ปริเวณํ คจฺฉติ วิหารโต วิหารํ คจฺฉติ อฑฺฒโยคโต อฑฺฒโยคํ คจฺฉติ ปาสาทโต ปาสาทํ คจฺฉติ หมฺมิยโต หมฺมิยํ คจฺฉติ คุหโต คุหํ คจฺฉติ เลณโต เลณํ คจฺฉติ กุฏิยา กุฏึ คจฺฉติ กูฏาคารโต กูฏาคารํ คจฺฉติ อฏฺฏโต อฏฺฏํ คจฺฉติ มาฬโต มาฬํ คจฺฉติ อุทฺทณฺฑโต อุทฺทณฺฑํ คจฺฉติ อุทฺโทสิตโต อุทฺโทสิตํ คจฺฉติ อุปฏฺฐานสาลโต อุปฏฺฐานสาลํ คจฺฉติ มณฺฑปโต มณฺฑปํ คจฺฉติ รุกฺขมูลโต รุกฺขมูลํ คจฺฉติ ยตฺถ วา ปน ภิกฺขู นิสีทนฺติ วา คจฺฉนฺติ วา ตตฺถ เอกสฺส วา ทุติโย โหติ ทฺวินฺนํ วา ตติโย โหติ ติณฺณํ วา จตุตฺโถ โหติ ตตฺถ พหุํ สมฺผปฺปลาปํ สลฺลปติ เสยฺยถีทํ ราชกถํ โจรกถํ ฯเปฯ อิติภวาภวกถํ อิติ วา กเถสิ เอวมฺปิ ปาทโลโล โหติ ฯ น จ ปาทโลโลติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปาทโลลิยา อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติ ปฏิสลฺลานาราโม โหติ ปฏิสลฺลานรโต อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต อนิรากตชฺฌาโน วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ ฌายี ฌานรโต เอกตฺตมนุยุตฺโต สทตฺถครุโกติ โอกฺขิตฺตจกฺขู น จ ปาทโลโล ฯ

๗๗๔

คำว่า เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เห็นรูป ด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่ สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษา จักขุนทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์. คำว่า มีใจอันรักษาแล้ว ความว่า มีใจคุ้มครองแล้ว คือ มีจิตรักษาแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว มีใจอันรักษาแล้ว.

คุตฺตินฺทฺริโยติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตีติ คุตฺตินฺทฺริโย ฯ รกฺขิตมานสาโนติ โคปิตมานสาโน รกฺขิตจิตฺโตติ คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน ฯ

๗๗๕

คำว่า กิเลสมิได้ชุ่ม ในอุเทศว่า อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน ดังนี้ ความว่า สมจริงตามเถรภาษิตที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดง อวัสสุตปริยายสูตรและอนวัสสุตปริยายสูตรแก่ท่านทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายจงฟังเทศนานั้น จง ใส่ใจให้ดี. เราจักกล่าว. ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า อย่างนั้นท่านผู้มีอายุ ดังนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้อันกิเลสชุ่ม แล้วอย่างไร? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมยินดีใน รูปที่น่ารัก ย่อมยินร้ายในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีธรรมในใจน้อย และภิกษุ นั้นย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดังโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรม อันลามกที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมยินร้ายในธรรมารมณ์ ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีธรรมในใจน้อย และภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่า ผู้อันกิเลสชุ่มแล้ว ในรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา ในเสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ ในธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ได้ช่องได้ปัจจัย ถ้าแม้มารเข้ามา หาภิกษุนั้นทางหู ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางใจ มารก็ได้ช่องได้ปัจจัย. ดูกรท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนที่ทำด้วยไม้อ้อ หรือเรือนที่ทำด้วยหญ้าแห้งเกราะฝนรั่วรดได้ ถ้าแม้บุรุษเอาคบหญ้าที่ติดไฟแล้วเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็ได้ช่องได้ปัจจัย ถ้าแม้ บุรุษเอาคบหญ้าที่ติดไฟแล้วเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ทางทิศเหนือ ทางทิศใต้ ทาง เบื้องหลัง ทางเบื้องบน แม้ทางทิศไหนๆ ไฟก็ได้ช่องได้ปัจจัย ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ได้ช่อง ได้ปัจจัย ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางหู ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางใจ มารก็ได้ช่อง ได้ปัจจัย. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ รูปย่อมครอบงำได้ ภิกษุครอบงำรูป ไม่ได้ เสียงครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำเสียงไม่ได้ กลิ่นครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำกลิ่น ไม่ได้ รสครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำรสไม่ได้ โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำ โผฏฐัพพะไม่ได้ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ไม่ได้. ดูกรท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่า ถูกรูปครอบงำ ถูกเสียงครอบงำ ถูกกลิ่นครอบงำ ถูกรสครอบงำ ถูกโผฏฐัพพะครอบงำ ถูกกิเลสเหล่านั้นครอบงำ ภิกษุเหล่านั้นไม่ครอบงำอกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้ง แห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อันกิเลสชุ่มแล้วอย่างนี้แล. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้อันกิเลสไม่ชุ่มแล้วอย่างไร? ดูกรท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ยินดีในรูปที่น่ารัก ไม่ยินร้ายในรูปที่ไม่ น่ารัก ตั้งมั่นกายคตาสติ มีใจประกอบด้วยธรรมหาประมาณมิได้ และภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตาม ความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้น แล้วแก่เธอ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ตั้งมั่นกายคตาสติ มีใจประกอบด้วยธรรมหาประมาณมิได้ และภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความเป็น จริงซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว แก่เธอ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่าไม่ถูกกิเลสชุ่มแล้ว ในรูปที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยตา ในเสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ ในธารมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ. ดูกรท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางหู มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้น ทางใจ มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกูฏาคารศาลา หรือ สันถาคารศาลา มีดินหนา มีเครื่องฉาบทาอันเปียก ถึงแม้บุรุษจะเอาคบหญ้าที่ติดไฟโชนแล้ว เข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ถึงแม้บุรุษจะเอาคบหญ้าที่ติดไฟ โชนแล้วเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ทางทิศเหนือ ทางทิศใต้ ทางเบื้องหลัง ทางเบื้องบน ถึงแม้โดยทางไหนๆ ไฟก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติ อยู่อย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถึงแม้มารจะเข้ามาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ถึงแม้มารจะเข้ามาหาภิกษุนั้นทางหู ฯลฯ ถึงแม้มารจะเข้ามาหาภิกษุนั้นทางใจ มารก็ไม่ได้ช่อง ไม่ได้ปัจจัย. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ รูปย่อมครอบงำไม่ได้ ภิกษุ ครอบงำรูปได้ เสียงครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำเสียงได้ กลิ่นครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุ ครอบงำกลิ่นได้ รสครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำรสได้ โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำโผฏฐัพพะได้ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ได้. ดูกรท่าน ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่า ครอบงำรูป ครอบงำเสียง ครอบงำกลิ่น ครอบงำรส ครอบงำโผฏฐัพพะ ครอบงำธรรมารมณ์. กิเลสเหล่านั้นครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำอกุศล ธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็น วิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติชราและมรณะต่อไป. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่ถูกกิเลส ชุ่มแล้วอย่างนี้แล เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้อันกิเลสไม่ชุ่มแล้ว. คำว่า ไฟกิเลสไม่เผา ความว่า ผู้อันไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ไม่แผดเผา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้อันกิเลสไม่ชุ่มแล้ว ไฟกิเลสไม่เผา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีจักษุอันทอดลง ไม่เหลวไหล เพราะเท้า คุ้มครองอินทรีย์ มีใจอันรักษาแล้ว กิเลสมิได้ชุ่ม ไฟกิเลสมิได้เผา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโนติ อนวสฺสุโตติ วุตฺตเญฺหตํ อายสฺมตา มหาโมคฺคลฺลาเนน อวสฺสุตปริยายญฺจ โว อาวุโส เทสิสฺสามิ อนวสฺสุตปริยายญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอตทโวจ {๗๗๕.๑} กถญฺจาวุโส อวสฺสุโต โหติ อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ปิยรูเป รูเป อธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป รูเป พฺยาปชฺชติ อนุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ ปริตฺตเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย ปิยรูเป ธมฺเม อธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป ธมฺเม พฺยาปชฺชติ อนุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ ปริตฺตเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ อวสฺสุโต จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ อวสฺสุโต โสตวิญฺเญยฺเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อวสฺสุโต มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ เอวํวิหารี อาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลภเตว มาโร โอตารํ ลภติ มาโร อารมฺมณํ โสตโต เจปิ นํ ฯเปฯ มนโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลภเตว มาโร โอตารํ ลภติ มาโร อารมฺมณํ {๗๗๕.๒} เสยฺยถาปิ อาวุโส นฬาคารํ วา ติณาคารํ วา สุกฺขํ โกลาปํ โจโรวสฺสิกํ ปุรตฺถิมาย เจปิ นํ ทิสาย ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย ลภเตว อคฺคิ โอตารํ ลภติ อคฺคิ อารมฺมณํ ปจฺฉิมาย เจปิ นํ ทิสาย อุตฺตราย เจปิ นํ ทิสาย ทกฺขิณาย เจปิ นํ ทิสาย ปจฺฉโต เจปิ นํ อุปริโต เจปิ นํ ยโต กุโตจิ เจปิ นํ ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย ลภเตว อคฺคิ โอตารํ ลภติ อคฺคิ อารมฺมณํ {๗๗๕.๓} เอวเมว โข อาวุโส เอวํวิหารี ภิกฺขุ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลภเตว มาโร โอตารํ ลภติ มาโร อารมฺมณํ โสตโต เจปิ นํ ฯเปฯ มนโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ ลภเตว มาโร โอตารํ ลภติ มาโร อารมฺมณํ เอวํวิหาริญฺจาวุโส ภิกฺขุํ รูปา อภิภวึสุ น ภิกฺขุ รูเป อภิภวิ สทฺทา ภิกฺขุํ อภิภวึสุ น ภิกฺขุ สทฺเท อภิภวิ คนฺธา ภิกฺขุํ อภิภวึสุ น ภิกฺขุ คนฺเธ อภิภวิ รสา ภิกฺขุํ อภิภวึสุ น ภิกฺขุ รเส อภิภวิ โผฏฺฐพฺพา ภิกฺขุํ อภิภวึสุ น ภิกฺขุ โผฏฺฐพฺเพ อภิภวิ ธมฺมา ภิกฺขุํ อภิภวึสุ น ภิกฺขุ ธมฺเม อภิภวิ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ รูปาภิภูโต สทฺทาภิภูโต คนฺธาภิภูโต รสาภิภูโต โผฏฺฐพฺพาภิภูโต อภิภูโต เตหิ กิเลเสหิ น อภิภู หิ โส ปาปเก อกุสเล ธมฺเม สงฺกิเลสิเก โปโนพฺภวิเก สทเร ทุกฺขวิปาเก อายตึชาติชรามรณีเย เอวํ โข อาวุโส อวสฺสุโต โหติ ฯ {๗๗๕.๔} กถญฺจาวุโส อนวสฺสุโต โหติ อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ปิยรูเป รูเป นาธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป รูเป น พฺยาปชฺชติ อุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ อปฺปมาณเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย ปิยรูเป ธมฺเม นาธิมุจฺจติ อปฺปิยรูเป ธมฺเม น พฺยาปชฺชติ อุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ อปฺปมาณเจตโส ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส เต อุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ อนวสฺสุโต จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ อนวสฺสุโต โสตวิญฺเญยฺเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อนวสฺสุโต มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ เอวํวิหารี อาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ เนว ลภติ มาโร โอตารํ น ลภติ มาโร อารมฺมณํ โสตโต เจปิ นํ ฯเปฯ มนโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ เนว ลภติ มาโร โอตารํ น ลภติ มาโร อารมฺมณํ {๗๗๕.๕} เสยฺยถาปิ อาวุโส กูฏาคารสาลา วา สนฺถาคารสาลา วา พหลมตฺติกา อลฺลาวเลปนา ปุรตฺถิมาย เจปิ นํ ทิสาย ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย เนว ลภติ อคฺคิ โอตารํ น ลภติ อคฺคิ อารมฺมณํ ปจฺฉิมาย เจปิ นํ ทิสาย อุตฺตราย เจปิ นํ ทิสาย ทกฺขิณาย เจปิ นํ ทิสาย ปจฺฉโต เจปิ นํ อุปริโต เจปิ นํ ยโต กุโตจิ เจปิ นํ ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย อุปสงฺกเมยฺย เนว ลภติ อคฺคิ โอตารํ น ลภติ อคฺคิ อารมฺมณํ {๗๗๕.๖} เอวเมว โข อาวุโส เอวํวิหารี ภิกฺขุ จกฺขุโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ เนว ลภติ มาโร โอตารํ น ลภติ มาโร อารมฺมณํ โสตโต เจปิ นํ ฯเปฯ มนโต เจปิ นํ มาโร อุปสงฺกมติ เนว ลภติ มาโร โอตารํ น ลภติ มาโร อารมฺมณํ {๗๗๕.๗} เอวํวิหาริญฺจาวุโส ภิกฺขุํ น รูปา อภิภวึสุ ภิกฺขุ รูเป อภิภวิ น สทฺทา ภิกฺขุํ อภิภวึสุ ภิกฺขุ สทฺเท อภิภวิ ฯเปฯ น ธมฺมา ภิกฺขุํ อภิภวึสุ ภิกฺขุ ธมฺเม อภิภวิ อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ รูปาภิภู สทฺทาภิภู คนฺธาภิภู รสาภิภู โผฏฺฐพฺพาภิภู ธมฺมาภิภู อนภิภูโต เตหิ กิเลเสหิ อภิภู หิ โส ปาปเก อกุสเล ธมฺเม สงฺกิเลสิเก โปโนพฺภวิเก สทเร ทุกฺขวิปาเก อายตึชาติชรามรณีเย เอวํ โข อาวุโส อนวสฺสุโต โหตีติ อนวสฺสุโต ฯ {๗๗๕.๘} อปริฑยฺหมาโนติ ราคคฺคินา อปริฑยฺหมาโน โทสคฺคินา อปริฑยฺหมาโน โมหคฺคินา อปริฑยฺหมาโนติ อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โอกฺขิตฺตจกฺขู น จ ปาทโลโล คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๗๖

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์ ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช เหมือนต้นปาริฉัตตกะมีใบทึบ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโต กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๗๗

ผมและหนวด ฯลฯ ผ้ามีชายยาว ท่านกล่าวว่า เครื่องหมายของคฤหัสถ์ ใน อุเทศว่า โอหารยิตฺวา คีหิพยญฺชนานิ ดังนี้. คำว่า นำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์ ความว่า ปลงลงแล้ว คือ ละทิ้ง ระงับ แล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์.

โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานีติ คิหิพฺยญฺชนานิ วุจฺจนฺติ เกสา จ มสฺสู จ ฯเปฯ ทีฆรสฺสานิ อิติ วา ฯ โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานีติ คิหิพฺยญฺชนานิ โอโรปยิตฺวา สโมโรปยิตฺวา ปฏิปฺปสฺสมฺภิตฺวาติ โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ ฯ

๗๗๘

คำว่า เหมือนต้นปาริฉัตตกะมีใบทึบ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ทรงบาตรและจีวรครบ เหมือนต้นปาริฉัตตกะ คือ ต้นทองหลาง มีใบหนา มีร่มเงาชิด ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนต้นปาริฉัตตกะมีใบทึบ.

สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโตติ ยถา ปาริฉตฺตโก โกวิฬาโร พหลปตฺตปลาโส สณฺฑจฺฉาโย เอวเมว โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปริปุณฺณปตฺตจีวรธโรติ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโต ฯ

๗๗๙

คำว่า ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ตัด กังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวลในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ ตัดกังวลในความสั่งสม ปลงผมและหนวดแล้ว ครองผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีความ กังวล เป็นผู้เดียวเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ดำเนิน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์ ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช เหมือนต้นปาริฉัตตกะมีใบทึบ พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวาติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สพฺพํ ฆราวาสปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ปุตฺตทารปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ญาติปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา สนฺนิธิปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา เกสมสฺสุํ โอหารยิตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนภาวํ อุปคนฺตฺวา เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโต กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๘๐

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่ทำความติดใจ ในรสทั้งหลาย ไม่มี ตัณหาอันเป็นเหตุให้เหลวไหล ไม่เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวไปตามลำดับ ตรอก มีจิตไม่พัวพันในสกุล พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล อนญฺญโปสี สปทานจารี กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๘๑

คำว่า ในรสทั้งหลาย ในอุเทศว่า รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล ดังนี้ คือ รส ที่ราก รสที่ต้น รสที่เปลือก รสที่ใบ รสที่ดอก รสที่ผล รสเปรี้ยว รสหวาน รสขม รสเผ็ดร้อน รสเค็ม รสปร่า รสเฝื่อน รสฝาด รสอร่อย รสไม่อร่อย รสเย็น รสร้อน. สมณพราหมณ์ผู้ติดใจในรสมีอยู่ในโลก. สมณพราหมณ์เหล่านั้น เที่ยวแสวงหารส ด้วยปลายลิ้น ได้รสเปรี้ยวแล้วก็แสวงหารสไม่เปรี้ยว ได้รสไม่เปรี้ยวแล้วก็แสวงหารสเปรี้ยว ได้รสหวานแล้วก็แสวงหารสไม่หวาน ได้รสไม่หวานแล้วก็แสวงหารสหวาน ได้รสขมแล้วก็ แสวงหารสไม่ขม ได้รสไม่ขมแล้วก็แสวงหารสขม ได้รสเผ็ดร้อนแล้วก็แสวงหารสไม่เผ็ดร้อน ได้รสไม่เผ็ดร้อนแล้วก็แสวงหารสเผ็ดร้อน ได้รสเค็มแล้วก็แสวงหารสไม่เค็ม ได้รสไม่เค็มแล้ว ก็แสวงหารสเค็ม ได้รสปร่าแล้วก็แสวงหารสไม่ปร่า ได้รสไม่ปร่าแล้วก็แสวงหารสปร่า ได้รส เฝื่อนแล้วก็แสวงหารสฝาด ได้รสฝาดแล้วก็แสวงหารสเฝื่อน ได้รสอร่อยแล้วก็แสวงหารส ไม่อร่อย ได้รสไม่อร่อยแล้วก็แสวงหารสอร่อย ได้รสเย็นแล้วก็แสวงหารสร้อน ได้รสร้อน แล้วก็แสวงหารสเย็น. สมณพราหมณ์เหล่านั้นได้รสใดๆ ก็ไม่ยินดีด้วยรสนั้นๆ แสวงหารสอื่น ต่อไป ย่อมเป็นผู้ยินดี ติดใจ ชอบใจ หลงใหล ซบเซา ข้อง เกี่ยวข้อง พัวพัน ในรส ทั้งหลาย. ตัณหาในรสนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้ง ดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พิจารณาโดยอุบายอันแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉัน เพื่อความมัวเมา ไม่ฉันเพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง ฉันเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ เพื่อให้กาย นี้เป็นไป เพื่อบำบัดความเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยมนสิการว่า เราจะ กำจัดทุกขเวทนาเก่า จักไม่ให้ทุกขเวทนาใหม่เกิดขึ้น จักเป็นไปได้สะดวก จักไม่มีโทษ จักอยู่ ผาสุก ด้วยการฉันอาหารเพียงกำหนดเท่านั้น. คนทาแผลเพื่อประโยชน์จะให้งอกเป็นกำหนด เท่านั้น หรือพวกเกวียนหยอดเพลาเกวียน เพื่อประโยชน์แก่การขนภาระออกเป็นกำหนดเท่านั้น หรือคนกินเนื้อบุตร เพื่อประโยชน์แก่จะออกจากทางกันดารเป็นกำหนดเท่านั้น ฉันใด พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาโดยอุบายแล้วจึงฉันอาหาร ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา ... จักอยู่ผาสุก ด้วยการฉันอาหารเพียงกำหนดเท่านั้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้นเป็นผู้งดเว้น เว้นขาด ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยตัณหาในรส มีจิต อันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่ทำความติดใจในรสทั้งหลาย. คำว่า ไม่มีตัณหาอันเป็นเหตุให้เหลวไหล ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า เป็นเหตุให้โลเล หรือว่า เป็นเหตุให้เหลวไหล. ตัณหาอัน เป็นเหตุให้โลเลเหลวไหลนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้วทำให้ไม่มีที่ ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงชื่อว่า ไม่มีตัณหา อันเป็นเหตุให้เหลวไหล. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่ทำความติดใจในรสทั้งหลาย ไม่มีตัณหา อันเป็นเหตุให้เหลวไหล

รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโลติ รเสสูติ มูลรโส ขนฺธรโส ตจรโส ปตฺตรโส ปุปฺผรโส ผลรโส อมฺพิลํ มธุรํ ติตฺติกํ กฏุกํ โลณิกํ ขาริกํ ลมฺพิลํ กสาโว สาทุํ อสาทุํ สีตํ อุณฺหํ ฯ สนฺติ โลเก สมณพฺราหฺมณา รสคิทฺธา เต ชิวฺหคฺเคน รเส ปริเยสนฺตา อาหิณฺฑนฺติ ฯ อมฺพิลํ ลภิตฺวา อนมฺพิลํ ปริเยสนฺติ อนมฺพิลํ ลภิตฺวา อมฺพิลํ ปริเยสนฺติ ฯ มธุรํ ลภิตฺวา อมธุรํ ปริเยสนฺติ อมธุรํ ลภิตฺวา มธุรํ ปริเยสนฺติ ฯ ติตฺติกํ ลภิตฺวา อติตฺติกํ ปริเยสนฺติ อติตฺติกํ ลภิตฺวา ติตฺติกํ ปริเยสนฺติ ฯ กฏุกํ ลภิตฺวา อกฏุกํ ปริเยสนฺติ อกฏุกํ ลภิตฺวา กฏุกํ ปริเยสนฺติ ฯ โลณิกํ ลภิตฺวา อโลณิกํ ปริเยสนฺติ อโลณิกํ ลภิตฺวา โลณิกํ ปริเยสนฺติ ฯ ขาริกํ ลภิตฺวา อขาริกํ ปริเยสนฺติ อขาริกํ ลภิตฺวา ขาริกํ ปริเยสนฺติ ฯ ลมฺพิลํ ลภิตฺวา กสาวํ ปริเยสนฺติ กสาวํ ลภิตฺวา ลมฺพิลํ ปริเยสนฺติ ฯ สาทุํ ลภิตฺวา อสาทุํ ปริเยสนฺติ อสาทุํ ลภิตฺวา สาทุํ ปริเยสนฺติ ฯ สีตํ ลภิตฺวา อุณฺหํ ปริเยสนฺติ อุณฺหํ ลภิตฺวา สีตํ ปริเยสนฺติ ฯ เต ยํ ยํ ลภนฺติ เตน เตน น ตุสฺสนฺติ อปราปรํ ปริเยสนฺติ รเสสุ รตา คิทฺธา คธิตา มุจฺฉิตา ปชฺฌายนฺตา ลคฺคา ลคฺคิตา ปลิพุทฺธา ฯ {๗๘๑.๑} สา รสตณฺหา ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึอนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปฏิสงฺขา โยนิโส อาหารํ อาหาเรติ เนว ทวาย น มทาย น มณฺฑนาย น วิภูสนาย ยาวเทว อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา ยาปนาย วิหึสุปรติยา พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย อิติ ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหงฺขามิ นวญฺจ เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ ยาตฺรา จ เม ภวิสฺสติ อนวชฺชตา จ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ ยถา วณํ อาลิมฺเปยฺย ยาวเทว โรปนตฺถาย ยถา วา สตฺโถ อกฺขํ อพฺภญฺเชยฺย ยาวเทว ภารสฺส นิตฺถรณตฺถาย ยถา วา ปุตฺตมํสํ อาหเรยฺย ยาวเทว กนฺตารสฺส นิตฺถโณตฺถาย เอวเมว โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปฏิสงฺขา โยนิโส อาหารํ อาหาเรติ เนว ทวาย น มทาย น มณฺฑนาย น วิภูสนาย ยาวเทว อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา ยาปนาย วิหึสุปรติยา พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย อิติ ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหงฺขามิ นวญฺจ เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ ยาตฺรา จ เม ภวิสฺสติ อนวชฺชตา จ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ รสตณฺหาย อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ รเสสุ เคธํ อกรํ ฯ อโลโลติ โลลาติ วา โลลุปฺปาติ วา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ สา โลลา โลลุปฺปา ตณฺหา ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึอนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อโลโลติ รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล ฯ

๗๘๒

คำว่า ไม่เลี้ยงผู้อื่น ในอุเทศว่า อนญฺญโปสี สปทานจารี ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เลี้ยงแต่ตนเท่านั้น มิได้เลี้ยงผู้อื่น เราเรียกบุคคลผู้ไม่เลี้ยงผู้อื่น ปรากฏอยู่ ตั้งมั่นคงดีแล้วใน สารธรรม มีอาสวะสิ้นแล้ว คายโทษออกแล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่เลี้ยงผู้อื่น. คำว่า ผู้เที่ยวไปตามลำดับตรอก ความว่า เวลาเช้า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นนุ่งสบง แล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่บ้านหรือนิคมเพื่อบิณฑบาต มีกายวาจาจิตอันรักษาแล้ว มีสติ ตั้งมั่น มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว สำรวมจักษุถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ออกจากสกุลหนึ่งไปสู่สกุล หนึ่งเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวไปตามลำดับตรอก.

อนญฺญโปสี สปทานจารีติ อนญฺญโปสีติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อตฺตานญฺเญว โปเสติ น ปรนฺติ ฯ อนญฺญโปสิมญฺญาตํ สาเรสุ สุปติฏฺฐิตํ ขีณาสวํ วนฺตโทสํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ อนญฺญโปสี สปทานจารีติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสติ รกฺขิเตเนว กาเยน รกฺขิตาย วาจาย รกฺขิเตน จิตฺเตน อุปฏฺฐิตาย สติยา สํวุเตหิ อินฺทฺริเยหิ โอกฺขิตฺตจกฺขุ อิริยาปถสมฺปนฺโน กุลา กุลํ อภิกฺกมนฺโต ปิณฺฑาย จรตีติ อนญฺญโปสี สปทานจารี ฯ

๗๘๓

คำว่า มีจิตไม่พัวพันในสกุล ความว่า ภิกษุเป็นผู้มีจิตพัวพันด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำตั้งผู้อื่นไว้สูง มีจิตพัวพัน ๑ เป็นผู้ตั้งตนไว้สูงตั้งผู้อื่นไว้ต่ำ มีจิตพัวพัน ๑. ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำตั้งผู้อื่นไว้สูงมีจิตพัวพันอย่างไร? ภิกษุกล่าวว่า ท่านทั้งหลายมีอุปการะ แก่อาตมามาก. อาตมาได้ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะอาศัย ท่านทั้งหลาย คนอื่นๆ อาศัยท่านทั้งหลาย เห็นแก่ท่านทั้งหลาย จึงสำคัญเพื่อจะให้หรือเพื่อจะ ทำแก่อาตมา. ชื่อและวงศ์สกุลของโยมมารดาโยมบิดาเก่าของอาตมาเสื่อมไปแล้ว. อาตมาย่อมได้ ว่า เราเป็นกุลุปกะของอุบาสกโน้น เราเป็นกุลุปกะของอุบาสิกาโน้น เพราะท่านทั้งหลาย. ภิกษุ เป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำตั้งผู้อื่นไว้สูงมีจิตพัวพันอย่างนี้. ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้สูงตั้งผู้อื่นไว้ต่ำมีจิตพัวพันอย่างไร? ภิกษุกล่าวว่า อาตมามีอุปการะ มากแก่ท่านทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายอาศัยอาตมาจึงได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็น สรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม การพูด เท็จ และการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. อาตมาให้อุเทศ ให้ปริปุจฉา บอกอุโบสถ อธิษฐานนวกรรม แก่ท่านทั้งหลาย. ก็เมื่อเป็นดังนั้น ท่านทั้งหลายสละอาตมาแล้ว ย่อมสักการะเคารพนับถือบูชาผู้อื่น. ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้สูงตั้งผู้อื่นไว้ต่ำ มีจิตพัวพันอย่างนี้. คำว่า มีจิตไม่พัวพันในสกุล ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีจิตไม่พัวพันด้วย ความกังวลในสกุล คณะ อาวาส จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มีจิตไม่พัวพันในสกุล พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ทำความติดใจในรสทั้งหลาย ไม่มีตัณหา อันเป็นเหตุให้เหลวไหล ไม่เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวไปตามลำดับตรอก มีจิตไม่พัวพันในสกุล พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโตติ ทฺวีหิ การเณหิ ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ อตฺตานํ วา นีจํ ฐเปนฺโต ปรํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ อตฺตานํ วา อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปรํ นีจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ {๗๘๓.๑} กถํ อตฺตานํ นีจํ ฐเปนฺโต ปรํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ ตุเมฺห เม พหูปการา อหํ ตุเมฺห นิสฺสาย ลภามิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ยมฺปิ เม อญฺเญ ทาตุํ วา กาตุํ วา มญฺญนฺติ ตุเมฺห นิสฺสาย ตุเมฺห สมฺปสฺสนฺตา ยมฺปิ เม โปราณํ มาตาเปตฺติกํ นามโคตฺตํ ตมฺปิ เม อนฺตรหิตํ ตุเมฺหหิ อหํ ญายามิ อสุกสฺส กุลุปโก อสุกาย กุลุปโกติ เอวํ อตฺตานํ นีจํ ฐเปนฺโต ปรํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ {๗๘๓.๒} กถํ อตฺตานํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปรํ นีจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ อหํ ตุมฺหากํ พหูปกาโร ตุเมฺห มํ อาคมฺม พุทฺธํ สรณํ คตา ธมฺมํ สรณํ คตา สงฺฆํ สรณํ คตา ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา ตุมฺหากํ อุทฺเทสํ เทมิ ปริปุจฺฉํ เทมิ อุโปสถํ อกฺขามิ นวกมฺมํ อธิฏฺฐามิ อถ จ ปน ตุเมฺห มํ ปริจฺจชิตฺวา อญฺญํ สกฺกโรถ ครุกโรถ มาเนถ ปูเชถาติ เอวํ อตฺตานํ อุจฺจํ ฐเปนฺโต ปรํ นีจํ ฐเปนฺโต ปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ฯ {๗๘๓.๓} กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโตติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ กุลปลิโพเธน อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ คณปลิโพเธน อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ อาวาสปลิโพเธน อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ จีวรปลิโพเธน อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ ปิณฺฑปาตปลิโพเธน อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ เสนาสนปลิโพเธน อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต โหติ คิลานปจฺจยเภสชฺช- ปริกฺขารปลิโพเธน อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต โหตีติ กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล อนญฺญโปสี สปทานจารี กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๘๔

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งเครื่องกั้นจิต ๕ ประการ สลัด เสียแล้วซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งปวง อันตัณหาและทิฏฐิ ไม่อาศัย ตัดเสียแล้วซึ่งความรักและความชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ อนิสฺสิโต เฉตฺวา เสฺนหโทสํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๘๕

คำว่า ละแล้วซึ่งเครื่องกั้นจิต ๕ ประการ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งกามฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธ- *นิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ละแล้วซึ่งเครื่องกั้นจิต ๕ ประการ.

ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโสติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ กามจฺฉนฺทนีวรณํ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวา พฺยาปาทนีวรณํ ถีนมิทฺธนีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจนีวรณํ วิจิกิจฺฉานีวรณํ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวา วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส ฯ

๗๘๖

ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง (แต่ละอย่าง) ชื่อว่า เครื่องเศร้าหมองของจิต ในอุเทศว่า อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ ดังนี้. คำว่า สลัดเสียแล้วซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งปวง ความว่า สลัด บรรเทา ละ กำจัด ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงของจิต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สลัดเสียแล้วซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งปวง.

อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพติ ราโค จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส โทโส จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส โมโห จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส โกโธ อุปนาโห ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา ฯ อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพติ จิตฺตสฺส สพฺเพ อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช ปนูทิตฺวา ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ ฯ

๗๘๗

นิสัย ในคำว่า ผู้อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ในอุเทศว่า อนิสฺสิโต เฉตฺวา เสนฺหโทสํ ดังนี้ มี ๒ อย่าง คือ ตัณหานิสัย ๑ ทิฏฐินิสัย ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าตัณหานิสัย. ฯลฯ นี้ชื่อว่าทิฏฐินิสัย. ชื่อว่า ความรัก ได้แก่ความรัก ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความรักด้วยอำนาจตัณหา. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความรักด้วย อำนาจทิฏฐิ. ชื่อว่า ความชัง คือ ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความโกรธตอบ ความเคือง ความเคืองทั่วไป ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่วไป ความชังเสมอแห่งจิต ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความแค้นใจถึงน้ำตาไหล ความไม่พอใจ. คำว่า อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ตัดแล้วซึ่งความรักและความชัง ความว่า พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้น ตัด ตัดขาด ตัดขาดสิ้น บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งความรักด้วยอำนาจตัณหา ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ และความชัง อันตัณหาทิฏฐิ ไม่อาศัยตา ไม่อาศัยหู ฯลฯ ไม่อาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่จะพึง รู้แจ้ง ไม่พัวพัน ไม่เข้าถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจไป ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจอันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ตัดแล้วซึ่ง ความรักและความชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ละแล้วซึ่งเครื่องกั้นจิต ๕ ประการ สลัดเสียแล้วซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งปวง อันตัณหา ทิฏฐิไม่อาศัย ตัดเสียแล้วซึ่งความรักและความชัง พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อนิสฺสิโต เฉตฺวา เสฺนหโทสนฺติ อนิสฺสิโตติ เทฺว นิสฺสยา ตณฺหานิสฺสโย จ ทิฏฺฐินิสฺสโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหานิสฺสโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐินิสฺสโย ฯ เสฺนโหติ เทฺว เสฺนหา ตณฺหาเสฺนโห จ ทิฏฺฐิเสฺนโห จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเสฺนโห ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเสฺนโห ฯ โทโสติ โย จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ปฏิโฆ ปฏิวิโรโธ โกโป ปโกโป สมฺปโกโป โทโส ปโทโส สมฺปโทโส จิตฺตสฺส พฺยาปตฺติ มโนปโทโส โกโธ กุชฺฌนา กุชฺฌิตตฺตํ โทโส ทุสฺสนา ทุสฺสิตตฺตํ พฺยาปตฺติ พฺยาปชฺชนา พฺยาปชฺชิตตฺตํ วิโรโธ ปฏิวิโรโธ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส ฯ อนิสฺสิโต เฉตฺวา เสฺนหโทสนฺติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ตณฺหาเสฺนหญฺจ ทิฏฺฐิเสฺนหญฺจ โทสญฺจ เฉตฺวา อุจฺเฉตฺวา สมุจฺเฉตฺวา ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวา จกฺขุํ อนิสฺสิโต โสตํ อนิสฺสิโต ฯเปฯ ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม อนิสฺสิโต อนลฺลีโน อนุปคโต อนชฺโฌสิโต อนธิมุตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ อนิสฺสิโต เฉตฺวา เสฺนหโทสํ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ อนิสฺสิโต เฉตฺวา เสฺนหโทสํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๘๘

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัส ก่อนๆ แล้ว ได้อุเบกขาและสมถะอันหมดจดวิเศษแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุขญฺจ ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสํ ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๘๙

คำว่า ละสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัสก่อนๆ แล้ว ความว่า พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้น บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัสก่อนๆ แล้ว.

วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุขญฺจ ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสนฺติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุขญฺจ ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสํ ฯ

๗๙๐

ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย กิริยาที่หยุดเฉย ความที่จิตระงับ ความที่จิต เป็นกลาง ในจตุตถฌาน ชื่อว่า อุเบกขา ในอุเทศว่า ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ ดังนี้. ความตั้งอยู่ ความดำรงอยู่ ความหยุดอยู่ ความไม่ส่าย ความไม่ฟุ้งแห่งจิต ความ แน่วแน่ ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ชื่อว่าสมถะ. อุเบกขาในจตุตถฌาน และสมถะเป็นความหมดจด เป็นความหมดจดวิเศษ เป็นความ ขาวผ่อง ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึงความไม่หวั่นไหว. คำว่า ได้อุเบกขาและสมถะอันหมดจดวิเศษ ความว่า ได้ ได้แล้วซึ่งอุเบกขาในจตุตถฌาน และสมถะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้อุเบกขาและสมถะอันหมดจดวิเศษ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ละสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัส ก่อนๆ แล้ว ได้อุเบกขาและสมถะอันหมดจดวิเศษแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธนฺติ อุเปกฺขาติ ยา จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขา อุเปกฺขนา อชฺฌุเปกฺขนา จิตฺตสฺส ปสฺสทฺธตา มชฺฌตฺตตา จิตฺตสฺส ฯ สมโถติ ยา จิตฺตสฺส ฐิติ สณฺฐิติ อวฏฺฐิติ อวิสาหาโร อวิกฺเขโป อวิสาหฏมานสตา สมโถ สมาธินฺทฺริยํ สมาธิพลํ สมฺมาสมาธิ ฯ จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขา จ สมโถ จ สุทฺธา โหนฺติ วิสุทฺธา ปริโยทาตา อนงฺคณา วิคตูปกฺกิเลสา มุทุภูตา กมฺมนียา ฐิตา อาเนญฺชปฺปตฺตา ฯ ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขญฺจ สมถญฺจ ลทฺธาน ลภิตฺวาติ ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุขญฺจ ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสํ ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๙๑

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ปรารภความเพียร เพื่อถึงปรมัตถ- ประโยชน์ มีจิตมิได้ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน มีความพยายามมั่นคง เข้าถึงด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๙๒

อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้น ตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ปรมัตถประโยชน์ ในอุเทศว่า อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา ดังนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นปรารภความเพียร เพื่อถึง คือ เพื่อได้ เพื่อได้เฉพาะ เพื่อ บรรลุ เพื่อถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งปรมัตถประโยชน์ มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง เพื่อ ละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ปรารภความเพียรเพื่อถึงปรมัตถประโยชน์.

อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยาติ ปรมตฺถํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ ปรมตฺถสฺส ปตฺติยา ลาภาย ปฏิลาภาย อธิคมาย ผุสนาย สจฺฉิกิริยาย อารทฺธวิริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ สมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสูติ อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา ฯ

๗๙๓

คำว่า มีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน ความว่า พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้น ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้ อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้านด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เนื้อและเลือดจงเหือดแห้ง ไป จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เรายังไม่ได้บรรลุอิฐผลที่การกบุคคลจะพึง บรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น ของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเลย. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความ ประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้ ตราบเท่าเวลาที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการ อย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจักไม่กิน จักไม่ดื่ม ไม่ออกจากวิหารและจักไม่เอนข้าง ลงนอน เมื่อยังถอนลูกศรคือตัณหาไม่ได้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจะไม่ลุกจากอาสนะนี้ ตราบเท่าเวลาที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. พระปัจเจกสัมพุทธ- *เจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจักไม่ลงจากที่จงกรมนี้ จักไม่ออกจากวิหารนี้ จักไม่ออกจากเพิงนี้ จักไม่ออกจากปราสาทนี้ จักไม่ออกจากเรือนโล้นนี้ จักไม่ออกจากถ้ำนี้ จักไม่ออกจากที่เร้นนี้ จักไม่ออกจากกระท่อมนี้ จักไม่ออกจากเรือนยอดนี้ จักไม่ออกจากไม้ แคร่นี้. จักไม่ออกจากโรงนี้ จักไม่ออกจากที่พักนี้ จักไม่ออกจากหอฉันนี้ จักไม่ออกจาก มณฑปนี้ จักไม่ออกจากโคนไม้นี้ ตราบเท่าเวลาที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ ถือมั่น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า ในเช้าวันนี้นี่แหละ เราจักนำมา จักนำมาด้วยดี จักบรรลุ จักถูกต้อง จักทำให้แจ้งซึ่งอริยธรรม. พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า ในเที่ยงวันนี้นี่แหละ ในเย็นวันนี้นี่แหละ ในเวลาก่อนอาหารวันนี้นี่แหละ ในเวลาหลังอาหารวันนี้นี่แหละ ในยามต้นนี้แหละ ในยาม กลางนี้แหละ ในยามหลังนี้แหละ ในข้างแรมนี้แหละ ในข้างขึ้นนี้แหละ ในฤดูฝนนี้แหละ ในฤดูหนาวนี้แหละ ในฤดูร้อนนี้แหละ ในตอนวัยต้นนี้แหละ ในตอนวัยกลางนี้แหละ ใน ตอนวัยหลังนี้แหละ เราจักนำมา จักนำมาด้วยดี จักบรรลุ จักถูกต้อง จักทำให้แจ้งซึ่ง อริยธรรม พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้.

อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺตีติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหตีติ เอวํ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ {๗๙๓.๑} อถวา กามํ ตโจ จ นฺหารู จ อฏฺฐี จ อวสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ยนฺตํ ปุริสถาเมน ปุริสพเลน ปุริสวิริเยน ปุริสปรกฺกเมน ปตฺตพฺพํ น ตํ ปาปุณิตฺวา วิริยสฺส ฐานํ ภวิสฺสตีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวมฺปิ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ น ตาวาหํ อิมํ ปลฺลงฺกํ ภินฺทิสฺสามิ ยาว เม น อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิสฺสตีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวมฺปิ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ นาสฺสิสฺสํ น ปิวิสฺสามิ วิหารโต น นิกฺขมึ นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ตณฺหาสลฺเล อนูหเตติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวมฺปิ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ {๗๙๓.๒} น ตาวาหํ อิมมฺหา อาสนา อุฏฺฐหิสฺสามิ ยาว เม น อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิสฺสตีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวมฺปิ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ น ตาวาหํ อิมมฺหา จงฺกมา โอโรหิสฺสามิ วิหารา นิกฺขมิสฺสามิ อฑฺฒโยคา นิกฺขมิสฺสามิ ปาสาทา นิกฺขมิสฺสามิ หมฺมิยา นิกฺขมิสฺสามิ คุหาย นิกฺขมิสฺสามิ เลณา นิกฺขมิสฺสามิ กุฏิยา นิกฺขมิสฺสามิ กูฏาคารา นิกฺขมิสฺสามิ อฏฺฏา นิกฺขมิสฺสามิ มาฬา นิกฺขมิสฺสามิ อุทฺทณฺฑา นิกฺขมิสฺสามิ อุปฏฺฐานสาลาย นิกฺขมิสฺสามิ มณฺฑปา นิกฺขมิสฺสามิ รุกฺขมูลา นิกฺขมิสฺสามิ ยาว เม น อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิสฺสตีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวมฺปิ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ อิมสฺมึเยว ปุพฺพณฺหสมเย อริยธมฺมํ อาหริสฺสามิ สมาหริสฺสามิ อธิคจฺฉิสฺสามิ ผุสยิสฺสามิ สจฺฉิกริสฺสามีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวมฺปิ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ อิมสฺมึเยว มชฺฌนฺติกสมเย สายณฺหสมเย ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ ปุริมยาเม มชฺฌิมยาเม ปจฺฉิมยาเม กาเฬ ชุเณฺห วสฺเส เหมนฺเต คิเมฺห ปุริเม วโยขนฺเธ มชฺฌิเม วโยขนฺเธ ปจฺฉิเม วโยขนฺเธ อริยธมฺมํ อาหริสฺสามิ สมาหริสฺสามิ อธิคจฺฉิสฺสามิ ผุสยิสฺสามิ สจฺฉิกริสฺสามีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวมฺปิ อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ฯ

๗๙๔

คำว่า มีความพยายามมั่นคง ในอุเทศว่า ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั่นมีสมาทานมั่น มีสมาทานแน่วแน่ ในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต การแจกทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ ความ เป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ ความเป็นผู้ เกื้อกูลแก่พราหมณ์ ความประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล และในกุศลธรรมอื่นๆ ที่ยิ่งขึ้นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความพยายามมั่นคง. คำว่า เข้าถึงด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยเรี่ยวแรง กำลัง ความเพียร ความบากบั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความพยายาม มั่นคง มีความเข้าถึงด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ปรารภความเพียร เพื่อถึงปรมัตถ- ประโยชน์ มีจิตมิได้ย่อหย่อน มีความประพฤติมิได้ เกียจคร้าน มีความพยายามมั่นคง เข้าถึงด้วยเรี่ยวแรงและ กำลัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโนติ ทฬฺหนิกฺกโมติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ทฬฺหสมาทาโน อโหสิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อวฏฺฐิตสมาทาโน กายสุจริเต วจีสุจริเต มโนสุจริเต ทานสํวิภาเค สีลสมาทาเน อุโปสถุปวาเส เมตฺเตยฺยตาย เปตฺเตยฺยตาย สามญฺญตาย พฺรหฺมญฺญตาย กุเลเชฏฺฐาปจายิกาย อญฺญตรญฺญตเรสุ อธิกุสเลสุ ธมฺเมสูติ ทฬฺหนิกฺกโม ฯ ถามพลูปปนฺโนติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ถาเมน จ พเลน จ วิริเยน จ ปรกฺกเมน จ อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโตติ ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๙๕

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่ละวิเวกและฌาน ประพฤติธรรม สมควร ในธรรมทั้งหลายเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพ ทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๗๙๖

คำว่า ไม่ละวิเวกและฌาน ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ชอบ วิเวก ยินดีในวิเวก ประกอบความสงบจิต ณ ภายในเนืองๆ ไม่ห่างจากฌาน ไม่ละฌาน คือ ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบพร้อม หมั่นประกอบ หมั่นประกอบพร้อม เพื่อความเกิดขึ้น แห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ตติยฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงชื่อว่า ไม่ละฌานด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มาก ซึ่ง ปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้ว ทุติยฌานที่เกิดขึ้นแล้ว ตติยฌานที่เกิดขึ้นแล้ว หรือจตุตถฌานที่เกิดขึ้น แล้ว เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงชื่อว่า ไม่ละฌานแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ละวิเวกและฌาน.

ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโนติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปฏิสลฺลานาราโม โหติ ปฏิสลฺลานรโต อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต อนิรากตชฺฌาโน ฌานมริญฺจติ อนุปฺปนฺนสฺส วา ปฐมสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย ยุตฺโต ปยุตฺโต สํยุตฺโต อายุตฺโต สมายุตฺโต อนุปฺปนฺนสฺส วา ทุติยสฺส ฌานสฺส อนุปฺปนฺนสฺส วา ตติยสฺส ฌานสฺส อนุปฺปนฺนสฺส วา จตุตฺถสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย ยุตฺโต ปยุตฺโต สํยุตฺโต อายุตฺโต สมายุตฺโตติ เอวํ ฌานมริญฺจติ ฯ อถวา อุปฺปนฺนํ วา ปฐมํ ฌานํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ อุปฺปนฺนํ วา ทุติยํ ฌานํ อุปฺปนฺนํ วา ตติยํ ฌานํ อุปฺปนฺนํ วา จตุตฺถํ ฌานํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรตีติ เอวมฺปิ ฌานมริญฺจตีติ ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน ฯ

๗๙๗

สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวว่า ธรรมในอุเทศว่า ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี ดังนี้. ธรรมอันสมควรเป็นไฉน? ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็น ข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้ทำให้ บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ประมาณใน โภชนะ ความประกอบเนืองๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า ธรรม อันสมควร. คำว่า ประพฤติธรรมอันสมควรในธรรมทั้งหลายเป็นนิตย์ ความว่า พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้านั้น ประพฤติ ปฏิบัติ ดำเนิน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ในธรรมทั้งหลาย ตลอดกาลเป็นนิตย์ คือ ติดต่อเนืองๆ ต่อลำดับไม่สับสน เนื่องกันกระทบกัน เหมือนละลอกน้ำ เป็นคลื่นสืบต่อกระทบเนื่องกันไป ในเวลาก่อนอาหาร ในเวลาหลังอาหาร ในยามต้น ในยาม กลาง ในยามหลัง ในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น ในตอนวัยกลาง ในตอนวัยหลัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ประพฤติธรรมอันสมควรในธรรมทั้งหลาย ตลอดกาลเป็นนิตย์.

ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารีติ ธมฺมา วุจฺจนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ กตเม อนุธมฺมา ฯ สมฺมาปฏิปทา อนุโลมปฏิปทา อปจฺจนีกปฏิปทา อนฺวตฺถปฏิปทา ธมฺมานุธมฺมปฏิปทา สีเลสุ ปริปูริการิตา อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา โภชเน มตฺตญฺญุตา ชาคริยานุโยโค สติสมฺปชญฺญํ อิเม วุจฺจนฺติ อนุธมฺมา ฯ ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารีติ ธมฺเมสุ นิจฺจกาลํ สตตํ สมิตํ อพฺโพกิณฺณํ โปขานุโปขํ อุทกุมฺมิชาตํ อวิจิ สนฺตติ สหิตํ ผุสิตํ ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ ปุริมยาเม มชฺฌิมยาเม ปจฺฉิมยาเม กาเฬ ชุเณฺห วสฺเส เหมนฺเต คิเมฺห ปุริเม วโยขนฺเธ มชฺฌิเม วโยขนฺเธ ปจฺฉิเม วโยขนฺเธ จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี ฯ

๗๙๘

คำว่า พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย ความว่า พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลายพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ละวิเวกและฌาน ประพฤติธรรม สมควร ในธรรมทั้งหลายเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพ ทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสูติ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสูติ อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๗๙๙

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท ไม่โง่เขลา มีสุตะ มีสติ มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว มีธรรม อันแน่นอน มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต อเนลมูโค สุตวา สติมา สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๘๐๐

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต ดังนี้. คำว่า ปรารถนาความสิ้นตัณหา ความว่า ปรารถนา จำนง ประสงค์ซึ่งความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ ความสิ้นคติ ความสิ้นอุปบัติ ความสิ้นปฏิสนธิ ความสิ้นภพ ความสิ้นสงสาร ความสิ้นวัฏฏะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปรารถนาความสิ้นตัณหา. คำว่า ไม่ประมาท ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ทำโดยเอื้อเฟื้อ ทำโดยติดต่อ ฯลฯ ไม่ประมาทในกุศลธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปรารถนา ความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท.

ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโตติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยนฺติ ราคกฺขยํ โทสกฺขยํ โมหกฺขยํ คติกฺขยํ อุปปตฺติกฺขยํ ปฏิสนฺธิกฺขยํ ภวกฺขยํ สํสารกฺขยํ วฏฺฏกฺขยํ อิจฺฉนฺโต ปตฺถยนฺโต อภิชปฺปนฺโตติ ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ ฯ อปฺปมตฺโตติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สกฺกจฺจการี สาตจฺจการี ฯเปฯ อปฺปมตฺโต กุสเลสุ ธมฺเมสูติ ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต ฯ

๘๐๑

คำว่า ไม่โง่เขลา ในอุเทศว่า อเนลมูโค สุตฺวา สติมา ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเป็นเครื่องรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่โง่เขลา. คำว่า มีสุตะ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเป็นพหุสูต ทรงไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมสุตะ คือ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรม ทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ประกาศ พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีสุตะ. คำว่า มีสติ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติรอบคอบ อย่างยิ่ง ระลึกถึงกิจที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่โง่เขลา มีสุตะ มีสติ.

อเนลมูโค สุตวา สติมาติ อเนลมูโคติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ อเนลมูโค ฯ สุตวาติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถา สพฺยญฺชนา เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธาติ สุตวา ฯ สติมาติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต จิรกตมฺปิ จิรภาสิตมฺปิ สริตาติ อเนลมูโค สุตวา สติมา ฯ

๘๐๒

ญาณ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า สังขตธรรม ในอุเทศว่า สงฺขตธมฺโม นิยโต ปธานวา ดังนี้. คำว่า มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมีธรรมอันนับพร้อม แล้ว มีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันเทียบเคียงแล้ว มีธรรมอันพิจารณาแล้ว มีธรรมอันเป็นแจ้งแล้ว มีธรรมแจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นพิจารณาขันธ์แล้ว พิจารณาธาตุแล้ว พิจารณา อายตนะแล้ว พิจารณาคติแล้ว พิจารณาอุปบัติแล้ว พิจารณาปฏิสนธิแล้ว พิจารณาภพแล้ว พิจารณาสังขารแล้ว พิจารณาวัฏฏะแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าตั้งอยู่ในขันธ์เป็นที่สุด ในธาตุเป็นที่สุด ในอายตนะ เป็นที่สุด ในคติเป็นที่สุด ในอุปบัติเป็นที่สุด ในปฏิสนธิเป็นที่สุด ในภพเป็นที่สุด ในสงสาร เป็นที่สุด ในวัฏฏะเป็นที่สุด ในสังขารเป็นที่สุด ในภพที่สุด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทรงไว้ ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด. พระขีณาสพใดมีภพเป็นที่สุด มีอัตภาพ มีสงสารคือชาติ ชราและมรณะ ครั้งหลังสุด พระขีณาสพนั้นไม่มีในภพ ใหม่. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว. อริยมรรค ๔ ท่านกล่าวว่า ธรรมอันแน่นอน ในคำว่า นิยโต นี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามีธรรมอันแน่นอน คือ ถึงพร้อม ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งนิยาม- *ธรรมด้วยอริยมรรคทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันแน่นอน. ความเพียร ความปรารภความเพียร ความก้าวหน้า ความบากบั่น ความหมั่น ความ เป็นผู้มีความหมั่น เรี่ยวแรง ความพยายามแห่งจิต ความบากบั่นอันไม่ย่อหย่อน ความเป็น ผู้ไม่ทอดฉันทะ ความเป็นผู้ไม่ทอดธุระ ความประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ ท่านกล่าวว่า ปธาน ในคำว่า ปธานวา. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยความเพียรนี้ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงชื่อว่า มีความเพียร. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว มีธรรมอันแน่นอน มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท ไม่โง่เขลา มีสุตะ มีสติ มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว มีธรรม อันแน่นอน มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวาติ สงฺขาตธมฺโม วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ สงฺขาตธมฺโมติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สงฺขาตธมฺโม ญาตธมฺโม ตุลิตธมฺโม ตีริตธมฺโม วิภูตธมฺโม วิภาวิตธมฺโม สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สงฺขาตธมฺโม ญาตธมฺโม ตุลิตธมฺโม ตีริตธมฺโม วิภูตธมฺโม วิภาวิตธมฺโม ฯ อถวา ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ขนฺธา สงฺขาตา ธาตุโย สงฺขาตา อายตนานิ สงฺขาตานิ คติโย สงฺขาตา อุปปตฺติโย สงฺขาตา ปฏิสนฺธิโย สงฺขาตา ภวา สงฺขาตา สํสารา สงฺขาตา วฏฺฏา สงฺขาตา ฯ อถวา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ขนฺธปริยนฺเต ฐิโต ธาตุปริยนฺเต ฐิโต อายตนปริยนฺเต ฐิโต คติปริยนฺเต ฐิโต อุปปตฺติปริยนฺเต ฐิโต ปฏิสนฺธิปริยนฺเต ฐิโต ภวปริยนฺเต ฐิโต สํสารปริยนฺเต ฐิโต วฏฺฏปริยนฺเต ฐิโต สงฺขารปริยนฺเต ฐิโต อนฺติมภเว ฐิโต อนฺติมเทหธโร ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ฯ ยสฺสายํ ปจฺฉิมโก ภโว จริโมยํ สมุสฺสโย ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ สงฺขาตธมฺโม ฯ นิยโตติ นิยามา วุจฺจนฺติ จตฺตาโร อริยมคฺคา ฯ จตูหิ อริยมคฺเคหิ สมนฺนาคโตติ นิยโต อริยมคฺเคหิ นิยามํ ปตฺโต สมฺปตฺโต ผุสิโต สจฺฉิกโตติ นิยโต ฯ ปธานวาติ ปธานํ วุจฺจติ วิริยํ โย เจตโส วิริยารมฺโภ นิกฺกโม ปรกฺกโม อุสฺสาโห อุสฺโสฬฺหี ถาโม ธิติ อสิถิลปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา อนิกฺขิตฺตธุรตา ธุรสมฺปคฺคาโห วิริยํ วิริยินฺทฺริยํ วิริยพลํ สมฺมาวายาโม ฯ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมินา ปธาเนน อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ปธานวาติ สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต อเนลมูโค สุตวา สติมา สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๘๐๓

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียงเหมือนสีหะ ไม่ข้อง เหมือนลมไม่ติดที่ตาข่าย ไม่ติดอยู่ เหมือนดอก บัวอันน้ำไม่ติด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๘๐๔

คำว่า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ ความว่า สีหมฤคราชไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะทกสะท้าน ไม่ตกใจ ไม่สยดสยอง ไม่สะดุ้ง ไม่ขลาด ไม่พรั่นพรึง ไม่ หวาดเสียว ไม่หนีไปในเพราะเสียงทั้งหลาย ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น เป็นผู้ ไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะทกสะท้าน ไม่ตกใจ ไม่สยดสยอง ไม่สะดุ้ง ไม่ขลาด ไม่มีความพรั่นพรึง ไม่หวาดเสียว ไม่หนี ละความกลัวความขลาดแล้ว ปราศจากขนลุกขนพอง อยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ.

สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโตติ ยถา สีโห มิคราชา สทฺเทสุ อสนฺตาสี อปริสนฺตาสี อนุตฺราสี อนุพฺพิคฺโค อนุสฺสุกี อนุตฺราโส อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ สทฺเทสุ อสนฺตาสี อปริสนฺตาสี อนุตฺราสี อนุพฺพิคฺโค อนุสฺสุกี อนุตฺราโส อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปหีนภยเภรโว วิคตโลมหํโส วิหรตีติ สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต ฯ

๘๐๕

ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้ ลมมีธุลี ลมเย็น ลมร้อน ลมน้อย ลมมาก ลมพัดตามกาล ลมหัวด้วน ลมแต่ปีกนก ลมแต่ครุฑ ลมแต่ ใบตาล ลมแต่พัด ชื่อว่า ลม ในอุเทศว่า วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน ดังนี้. ข่ายที่ทำด้วยด้าย ท่านกล่าวว่า ชาละ. ลมไม่ข้อง ไม่ติด ไม่ขัด ไม่เกาะที่ตาข่าย ฉันใด ข่าย ๒ อย่าง คือ ข่ายตัณหา ๑ ข่ายทิฏฐิ ๑. ฯลฯ ชื่อว่าข่ายตัณหา. นี้ชื่อว่าข่ายทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละข่ายตัณหา สละคืนข่ายทิฏฐิแล้ว. เพราะละข่ายตัณหา เพราะสละ คืนข่ายทิฏฐิแล้ว พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ข้อง ไม่ติด ไม่ขัด ไม่เกาะ ในรูป เสียง ฯลฯ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง เป็นผู้ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจอันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ข้อง เหมือนลมไม่ข้องอยู่ที่ตาข่าย.

วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโนติ วาโตติ ปุรตฺถิมา วาตา ปจฺฉิมา วาตา อุตฺตรา วาตา ทกฺขิณา วาตา สรชา วาตา สีตา วาตา อุณฺหา วาตา ปริตฺตา วาตา อธิมตฺตา วาตา กาลวาตา เวรมฺภวาตา ปกฺขิวาตา สุปณฺณวาตา ตาลปณฺณวาตา วิธูปนวาตา ฯ ชาลํ วุจฺจติ สุตฺตชาลํ ฯ ยถา วาโต ชาลมฺหิ น สชฺชติ น คยฺหติ น พชฺฌติ น ปลิพชฺฌติ เอวเมว เทฺว ชาลา ตณฺหาชาลญฺจ ทิฏฺฐิชาลญฺจ ฯเปฯ อิทํ ตณฺหาชาลํ ฯเปฯ อิทํ ทิฏฺฐิชาลํ ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ตณฺหาชาลํ ปหีนํ ทิฏฺฐิชาลํ ปฏินิสฺสฏฺฐํ ตณฺหาชาลสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิชาลสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ รูเป น สชฺชติ สทฺเท น สชฺชติ ฯเปฯ ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ น สชฺชติ น คยฺหติ น พชฺฌติ น ปลิพชฺฌติ นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน ฯ

๘๐๖

ดอกบัว ท่านกล่าวว่า ปทุมํ ในอุเทศว่า ปทุมํ ว โตเยน อลิมฺปมาโน ดังนี้. น้ำท่านกล่าวว่า โตยะ. ดอกปทุมอันน้ำย่อมไม่ติด ไม่เอิบอาบ ไม่ซึมซาบ ฉันใด. ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วยตัณหา ๑ ความติดด้วยทิฏฐิ ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยตัณหา. ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วย ทิฏฐิเสียแล้ว. เพราะละความติดด้วยตัณหา เพราะสละคืนความติดด้วยทิฏฐิ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้นจึงไม่ติด ไม่เข้าไปติด ไม่ฉาบ ไม่เข้าไปฉาบ ในรูป เสียง ฯลฯ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง เป็นผู้ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่ เกี่ยวข้อง มีใจอันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ ติดเหมือนดอกบัวอันน้ำไม่ติด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระ- *ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ ไม่ข้อง เหมือนลมไม่ติดตาข่าย ไม่ติดเหมือนดอกบัวอัน น้ำไม่ติด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโนติ ปทุมํ วุจฺจติ ปทุมปุปฺผํ ฯ โตยํ วุจฺจติ อุทกํ ฯ ยถา ปทุมปุปฺผํ โตเยน น ลิมฺปิยติ อลิตฺตํ อนุปลิตฺตํ เอวเมว เทฺว เลปา ตณฺหาเลโป จ ทิฏฺฐิเลโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเลโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเลโป ตสฺส ปจฺเจกสมฺพุทฺธสฺส ตณฺหาเลโป ปหีโน ทิฏฺฐิเลโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหาเลปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิเลปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ รูเป น ลิมฺปติ สทฺเท น ลิมฺปติ ฯเปฯ ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ น ลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อนุปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๘๐๗

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ามีปัญญาเป็นกำลัง ข่มขี่ครอบงำสัตว์ ทั้งหลายเที่ยวไป เหมือนสีหราช มีเขี้ยวเป็นกำลัง ปราบ ปรามครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ฉะนั้น. พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้น พึงเสพซึ่งเสนาสนะอันสงัด พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๘๐๘

คำว่า เหมือนสีหราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง ปราบปรามครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ความว่า สีหมฤคราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง คือ มีเขี้ยวเป็นอาวุธ ข่มขี่ ครอบงำ ปราบปราม กำจัด ย่ำยี ซึ่งสัตว์ดิรัจฉานทั้งปวง เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ดำเนิน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีปัญญาเป็นกำลัง คือ มีปัญญาเป็นอาวุธ ข่มขี่ ครอบงำ ปราบปราม กำจัด ย่ำยี ซึ่งสัตว์ทั้งปวงด้วยปัญญาเที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนสีหราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง ปราบปราม ครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป.

สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารีติ ยถา สีโห มิคราชา ทาฐพลี ทาฐาวุโธ สพฺเพ ติรจฺฉานคเต ปาเณ อภิภุยฺย อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวา ปริยาทิยิตฺวา มทฺทิตฺวา จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ เอวเมว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ ปญฺญาพลี ปญฺญาวุโธ สพฺพปาณภูเต ปญฺญาย อภิภุยฺย อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวา ปริยาทิยิตฺวา มทฺทิตฺวา จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี ฯ

๘๐๙

คำว่า พึงเสพเสนาสนะอันสงัด ความว่า สีหมฤคราชเข้าไปสู่ราวป่าอันสงัด เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ฉันใด แม้พระปัจเจก- *สัมพุทธเจ้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่ารกชัฏ สงัด เงียบสงัด ไม่มีเสียง กึกก้อง ปราศจากคนสัญจรไปมา ควรแก่การทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกออกเร้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่ลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ดำเนิน ไป เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเสพเสนาสนะอันสงัด พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ามีปัญญาเป็นกำลัง ข่มขี่ ครอบงำสัตว์ ทั้งหลายเที่ยวไป เหมือนสีหราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง ปราบ ปรามครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ฉะนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้น พึงเสพเสนาสนะอันสงัด พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานีติ ยถา สีโห มิคราชา อรญฺญวนปตฺถานิ อชฺโฌคาเหตฺวา จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ เอวเมว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธปิ อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ปฏิสลฺลานสารุปฺปานิ ฯ โส เอโก คจฺฉติ เอโก ติฏฺฐติ เอโก นิสีทติ เอโก เสยฺยํ กปฺเปติ เอโก คามํ ปิณฺฑาย ปวิสติ เอโก อภิกฺกมติ เอโก ปฏิกฺกมติ เอโก รโห นิสีทติ เอโก จงฺกมํ อธิฏฺฐาติ เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๘๑๐

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ซ่องเสพเมตตา กรุณา มุทิตาและ อุเบกขาอันเป็นวิมุติ ตลอดเวลา อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้ เกลียดชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๘๑๑

คำว่า ซ่องเสพเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอันเป็นวิมุติ ตลอดเวลา ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศที่หนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หา ประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมีใจประกอบด้วย กรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศที่หนึ่งอยู่ ทิศที่ สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซ่องเสพเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอันเป็นวิมุติ ตลอดเวลา.

เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเลติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ กรุณาสหคเตน เจตสา มุทิตาสหคเตน เจตสา อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรตีติ เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล ฯ

๘๑๒

พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้เกลียดชังดังต่อไปนี้ เพราะ เป็นผู้เจริญเมตตาเป็นต้น สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกจึงไม่เกลียดชัง สัตว์ทั้งหลายในทิศ ตะวันตก ในทิศเหนือ ในทิศใต้ ในทิศอาคเนย์ ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ใน ทิศเบื้องล่าง ในทิศเบื้องบน ในทิศน้อยทิศใหญ่ทั้ง ๑๐ ทิศ ไม่เกลียดชัง. คำว่า อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้เกลียดชัง ความว่า อันสัตว์โลกทั้งหมดมิได้เกลียด มิได้ โกรธ มิได้เสียดสี มิได้กระทบกระทั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้เกลียดชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ซ่องเสพเมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขาอันเป็นวิมุติ ตลอดเวลา อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้ เกลียดชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโนติ เมตฺตาทีนํ ภาวิตตฺตา เย ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา เต อปฺปฏิกุลา โหนฺติ เย ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา เย อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา เย ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา เย ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา เย ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา เย อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา เย ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา เย อโธคมาย ทิสาย สตฺตา เย อุปริมาย ทิสาย สตฺตา เย ทสสุ ทิสาสุ วิทิสาสุ สตฺตา เต อปฺปฏิกุลา โหนฺติ ฯ สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโนติ สพฺเพน สตฺตโลเกน อวิรุชฺฌมาโน อปฺปฏิวิรุชฺฌมาโน อฆฏฺฏิยมาโน อปฺปฏิหญฺญมาโนติ สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๘๑๓

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ทำลาย เสียแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๘๑๔

ความกำหนัด ความกำหนัดหนัก ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ชื่อว่า ราคะ ในอุเทศว่า ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ ดังนี้. จิตอาฆาต ฯลฯ ความเป็นผู้ดุร้าย ความแค้นใจจนถึงน้ำตาไหล ความไม่พอใจ ชื่อว่า โทสะ. ความไม่รู้ทุกข์ ฯลฯ อวิชชา เป็นบ่วง ความหลงใหล อกุศลมูล ชื่อว่า โมหะ. คำว่า ละแล้วซึ่งราคะ โทสะ และโมหะ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งราคะ โทสะ และโมหะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละแล้วซึ่งราคะ โทสะ และโมหะ.

ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหนฺติ ราคนฺติ โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ โทสนฺติ โย จิตฺตสฺส อาฆาโต ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส ฯ โมโหติ ทุกฺเข อญาณํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ ฯ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหนฺติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ราคญฺจ โทสญฺจ โมหญฺจ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ ฯ

๘๑๕

สังโยชน์ ในอุเทศว่า ทำลายเสียแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ดังนี้ มี ๑๐ ประการ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ฯลฯ อวิชชาสังโยชน์. คำว่า ทำลายเสียแล้วซึ่งสังโยชน์ ทั้งหลาย ความว่า ทำลาย ทำลายทั่ว ทำลายพร้อม ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความ ไม่มีในภายหลัง ซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทำลายเสียแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย.

สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานีติ ทส สญฺโญชนานิ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ ฯเปฯ อวิชฺชาสญฺโญชนํ ฯ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานีติ สญฺโญชนานิ สนฺทาลยิตฺวาน ปทาลยิตฺวาน สมฺปทาลยิตฺวาน ปชหิตฺวาน วิโนเทตฺวาน พฺยนฺตีกริตฺวาน อนภาวงฺคเมตฺวานาติ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ ฯ

๘๑๖

คำว่า ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นไม่หวาด- *เสียว ไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจ ไม่สยดสยอง ไม่พรั่น ไม่กลัว ไม่ สะทกสะท้าน ไม่หนี ละความกลัวความขลาดแล้ว ปราศจากขนลุกขนพอง ในเวลาสิ้นสุด ชีวิต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ทำลาย เสียแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหีติ โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ชีวิตปริโยสาเน อสนฺตาสี อปริสนฺตาสี อนุตฺราสี อนุพฺพิคฺโค อนุสฺสุกี อนุตฺราโส อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปหีนภยเภรโว วิคตโลมหํโสติ อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ ฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ

๘๑๗

มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงจะคบหาสมาคมด้วย. มิตรในวันนี้ไม่มีเหตุหาได้ยาก. มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่ง ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด. (เพราะฉะนั้น) พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๘๑๘

คำว่า มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงจะคบหาสมาคมด้วย ความว่า มิตรทั้งหลายมีประโยชน์ตนเป็นเหตุ มีประโยชน์ผู้อื่นเป็นเหตุ มีประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเป็นเหตุ มีประโยชน์ในปัจจุบันเป็นเหตุ มีประโยชน์ในสัมปรายภพเป็นเหตุ มีประโยชน์อย่างยิ่งเป็นเหตุ จึงจะคบหา สมคบ เสพ สมาคมด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงจะคบหาสมาคมด้วย.

ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถาติ อตฺตตฺถการณา ปรตฺถการณา อุภยตฺถการณา ทิฏฺฐธมฺมิกตฺถการณา สมฺปรายิกตฺถการณา ปรมตฺถการณา ภชนฺติ สมฺภชนฺติ เสวนฺติ ปฏิเสวนฺตีติ ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา ฯ

๘๑๙

มิตร ในอุเทศว่า มิตรในวันนี้ ไม่มีเหตุหาได้ยาก มี ๒ จำพวก คือ มิตร- *คฤหัสถ์ ๑ มิตรบรรพชิต ๑. ฯลฯ นี้ชื่อว่ามิตรคฤหัสถ์. ฯลฯ นี้ชื่อว่ามิตรบรรพชิต. คำว่า มิตร ในวันนี้ ไม่มีเหตุหาได้ยาก ความว่า มิตร ๒ จำพวกนี้ ไม่มีการณะ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย หาได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิตรในวันนี้ ไม่มีเหตุหาได้ยาก.

นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตาติ เทฺว มิตฺตา อาคาริกมิตฺโต จ อนาคาริกมิตฺโต จ ฯเปฯ อยํ อาคาริกมิตฺโต ฯเปฯ อยํ อนาคาริกมิตฺโต ฯ นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตาติ อิเม เทฺว มิตฺตา อการณา อเหตู อปฺปจฺจยา ทุลฺลภาติ นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา ฯ

๘๒๐

คำว่า มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ในอุเทศว่า อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา ดังนี้ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายย่อมคบ สมคบ เสพ เสพด้วย ซ่องเสพ เอื้อเฟื้อ ประพฤติ เอื้อเฟื้อ เข้านั่งใกล้ ไต่ถาม สอบถาม เพื่อประโยชน์ตน เพราะเหตุแห่งตน เพราะปัจจัย แห่งตน เพราะการณะแห่งตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน. คำว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่สะอาด ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้ประกอบด้วย กายกรรมอันไม่สะอาด วจีกรรมอันไม่สะอาด มโนกรรมอันไม่สะอาด ปาณาติบาตอันไม่สะอาด อทินนาทานอันไม่สะอาด กาเมสุมิจฉาจารอันไม่สะอาด มุสาวาทอันไม่สะอาด ปิสุณาวาจาอัน ไม่สะอาด ผรุสวาจาอันไม่สะอาด สัมผัปปลาปะอันไม่สะอาด อภิชฌาอันไม่สะอาด พยาบาท อันไม่สะอาด มิจฉาทิฏฐิอันไม่สะอาด เจตนาอันไม่สะอาด ความปรารถนาอันไม่สะอาด ความ ตั้งใจอันไม่สะอาด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่สะอาด คือ เป็นคนเลว เลวลง เป็นคน ทราม ต่ำช้า ลามก ชั่วช้า ชาติชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่งประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด.

อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสาติ อตฺตตฺถปญฺญาติ อตฺตโน อตฺถาย อตฺตโน เหตุ อตฺตโน ปจฺจยา อตฺตโน การณา ภชนฺติ สมฺภชนฺติ เสวนฺติ นิเสวนฺติ สํเสวนฺติ อาจรนฺติ สมาจรนฺติ ปยิรุปาสนฺติ ปุจฺฉนฺติ ปริปญฺหนฺตีติ อตฺตตฺถปญฺญา ฯ อสุจี มนุสฺสาติ อสุจินา กายกมฺเมน สมนฺนาคตาติ อสุจี มนุสฺสา ฯ อสุจินา วจีกมฺเมน สมนฺนาคตาติ อสุจี มนุสฺสา ฯ อสุจินา มโนกมฺเมน สมนฺนาคตาติ อสุจี มนุสฺสา ฯ อสุจินา ปาณาติปาเตน อสุจินา อทินฺนาทาเนน อสุจินา กาเมสุมิจฺฉาจาเรน อสุจินา มุสาวาเทน อสุจิยา ปิสุณาย วาจาย อสุจิยา ผรุสาย วาจาย อสุจินา สมฺผปฺปลาเปน อสุจิยา อภิชฺฌาย อสุจินา พฺยาปาเทน อสุจิยา มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคตาติ อสุจี มนุสฺสา ฯ อสุจิยา เจตนาย สมนฺนาคตาติ อสุจี มนุสฺสา ฯ อสุจิยา ปตฺถนาย สมนฺนาคตาติ อสุจี มนุสฺสา ฯ อสุจินา ปณิธินา สมนฺนาคตาติ อสุจี มนุสฺสา หีนา นิหีนา ปริหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา ฯ

๘๒๑

คำว่า ผู้เดียว ในอุเทศว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ดังนี้ ฯลฯ. จริยา (การเที่ยวไป) ในคำว่า จเร ดังนี้ มี ๘ อย่าง ฯลฯ. ชื่อว่าพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงคบหาสมาคมด้วย. มิตรในวันนี้ไม่มีเหตุ หาได้ยาก. มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่ง ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด. (เพราะฉะนั้น) พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. จบ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส. ----------------------------------------------------- ก็แหละนิทเทสแห่งพราหมณ์ผู้ถึงฝั่งในศาสนา ๑๖ คนนี้ คือ อชิตพราหมณ์ ๑ ติสสเมตเตยยพราหมณ์ ๑ ปุณเณก- พราหมณ์ ๑ เมตตคูพราหมณ์ ๑ โธตกพราหมณ์ ๑ อุปสีวพราหมณ์ ๑ นันทพราหมณ์ ๑ เหมกพราหมณ์ ๑ โตเทยยพราหมณ์ ๑ กัปปพราหมณ์ ๑ ชตุกัณณีพราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธพราหมณ์ ๑ อุทยพราหมณ์ ๑ โปสาลพราหมณ์ ๑ โมฆราชพราหมณ์ผู้นักปราชญ์ ๑ ปิงคิยพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ๑ รวมเป็น ๑๖ นิทเทส และในปารายนวรรคนั้น ยังมีขัคควิสาณสุตตนิทเทสอีก ๑ นิทเทส ๒ อย่างควรรู้ บริบูรณ์ ท่านลิขิตไว้เรียบร้อยดี. จบ สุตตนิทเทสบริบูรณ์. -----------------------------------------------------

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ เอโกติ ฯเปฯ จเรติ อฏฺฐ จริยาโย ฯเปฯ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เตนาห โส ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปติ ฯ ขคฺควิสาณสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ อชิโต ติสฺสเมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก อถ เมตฺตคู โธตโก อุปสีโว จ นนฺโท จ อถ เหมโก โตเทยฺยกปฺปา ทุภโย ชตุกณฺณี จ ปณฺฑิโต ภทฺราวุโธ อุทโย จ โปสาโล จาปิ พฺราหฺมโณ โมฆราชา จ เมธาวี ปิงฺคิโย จ มหาอิสิ โสฬสนฺนํ ปเนเตสํ พฺราหฺมณานํว สาสนํ ปารายนานํ นิทฺเทโส ตตฺตกา จ ภวนฺติ หิ ขคฺควิสาณสุตฺตานํ นิทฺเทสาปิ ตตฺเถว จ นิทฺเทสา ทุวิธา เญยฺยา ปริปุณฺณา สุลิกฺขิตา ฯ สุตฺตนิทฺเทโส สมตฺโต ฯ ----------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย