๒. อุปวาณเถราปทาน (๒๒)
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปวาณเถราปทานที่ ๒ (๒๒) ว่าด้วยผลแห่งการถวายธง
ทุติยํ อุปวาณตฺเถราปทานํ (๒๒)
พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรือง ดังกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต กระทำจิตกาธารอย่างสวยงามแล้วปลงพระสรีระ มหาชนทั้งหมดพร้อมทั้ง เทวดาและมนุษย์ ทำสรีรกิจเสร็จแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้ สร้างพระพุทธสถูปไว้ชั้นที่ ๑ แห่งพระพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่ ๒ สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จด้วยแก้วผลึก ชั้นที่ ๕ ในพระพุทธสถูปนั้น สำเร็จด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จด้วย แก้วลาย (เพชรตาแมว) ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนล้วน ทางเดินสำเร็จด้วย แก้วมณี ไพรทีสำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปสำเร็จด้วยทองล้วนๆ สูงสุด หนึ่งโยชน์ เวลานั้น เทวดาทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พระธาตุจะได้ไม่ เรี่ยราย พระสรีระจะรวมกันเป็นอันเดียว เราทั้งหลายจักทำกุญแจใส่ใน พระพุทธสถูปนี้ เทวดาทั้งหลายจึงยังโยชน์อื่นให้เจริญด้วยรัตนะ ๗ ประการ (เทวดาทั้งหลายจึงนิรมิตพระสถูปให้สูงเพิ่มขึ้นอีกโยชน์หนึ่ง ด้วยรัตนะ ๗ ประการ) พระสถูปจึงสูง ๒ โยชน์ สว่างไสวขจัดความมืดได้ นาค ทั้งหลายมาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า มนุษย์และเทวดา ได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์กับ เทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ นาคเหล่านั้น จึงร่วมกันรวบรวมแก้วอินทนิล แก้วมหานิล และแก้วมณี มีรัศมีโชติช่วงปกปิดพระพุทธสถูป พระพุทธเจดีย์ประมาณเท่านั้น สำเร็จ ด้วยแก้วมณีล้วน สูงสุด ๓ โยชน์ ส่งแสงสว่างไสวในเวลานั้น ฝูงครุฑ มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า มนุษย์เทวดาและนาคได้สร้างพระ- พุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดา ไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ ฝูงครุฑ จึงได้สร้างสถูปอันสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน และกุญแจก็เช่นนั้น ได้สร้าง พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปให้สูงอีกโยชน์หนึ่ง พระพุทธสถูปสูงสุด ๔ โยชน์ รุ่งเรืองอยู่ ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น และพวก กุมภัณฑ์ก็มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า พวกมนุษย์และพวกเทวดา ฝูงนาคและฝูงครุฑ ได้สร้างสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐ พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่ ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวาย แต่พระโลกนาถผู้คงที่ พวก เราจักปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยรัตนะ พวกกุมภัณฑ์ได้สร้าง พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้นพระสถูปสูงสุด ๕ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวกยักษ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นใน เวลานั้นว่า เวลานั้น มนุษย์ เทวดา นาค กุมภัณฑ์ (และ) ครุฑ ได้พากันสร้างสถูปอันอุดมถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พวก เราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้น พร้อมกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจักปกปิด พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยแก้วผลึก พวกยักษ์จึงสร้างพระพุทธเจดีย์ ต่อขึ้นไป ในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๖ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวกคนธรรพ์พากันมาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า สัตว์ทั้งปวง คือ มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์และยักษ์ พากันสร้างพระสถูปแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านี้ พวกเรายังไม่ได้สร้าง แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายต่อพระโลกนาถผู้คงที่ พวกคนธรรพ์ จึงพากันสร้างไพรที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอดทางเดิน เวลานั้น พวก คนธรรพ์ได้สร้างสถูปสำเร็จด้วยทองคำล้วน ในกาลนั้น พระสถูปจึง สูงสุด ๗ โยชน์ สว่างไสวอยู่ กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ แสง สว่างมีอยู่เสมอไป พระจันทร์พระอาทิตย์พร้อมทั้งดาวครอบงำรัศมีพระ- สถูปนั้นไม่ได้ ก็แสงสว่างโพลงไปไกลร้อยโยชน์โดยรอบ (พระสถูป) ในเวลานั้น มนุษย์เหล่าใดจะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่ต้องขึ้นพระสถูป พวกเขายกขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ตนหนึ่งพวกเทวดาตั้งไว้ ชื่อว่าอภิสมมต มันยกธงหรือพวงดอกไม้ขึ้นไปในเบื้องสูง มนุษย์เหล่านั้นมองไม่เห็นยักษ์ เห็นแต่พวงดอกไม้ขึ้นไป ครั้นเห็นเช่นนี้แล้วกลับไป มนุษย์ทั้งหมด ย่อมไปสู่สุคติ มนุษย์เหล่าใดชอบใจในปาพจน์ และเหล่าใดเลื่อมใส ในพระศาสนา ต้องการจะเห็นปาฏิหาริย์ ย่อมบูชาพระสถูป เวลานั้น เราเป็นคนยากไร้อยู่ในเมืองหงสวดี เราได้เห็นหมู่ชนเบิกบาน จึงคิด อย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรือนพระธาตุเช่นนี้ ของพระผู้มีพระภาคพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้โอฬาร ก็หมู่ชนเหล่านี้มีใจยินดีไม่รู้จักอิ่มใน สักการะที่ทำอยู่ แม้เราก็จักทำสักการะแด่พระโลกนาถผู้คงที่บ้าง เราจักเป็น ทายาทในธรรมของพระองค์ในอนาคต เราจึงเอาเชือกผูกผ้าห่มของเราอัน ซักขาวสะอาดแล้ว คล้องไว้ที่ยอดไม้ไผ่ ยกเป็นธงขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ อภิสมมตจับธงของเรานำขึ้นไปในอัมพร เราเห็นธงอันลมสะบัด ได้เกิด ความยินดีอย่างยิ่ง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นแล้ว เข้าไปหา ภิกษุรูปหนึ่ง กราบไหว้ภิกษุนั้นแล้ว ได้สอบถามถึงผลในการถวายธง ท่านยังความเพลิดเพลินและปีติให้เกิดแก่เรา กล่าวแก่เราว่า ท่านจักได้ เสวยวิบากของธงนั้นในกาลทั้งปวง จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จักแวดล้อมท่านอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการ ถวายธง ดนตรีละ ๖ หมื่น และกลองเภรีอันประดับสวยงามจะประโคม แวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง หญิงสาวแปดหมื่น หกพัน อันประดับงดงาม มีผ้าและอาภรณ์วิจิตร สวมใส่แก้วมณี และ- กุณฑล หน้าแฉล้ม แย้มยิ้ม มีตะโพกผึ่งผาย เอวเล็ก เอวบาง จักแวดล้อม (บำเรอ) ท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ท่านจักรื่นรมย์อยู่ใน เทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป พระศาสดาทรง พระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ ในโลก ท่านอันกุศลมูลตักเตือน เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว ประกอบ ด้วยบุญกรรม จักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจักละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกร เป็นอันมากออกบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าโคดม ท่านจักยังพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐให้โปรดปราณแล้ว จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อ ว่าอุปวาณะ กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัลป ให้ผลแก่เราในที่นี้แล้ว เราเผากิเลสของเราแล้ว ดุจกำลังลูกศรพ้นแล่งไปแล้ว เมื่อเราเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจักยกขึ้นโดยรอบ ๓ โยชน์ทุกเมื่อ ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในเวลานั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล ทราบว่า ท่านพระอุปวาณเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบ อุปวาณเถราปทาน. -----------------------------------------------------
|๒๔.๕๓| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว สมฺพุทฺโธ ปรินิพฺพุโต ฯ |๒๔.๕๔| มหาชนา สมาคมฺม ปูชยิตฺวา ตถาคตํ จิตํ กตฺวาน สุกตํ สรีรํ อภิโรปยุํ ฯ |๒๔.๕๕| สรีรกิจฺจํ กตฺวาน ธาตุํ ตตฺถ สมานยุํ สเทวมนุสฺสา สพฺเพ พุทฺธถูปํ อกํสุ เต ฯ |๒๔.๕๖| ปฐมา กญฺจนมยา ทุติยาปิ มณีมยา ตติยา รูปิยมยา จตุตฺถา ผลิกามยา ฯ |๒๔.๕๗| ตตฺถ ปญฺจมิ ยา ภูมิ โลหิตงฺคมยา อหุ ฉฏฺฐา มสารคลฺลสฺส สพฺพรตนมยูปริ ฯ |๒๔.๕๘| ชงฺฆา มณิมยา อาสิ เวทิกา รตนามยา สพฺพโสณฺณมโย ถูโป อุทฺธํ โยชนมุคฺคโต ฯ |๒๔.๕๙| เทวา ตตฺถ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา มยํปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ |๒๔.๖๐| ธาตุ อาเวณิกา นตฺถิ สรีรํ เอกปิณฺฑิตํ อิมมฺหิ พุทฺธถูปสฺมึ กริสฺสาม กญฺจุกํ มยํ ฯ |๒๔.๖๑| เทวา สตฺตรตเนหิ อญฺญํ วฑฺเฒสุ โยชนํ ถูโป ทฺวิโยชนุพฺเพโธ ติมิรํ พฺยปหนฺติ โย ฯ |๒๔.๖๒| นาคา ตตฺถ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา มนุสฺสา เจว เทวา จ พุทฺธถูปํ อกํสุ เต ฯ |๒๔.๖๓| มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ |๒๔.๖๔| อินฺทนีลํ มหานีลํ อโถ โชติรสํ มณึ เอกโต สนฺนิปาเตตฺวา พุทฺธถูปํ อฉาทยุํ ฯ |๒๔.๖๕| สพฺพํ มณิมยํ อาสิ ตาวตา พุทฺธเจติยํ ติโยชนสมุพฺพิทฺธํ อาโลกกรณํ ตทา ฯ |๒๔.๖๖| ครุฬา จ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา มนุสฺสา เทวนาคา จ พุทฺธถูปํ อกํสุ เต ฯ |๒๔.๖๗| มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ |๒๔.๖๘| สพฺพํ มณิมยํ ถูปํ อกรุํ ตาว กญฺจุกํ โยชนํ เตปิ วฑฺเฒสุํ อายตํ พุทฺธเจติยํ ฯ |๒๔.๖๙| จตุโยชนมุพฺเพโธ พุทฺธถูโป วิโรจติ โอภาเสติ ทิสา สพฺพา สตรํสีว อุคฺคโต ฯ |๒๔.๗๐| กุมฺภณฺฑา จ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา มนุสฺสา เจว เทวา จ นาคา จ ครุฬา ตทา ฯ |๒๔.๗๑| ปจฺเจกํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส อกํสุ ถูปมุตฺตมํ มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา ฯ |๒๔.๗๒| มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน รตเนหิ ฉาทยิสฺสาม อายตํ พุทฺธเจติยํ ฯ |๒๔.๗๓| โยชนนฺเตปิ วฑฺเฒสุํ อายตํ พุทฺธเจติยํ ปญฺจโยชนมุพฺเพโธ ถูโป โอภาสตี ตทา ฯ |๒๔.๗๔| ยกฺขา ตตฺถ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา มนุชา เทวตา นาคา กุมฺภณฺฑา ครุฬา ตทา ฯ |๒๔.๗๕| ปจฺเจกํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส อกํสุ ถูปมุตฺตมํ มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา ฯ |๒๔.๗๖| มยํปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ผลิกา ฉาทยิสฺสาม อายตํ พุทฺธเจติยํ ฯ |๒๔.๗๗| โยชนนฺเตปิ วฑฺเฒสุํ อายตํ พุทฺธเจติยํ ฉโยชนานิ อุพฺพิทฺโธ ถูโป โอภาสตี ตทา ฯ |๒๔.๗๘| คนฺธพฺพา จ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา มนุชา เทวตา นาคา ครุฬา กุมฺภยกฺขกา ฯ |๒๔.๗๙| กตา พุทฺธถูปํ มยเมตฺถ อการกา มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ |๒๔.๘๐| เวทิโย สตฺต กตฺวาน ยาว ชงฺฆา อกํสุ เต สพฺพโสวณฺณมยํ ถูปํ คนฺธพฺพา การยุํ ตทา ฯ |๒๔.๘๑| สตฺตโยชนมุพฺเพโธ ถูโป โอภาสเต ตทา รตฺตินฺทิวา น ญายนฺติ อาโลกา โหนฺติ สพฺพทา ฯ |๒๔.๘๒| อภิโภนฺติ น ตสฺสาภา จนฺทสูรา สตารกา สมนฺตา โยชนสเต ปทีโป ปน ปชฺชลิ ฯ |๒๔.๘๓| เตน กาเลน เยเกจิ ถูปํ ปูเชนฺติ มานุสา น เต ถูปํ อารุหนฺติ อมฺพเร อุกฺขิปนฺติ เต ฯ |๒๔.๘๔| เทเวหิ ฐปิโต ยกฺโข อภิสมฺมตนามโก ธชํ วา ปุปฺผทามํ วา อภิโรเปติ อุตฺตริ ฯ |๒๔.๘๕| น เต ปสฺสนฺติ ตํ ยกฺขํ ทามํ ปสฺสนฺติ คจฺฉโต เอตํ ปสฺสิตฺวา คจฺฉนฺติ สพฺเพ คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ ฯ |๒๔.๘๖| วิรุทฺธา เย ปาวจเน ปสนฺนา เย จ สาสเน ปาฏิหิรํ ทฏฺฐุกามา ถูปํ ปูเชนฺติ มานุสา ฯ |๒๔.๘๗| นคเร หํสวติยา อโหสึ วรโก ตทา อาโมทิตํ ชนํ ทิสฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ |๒๔.๘๘| โอฬาโร ภควา เอโส ยสฺส ธาตุฆเรทิสํ อิมา จ ชนตา ตุฏฺฐา การํ กุพฺพํ น ตปฺปเร ฯ |๒๔.๘๙| อหํปิ การํ กริสฺสามิ โลกนาถสฺส ตาทิโน ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท ภวิสฺสามิ อนาคเต ฯ |๒๔.๙๐| สุโธตํ รชเกนาหํ อุตฺตเรยฺย ปฏํ มม เวฬุคฺเค อาลคฺเคตฺวาน ธชํ อุกฺขิปิ อมฺพเร ฯ |๒๔.๙๑| อภิสมฺมตโก คยฺห อมฺพเร หาสิ เม ธชํ วาเตริตํ ธชํ ทิสฺวา ภิยฺโย หาสํ ชเนสหํ ฯ |๒๔.๙๒| ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สมณํ อุปสงฺกมึ ตํ ภิกฺขุํ อภิวาเทตฺวา วิปากํ ปุจฺฉหํ ธเช ฯ |๒๔.๙๓| โส เม กเถสิ อานนฺท ปีติสญฺชนนํ มม ตสฺส ธชสฺส วิปากํ อนุโภสฺสสิ สพฺพทา ฯ |๒๔.๙๔| หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๒๔.๙๕| สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๒๔.๙๖| ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ |๒๔.๙๗| อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๒๔.๙๘| ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสสิ อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวราชฺชํ กริสฺสสิ ฯ |๒๔.๙๙| สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชาปิ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสสิ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๒๔.๑๐๐| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๒๔.๑๐๑| เทวโลกา จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสสิ ฯ |๒๔.๑๐๒| อสีติโกฏึ ฉฑฺเฑตฺวา ทาสกมฺมกเร พหู โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสสิ ฯ |๒๔.๑๐๓| อาราธยิตฺวา สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ อุปวาโณติ นาเมน เหสฺสสิ สตฺถุสาวโก ฯ |๒๔.๑๐๔| สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ มมํ ฯ |๒๔.๑๐๕| จกฺกวตฺติสฺส สนฺตสฺส จาตุทีปิสฺสรสฺส เม ตีณิโยชนสมนฺตา อุสฺสิสฺสนฺติ ธชา สทา ฯ |๒๔.๑๐๖| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๒๔.๑๐๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปวาโณ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปวาณตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ