This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส

Text only · no interpretationข้อ ๒๔๒–๒๘๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส39 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านอุปสีวะ

อุปสีวมาณวกปญฺหานิทฺเทโส

๒๔๒

(ท่านอุปสีวะทูลถามว่า) ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัยแล้ว ไม่อาจ ข้ามโอฆะใหญ่ได้. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอพระองค์ จงตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะนี้ได้.

เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขุ ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยํ ฯ

๒๔๓

คำว่า เอโก ในอุเทศว่า เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีบุคคลเป็นเพื่อน หรือไม่มีธรรมเป็นเพื่อน. ข้าพระองค์อาศัยบุคคลหรืออาศัยธรรม แล้ว พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวะโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เดียว. คำว่า สกฺก คือ พระผู้มีพระภาคเป็นศากยราช พระผู้มีพระภาคทรงผนวชจากศากย- *สกุล แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าพระสักกะ. พระองค์มีทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือ สติปัฏฐาน ฯลฯ ทรัพย์คือนิพพาน. พระผู้มีพระภาคมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ด้วย ทรัพยรัตนะหลายอย่างนี้ แม้เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้อาจ ผู้องอาจ มีความสามารถ อาจหาญ ผู้กล้า ผู้มี ความแกล้วกล้า ก้าวหน้า ไม่ขลาด ไม่หวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่หนี ละความกลัวความขลาด เสียแล้ว ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้จึงชื่อว่า เป็นพระสักกะ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ... โอฆะใหญ่ได้. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า "อิจฺจายสฺมา อุปสีโว" ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า อุปสีโว เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุปสีวะทูลถามดังนี้.

เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆนฺติ เอโกติ ปุคฺคโล วา เม ทุติโย นตฺถิ ธมฺโม วา เม ทุติโย นตฺถิ ยํ วา ปุคฺคลํ นิสฺสาย ธมฺมํ วา นิสฺสาย มหนฺตํ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตเรยฺยํ อุตฺตเรยฺยํ ปตเรยฺยํ สมติกฺกเมยฺยํ วีติวตฺเตยฺยนฺติ เอโก ฯ สกฺกาติ สกฺโก ฯ ภควา สกฺยกุลา ปพฺพชิโตติปิ สกฺโก ฯ อถวา อทฺโธ มหทฺธโน ธนวาติปิ สกฺโก ฯ ตสฺสิมานิ ธนานิ เสยฺยถีทํ สทฺธาธนํ สีลธนํ หิริธนํ โอตฺตปฺปธนํ สุตธนํ จาคธนํ ปญฺญาธนํ สติปฏฺฐานธนํ ฯเปฯ นิพฺพานธนํ ฯ อิเมหิ อเนกวิเธหิ ธนรตเนหิ อทฺโธ มหทฺธโน ธนวาติปิ สกฺโก ฯ อถวา สกฺโก ปหุ วิสวี อลมตฺโต สูโร วีโร วิกฺกนฺโต อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปหีนภยเภรโว วิคตโลมหํโสติปิ สกฺโกติ เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ ฯ อิจฺจายสฺมา อุปสีโวติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ อุปสีโวติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อุปสีโว ฯ

๒๔๔

คำว่า อนิสฺสิโต ในอุเทศว่า "อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ" ดังนี้ ความว่า ไม่อาศัยบุคคลหรือไม่อาศัยธรรมแล้ว. คำว่า ไม่อาจ คือ ไม่อุตสาหะ ไม่อาจ ไม่สามารถ. คำว่า ข้าม คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อาศัยแล้วไม่อาจข้ามได้.

อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุนฺติ อนิสฺสิโตติ ปุคฺคลํ วา อนิสฺสิโต ธมฺมํ วา อนิสฺสิโต ฯ โน วิสหามีติ น อุสฺสหามิ น สกฺโกมิ น ปฏิพโล ฯ ตาริตุนฺติ มหนฺตํ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตาริตุํ อุตฺตริตุํ ปตริตุํ สมติกฺกมิตุํ วีติวตฺติตุนฺติ อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ ฯ

๒๔๕

คำว่า อารมฺมณํ พรูหิ ในอุเทศว่า "อารมฺมณํ พรูหิ สมนฺตจกฺขุ" ความ ว่า ขอพระองค์ตรัส คือ บอก ... ประกาศซึ่งอารมณ์ คือ ที่ยึดเหนี่ยว ที่อาศัย ที่เข้าไป อาศัย พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ, พระผู้มีพระภาคทรงเข้า เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วย พระสัพพัญญุตญาณนั้น. พระตถาคตพระองค์นั้น ไม่ทรงเห็นอะไรๆ น้อยหนึ่งในโลกนี้ อนึ่ง ไม่ทรงรู้อะไรๆ ที่ ไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มีเลย. พระตถาคต ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง. ธรรมชาติใดที่ควรแนะนำมีอยู่ พระตถาคต ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมชาตินั้น เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอพระองค์ตรัสบอกอารมณ์.

อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขูติ อารมฺมณํ พฺรูหีติ อารมฺมณํ อาลมฺพณํ นิสฺสยํ อุปนิสฺสยํ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อารมฺมณํ พฺรูหิ ฯ สมนฺตจกฺขูติ สมนฺตจกฺขุ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตญาณํ ฯ ภควา เตน สพฺพญฺญุตญาเณน อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ฯ น ตสฺส อทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ อโถ อวิญฺญาตมชานิตพฺพํ สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ฯ อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขุ ฯ

๒๔๖

คำว่า ยํ นิสฺสิโต ในอุเทศว่า "ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยํ" ดังนี้ ความว่า อาศัยบุคคล หรืออาศัยธรรมแล้ว. คำว่า พึงข้ามโอฆะนี้ได้ คือ พึงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่ง กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อาศัยอันใดแล้วพึงข้าม โอฆะนี้ได้ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัยแล้ว ไม่อาจ ข้ามโอฆะใหญ่ได้. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอ พระองค์ตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะ นี้ได้.

ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยนฺติ ยํ นิสฺสิโตติ ยํ วา ปุคฺคลํ นิสฺสิโต ธมฺมํ วา นิสฺสิโต ฯ โอฆมิมํ ตเรยฺยนฺติ มหนฺตํ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตเรยฺยํ อุตฺตเรยฺยํ ปตเรยฺยํ สมติกฺกเมยฺยํ วีติวตฺเตยฺยนฺติ ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขุ ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยนฺติ ฯ

๒๔๗

(พระผู้มีพระภาคตรัสบอกว่า ดูกรอุปสีวะ) ท่านจงเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ อาศัยสมาบัติ อันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งไม่มีดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด. ท่านจงละกามทั้งหลาย เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย พิจารณาดู ความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอดคืนและวันเถิด.

อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมา (อุปสีวาติ ภควา) นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆํ กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส ฯ

๒๔๘

คำว่า ท่านจะเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า พราหมณ์นั้น ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ โดยปกติ ไม่รู้ว่าเป็นที่อาศัยว่าสมาบัตินี้เป็นที่อาศัยของเรา. พระผู้มี พระภาคย่อมตรัสบอกสมาบัติเป็นที่อาศัยและธรรมเป็นทางที่ออกยิ่งขึ้นไป แก่พราหมณ์นั้นว่า ท่านเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัติแล้ว จงเพ่งดู คือ ตรวจดู พินิจดู พิจารณาดู ซึ่งธรรม คือ จิตและเจตสิกที่เกิดในสมาบัตินั้น โดยความเป็นธรรมไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ เป็นของชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นของไม่สำราญ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว เป็นของทำลาย เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่ต้านทานเป็นของไม่มีที่เร้น เป็นของไม่เป็นสรณะ เป็นของ ไม่เป็นที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็นของเปล่าเป็นของสูญ เป็นอนัตตา เป็นโทษ เป็นวิปริณามธรรม เป็นของไม่มีแก่นสาร เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นของไม่เจริญ เป็นของมีอาสวะ เป็นดังเพชฌฆาต เป็นธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อมาร เป็นของมีชาติเป็นธรรมดา เป็นของมีชราเป็นธรรมดา เป็นของมีพยาธิเป็นธรรมดา เป็นของมีมรณะเป็นธรรมดา เป็นของมีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสเป็นธรรมดา เป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา เป็นของมีความดับเป็นธรรมดา เป็น ของไม่น่าพอใจ เป็นของมีอาทีนพโทษ เป็นของไม่มีเครื่องสลัดออก. คำว่า มีสติ ความว่า ความระลึก ความตามระลึก ความระลึกเฉพาะ ฯลฯ ความ ระลึกชอบ นี้เรียกว่า สติ. พราหมณ์นั้นผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบ ด้วยสตินี้ ตรัสว่า มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า อุปสีวาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมาติ โส พฺราหฺมโณ ปกติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ ลาภีเยว นิสฺสยํ น ชานาติ อยํ เม นิสฺสโยติ ฯ ตสฺส ภควา นิสฺสยญฺจ อาจิกฺขติ อุตฺตริญฺจ นิยฺยานปถํ อาจิกฺขติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ สมาปชฺชิตฺวา ตโต วุฏฺฐหิตฺวา ตตฺถ ชาเต จิตฺตเจตสิเก ธมฺเม อนิจฺจโต เปกฺขมาโน ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปโลกโต อีติโต อุปทฺทวโต อสาตโต ภยโต อุปสคฺคโต จลโต ปภงฺคุโต อทฺธุวโต อตาณโต อเลณโต อสรณโต อสรณีภูตโต ริตฺตโต ตุจฺฉโต สุญฺญโต อนตฺตโต อาทีนวโต วิปริณามธมฺมโต อสารกโต อฆมูลโต วิภวโต สาสวโต วธกโต สงฺขตโต มารามิสโต ชาติธมฺมโต ชราธมฺมโต พฺยาธิธมฺมโต มรณธมฺมโต โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมโต สมุทยธมฺมโต อตฺถงฺคมโต อนสฺสาทโต อาทีนวโต อนิสฺสรณโต เปกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโน ฯ สติมาติ ยา สติ อนุสฺสติ ปฏิสฺสติ ฯเปฯ สมฺมาสติ อยํ วุจฺจติ สติ ฯ อิมาย สติยา อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ สติมาติ อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมา ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

๒๔๙

คำว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่ง ไม่มีดังนี้แล้ว จงข้าม โอฆะเถิด ดังนี้ ความว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่าอะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี. อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี เพราะเหตุไร. พราหมณ์ นั้นเป็นผู้มีสติ เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ไม่ยังวิญญาณนั้นนั่น แหละให้เจริญ ให้เป็นแจ้ง ให้หายไป ย่อมเห็นว่าอะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี. ท่านจงอาศัย คือ เข้าไปอาศัยสมาบัตินั้น ทำให้เป็นอารมณ์ ให้เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว แล้วจงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะเถิด. เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มีดังนี้แล้ว ข้ามโอฆะเถิด.

นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆนฺติ นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ฯ กึการณา นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ฯ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ สโต สมาปชฺชิตฺวา ตโต วุฏฺฐหิตฺวา ตญฺเญว วิญฺญาณํ อภาเวติ วิภาเวติ อนฺตรธาเปติ นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสติ ตํการณา นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ฯ ตํ นิสฺสาย อุปนิสฺสาย อารมฺมณํ อาลมฺพณํ กริตฺวา กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตรสฺสุ อุตฺตรสฺสุ ปตรสฺสุ สมติกฺกมสฺสุ วีติวตฺตสฺสูติ นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆํ ฯ

๒๕๐

โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ดังนี้ ความ ว่า กามมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้ เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ละกามทั้งหลาย ความว่า กำหนดรู้วัตถุกามทั้งหลาย ละ สละ บรรเทา ทำให้ สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสกามทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ละกามทั้งหลาย. วิจิกิจฉาเรียกว่า ความสงสัย ในอุเทศว่า วิรโต กถาหิ. ความสงสัยในทุกข์ ฯลฯ ความที่จิตครั่นคร้าม ใจสนเท่ห์ งด เว้น ขาด ออก สลัด หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยความ สงสัย ย่อมมีใจทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เว้นจากความ สงสัยทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง งด เว้น เว้นขาด ออก สลัด หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยดิรัจฉาน- *กถา ๓๒ ประการ ย่อมมีใจทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละกามทั้งหลายแล้ว เว้นจากความสงสัย ทั้งหลาย.

กาเม ปหาย วิรโต กถาหีติ กาเมติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ กาเม ปหายาติ วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา กิเลสกาเม ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ กาเม ปหาย ฯ วิรโต กถาหีติ กถงฺกถา วุจฺจติ วิจิกิจฺฉา ฯ ทุกฺเข กงฺขา ฯเปฯ ฉมฺภิตตฺตํ จิตฺตสฺส มโนวิเลโข ฯ กถงฺกถาย อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ เอวมฺปิ วิรโต กถาหิ ฯ อถวา ทฺวตฺตึสาย ติรจฺฉานกถาย อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ เอวมฺปิ วิรโต กถาหีติ กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ฯ

๒๕๑

รูปตัณหา สัทททัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า "ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส" ดังนี้. กลางคืนชื่อว่า รัตตะ. กลางวันชื่อว่า อหะ. ท่านจงดู คือ พิจารณา แลดู ตรวจดู พินิจ พิจารณา ซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา คือ ความสิ้นแห่งราคะ โทสะ โมหะ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ทั้งกลางคืนกลางวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงพิจารณาดูความ สิ้นแห่งตัณหาตลอดกลางคืนและกลางวัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ท่านจงเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ อาศัย สมาบัติอันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งไม่มี. ดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด ท่านจงละกามทั้งหลายแล้ว เว้นจาก ความสงสัยทั้งหลาย พิจารณาดูความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอด คืนและวันเถิด.

ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺสาติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ รตฺตนฺติ รตฺติ ฯ อโหติ ทิวโส ฯ รตฺติญฺจ ทิวา จ ตณฺหกฺขยํ ราคกฺขยํ โทสกฺขยํ โมหกฺขยํ คติกฺขยํ อุปปตฺติกฺขยํ ปฏิสนฺธิกฺขยํ ภวกฺขยํ สํสารกฺขยํ วฏฺฏกฺขยํ ปสฺส อภิปสฺส ทกฺข โอโลกย นิชฺฌาย อุปปริกฺขาติ ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส ฯ เตนาห ภควา อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมา (อุปสีวาติ ภควา) นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆํ กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺสาติ ฯ

๒๕๒

(ท่านอุปสีวะทูลถามว่า) ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ.

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ

๒๕๓

คำว่า สพฺเพสุ ในอุเทศว่า "สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค" ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า สพฺเพสุ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวม. โดยอุทานว่า กาเมสุ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลส- *กาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ความว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัด คือ สละ คาย ปล่อย ละ สละคืน ข่มความกำหนัดในกามทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อุปสีโว เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็น เครื่องกล่าวด้วยความรัก คำว่า อุปสีโว เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุปสีวะทูลถามว่า.

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสูติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ สพฺเพสูติ ฯ กาเมสูติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค วิกฺขมฺภิตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค ฯ อิจฺจายสฺมา อุปสีโวติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ อุปสีโวติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อุปสีโว ฯ

๒๕๔

คำว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า ละ เว้น สละ ล่วง ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งสมาบัติ ๖ ชั้นต่ำแล้ว อาศัย คือ แอบอิง เข้ามา เข้ามาพร้อม ชอบใจ น้อมใจไปสู่อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสมาบัติอื่น อาศัย อากิญจัญญายตนสมาบัติ.

อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญนฺติ เหฏฺฐิมา ฉ สมาปตฺติโย หิตฺวา วชฺเชตฺวา ปริจฺจชิตฺวา อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺติตฺวา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ นิสฺสิโต อลฺลีโน อุปาคโต สมุปาคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ ฯ

๒๕๕

คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่าน กล่าวว่า สัญญาวิโมกข์. บรรดาสัญญาสมาบัตินั้น อากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นวิโมกข์เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดมและอย่างยิ่ง. น้อมใจไป ในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม อย่างยิ่ง ด้วยอธิมุตติวิโมกข์ คือ น้อมใจไปในสัญญา- *วิโมกข์นั้น ปล่อยใจไปในสัญญาวิโมกข์นั้น ประพฤติในสัญญาวิโมกข์ มากอยู่ในสัญญาวิโมกข์ หนักอยู่ในสัญญาวิโมกข์ เอนไปในสัญญาวิโมกข์ โอนไปในสัญญาวิโมกข์ เงื้อมไปในสัญญา- *วิโมกข์ มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์เป็น อย่างยิ่ง.

สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโตติ สญฺญาวิโมกฺขา วุจฺจนฺติ สตฺต สญฺญาสมาปตฺติโย ฯ ตาสํ สญฺญาสมาปตฺตีนํ อากิญฺจญฺญายตน- สมาปตฺติ วิโมกฺขา อคฺคา จ เสฏฺฐา จ วิเสฏฺฐา จ ปาโมกฺขา จ อุตฺตมา จ ปวรา จ ฯ ปรเม อคฺเค เสฏฺเฐ วิเสฏฺเฐ ปาโมกฺเข อุตฺตเม ปวเร อธิมุตฺติวิโมกฺเขน อธิมุตฺโต ตตฺราธิมุตฺโต ตทธิมุตฺโต ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทาธิปเตยฺโยติ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ฯ

๒๕๖

คำว่า ติฏฺเฐ นุ ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามสองแง่ ไม่เป็นคำถามส่วนเดียวว่า เรื่องนั้นเป็นอย่างนี้ หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า พึงดำรงอยู่หรือหนอ. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว คือ ไม่พรั่นพรึง ไม่ไปปราศ ไม่อันตรธาน ไป ไม่เสื่อมไป. อีกอย่างหนึ่ง ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวหมอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ. เพราะ เหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ.

ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายีติ ติฏฺเฐ นูติ สํสยปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุ โข น นุ โข กึ นุ โข กถํ นุ โขติ ติฏฺเฐ นุ ฯ ตตฺถาติ อากิญฺจญฺญายตเน ฯ อนานุยายีติ อนานุยายี อเวธมาโน อวิคจฺฉมาโน อนนฺตรธายมาโน อปริหิยมาโน ฯ อถวา อรชฺชมาโน อทุสฺสมาโน อมุยฺหมาโน อกิลิยมาโนติ ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายีติ ฯ

๒๕๗

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ) ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสัญญา- วิโมกข์นั้น.

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อุปสีวาติ ภควา) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ

๒๕๘

คำว่า สพฺเพสุ ในอุเทศว่า "สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค" ดังนี้ ความ ว่า ... ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า "สพฺเพสุ" นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวม. โดยอุทานว่า กาเมสุ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้ เรียกว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ความว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัด ... เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า "อุปสีวาติ ภควา" ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสูติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ สพฺเพสูติ ฯ กาเมสูติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค วิกฺขมฺภิตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

๒๕๙

คำว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า ละเว้น น้อมใจ ไปสู่อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตน- *สมาบัติ.

อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญนฺติ เหฏฺฐิมา ฉ สมาปตฺติโย หิตฺวา วชฺเชตฺวา ปริจฺจชิตฺวา อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺติตฺวา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ นิสฺสิโต อลฺลีโน อุปาคโต สมุปาคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ ฯ

๒๖๐

คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่าน กล่าวว่า สัญญาวิโมกข์ ... มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปใน สัญญาวิโมกข์ เป็นอย่างยิ่ง.

สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโตติ สญฺญาวิโมกฺขา วุจฺจนฺติ สตฺต สญฺญาสมาปตฺติโย ฯ ตาสํ สญฺญาสมาปตฺตีนํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ วิโมกฺขา อคฺคา จ เสฏฺฐา จ วิเสฏฺฐา จ ปาโมกฺขา จ อุตฺตมา จ ปวรา จ ฯ ปรเม อคฺเค เสฏฺเฐ วิเสฏฺเฐ ปาโมกฺเข อุตฺตเม ปวเร อธิมุตฺติวิโมกฺเขน อธิมุตฺโต ตตฺราธิมุตฺโต ตทธิมุตฺโต ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทาธิปเตยฺโยติ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ฯ

๒๖๑

คำว่า ติฏฺเฐยฺย ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ ความ ว่า พึงตั้งอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว ... เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปแล้วในสัญญา- วิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.

ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายีติ ติฏฺเฐยฺยาติ ติฏฺเฐยฺย สฏฺฐีกปฺปสหสฺสานิ ฯ ตตฺถาติ อากิญฺจญฺญายตเน ฯ อนานุยายีติ อนานุยายี อเวธมาโน อวิคจฺฉมาโน อนนฺตรธายมาโน อปริหิยมาโน ฯ อถวา อรชฺชมาโน อทุสฺสมาโน อมุยฺหมาโน อกิลิยมาโนติ ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ เตนาห ภควา สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อุปสีวาติ ภควา) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายีติ ฯ

๒๖๒

ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น. ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี. วิญญาณของบุคคล เช่นนั้นพึงมีหรือ?

ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺส ฯ

๒๖๓

คำว่า ติฏฺเฐ เจ โส ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ ความว่า ถ้าผู้นั้นพึงดำรงอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว ... ไม่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.

ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายีติ ติฏฺเฐ เจ โสติ สเจ โส ติฏฺเฐยฺย สฏฺฐีกปฺปสหสฺสานิ ฯ ตตฺถาติ อากิญฺจญฺญายตเน ฯ อนานุยายีติ อนานุยายี อเวธมาโน อวิคจฺฉมาโน อนนฺตรธายมาโน อปริหิยมาโน อถวา อรชฺชมาโน อทุสฺสมาโน อมุยฺหมาโน อกิลิยมาโนติ ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ

๒๖๔

คำว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ ในอุเทศว่า "ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ" ดังนี้ ความว่า แม้มากปี คือ แม้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี หลายร้อยกัป หลายพันกัป หลายแสนกัป. พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระ- *องค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ฯลฯ เหตุนั้นพระตถาคต จึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ... แม้มากปี.

ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขูติ ปูคมฺปิ วสฺสานนฺติ ปูคมฺปิ วสฺสานํ พหุนฺนํ วสฺสานํ พหุนฺนํ วสฺสสตานํ พหุนฺนํ วสฺสสหสฺสานํ พหุนฺนํ วสฺสสตสหสฺสานํ พหุนฺนํ กปฺปสตานํ พหุนฺนํ กปฺปสหสฺสานํ พหุนฺนํ กปฺปสตสหสฺสานํ ฯ สมนฺตจกฺขูติ สมนฺตจกฺขุ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตญาณํ ฯเปฯ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ ฯ

๒๖๕

คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละ วิญญาณ ของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ ความว่า ผู้นั้นถึงความเป็นผู้เย็น ยั่งยืน เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความ แปรปรวนเป็นธรรมดา ในสมาบัตินั้นนั่นแหละ พึงตั้งอยู่ในสมาบัตินั้นนั่นแหละเที่ยงแท้. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นั้นย่อมถามถึงความเที่ยงแท้ และความขาดสูญของบุคคลผู้ บังเกิดในอากิญจัญญายตนภพว่า วิญญาณของผู้นั้นพึงเคลื่อนไป พึงขาดสูญ พินาศไป ไม่พึงมี ปฏิสนธิวิญญาณไม่พึงเกิดในกามธาตุ ในรูปธาตุ หรือในอรูปธาตุดังนี้ หรือว่าย่อมถามถึง ปรินิพพานและปฏิสนธิของบุคคลผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพว่า บุคคลนั้น ย่อมปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในอากิญจัญญายตนภพนั้นนั่นแหละ หรือว่าวิญญาณของบุคคลนั้น พึงเคลื่อนไป พึงเกิดปฏิสนธิวิญญาณในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุอีก. คำว่า ตถาวิธสฺส ความว่า ของบุคคลชนิดอย่างนั้น คือ ของบุคคลเช่นนั้น ผู้ดำรง อยู่ดังนั้น ผู้มีประการดังนั้น ผู้มีส่วนดังนั้น ผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่นนั้น พึงมีหรือ. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า. ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น. ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี. วิญญาณของบุคคล เช่นนั้นพึงมีหรือ?

ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺสาติ ตตฺเถว โส สีติภาวมนุปฺปตฺโต ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตตฺเถว ติฏฺเฐยฺย ฯ อถวา ตสฺส วิญฺญาณํ จเวยฺย อุจฺฉิชฺเชยฺย วินสฺเสยฺย น ภเวยฺย น ปฏิสนฺธิวิญฺญาณํ นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วาติ อากิญฺจญฺญายตเน อุปฺปนฺนสฺส สสฺสตญฺจ อุจฺเฉทญฺจ ปุจฺฉติ อุทาหุ ตตฺเถว อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพาเยยฺย ฯ อถวา ตสฺส วิญฺญาณํ จเวยฺย ปุน ปฏิสนฺธิวิญฺญาณํ นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วาติ อากิญฺจญฺญายตเน อุปฺปนฺนสฺส ปรินิพฺพานญฺจ ปฏิสนฺธิญฺจ ปุจฺฉติ ฯ ตถาวิธสฺสาติ ตถาวิธสฺส ตาทิสสฺส ตสฺสณฺฐิตสฺส ตปฺปการสฺส ตปฺปฏิภาคสฺส อากิญฺจญฺญายตเน อุปฺปนฺนสฺสาติ ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺส ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺสาติ ฯ

๒๖๖

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ) เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่ เข้าถึงความนับ ฉันใด มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึง ความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.

อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ (อุปสีวาติ ภควา) อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ฯ

๒๖๗

เปลวไฟตรัสว่า อัจจิ ในอุเทศว่า "อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ" ดังนี้ ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้ ลมมีธุลี ลมไม่มีธุลี ลมเย็น ลมร้อน ลมแรง ลมบ้าหมู ลมแต่ปีกนก ลมแต่ปีกครุฑ ลมแต่ใบตาล ลมแต่พัด ชื่อว่า วาตา. คำว่า ดับแล้วเพราะกำลังลม ความว่า ดับ คือ สูญหาย หายไป สิ้นไป หมดไป หมดสิ้นไปแล้วเพราะกำลังลม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ... ฉันใด. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า "อุปสีวาติ ภควา" ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยความเคารพ ฯลฯ พระนามว่า ภควา นี้ เป็น สัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตนฺติ อจฺจิ วุจฺจติ ชาลสิขา ฯ วาตาติ ปุรตฺถิมา วาตา ปจฺฉิมา วาตา อุตฺตรา วาตา ทกฺขิณา วาตา สรชา วาตา อปรชา วาตา สีตา วาตา อุณฺหา วาตา อธิมตฺตา วาตา เวรมฺภวาตา ปกฺขวาตา สุปณฺณวาตา ตาลปณฺณวาตา วิธูปนวาตา ฯ วาตเวเคน ขิตฺตนฺติ วาตเวเคน ขิตฺตํ อุกฺขิตฺตํ นุนฺนํ ปนุนฺนํ ขมฺภิตํ วิกฺขมฺภิตนฺติ อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

๒๖๘

คำว่า อตฺถํ ปเลติ ในอุเทศว่า อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ดังนี้ ความว่า ย่อมดับไป คือ ถึงความสิ้นไป ถึงความหมดไป ดับไป สงบไป ระงับไป. คำว่า ไม่เข้าถึงความนับ ความว่า ไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่เข้าถึงความอ้าง ความ คาดคะเน ความบัญญัติว่า เปลวไฟนั้นไปสู่ทิศชื่อโน้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึง ความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ.

อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขนฺติ อตฺถํ ปเลตีติ อตฺถํ ปเลติ อตฺถํ คเมติ อตฺถํ คจฺฉติ นิรุชฺฌติ วูปสมติ ปฏิปฺปสฺสมฺภติ ฯ อุเปติ สงฺขนฺติ อมุกํ นาม ทิสํ คโตติ สงฺขํ น อุเปติ อุทฺเทสํ น อุเปติ คณนํ น อุเปติ ปณฺณตฺตึ น อุเปตีติ อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ฯ

๒๖๙

คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า "เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต" ดังนี้ เป็นเครื่อง ยังอุปมาให้ถึงพร้อม. ญาณ ตรัสว่า โมนะ ในคำว่า มุนี. ฯลฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่อง ข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย. คำว่า พ้นแล้วจากนามกาย ความว่า มุนีนั้นพ้นจากนามกายและรูปกายก่อนแล้วโดย ปกติ คือ มุนีนั้นละนามกายและรูปกายแล้ว ด้วยการละ คือ ความล่วงและความข่ม ด้วย องค์นั้นๆ อาศัยพระผู้มีพระภาคแล้วได้อริยมรรค ๔ เพราะเป็นผู้ได้อริยมรรค ๔ จึงกำหนดรู้ นามกายและรูปกาย เพราะเป็นผู้กำหนดรู้นามกายและรูปกาย จึงพ้น คือ พ้นวิเศษจากนามกาย และรูปกายด้วยความพ้นวิเศษส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ... ฉันนั้น.

เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโตติ เอวนฺติ โอปมฺมสมฺปฏิปาทนํ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ นามกายา วิมุตฺโตติ โส มุนิ ปกติยา ปุพฺเพ นามกายา วิมุตฺโต จ รูปกายา วิมุตฺโต จ ตทงฺคสมติกฺกมวิกฺขมฺภนปฺปหาเนน ปหีโน ตสฺส มุนิโน ภวนฺตํ อาคมฺม จตฺตาโร อริยมคฺคา ปฏิลทฺธา โหนฺติ จตุนฺนํ อริยมคฺคานํ ปฏิลทฺธตฺตา นามกาโย จ รูปกาโย จ ปริญฺญาตา โหนฺติ นามกายสฺส จ รูปกายสฺส จ ปริญฺญาตตฺตา นามกายา จ รูปกายา จ มุตฺโต วิมุตฺโต อจฺจนฺตวิโมกฺเขนาติ เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต ฯ

๒๗๐

คำว่า ย่อมถึงความไม่มี ในอุเทศว่า "อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ" ดังนี้ ความว่า มุนีนั้นย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ คือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปา- *ทิเสสปรินิพพานธาตุ. คำว่า ย่อมไม่เข้าถึงความนับ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่เข้าถึง ความอ้าง ความคาดคะเน ความบัญญัติว่า เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์ มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ มุนีนั้นไม่มี เหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์เครื่องให้ถึงการนับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึงความไม่มี ไม่ เข้าถึงความนับ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้า ถึงความนับ ฉันใด. มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึงความ ไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.

อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขนฺติ อตฺถํ ปเลตีติ อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายติ อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพุโต ฯ น อุเปติ สงฺขนฺติ สงฺขํ น อุเปติ อุทฺเทสํ น อุเปติ คณนํ น อุเปติ ปณฺณตฺตึ น อุเปติ ขตฺติโยติ วา พฺราหฺมโณติ วา เวสฺโสติ วา สุทฺโทติ วา คหฏฺโฐติ วา ปพฺพชิโตติ วา เทโวติ วา มนุสฺโสติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน สงฺขํ คจฺเฉยฺยาติ อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ฯ เตนาห ภควา อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ (อุปสีวาติ ภควา) อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขนฺติ ฯ

๒๗๑

มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่ามุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง. ขอพระองค์ผู้เป็นพระ- มุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี พระองค์ ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.

อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถิ อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโค ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ

๒๗๒

คำว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้ ดับไปแล้ว หรือว่ามุนีนั้นย่อมไม่มี คือ มุนีนั้นดับแล้ว ขาดสูญแล้ว หายไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี.

อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถีติ โส อตฺถงฺคโต อุทาหุ โส นตฺถิ โส นิรุทฺโธ อุจฺฉินฺโน วินฏฺโฐติ อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถิ ฯ

๒๗๓

คำว่า หรือว่ามุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง ความว่า หรือว่ามุนี นั้นเป็นผู้ยั่งยืน คือ เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงตั้งอยู่เที่ยงแท้ในอากิญ- *จัญญายตนภพนั้นนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือมุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็น ผู้เที่ยง.

อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโคติ อุทาหุ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตตฺเถว ติฏฺเฐยฺยาติ อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโค ฯ

๒๗๔

คำว่า ตํ ในอุเทศว่า ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ ย่อมทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาทปัญหาใด. ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯลฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็น เครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ด้วยดี ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ขอจง ทรงประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์ผู้เป็นมุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ ข้าพระองค์ด้วยดี.

ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหีติ ตนฺติ ยํ ปุจฺฉามิ ยํ ยาจามิ ยํ อชฺเฌสามิ ยํ ปสาเทมิ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ สาธุ วิยากโรหีติ สาธุ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ฯ

๒๗๕

คำว่า พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง ความว่า พระองค์ทรงทราบ คือ ทรงรู้ ทรงเทียบเคียง ทรงพิจารณา ทรงให้แจ่มแจ้ง ทรงให้ปรากฏแล้วแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่ามุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง. ขอพระองค์ผู้เป็นพระมุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี. พระองค์ทรง ทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.

ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ตถาหิ เต วิทิโต ญาโต ตุลิโต ตีริโต วิภาวิโต วิภูโต เอส ธมฺโมติ ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถิ อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโค ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ฯ

๒๗๖

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ) บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคล นั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. เมื่อธรรม ทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว.

อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ (อุปสีวาติ ภควา) เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ ฯ

๒๗๗

คำว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ ความว่า บุคคลผู้ดับไปแล้ว คือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมไม่มี ย่อมไม่ปรากฏ ย่อมไม่ประจักษ์ประมาณ แห่งรูป ประมาณแห่งเวทนา ประมาณแห่งสัญญา ประมาณแห่งสังขาร ประมาณแห่งวิญญาณ ประมาณแห่งรูปเป็นต้นนั้น อันบุคคลผู้ดับไปแล้ว ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ให้สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า อุปสีวาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถีติ อตฺถงฺคตสฺส อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพุตสฺส รูปปฺปมาณํ นตฺถิ เวทนาปฺปมาณํ นตฺถิ สญฺญาปฺปมาณํ นตฺถิ สงฺขารปฺปมาณํ นตฺถิ วิญฺญาณปฺปมาณํ นตฺถิ น สํวิชฺชติ น อุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

๒๗๘

คำว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น ดังนี้ ความว่า ชนทั้งหลายพึงว่า (บุคคลนั้น) ด้วยราคะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ ด้วยอุทธัจจะ ด้วยวิจิกิจฉา ด้วยอนุสัยใดว่า บุคคลนั้นเป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง เป็นผู้หลง เป็นผู้มีมานะผูกพัน เป็นผู้ถือมั่น เป็นผู้ถึงความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ถึงความไม่ตกลง หรือว่าเป็นผู้ถือกำลังอภิสังขารเหล่านั้น บุคคลนั้นละเสียแล้ว เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ละอภิสังขาร เสียแล้ว ชนทั้งหลายพึงว่าโดยคติด้วยเหตุใดว่า บุคคลนั้นผู้เกิดในนรก เป็นผู้เกิดในกำเนิด ดิรัจฉาน เป็นผู้เกิดในปิตติวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคล นั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องให้ชนทั้งหลายพึงว่า พึงกล่าว พึงพูดถึงได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น.

เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถีติ เยน ราเคน วเทยฺยุํ เยน โทเสน วเทยฺยุํ เยน โมเหน วเทยฺยุํ เยน มาเนน วเทยฺยุํ ยาย ทิฏฺฐิยา วเทยฺยุํ เยน อุทฺธจฺเจน วเทยฺยุํ ยาย วิจิกิจฺฉาย วเทยฺยุํ เยหิ อนุสเยหิ วเทยฺยุํ รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติยา เยน วเทยฺยุํ เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน วเทยฺยุํ กเถยฺยุํ โวหเรยฺยุนฺติ เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ ฯ

๒๗๙

คำว่า เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว ความว่า เมื่อธรรมทั้งปวง คือ เมื่อขันธ์ อายตนะ ธาตุ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ทั้งปวง อันบุคคล นั้นถอนขึ้นแล้ว คือ ถอนขึ้นพร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้ว ฉุดขึ้นพร้อมแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้น พร้อมแล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว ด้วยไฟคือ ญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว.

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสูติ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สพฺเพสุ ขนฺเธสุ สพฺเพสุ อายตเนสุ สพฺพาสุ ธาตูสุ สพฺพาสุ คตีสุ สพฺพาสุ อุปปตฺตีสุ สพฺพาสุ ปฏิสนฺธีสุ สพฺเพสุ ภเวสุ สพฺเพสุ สํสาเรสุ สพฺเพสุ วฏฺเฏสุ อูหเตสุ สมูหเตสุ อุทฺธเตสุ สมุทฺธเตสุ อุปฺปาติเตสุ สมุปฺปาติเตสุ ปหีเนสุ สมุจฺฉินฺเนสุ วูปสนฺเตสุ ปฏิปฺปสฺสทฺเธสุ อภพฺพุปฺปตฺติเกสุ ญาณคฺคินา ทฑฺเฒสูติ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ ฯ

๒๘๐

คำว่า ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว ความว่า กิเลส ขันธ์ และ อภิสังขาร ตรัสว่า ทางแห่งถ้อยคำ. ถ้อยคำ ทางแห่งถ้อยคำ ชื่อ ทางแห่งชื่อ นิรุตติ ทางแห่ง นิรุตติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ อันบุคคลนั้นถอนขึ้นแล้ว ถอนขึ้นพร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้ว ฉุดขึ้นพร้อมแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้นพร้อมแล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับ แล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ทางแห่ง ถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคล นั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. เมื่อธรรม ทั้งปวง อันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่งถ้อยคำ ทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯลฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของพวกข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็น สาวก ดังนี้. จบอุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖. -----------------------------------------------------

สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพติ วาทปถา วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ ตสฺส วาทา จ วาทปถา จ อธิวจนานิ จ อธิวจนปถา จ นิรุตฺติ จ นิรุตฺติปถา จ ปญฺญตฺติ จ ปญฺญตฺติปถา จ อูหตา สมูหตา อุทฺธตา สมุทฺธตา อุปฺปาติตา สมุปฺปาติตา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ ฯ เตนาห ภควา อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ (อุปสีวาติ ภควา) เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพติ ฯ สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหสฺมีติ ฯ อุปสีวมาณวกปญฺหานิทฺเทโส ฉฏฺโฐ ฯ -------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย