๑. ยุคนัทธกถา
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา
ยุคนทฺธวคฺเค ยุคนทฺธกถา
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา ด้วย มรรค ๔ ทั้งหมดหรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง มรรค ๔ เป็นไฉน ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะ เป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อม เกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุ นั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เมื่อภิกษุนั้น เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำ ให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อม ละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจนึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อ ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย ย่อมสิ้นไป ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์ อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ นี้ทั้งหมด หรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรค หนึ่ง ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ตตฺร โข อายสฺมา อานนฺโท ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโสติ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสุํ อายสฺมา อานนฺโท เอตทโวจ โย หิ โกจิ อาวุโส ภิกฺขุ วา ภิกฺขุนี วา มม สนฺติเก อรหตฺตํ พฺยากโรติ สพฺพโส จตูหิ มคฺเคหิ เอเตสํ วา อญฺญตเรน กตเมหิ จตูหิ ฯ {๕๓๔.๑} อิธาวุโส ภิกฺขุ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ตสฺส สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๔.๒} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ตสฺส วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๔.๓} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ตสฺส ตํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๔.๔} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ โส อาวุโส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ โย หิ โกจิ อาวุโส ภิกฺขุ วา ภิกฺขุนี วา มม สนฺติเก อรหตฺตํ พฺยากโรติ สพฺพโส อิเมหิ จตูหิ มคฺเคหิ เอเตสํ วา อญฺญตเรนาติ ฯ
ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญ วิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่าธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วง เกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคเกิดอย่างไร ฯ สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสังกัปปะด้วย อรรถว่าดำริ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนด เป็นมรรค ย่อมเกิด สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวายามะด้วยอรรถ ว่าประคองไว้ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรค ย่อมเกิด สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคย่อมเกิด มรรคย่อม เกิดอย่างนี้ ฯ คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่ง มรรคนั้น ดังนี้ ความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ ภิกษุนั้น นึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ เห็นอยู่ชื่อว่าเสพ พิจารณาอยู่ชื่อว่าเสพ อธิษฐานจิตอยู่ชื่อว่าเสพ น้อมจิตไปด้วยศรัทธาชื่อว่า เสพ ประคองความเพียรไว้ชื่อว่าเสพ ตั้งสติไว้มั่นชื่อว่าเสพ ตั้งจิตไว้อยู่ ชื่อว่าเสพ ทราบชัดด้วยปัญญาชื่อว่าเสพ รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งอยู่ชื่อว่าเสพ กำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ชื่อว่าเสพ ละธรรมที่ควรละชื่อว่าเสพ เจริญ ธรรมที่ควรเจริญชื่อว่าเสพ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อม เสพอย่างนี้ ฯ คำว่า เจริญ ความว่า เจริญอย่างไร ฯ ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ ... ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่า เจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ คำว่า ทำให้มาก ความว่า ทำให้มากอย่างไร ฯ ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก ... ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าทำให้มาก ทำให้มากอย่างนี้ ฯ คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อม ละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย ย่อมสิ้นไป อย่างไร ฯ ย่อมละสังโยชน์ ๓ นี้ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต- *ปรามาส อนุสัย ๒ นี้ คือ ทิฐิอนุสัย วิจิกิจฉาอนุสัย ย่อมสิ้นไปด้วย โสดาปัตติมรรค ฯ ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วน หยาบๆ อนุสัย ๒ นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค ฯ ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนละเอียดๆ อนุสัย ๒ นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วน ละเอียดๆ ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค ฯ ย่อมละสังโยชน์ ๕ นี้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อนุสัย ๓ นี้ คือ มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อม สิ้นไปด้วยอรหัตมรรค ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ
กถํ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา วิปสฺสนา เตน วุจฺจติ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ {๕๓๕.๑} ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ {๕๓๕.๒} มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺโค สญฺชายติ อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มคฺโค สญฺชายติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มคฺโค สญฺชายติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มคฺโค สญฺชายติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มคฺโค สญฺชายติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มคฺโค สญฺชายติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มคฺโค สญฺชายติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ {๕๓๕.๓} โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรตีติ อาเสวตีติ กถํ อาเสวติ ฯ อาวชฺชนฺโต อาเสวติ ชานนฺโต อาเสวติ ปสฺสนฺโต อาเสวติ ปจฺจเวกฺขนฺโต อาเสวติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต อาเสวติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต อาเสวติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต อาเสวติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต อาเสวติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต อาเสวติ ปญฺญาย ปชานนฺโต อาเสวติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต อาเสวติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต อาเสวติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต อาเสวติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต อาเสวติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต อาเสวติ เอวํ อาเสวติ ฯ {๕๓๕.๔} ภาเวตีติ กถํ ภาเวติ ฯ อาวชฺชนฺโต ภาเวติ ชานนฺโต ภาเวติ ปสฺสนฺโต ภาเวติ ปจฺจเวกฺขนฺโต ภาเวติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต ภาเวติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต ภาเวติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต ภาเวติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต ภาเวติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต ภาเวติ ปญฺญาย ปชานนฺโต ภาเวติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ภาเวติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ภาเวติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต ภาเวติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต ภาเวติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต ภาเวติ เอวํ ภาเวติ ฯ {๕๓๕.๕} พหุลีกโรตีติ กถํ พหุลีกโรติ ฯ อาวชฺชนฺโต พหุลีกโรติ ชานนฺโต พหุลีกโรติ ปสฺสนฺโต พหุลีกโรติ ปจฺจเวกฺขนฺโต พหุลีกโรติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต พหุลีกโรติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต พหุลีกโรติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต พหุลีกโรติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต พหุลีกโรติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต พหุลีกโรติ ปญฺญาย ปชานนฺโต พหุลีกโรติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต พหุลีกโรติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต พหุลีกโรติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต พหุลีกโรติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต พหุลีกโรติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต พหุลีกโรติ เอวํ พหุลีกโรติ ฯ {๕๓๕.๖} ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺตีติ กถํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๕.๗} โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๕.๘} สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๕.๙} อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๕.๑๐} อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา อิมานิ ปญฺจ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อิเม ตโย อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่ พยาบาท เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่ง อาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความ เป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็น ทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามี ภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ... ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯ สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด ... มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯ คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ ฯลฯ เจริญ ทำให้ มากซึ่งมรรคนั้น ความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควร ทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้ ฯ คำว่า ย่อมเจริญ ความว่า ย่อมเจริญอย่างไร ฯ ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ รู้อยู่ชื่อว่าเจริญ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ คำว่า ทำให้มาก ความว่า ย่อมทำให้มากอย่างไร ฯ ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก รู้อยู่ชื่อว่าทำให้มาก ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าทำให้มาก ย่อมทำให้มากอย่างนี้ ฯ คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อม ละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย ย่อมสิ้นไป อย่างไร ... ฯ
อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา วิปสฺสนา เตน วุจฺจติ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ {๕๓๖.๑} ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ {๕๓๖.๒} มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺโค สญฺชายติ อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ {๕๓๖.๓} โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรตีติ อาเสวตีติ กถํ อาเสวติ ฯ อาวชฺชนฺโต อาเสวติ ชานนฺโต อาเสวติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต อาเสวติ เอวํ อาเสวติ ฯ {๕๓๖.๔} ภาเวตีติ กถํ ภาเวติ ฯ อาวชฺชนฺโต ภาเวติ ชานนฺโต ภาเวติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต ภาเวติ เอวํ ภาเวติ ฯ {๕๓๖.๕} พหุลีกโรตีติ กถํ พหุลีกโรติ ฯ อาวชฺชนฺโต พหุลีกโรติ ชานนฺโต พหุลีกโรติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต พหุลีกโรติ เอวํ พหุลีกโรติ ฯ {๕๓๖.๖} ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺตีติ กถํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๖.๗} โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๖.๘} สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๖.๙} อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ {๕๓๖.๑๐} อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา อิมานิ ปญฺจ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อิเม ตโย อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความ เป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดใน วิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯลฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อม เกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนาด้วย อรรถว่าพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความ เป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นเป็นอารมณ์ และความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนา มีก่อน สมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนา เป็นเบื้องต้น ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็น ที่เสพ ฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละ สังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา และมรณะ โดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง ฯลฯ โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมี การปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นเป็นอารมณ์ และความที่จิตมีอารมณ์ เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ คำว่า ย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ ฯ
กถํ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ {๕๓๗.๑} ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ รูปํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา รูปํ ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา รูปํ อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ {๕๓๗.๒} ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา มคฺโค สญฺชายตีติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ชรามรณํ ทุกฺขโต ฯเปฯ อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ {๕๓๗.๓} ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ ด้วย ความเป็นอารมณ์ ๑ ด้วยความเป็นโคจร ๑ ด้วยความละ ๑ ด้วยความสละ ๑ ด้วยความออก ๑ ด้วยความหลีกไป ๑ ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ๑ ด้วยความ เป็นธรรมประณีต ๑ ด้วยความหลุดพ้น ๑ ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑ ด้วยความ เป็นเครื่องข้าม ๑ ด้วยความไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่าง เปล่า ๑ ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและ กัน ๑ ด้วยความเป็นคู่กัน ๑ ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยอารมณ์อย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มี นิโรธเป็นอารมณ์ ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นอารมณ์ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่าน จึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯลฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อม เกิดอย่างนี้ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะ และวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ อย่างนี้ ฯ ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจรอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธ เป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นโคจร เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจร ฯ
กถํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ โสฬสหิ อากาเรหิ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ อารมฺมณฏฺเฐน โคจรฏฺเฐน ปหานฏฺเฐน ปริจฺจาคฏฺเฐน วุฏฺฐานฏฺเฐน วิวฏฺฏนฏฺเฐน สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน วิมุตฺตฏฺเฐน อนาสวฏฺเฐน ตรณฏฺเฐน อนิมิตฺตฏฺเฐน อปฺปณิหิตฏฺเฐน สุญฺญตฏฺเฐน เอกรสฏฺเฐน อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธฏฺเฐน ฯ {๕๓๘.๑} กถํ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธารมฺมโณ อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธารมฺมณา อิติ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๓๘.๒} ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๓๘.๓} กถํ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความละอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละกิเลสอัน ประกอบด้วยอวิชชา และขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็น โคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความละ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะ และวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความละ ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบด้วย อวิชชา และขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วย ประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกัน และกัน ด้วยความสละ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและ วิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละ ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความออกอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุออกจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุออกจาก กิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มี นิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความออก เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความออก ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลีกไปอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุหลีกไปจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุหลีกไป จากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความหลีกไป เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลีกไป ฯ
กถํ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๓๙.๑} กถํ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๓๙.๒} กถํ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๓๙.๓} กถํ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิวฏฺฏโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิวฏฺฏโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรม ละเอียดอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมละเอียด มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็น เป็นธรรมละเอียด มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะ และวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความ เป็นธรรมละเอียด เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็น คู่กัน ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต อย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมประณีต มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็น เป็นธรรมประณีต มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและ วิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็น ธรรมประณีต เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็น คู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลุดพ้นอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมหลุดพ้น มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็น เป็นหลุดพ้น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ ชื่อว่าเจโตวิมุติ เพราะสำรอกราคะ ชื่อว่าปัญญาวิมุติเพราะสำรอกอวิชชา ด้วยประการดังนี้ สมถะ และวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความ หลุดพ้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลุดพ้น ฯ
กถํ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สนฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สนฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๔๐.๑} กถํ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ปณีโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ปณีตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๔๐.๒} กถํ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ วิมุตฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิมุตฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ ราควิราคา เจโตวิมุตฺติ อวิชฺชาวิราคา ปญฺญาวิมุตฺติ อิติ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะ อย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะ มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยอวิชชาสวะ มีนิโรธ เป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีอาสวะ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะ ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้ามอย่างไร ฯ เมื่อภิกษุข้ามจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุข้ามจากกิเลส อันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธ เป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าว ว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนา ด้วยความไม่มีนิมิต อย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีนิมิตด้วยนิมิตทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมไม่มีนิมิตด้วยนิมิตทั้งปวง มีนิโรธ เป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีนิมิต เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีนิมิต ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง อย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วง เกินกันและกัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญ สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ฯ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า อย่างไร ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธ เป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความว่างเปล่า เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น อันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วงเกินกัน และอินทรีย์มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯลฯ คำว่า มรรค ย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อม ละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่าอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันอย่างนี้ ฯ
กถํ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ กามาสเวน อนาสโว โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อวิชฺชาสเวน อนาสวา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๔๑.๑} กถํ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ ตรโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ ตรโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๔๑.๒} กถํ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพนิมิตฺเตหิ อนิมิตฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพนิมิตฺเตหิ อนิมิตฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๔๑.๓} กถํ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพปณิธีหิ อปฺปณิหิโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพปณิธีหิ อปฺปณิหิตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๔๑.๔} กถํ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพาภินิเวเสหิ สุญฺโญ โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพาภินิเวเสหิ สุญฺญา โหติ นิโรธโคจรา อิติ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ {๕๔๑.๕} ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ เอวํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ย่อมมี อย่างไร ฯ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โอภาสย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึก ถึงโอภาสว่า โอภาสเป็นธรรม เพราะนึกถึงโอภาสนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดย ความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิต ที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) ปัคคาหะ (ความเพียร) อุปัฏฐานะ (ความตั้งมั่น) อุเบกขา นิกันติ (ความพอใจ) ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุ นึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความ ฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความ เป็นจริงซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความ เป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรม ถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้ง มั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิด อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ฯลฯ เมื่อภิกษุ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความ พอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อม ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นอนัตตา โดยความ เป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า มีใจที่นึก ถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย ย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ
กถํ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาโส ธมฺโมติ โอภาสํ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ {๕๔๒.๑} โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ฯเปฯ อนตฺตโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ เมื่อ ภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา เมื่อภิกษุมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความ พอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อม ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งชราและมรณะอันปรากฏโดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบ อยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อม เกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ อนุสัยย่อม สิ้นไป อย่างนี้ ใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้อย่างนี้ ฯ จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวเพราะโอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ ความวางเฉยจาก ความนึกถึงอุเบกขา และนิกันติ ภิกษุนั้นกำหนดฐานะ ๑๐ ประการนี้ ด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ นึกถึงโอภาสเป็นต้นอันเป็นธรรมฟุ้งซ่าน และย่อมไม่ถึง ความหลงใหล จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง และเคลื่อนจาก จิตภาวนา จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง ภาวนาย่อมเสื่อมไป จิตบริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง ภาวนาย่อมไม่เสื่อม จิตไม่ ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง และไม่เคลื่อนจากจิตภาวนาด้วย ฐานะ ๔ ประการนี้ ภิกษุย่อมทราบชัดซึ่งความที่จิตกวัด แกว่งฟุ้งซ่าน ถูกโอภาสเป็นต้นกั้นไว้ ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ ฉะนี้แล ฯ จบยุคนัทธกถา -----------------------------------------------------
รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ฯเปฯ รูปํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต รูปํ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ชรามรณํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ชรามรณํ อนตฺตโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ {๕๔๓.๑} ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส ชรามรณํ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ชรามรณํ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ชรามรณํ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว อนิจฺจโต สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ ฯ โอภาเส เจว ญาเณ จ ปีติยา จ วิกมฺปติ ปสฺสทฺธิยา สุเข เจว เยหิ จิตฺตํ ปเวธติ อธิโมกฺเข จ ปคฺคาเห อุปฏฺฐาเน จ วิกมฺปติ อุเปกฺขาวชฺชนา เจว อุเปกฺขาย จ นิกนฺติยา อิมานิ ทส ฐานานิ ปญฺญายสฺส ปริจฺจิตา ธมฺมุทฺธจฺจกุสโล โหติ น จ สมฺโมหคจฺฉติ วิกมฺปติ เจว กิลิสฺสติ จ จวติ จิตฺตภาวนา วิกมฺปติ กิลิสฺสติ ภาวนา ปริหายติ วิสุชฺฌติ น กิลิสฺสติ ภาวนา น ปริหายติ น จ วิกฺขิปฺปเต จิตฺตํ น กิลิสฺสติ น จวติ จิตฺตภาวนา อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ จิตฺตสฺส สงฺเขปํ วิกฺเขปํ วิคฺคหิตํ ทสฏฺฐาเนหิ สมฺปชานาตีติ ฯ ยุคนทฺธกถา ฯ --------