ปัจจเวกขณญาณนิทเทส
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ เป็นกิเลสอันสกทาคามิมรรคตัดขาด ดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็น อันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถ ว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ
อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอันอนาคามิมรรคตัดขาด ดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลส นั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ
อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็นกิเลสอันอรหัตมรรค ตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๘ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่าผู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ -------
ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณอย่างไร ฯ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่า กำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่า สัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะ อรรถว่าเลือกเฟ้น ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าปีติ- *สัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่า สงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบกขา- *สัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่ หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะ ความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ชื่อว่า สมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น ชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถว่า ไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะ อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถ ว่าหลุดพ้น ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าปล่อย ชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่า มนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าเป็นที่รวม ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะ อรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจร ออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
กถํ ตทา สมุปาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา ตทา สมุปาคตา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต ตทา สมุปาคโต โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค {๑๕๖.๑} ตทา สมุปาคโต อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อสฺสทฺธิเยน อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ ตทา สมุปาคตํ โกสชฺเชน อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ตทา สมุปาคตํ ปมาเทน อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ ตทา สมุปาคตํ อุทฺธจฺเจน อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ ตทา สมุปาคตํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ตทา สมุปาคตํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ ตทา สมุปาคตํ นิยฺยานฏฺเฐน สมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต เหตฏฺเฐน มคฺโค ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา ตทา สมุปาคตา ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา ตทา สมุปาคตา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา ตทา สมุปาคตา ตถฏฺเฐน สจฺจา ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ ตทา สมุปาคโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตทา สมุปาคตา เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา {๑๕๖.๒} ตทา สมุปาคตา อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ ตทา สมุปาคตํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข ตทา สมุปาคโต ปฏิเวธนฏฺเฐน วิชฺชา ตทา สมุปาคตา ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ ตทา สมุปาคตา สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ
ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถ ว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ (ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็น แก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณา เห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตา ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ
ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะ แห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพาน อันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกัน ในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ สกทาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ
ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็น มูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่า นี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณา เห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่มาประชุมกันใน ขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ฯ
อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ตทา สมุปาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ --------