เจโตปริยญาณนิทเทส
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่างหรือ อย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท และด้วยสามารถความผ่องใส แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณอย่างไร ฯ ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะ และสังขารอันเป็นประธาน ... ครั้นแล้วย่อมรู้อย่างนี้ว่า รูปนี้เกิดขึ้นด้วย โสมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโทมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิดขึ้นด้วยอุเบกขินทรีย์ ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ เจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจของตน คือ จิตมีราคะก็รู้ว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่า จิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่า จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่า จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่า จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่า จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคตก็รู้ว่า จิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคตก็รู้ว่า จิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่า จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่า จิตไม่หลุดพ้น จิตน้อม ไปก็รู้ว่า จิตน้อมไป หรือจิตไม่น้อมไปก็รู้ว่า จิตไม่น้อมไป ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท และด้วยสามารถความ ผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณ ฯ
กถํ ติณฺณํ จิตฺตานํ วิปฺผารตฺตา อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน นานตฺเตกตฺตวิญฺญาณจริยาปริโยคาหเน ปญฺญา เจโตปริยญาณํ ฯ อิธ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วิริยสมาธิ ฯเปฯ จิตฺตสมาธิ ฯเปฯ วีมํสาสมาธิ- ปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวติ ปริทเมติ มุทุํ กโรติ กมฺมนิยํ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวตฺวา ปริทเมตฺวา มุทุํ กริตฺวา กมฺมนิยํ เอวํ ชานาติ อิทํ รูปํ โสมนสฺสินฺทฺริยสมุฏฺฐิตํ อิทํ รูปํ โทมนสฺสินฺทฺริยสมุฏฺฐิตํ อิทํ รูปํ อุเปกฺขินฺทฺริยสมุฏฺฐิตนฺติ โส ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน ปริสุทฺเธน ปริโยทาเตน เจโตปริยญาณาย จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ โส ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโทสํ วา จิตฺตํ สโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อธิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อนธิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อนธิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ติณฺณํ จิตฺตานํ วิปฺผารตฺตา อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน นานตฺเตกตฺตวิญฺญาณจริยาปริโยคาหเน ปญฺญา เจโตปริยญาณํ ฯ ----------