ปเทสวิหารญาณนิทเทส
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณอย่างไร เพราะ มิจฉาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความ สงบแห่งสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็น ปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะ ความสงบแห่งสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา ฯลฯ เพราะมิจฉา- *วิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาวิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาวิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความ สงบแห่งสัมมาวิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็นปัจจัย ก็ ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความ สงบแห่งสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญา เป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็นธรรมสงบ แต่ เพราะวิตกและสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะ ฉันทะและวิตกเป็นธรรมสงบ แต่เพราะสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย ก็ย่อม มีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญา เป็นธรรมสงบเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา ความเพียรเพื่อจะบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุมีอยู่ แม้เพราะ เมื่อยังไม่ได้บรรลุอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้นเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศล เวทนา ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณ ฯ
กถํ สโมทหเน ปญฺญา ปเทสวิหาเร ญาณํ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาสงฺกปฺปปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฯเปฯ มิจฺฉาวิมุตฺติปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาวิมุตฺติวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาวิมุตฺติปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาวิมุตฺติวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺทปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺทวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ วิตกฺกปจฺจยาปิ เวทยิตํ วิตกฺกวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สญฺญาปจฺจยาปิ เวทยิตํ สญฺญาวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ อวูปสนฺโต โหติ {๒๔๕.๑} วิตกฺกา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ วูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ วูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ วูปสนฺตา โหนฺติ น ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อตฺถิ อายวํ ตสฺมึ ฐาเน อนุปฺปตฺเต ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สโมทหเน ปญฺญา ปเทสวิหาเร ญาณํ ฯ --------