This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๑. มหาปัญญากถา

Text only · no interpretationข้อ ๖๕๙–๖๗๘พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค20 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มหาปัญญากถา

ปญฺญาวคฺเค มหาปญฺญากถา

๖๕๙

อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญา อย่างไหนให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา ... อนัตตานุปัสสนา ... นิพพิทานุปัสสนา... วิราคานุปัสสนา ... นิโรธานุปัสสนา ... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา ... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาทำลาย กิเลส) ให้บริบูรณ์ อนัตตานุปัสสนา ... ย่อมยังมหาปัญญา (ปัญญามาก) ให้ บริบูรณ์ นิพพิทานุปัสสนา ... ย่อมยังติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์ วิราคานุปัสสนา ... ย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์ นิโรธานุ- *ปัสสนา ... ย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญา (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความ เป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ... ย่อมยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่น หนา) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม ยังหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) ให้บริบูรณ์ หาสปัญญา เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา อรรถปฏิสัมภิทาเป็นคุณชาติ อันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถแห่งหาสปัญญานั้น ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณ- *ชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนด ธรรมแห่งหาสปัญญานั้น นิรุติปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้ แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุติแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา โดยการกำหนดปฏิภาณแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะ หาสปัญญานั้น ฯ

อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา นิพฺเพธิกปญฺญํ ปริปูเรติ อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา มหาปญฺญํ ปริปูเรติ นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ติกฺขปญฺญํ ปริปูเรติ วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา วิปุลปญฺญํ ปริปูเรติ นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา คมฺภีรปญฺญํ ปริปูเรติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ {๖๕๙.๑} อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ

๖๖๐

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืน ในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ที่บุคคล เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้ บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาส- *ปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะ หาสปัญญานั้น ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหน ให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืน ในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญา ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง ความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ฯ

รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ {๖๖๐.๑} หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ {๖๖๐.๒} อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ

๖๖๑

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การ พิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ... การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและ ปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป ... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็น ส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วน อดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป ... การ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การ พิจารณาเห็นความดับในรูป ... การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ... การพิจารณาเห็น ความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาใน รูป ... ย่อมยังมหาปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วน อดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ เบื่อหน่ายในรูป ... ย่อมยังติกขปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป ... ย่อมยังวิบูลปัญญาให้บริบูรณ์ การ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อม ยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูป ... ย่อมยังคัมภีรปัญญา ให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ... ย่อมยัง อัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ... ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ... ย่อมยังปุถุปัญญาให้ บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาส- *ปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญา เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการ นี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะ หาสปัญญานั้น ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงใน ชราและมรณะ ทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืน ในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้ บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้ บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ... ย่อมยังชวนปัญญาให้ บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะ หาสปัญญา ฯ

รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ {๖๖๑.๑} รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา นิพฺเพธิกปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา มหาปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ติกฺขปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา วิปุลปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา คมฺภีรปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ {๖๖๑.๒} หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ฯ {๖๖๑.๓} ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ

๖๖๒

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัปปุริสสังเสวะ คบสัตบุรุษ ๑ สัทธรรมสวนะ ฟังสัทธรรมคำสั่งสอนของท่าน ๑ โยนิโสมนสิการะ ไตร่ตรองพิจารณาคำสั่งสอนของท่าน ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง อนาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิ- *ปัตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ฯ

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯ {๖๖๒.๑} จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ ฯ {๖๖๒.๒} อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ ฯ {๖๖๒.๓} อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯ

๖๖๓

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อ ความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เพื่อความเป็นผู้ มีปัญญาไม่ใกล้ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน เพื่อความเป็นผู้มีปัญญา ร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า เพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรม- *สวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่ง ปัญญา ฯลฯ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ฯ

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺติ มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺติ สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ฯ

๖๖๔

การได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่ง ปัญญา เป็นไฉน ฯ การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงพร้อม การถูกต้อง การทำให้แจ้ง การเข้าถึงพร้อม ซึ่งมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ นี้ เป็นการได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อ ได้เฉพาะซึ่งปัญญา ฯ ความเจริญแห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา เป็นไฉน ฯ ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวก และของกัลยาณปุถุชนย่อมเจริญ ปัญญา ของพระอรหันต์ย่อมเจริญ นี้เป็นความเจริญ นี้เป็นความเจริญแห่งปัญญา ในคำ ว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ฯ ความไพบูลย์แห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เป็นไฉน ฯ ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวกและของกัลยาณปุถุชน ย่อมถึงความ ไพบูลย์ ปัญญาของพระอรหันต์ เป็นปัญญาไพบูลย์ นี้เป็นความไพบูลย์แห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ฯ

ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺตีติ กตโม ปญฺญาปฏิลาโภ ฯ จตุนฺนํ มคฺคญาณานํ จตุนฺนํ ผลญาณานํ จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทาญาณานํ ฉนฺนํ อภิญฺญานํ เตสตฺตตีนํ ญาณานํ สตฺตสตฺตตีนํ ญาณานํ ลาโภ ปฏิลาโภ ปตฺติ สมฺปตฺติ ผสฺสนา สจฺฉิกิริยา อุปสมฺปทา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปญฺญาปฏิลาโภ ฯ {๖๖๔.๑} ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺตีติ กตมา ปญฺญาพุฑฺฒิ ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ ปญฺญา วฑฺฒติ อรหโต ปญฺญา วฑฺฒติ วฑฺฒนา ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปญฺญาพุฑฺฒิ ฯ {๖๖๔.๒} ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ กตมํ ปญฺญาเวปุลฺลํ ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ ปญฺญา เวปุลฺลํ คจฺฉติ อรหโต ปญฺญา เวปุลฺลตา ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ อิทํ ปญฺญาเวปุลฺลํ ฯ

๖๖๕

มหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถใหญ่ กำหนด ธรรมใหญ่ กำหนดนิรุติใหญ่ กำหนดปฏิภาณใหญ่ กำหนดศีลขันธ์ใหญ่ กำหนด สมาธิขันธ์ใหญ่ กำหนดปัญญาขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุติขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุติญาณ ทัสนขันธ์ใหญ่ กำหนดฐานะและอฐานะใหญ่ กำหนดวิหารสมาบัติใหญ่ กำหนด อริยสัจใหญ่ กำหนดสติปัฏฐานใหญ่ กำหนดสัมมัปปธานใหญ่ กำหนดอิทธิบาท ใหญ่ กำหนดอินทรีย์ใหญ่ กำหนดพละใหญ่ กำหนดโพชฌงค์ใหญ่ กำหนด อริยมรรคใหญ่ กำหนดสามัญผลใหญ่ กำหนดอภิญญาใหญ่ กำหนดนิพพานอัน เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นี้เป็นมหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อเป็นผู้มีปัญญา ใหญ่ ฯ

มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา มหาปญฺญา ฯ มหนฺเต อตฺเถ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต ธมฺเม ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา นิรุตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ ปฏิภาณานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สีลกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สมาธิกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต ปญฺญากฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต วิมุตฺติกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ ฐานาฏฺฐานานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา วิหารสมาปตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ อริยสจฺจานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สติปฏฺฐาเน ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สมฺมปฺปธาเน ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต อิทฺธิปาเท ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ อินฺทฺริยานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ พลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต โพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตํ อริยมคฺคํ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ สามญฺญผลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา อภิญฺญาโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ มหาปญฺญา ฯ

๖๖๖

ปุถุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาหนา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ มาก ในธาตุต่างๆ มาก ในอายตนะต่างๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ มาก ในความได้เนืองๆ ซึ่งความสูญต่างๆ มาก ในอรรถต่างๆ มาก ใน ธรรมต่างๆ มาก ในนิรุติต่างๆ มาก ในปฏิภาณต่างๆ มาก ในศีลขันธ์ ต่างๆ มาก ในสมาธิขันธ์ต่างๆ มาก ในปัญญาขันธ์ต่างๆ มาก ในวิมุติ ขันธ์ต่างๆ มาก ในวิมุติญาณทัสนขันธ์ต่างๆ มาก ในฐานะและอฐานะ ต่างๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่างๆ มาก ในอริยสัจต่างๆ มาก ในสติ- *ปัฏฐานต่างๆ มาก ในสัมมัปปธานต่างๆ มาก ในอิทธิบาทต่างๆ มาก ใน อินทรีย์ต่างๆ มาก ในพละต่างๆ มาก ในโพชฌงค์ต่างๆ มาก ใน อริยมรรคต่างๆ มาก ในสามัญผลต่างๆ มาก ในอภิญญาต่างๆ มาก ใน นิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้เป็นปุถุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาหนา ฯ

ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ปุถุปญฺญา ฯ ปุถุนานาขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาธาตูสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอายตเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสุญฺญตมนุลพฺเภสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอตฺเถสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาธมฺเมสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานานิรุตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปฏิภาเณสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสีลกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสมาธิกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปญฺญากฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาวิมุตฺติกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานา- วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานา- ฐานาฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาวิหารสมาปตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอริยสจฺเจสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสติปฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสมฺมปฺปธาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอิทฺธิปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอินฺทฺริเยสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาพเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาโพชฺฌงฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอริยมคฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานา- สามญฺญผเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอภิญฺญาสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม สมติกฺกมฺม ปรมฏฺเฐ นิพฺพาเน ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปุถุปญฺญา ฯ

๖๖๗

วิบูลปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา กว้างขวาง เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถกว้างขวาง กำหนดธรรมกว้างขวาง ... กำหนดอภิญญากว้างขวาง กำหนดนิพพานอันเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งกว้างขวาง นี้เป็นวิบูลปัญญา ในคำว่า เป็นไปเพื่อความเป็นผู้ มีปัญญากว้างขวาง ฯ

วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา วิปุลปญฺญา ฯ วิปุเล อตฺเถ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล ธมฺเม ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา นิรุตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ ปฏิภาณานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สีลกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สมาธิกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล ปญฺญากฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล วิมุตฺติกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ ฐานาฏฺฐานานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา วิหารสมาปตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ อริยสจฺจานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สติปฏฺฐาเน ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สมฺมปฺปธาเน ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล อิทฺธิปาเท ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ อินฺทฺริยานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ พลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล โพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล อริยมคฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ สามญฺญผลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา อภิญฺญาโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ วิปุลปญฺญา ฯ

๖๖๘

คัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา ลึกซึ้ง เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ลึกซึ้ง ใน ธาตุลึกซึ้ง ... ในอภิญญาลึกซึ้ง ในนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างลึกซึ้ง นี้เป็น คัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ฯ

คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา คมฺภีรปญฺญา ฯ คมฺภีเรสุ ขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ ธาตูสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อายตเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สุญฺญตมนุลพฺเภสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อตฺเถสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ธมฺเมสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ นิรุตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สีลกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สมาธิกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปญฺญากฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ วิมุตฺติกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ฐานาฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ วิหารสมาปตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อริยสจฺเจสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สติปฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อิทฺธิปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อินฺทฺริเยสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ พเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ โพชฺฌงฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อริยมคฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สามญฺญผเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ อภิญฺญาสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเร ปรมฏฺเฐ นิพฺพาเน ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ คมฺภีรปญฺญา ฯ

๖๖๙

อัสสามันตปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา ไม่ใกล้ เป็นไฉน ฯ อรรถปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถ ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอัน บุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนด ธรรม นิรุติปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูก ต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุติ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอัน บุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องด้วยปัญญา โดยการกำหนดปฏิภาณ ใครอื่นย่อมไม่สามารถจะครอบงำอรรถ ธรรม นิรุติและปฏิภาณของบุคคลผู้นั้นได้ และบุคคลผู้นั้นก็เป็นผู้หนึ่งที่ใครๆ ครอบงำไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึง เป็นปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของกัลยาณปุถุชนห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ไม่ชิดกับ ปัญญาของบุคคลที่ ๘ พระอรหันต์ เมื่อเทียบกับกัลยาณปุถุชน บุคคลที่ ๘ มี ปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของบุคคลที่ ๘ ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับ ปัญญาของพระโสดาบัน เมื่อเทียบกับบุคคลที่ ๘ พระโสดาบันมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระโสดาบันห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของ พระสกทาคามี เมื่อเทียบกับพระโสดาบัน พระสกทาคามี มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญา ของพระสกทาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอนาคามี เมื่อเทียบกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอนาคามี ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอรหันต์ เมื่อเทียบกับ พระอนาคามี พระอรหันต์มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอรหันต์ห่างไกลแสน ไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อเทียบกับพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้ามีปัญญาไม่ใกล้ เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าและโลกพร้อม ทั้งเทวโลก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้เลิศ ทรงมีปัญญาไม่ ใกล้ ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา ทรงมีญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ ทรงพละ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไป ทรงมีพระญาณ หาที่สุดมิได้ ทรงมีพระเดชหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง ทรงมีทรัพย์มาก ทรงมีอริยทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็นผู้นำไปให้วิเศษ ทรงนำ ไปเนืองๆ ทรงบัญญัติ ทรงพินิจ ทรงเพ่ง ทรงให้หมู่สัตว์เลื่อมใส แท้จริง พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทรงยังมรรคที่ยังไม่ เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้จักมรรค ทรง ทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละพระสาวกทั้งหลายในบัดนี้ และที่จะมีมา ในภายหลัง ย่อมเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรค แท้จริงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เมื่อทรงทราบก็ย่อมทรงทราบ เมื่อทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น ทรงมีจักษุ ทรงมีญาณ ทรงมีธรรม ทรงมีพรหม ตรัสบอก ตรัสบอกทั่ว ทรงนำอรรถออก ทรงประทาน อมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เสด็จไปอย่างนั้น บทธรรมที่พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้นไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงทราบ ไม่ทรงทำให้แจ้ง ไม่ทรงถูกต้อง แล้วด้วยปัญญามิได้มี ธรรมทั้งปวงรวมทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมมาสู่คลองในมุข คือ พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วโดยอาการ ทั้งปวง ชื่อว่าบทที่ควรแนะนำซึ่งเป็นอรรถเป็นธรรมที่ควรรู้ อย่างใดอย่างหนึ่ง และประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ภพนี้ ประโยชน์ภพหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลับ ประโยชน์เปิด เผย ประโยชน์ที่ควรนำไป ประโยชน์ที่นำไปแล้ว ประโยชน์ไม่มีโทษ ประโยชน์ ไม่มีกิเลส ประโยชน์ขาวผ่อง หรือปรมัตถประโยชน์ทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปภาย ในพระพุทธญาณ พระญาณของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นไปตลอดกายกรรม วจี กรรม มโนกรรมทั่วหมด พระญาณของพระพุทธเจ้ามิได้ขัดข้องในอดีต อนาคต ปัจจุบัน เนยยบทมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมีเท่าใดเนยยบทก็มี เท่านั้น พระญาณมีเนยยบทเป็นที่สุดรอบ เนยยบทมีพระญาณเป็นที่สุดรอบ พระญาณไม่เป็นไปเกินเนยยบท เนยยบทก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ ในที่สุดรอบของกันและกัน เปรียบเหมือนผะอบสองชั้นสนิทกันดี ผะอบชั้นล่าง ไม่เกินผะอบชั้นบน ผะอบชั้นบนก็ไม่เกินผะอบชั้นล่าง ผะอบทั้งสองชั้นนั้นต่าง ก็ตั้งอยู่ในที่สุดของกันและกัน ฉะนั้น พระพุทธญาณย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงเนื่องด้วยความทรงคำนึง เนื่องด้วยทรงพระประสงค์ เนื่องด้วยทรง พระมนสิการ เนื่องด้วยพระจิตตุบาทของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว พระพุทธ- *ญาณเป็นไปในสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย ความ ประพฤติ อธิมุติ ของสรรพสัตว์ ย่อมทรงทราบหมู่สัตว์มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญา- *จักษุ ผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน มี อาการดี มีอาการทราม พระองค์พึงทรงให้รู้ได้ง่าย พระองค์พึงให้รู้ได้ยาก เป็น ภัพพสัตว์ เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่ สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณ เปรียบเหมือนปลาและเต่าทุกชนิด โดยที่สุดตลอดจนปลาติมิและปลาติมิงคละ ย่อมว่ายวนอยู่ภายในมหาสมุทร ฉะนั้น เปรียบเหมือนนกทุกชนิด โดยที่สุด ตลอดจนนกครุฑตระกูลเวนเตยยะ ย่อมบินร่อนไปในประเทศอากาศ ฉันใด ดูกรสารีบุตร แม้บรรดาสัตว์ผู้มีปัญญา ก็ย่อมเป็นไปในประเทศพุทธญาณ ฉันนั้น เหมือนกัน พุทธญาณแผ่ไป แล่นไปสู่ปัญหาของเทวดาและมนุษย์แล้วตั้งอยู่ บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด แต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวทำ ลายปัญญาและทิฐิด้วยปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วพากันเข้ามาหา พระตถาคต ถามปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคตรัส บอกและทรงแก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาค ความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหาเหล่า นั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ นี้เป็น อัสสามันตปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ ฯ

อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา อสฺสามนฺต- ปญฺญา ฯ ยสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺส อตฺเถ จ ธมฺเม จ นิรุตฺติยา จ ปฏิภาเณ จ น อญฺโญ โกจิ สกฺโกติ อภิสมฺภวิตุํ อนภิสมฺภาวนีโย จ โส อญฺโญติ อสฺสามนฺตปญฺญา ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส ปญฺญา อฏฺฐมกสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา ปุถุชฺชนกลฺยาณกํ อุปาทาย อฏฺฐมโก อสฺสามนฺตปญฺโญ อฏฺฐมกสฺส ปญฺญา โสตาปนฺนสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อฏฺฐมกํ อุปาทาย โสตาปนฺโน อสฺสามนฺตปญฺโญ {๖๖๙.๑} โสตาปนฺนสฺส ปญฺญา สกทาคามิสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา โสตาปนฺนํ อุปาทาย สกทาคามี อสฺสามนฺตปญฺโญ สกทาคามิสฺส ปญฺญา อนาคามิสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา สกทาคามึ อุปาทาย อนาคามี อสฺสามนฺตปญฺโญ อนาคามิสฺส ปญฺญา อรหโต ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อนาคามึ อุปาทาย อรหา อสฺสามนฺตปญฺโญ อรหโต ปญฺญา ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อรหนฺตํ อุปาทาย ปจฺเจกพุทฺโธ อสฺสามนฺตปญฺโญ ปจฺเจกพุทฺธญฺจ สเทวกญฺจ โลกํ อุปาทาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อคฺโค อสฺสามนฺตปญฺโญ ปญฺญาปเภทกุสโล ปภินฺนญาโณ อธิคตปฏิสมฺภิโท จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ทสพลธารี ปุริสาสโภ ปุริสสีโห ปุริสนาโค ปุริสาชญฺโญ ปุริสโธรโยฺห อนนฺตญาโณ อนนฺตเตโช อนนฺตยโส อฑฺโฒ มหทฺธโน ธนวา เนตา วิเนตา อนุเนตา ปญฺญเปตา นิชฺฌาเปตา เปกฺขตา ปสาเทตา โส หิ ภควา อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชาเนตา อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโท มคฺคานุคา จ ปน เอตรหิ สาวกา วิหรนฺติ {๖๖๙.๒} ปจฺฉาคตา โส หิ ภควา ชานํ ชานาติ ปสฺสํ ปสฺสติ จกฺขุภูโต ญาณภูโต ธมฺมภูโต พฺรหฺมภูโต วตฺตา ปวตฺตา อตฺถสฺส นินฺเนตา อมตสฺส ทาตา ธมฺมสามี ตถาคโต นตฺถิ ตสฺส ภควโต อญฺญาตํ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ อผสฺสิตํ ปญฺญาย อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อุปาทาย สพฺเพ ธมฺมา สพฺพากาเรน พุทฺธสฺส ภควโต ญาณมุเข อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ยงฺกิญฺจิ เนยฺยํ นาม อตฺถธมฺมํ ชานิตพฺพํ อตฺตตฺโถ วา ปรตฺโถ วา อุภยตฺโถ วา ทิฏฺฐธมฺมิโก วา อตฺโถ สมฺปรายิโก วา อตฺโถ อุตฺตาโน วา อตฺโถ คมฺภีโร วา อตฺโถ คุโฬฺห วา อตฺโถ ปฏิจฺฉนฺโน วา อตฺโถ เนยฺโย วา อตฺโถ นีโต วา อตฺโถ อนวชฺโช วา อตฺโถ นิกฺกิเลโส วา อตฺโถ โวทาโน วา อตฺโถ ปรมฏฺโฐ วา อตฺโถ สพฺพนฺตํ อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ สพฺพํ กายกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ วจีกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ มโนกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ อตีเต พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ อนาคเต พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ ปจฺจุปฺปนฺเน พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณปริยนฺติกํ เนยฺยํ เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา ยถา ทฺวินฺนํ สมุคฺคปฏลานํ สุผสฺสิตานํ เหฏฺฐิมสมุคฺคปฏลํ อุปริมํ นาติวตฺตติ อุปริมสมุคฺคปฏลํ เหฏฺฐิมํ นาติวตฺตติ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน {๖๖๙.๓} เอวเมวํ พุทฺธสฺส ภควโต เนยฺยญฺจ ญาณญฺจ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณ- ปริยนฺติกํ เนยฺยํ เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา สพฺพธมฺเมสุ พุทฺธสฺส ญาณํ ปวตฺตติ สพฺเพ ธมฺมา พุทฺธสฺส ภควโต อาวชฺชนปฏิพทฺธา อากงฺขาปฏิพทฺธา มนสิการปฏิพทฺธา จิตฺตุปฺปาทปฏิพทฺธา สพฺพสตฺเตสุ พุทฺธสฺส ญาณํ ปวตฺตติ สพฺเพสํ สตฺตานํ พุทฺโธ อาสยํ ชานาติ อนุสยํ ชานาติ จริยํ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ปชานาติ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ ยถา เย เกจิ มจฺฉกจฺฉปา อนฺตมโส ติมิติมิงฺคลํ อุปาทาย อนฺโตมหาสมุทฺเท ปริวตฺตนฺติ เอวเมวํ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ ยถา เย เกจิ ปกฺขิโน อนฺตมโส ครุฬํ เวนเตยฺยํ อุปาทาย อากาสสฺส ปเทเส ปริวตฺตนฺติ {๖๖๙.๔} เอวเมวํ เยปิ เต สารีปุตฺต สตฺตา ปญฺญวนฺโต เตปิ พุทฺธญาณสฺส ปเทเส ปริวตฺตนฺติ พุทฺธญาณํ เทวมนุสฺสานํ ปญฺหํ ผริตฺวา อติฆํสิตฺวา ติฏฺฐติ เยปิ เต ขตฺติยปณฺฑิตา พฺราหฺมณปณฺฑิตา คหปติปณฺฑิตา สมณปณฺฑิตา นิปุณา กตปรปฺปวาทา พาลเวธิรูปา เต ภินฺทนฺตา ปญฺญา จรนฺติ ปญฺญาคเตน ทิฏฺฐิคตานิ เต ปญฺหญฺจ อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ กถิตา วิสฺสชฺชิตา จ เต ปญฺหา จ ภควตา โหนฺติ นิทฺทิฏฺฐิการณา อุปกฺขิตฺตกา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ อถ โข ภควา ตตฺถ อภิโรจติ ยทิทํ ปญฺญายาติ อคฺโค อสฺสามนฺตปญฺโญ อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ อสฺสามนฺตปญฺญา ฯ

๖๗๐

ภูริปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดัง แผ่นดิน เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งราคะ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งโทสะ ครอบงำอยู่ ครอบแล้วซึ่งโมหะ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้ว ซึ่งกรรมอัน เป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เป็นปัญญา ย่ำยีราคะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโทสะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโมหะ อันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโกธะอันเป็นข้าศึก ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ อภิสังขาร ทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง อันเป็นข้าศึก แผ่นดินท่าน กล่าวว่า ภูริ บุคคลประกอบด้วยปัญญาอันกว้างขวางไพบูลย์ เสมอด้วยแผ่นดิน นั้น เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นภูริปัญญา อีกประการหนึ่ง คำว่า ภูริ นี้ เป็นชื่อของปัญญา ปัญญาเป็นปริณายก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าภูริปัญญา นี้เป็น ภูริปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ฯ

ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ภูริปญฺญา ฯ ราคํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โทสํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โมหํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โกธํ ฯเปฯ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาเฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา โทโส อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา {๖๗๐.๑} โมโห อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา โกโธ ฯเปฯ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ อภิสงฺขารา ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺมา อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ตาย ปฐวีสมาย วิตฺถตาย วิปุลาย ปญฺญาย สมนฺนาคโตติ ภูริปญฺญา อปิ จ ปญฺญาย เมตํ อธิวจนํ ภูริ เมธาปริณายิกาติ ภูริปญฺญา ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ภูริปญฺญา ฯ

๖๗๑

ปัญญาพาหุลละ ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา มาก เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้หนักด้วยปัญญา เป็นผู้ประพฤติด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจเชื่อด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นธงไชย มีปัญญาเป็นยอด มีปัญญาเป็นใหญ่ มากด้วยการเลือกเฟ้น มากด้วยการค้นคว้า มากด้วยการ พิจารณา มากด้วยการเพ่งพินิจ มีการเพ่งพิจารณาเป็นธรรมดา มีความประพฤติ งดเว้นด้วยปัญญาที่แจ่มแจ้ง หนักในปัญญา มากด้วยปัญญา โน้มไปในปัญญา น้อมไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมจิตไปในปัญญา มีปัญญาเป็นอธิบดี เปรียบเหมือนภิกษุผู้หนักไปในคณะ ท่านกล่าวว่า มีคณะมาก ผู้หนักในจีวร ท่านกล่าวว่า มีจีวรมาก ผู้หนักในบาตร ท่านกล่าวว่า มีบาตรมาก ผู้หนักใน เสนาสนะ ท่านกล่าวว่า มีเสสนานะมาก ฉะนั้น นี้เป็นปัญญาพาหุลละ ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ฯ

ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ กตมํ ปญฺญาพาหุลฺลํ ฯ {๖๗๑.๑} อิเธกจฺโจ ปญฺญาครุโก โหติ ปญฺญาจริโต ปญฺญาสโย ปญฺญาธิมุตฺโต ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนธมฺโม วิภูตวิหริตจฺจริโต ตคฺครุโก ตพฺพหุโล ตนฺนินฺโน ตํโปโณ ตํปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย ยถา คณครุโก วุจฺจติ คณพาหุลิโกติ จีวรครุโก วุจฺจติ จีวรพาหุลิโกติ ปตฺตครุโก วุจฺจติ ปตฺตพาหุลิโกติ เสนาสนครุโก วุจฺจติ เสนาสนพาหุลิโกติ เอวเมวํ อิเธกจฺโจ ปญฺญาครุโก โหติ ปญฺญาจริโต ปญฺญาสโย ปญฺญาธิมุตฺโต ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนธมฺโม วิภูตวิหริตจฺจริโต ตคฺครุโก ตพฺพหุโล ตนฺนินฺโน ตํโปโณ ตํปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ อิทํ ปญฺญาพาหุลฺลํ ฯ

๖๗๒

สีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญศีลให้ บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญอินทรีย์สังวรให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่อง บำเพ็ญโภชเน มัตตัญญุตาให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญชาคริยานุโยคให้ บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญ สมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิมุติขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิมุติญาณทัสนขันธ์ ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดฐานะและอฐานะได้เร็วๆ เป็นเครื่อง บำเพ็ญวิหารสมาบัติให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดอริยสัจได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญสติปัฏฐานได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญสัมมัปปธานได้เร็วๆ เป็น เครื่องเจริญอิทธิบาทได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอินทรีย์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญ พละได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญโพชฌงค์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอริยมรรคได้ เร็วๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งสามัญผลได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอด อภิญญาได้เร็วๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ เร็วๆ นี้เป็นสีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา เร็วๆ ฯ

สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา สีฆปญฺญา ฯ สีฆํ สีฆํ สีลานิ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สีลกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สมาธิกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ปญฺญากฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ พลานิ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ สีฆปญฺญา สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ สีฆปญฺญา ฯ

๖๗๓

ลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญศีล ให้บริบูรณ์ได้พลันๆ ... เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่าง ยิ่งได้พลันๆ นี้เป็นลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา พลัน ฯ

ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ลหุปญฺญา ฯ ลหุํ ลหุํ สีลานิ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สีลกฺขนฺธํ ฯเปฯ สมาธิกฺขนฺธํ ปญฺญากฺขนฺธํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ พลานิ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ ลหุปญฺญา ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ลหุปญฺญา ฯ

๖๗๔

หาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดี มาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ บำเพ็ญอินทรียสังวรให้บริบูรณ์ ... ซึ่งทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งให้บริบูรณ์ด้วยปัญญานั้นๆ เพราะ เหตุนั้น ปัญญานั้นๆ จึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง นี้เป็นหาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็น ไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ฯ

หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา หาสปญฺญา ฯ อิเธกจฺโจ หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล สีลานิ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล สีลกฺขนฺธํ ฯเปฯ สมาธิกฺขนฺธํ ปญฺญากฺขนฺธํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ พลานิ ภาเวตีติ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ หาสปญฺญา หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ หาสปญฺญา ฯ

๖๗๕

ชวนปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่น ไป เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาแล่นไปสู่รูปทั้งปวง ทั้ง ที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว แล่นไปสู่เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือ มีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่น ไปโดยความเป็นอนัตตาไว แล่นไปสู่จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบ เคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่ เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวน- *ปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้เห็นแจ่มแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่ง ที่น่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ ดับชราและมรณะไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยงอัน ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวนปัญญาเพราะอรรถว่าปัญญาเทียบ เคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป เป็นธรรมดา แล้วแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะไว นี้เป็นชวน ปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป ฯ

ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ชวนปญฺญา ฯ ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยนฺทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา กาจิ สญฺญา เย เกจิ สงฺขารา ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยนฺทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ชรามรณํ รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ชรามรณนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ชวนปญฺญา ฯ

๖๗๖

ติกขปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม กล้า เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งวิหิงสา- *วิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้น สุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งโทสะ ฯลฯ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติ- *มานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถ ว่า ปัญญาเป็นเครื่องให้บุคคลได้บรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญ- *ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียว นี้เป็นติกขปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า ฯ

ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ติกฺขปญฺญา ฯ ขิปฺปํ กิเลเส ภินฺทตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ พฺยาปาทวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ วิหึสาวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ฯเปฯ อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ปาปเก อกุสเล ธมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ ราคํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ โทสํ ฯเปฯ อุปฺปนฺนํ โมหํ อุปฺปนฺนํ โกธํ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาเฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา เอกมฺหิ อาสเน จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ จตสฺโส จ ปฏิสมฺภิทาโย ฉ อภิญฺญาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญายาติ ติกฺขปญฺญา ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ติกฺขปญฺญา ฯ

๖๗๗

นิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา เครื่องทำลายกิเลส เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากไปด้วยความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความเบื่อหน่าย ความระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขาร ทั้งปวง ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ ที่ไม่เคยทำลาย ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพ ทั้งปวง ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ไม่เคยทำลายด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น ปัญญา นั้นๆ จึงชื่อว่านิพเพธิกปัญญา นี้เป็นนิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญา ๑๖ ประการนี้ ฯ

นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา นิพฺเพธิกปญฺญา ฯ อิเธกจฺโจ สพฺพสงฺขาเรสุ อุพฺเพธพหุโล โหติ อุตฺตาสพหุโล อุกฺกณฺฐานพหุโล โหติ อรติพหุโล อนภิรติพหุโล พหิมุโข น รมติ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โลภกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โทสกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โมหกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โกธํ ฯเปฯ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ นิพฺเพธิกปญฺญา อิมา โสฬส ปญฺญาโย ฯ

๖๗๘

บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา ๑๖ ประการนี้ เป็นผู้บรรลุปฏิสัม- *ภิทา บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ คือ ผู้หนึ่งถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน ผู้หนึ่งไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน เป็นผู้ ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งเป็นพหูสูต ผู้หนึ่งไม่เป็นพหูสูต ผู้เป็นพหูสูตเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่เป็นพหูสูต และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดัง นี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ แม้ผู้เป็น พหูสูตก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมากด้วยเทศนา ผู้หนึ่งไม่มากด้วยเทศนา ผู้มากด้วย เทศนา เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มากด้วยเทศนา และมีญาณ แตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ และผู้มากด้วยเทศนาก็ มี ๒ คือ ผู้หนึ่งอาศัยครู ผู้หนึ่งไม่อาศัยครู ผู้อาศัยครูเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่อาศัยครู และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูต มี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ และผู้อาศัยครูก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมีวิหารธรรมมาก ผู้หนึ่งไม่มีวิหารธรรมมาก ผู้มีวิหารธรรมมากเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มี วิหารธรรมมาก และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคล ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้ มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ และผู้มีวิหารธรรมมากก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมี ความพิจารณามาก ผู้หนึ่งไม่มีความพิจารณามาก ผู้มีความพิจารณามากเป็นผู้ ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มีความพิจารณามาก และมีญาณแตกฉาน บุคคล บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียร มาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มี วิหารธรรมมากมี ๒ และผู้มีความพิจารณามากก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งเป็นพระเสขะ บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้หนึ่งเป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้เป็นพระอเสขะบรรลุ ปฏิสัมภิทา ผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้เป็น พระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหู- *สูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มี ความพิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่ง บรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งไม่บรรลุถึงสาวกบารมี ผู้บรรลุถึงสาวกบารมีเป็นผู้ ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่บรรลุถึงสาวกบารมี และมีญาณแตกฉาน บุคคล ผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียร มาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มี วิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มีความพิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิ- *สัมภิทาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งบรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งเป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้บรรลุถึงสาวกบารมี และมีญาณแตกฉาน เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และโลก พร้อมทั้ง เทวโลก ดังนี้ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุ ปฏิสัมภิทา ทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีพระญาณแตกฉาน ทรงได้ปฏิ สัมภิทา ทรงบรรลุถึงเวสารัชชญาณ ทรงพละ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็น บุรุษสีหะ ฯลฯ บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มี ปัญญาละเอียด แต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิง ขนทราย เที่ยวทำลายปัญญาและทิฐิด้วยปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้ว พากันเข้ามาหาพระตถาคต ถามปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้น พระผู้ มีพระภาคตรัสบอกและทรงแก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ปรากฏแก่ พระผู้มีพระภาค ความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยพระปัญญา เพราะ ทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุ ปฏิสัมภิทา ฉะนี้แล ฯ จบมหาปัญญากถา -----------------------------------------------------

อิมาหิ โสฬสหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน เอโก น ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน โย ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เอโก พหุสฺสุโต เอโก น พหุสฺสุโต โย พหุสฺสุโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เอโก เทสนาพหุโล เอโก น เทสนาพหุโล โย เทสนาพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เอโก ครูปนิสฺสิโต เอโก น ครูปนิสฺสิโต โย ครูปนิสฺสิโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เอโก วิหารพหุโล เอโก น วิหารพหุโล โย วิหารพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เอโก ปจฺจเวกฺขณาพหุโล เอโก น ปจฺจเวกฺขณาพหุโล {๖๗๘.๑} โย ปจฺจเวกฺขณาพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เอโก เสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต เอโก อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต โย อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เทฺวปิ อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก สาวกปารมิปฺปตฺโต เอโก น สาวกปารมิปฺปตฺโต โย สาวกปารมิปฺปตฺโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เทฺวปิ อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก สาวกปารมิปฺปตฺโต เอโก ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โย ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ ปจฺเจกพุทฺธญฺจ สเทวกญฺจ โลกํ อุปาทาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อคฺโค ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ปญฺญาปเภทกุสโล ปภินฺนญาโณ อธิคตปฏิสมฺภิโท จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ทสพลธารี ปุริสาสโภ ปุริสสีโห ฯเปฯ เยปิ เต ขตฺติยปณฺฑิตา พฺราหฺมณปณฺฑิตา คหปติปณฺฑิตา สมณปณฺฑิตา นิปุณา กตปรปฺปวาทา พาลเวธิรูปา เต ภินฺทนฺตา ปญฺญา จรนฺติ ปญฺญาตเตน ทิฏฺฐิคตานิ เต ปญฺหญฺจ อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ กถิตา วิชฺสชฺชิตา จ เต ปญฺหา ภควตา โหนฺติ นิทฺทิฏฺฐิการณา อุปกฺขิตฺตกา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ อถ โข ภควา ตตฺถ อภิโรจติ ยทิทํ ปญฺญายาติ อคฺโค ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโตติ ฯ มหาปญฺญากถา --------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๑. มหาปัญญากถา