๓. สารีปุตตเถราปทาน (๑)
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สารีปุตตเถราปทานที่ ๓ (๑) ว่าด้วยบุพจริยาของพระสารีบุตร ลำดับนี้เชิญฟังเถราปทาน
ตติยํ สารีปุตฺตตฺเถราปทานํ (๑) อถ เถราปทานํ สุณาถ
ในที่ไม่ไกลแต่หิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะเราสร้างอาศรมไว้อย่างดี สร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ภูเขานั้น อาศรมของเราไม่ไกลจากฝั่งแม่น้ำอันไม่ลึก มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วยหาดทรายขาวสะอาด ที่ ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่ชัน น้ำจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็น ไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม ฝูงจระเข้ มังกร ปลา ฉลามและเต่า ว่ายน้ำเล่นอยู่ในแม่น้ำไหลไป ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลา เค้า ปลาตะเพียน ปลานกกระจอก ว่ายโลดกระโดดอยู่ ย่อมทำอาศรม ของเราให้งาม ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อมอยู่ ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า แคฝอย ไม้ยางทราย ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่เป็นนิจ บานอยู่ใกล้อาศรม ของเรา ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กถินพิมาน บุนนาค และ ลำเจียกมีกลิ่นหอมฟุ้งไปเป็นนิจ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้ ลำดวน ต้นอโศก ดอกกุหลาบ บานสะพรั่ง อยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้บรู และมะกล่ำหลวง ดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา การะเกด พยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อน มีดอกหอมอบอวล ทำอาศรมของเรา ให้งาม ไม้เจตภังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชัน มีมาก มีดอกหอมฟุ้งทำให้อาศรมของเรางาม มะนาว มะงั่ว และแคฝอย ดอก- บานสะพรั่งหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม ไม้ราชพฤกษ์อัญชัน เขียว ไม้กระทุ่มและพิกุลมีมาก ดอกหอมฟุ้งไป ทำอาศรมของเราให้งาม ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วยและมะกรูด งอกงามด้วยน้ำหอม ออกผลสะพรั่ง ดอกปทุมอย่างอื่นบานเบ่ง ดอกบัวชนิดอื่นก็เกิดขึ้น บัวหลวงชนิดหนึ่ง ดอกร่วงพรู บานอยู่ในบึงกาลนั้น กอปทุมมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไป เสมอ กระจับเกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึงในกาลนั้น ไม้ตาเสือ จงกลณี ไม้อุตตรา และชบา กลิ่นหอมตลบไป ดอกบานอยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลาสังกุลา และปลารำพัน มีอยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงจระเข้ ปลาฉลาด ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำ และงูเหลือมใหญ่ที่สุด อยู่ในบึงนั้นในกาลนั้น ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพราก (ห่าน) นกกาน้ำ นกคุเหว่า และสาลิกา อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกกวัก ไก่ป่า ฝูงนกกะลิงป่า นก ต้อยตีวิด นกแขกเต้า ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกแขกเต้า ไก่งวง นกค้อนหอย และนกออก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกแสก โปฏฐสีสา นกเขา เหนี่ยว มีมาก และฝูงนกกาน้ำ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูง เนื้อฟาน กวาง หมู หมาป่า หมาจิ้งจอกมีอยู่มาก ละมั่ง และเนื้อทราย ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาในกับเสือดาว โขลงช้าง แยกเป็นสามพวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้ สระนั้น เหล่ากินร วานรและแม้คนทำการงานในป่า หมาไล่เนื้อ และ นายพราน ก็อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ต้นมะพลับ มะหาด มะซาง หมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดูกาล อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นคำ ต้นสน กระทุ่ม สะพรั่งด้วยผล รสหวาน เผล็ดผลทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรม ของเรา ต้นสมอ มะขามป้อม ต้นหว้า สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้า และมะตูม เผล็ดผลเป็นนิตย์ เชือกเขา มันอ้อน ต้นนมแมว มันนก กะเบง และคัดมอน มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา ณ ที่ใกล้อาศรม ของเรานั้น มีสระที่ขุดไว้อย่างดี มีน้ำในเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ดาดาษด้วยบัวหลวง อุบลและบัวขาว เกลื่อนกลาดด้วย บัวขม บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป ในกาลนั้น เราเป็นดาบส ชื่อสุรุจิ เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ บรรลุ ถึงอภิญญา ๕ และพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้างเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ ใน ป่าอันบริบูรณ์ด้วยไม้ใบ ไม้ดอก และไม้ผลทุกสิ่งอย่างนี้ ศิษย์ ๒๔,๐๐๐ นี้แล เป็นพราหมณ์ทั้งหมด ผู้มีชาติ มียศ บำรุงเรา มวลศิษย์ของเรานี้ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ในตำราทำนายลักษณะ และในคัมภีร์ อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏภะ รู้จบไตรเพท บรรดา ศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิตดีร้าย และในลักษณะ ทั้งหลาย ศึกษาดี ในพื้นแผ่นดินและในอากาศ ศิษย์เหล่านี้มีความ ปรารถนาน้อย มีปัญญา กินหนเดียว ไม่โลภ สันโดษด้วยลาภและ ความเสื่อมลาภ บำรุงเราทุกเมื่อ เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็น นักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล บำรุงเราอยู่ ทุกเมื่อ เป็นผู้ถึงที่สุดอภิญญา ยินดีในอารมณ์อันเป็นโคจรของบิดา เที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์ บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ ศิษย์ของเราเหล่านั้น สำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นนักปราชญ์ หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ด้วย การนั่งคู้บัลลังก์ การยืนและการเดินตลอดราตรี หาผู้อื่นเสมอได้ยาก มวลศิษย์ของเราไม่กำหนัด ในธรรมเป็นที่ตั้งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองใน ธรรมเป็นที่ตั้งความขัดเคือง ไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งความหลง หาผู้อื่น เสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ประพฤติอยู่เป็นนิตยกาล บันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใครๆ จะแข่งได้ ศิษย์เหล่านั้นเข้า ปฐมฌานเป็นต้น พวกหนึ่งไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพวิเทห ทวีป พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา ศิษย์ของเรา หา ผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ตนไปข้างหลัง ท้องฟ้า เป็นฐานะอันดาบส ๒๔,๐๐๐ ปกปิดแล้ว ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟกิน บางพวกกินดิบๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟันแทะเปลือกออกแล้วกิน บาง พวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกตำด้วยครกหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่ หล่นเอง บางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวก เอาน้ำรดอาบ ศิษย์ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือ เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเลอะเทอะ มีธุลีบนศีรษะ หอมด้วย กลิ่นศีล หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ดาบสทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกัน ในเวลาเช้าแล้ว ไปประกาศลาภน้อยลาภมากในอากาศในกาลนั้น เมื่อ ดาบสนี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็นไป เทวดาทั้งหลายย่อมยินดีด้วยเสียง หนังสัตว์ ฤษีเหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ ไปสู่ ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา ปวงฤาษีนี้แล ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว เที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ ดังสาครยากที่ใครๆ จะ ให้ขุ่นได้ ฤาษีศิษย์ของเราบางพวกประกอบการยืนและเดิน บางพวกไม่ นอน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ท่านเหล่านี้ มี ปกติอยู่ด้วยเมตตาแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกย่องตน ทั้งหมด ไม่ติเตียนใครๆ ทั้งนั้น เป็นผู้ไม่สะดุ้ง ดังพระยาราชสีห์ มี กำลังเหมือนพระยาคชสาร ยากที่จะข่มได้ ดุจเสือโคร่ง ย่อมมาในสำนัก ของเรา พวกวิชาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ อสูร และครุฑ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ศิษย์ของเราเหล่านั้น ทรง ชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้และเหง้ามัน นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศ ได้ทุกตน อยู่ใกล้สระนั้น ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้สมควร มีความ เคารพกันและกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี ท่านเหล่านี้ ซ้อนเท้าบนเท้า เงียบเสียง สังวรดี เข้ามาไหว้ เราด้วยเศียรเกล้า ทั้งหมดนั้น เราผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ห้อมล้อมด้วยศิษย์เหล่านั้น ผู้สงบระงับ มีตบะ อยู่ในอาศรมนั้น อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่น ศีลของเหล่าฤาษีและด้วยกลิ่นสองอย่าง คือ กลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้ เราไม่รู้สึกตลอดคืนตลอดวัน ความไม่ยินดีไม่มีแก่เรา เราสั่งสอนบรรดา ศิษย์ของตน ย่อมได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และ เมื่อผลไม้ทั้งหลายสุก กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม เราออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียร มีปัญญาถือเอาภาระคือหาบ เข้าป่า ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีลางร้าย ฝันดีฝันร้าย และตำราทำนาย ลักษณะ ทรงลักษณมนต์อันกำลังเป็นไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่า อโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่วิเวก เป็น สัมพุทธเจ้า เข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระองค์ผู้เลิศ เป็นมุนีประกอบด้วย กรุณา เป็นอุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมวันต์แล้ว ทรงนั่งคู้บัลลังก์ เราได้ เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีรัศมีสว่างจ้า น่ารื่นรมย์ใจ ดังดอกบัว เขียว ทรงรุ่งเรืองควรบูชา ดังกองไฟ เราได้เห็นพระนายกของโลก ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวงไฟ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เช่นกับพระยารังมีดอก- บานสะพรั่ง เพราะอาศัยการได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ เป็นมหาวีระ ทรงทำที่สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ครั้นเราได้เห็น พระผู้มีพระภาคผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาแล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าเป็น พระพุทธเจ้าหรือมิใช่ ผิฉะนั้นเราจะดูพระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ เราได้เห็น จักรมีกำพันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะของพระองค์แล้ว จึงถึงความตกลงในพระตถาคตในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั้นแล้ว ได้นำเอาดอกไม้ ๘ ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นบูชาพระ- พุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการพระนายกของโลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วย พระญาณใด เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว พระสยัมภูผู้มีความเจริญมากที่สุด ทรงถอนสัตว์โลกนี้แล้ว สัตว์เหล่านั้น อาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสน้ำคือความสงสัยได้ พระองค์ เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธงไชย เป็นหลัก เป็นร่มเงา เป็นที่พึ่ง เป็นประทีปส่องทาง เป็นพระพุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย น้ำในสมุทรอาจ ประมาณได้ด้วยมาตราดวง แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ ของพระองค์ได้เลย เอาดินมาชั่งดูแล้วอาจประมาณแผ่นดินได้ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย อาจวัดอากาศได้ ด้วยเชือก หรือด้วยนิ้วมือ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ ของพระองค์ได้เลย พึงประมาณลำน้ำในมหาสมุทรและแผ่นดินทั้งหมดได้ แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมาประมาณนั้นไม่ควร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ย่อมเป็นไป สัตว์เหล่านี้เข้าไปภายใน ข่าย คือ พระญาณของพระองค์ พระองค์ทรงบรรลุโพธิญาณอันอุดม สิ้นเชิงด้วยพระญาณใด พระสัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ด้วยพระญาณ นั้น ท่านสุรุจิ ดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ปูลาดหนังเสือ บนแผ่นดินแล้วนั่งอยู่ ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขาสูงสุดหยั่งลงใน ห้วงมหรรณพ ๘๔๐๐๐ โยชน์ ขุนเขาสิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูงสุด เพียงนั้น ทำให้ละเอียดได้ด้วยประเภทการนับว่าแสนโกฏิ เมื่อตั้งเครื่อง หมายไว้ พึงถึงความสิ้นไป แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ ของพระองค์ได้เลย ผู้ใดพึงเอาข่ายตาเล็กๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่า พึงเข้าไปภายในข่ายของผู้นั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนา บางพวกก็ฉันนั้น แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วยการลูบคลำ เดียรถีย์ เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์อันแสดงว่าไม่มีอะไร ห้ามได้ของพระองค์ ไม่ล่วงพระญาณของพระองค์ไปได้ ก็สมัยนั้น พระผู้ มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศใหญ่ ทรงชำนะกิเลส เสด็จออก จากสมาธิแล้วทรงตรวจดูทิศ พระอัครสาวกนามว่า นิสภะ ของพระมุนี พระนามว่าอโนมทัสสี ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว อันพระขีณาสพ หนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ มั่นคง บริสุทธิ์สะอาด ได้อภิญญา ๖ คงที่ แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก ท่านเหล่านั้นอยู่ บนอากาศ ได้ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคแล้วลงมาประนมอัญชลี นมัส- การอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาค พระนามอโนมทัสสี เชฏฐ- บุรุษของโลก เป็นนระอาจหาญ ทรงชำนะกิเลส ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุ สงฆ์ ทรงยิ้มแย้ม ภิกษุนามว่าวรุณ อุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่า อโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคผู้นายก ของโลกว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงยิ้มแย้ม หนอ อันพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงยิ้มแย้ม เพราะไม่มีเหตุ พระผู้มีพระภาค ทรงพระนามว่าอโนมทัสสีเชษฐบุรุษของโลก เป็นนระองอาจ ประทับนั่ง ในท่ามกลางภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้ และ เชยชมญาณของเรา เราจักประกาศผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เทวดาทั้งปวง พร้อมทั้งมนุษย์ ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า หมู่ทวยเทพ ผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้า พระสัมพุทธเจ้า จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ดนตรีหกหมื่น กลองที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ- พุทธเจ้า หญิงล้วนแต่สาวๆ หกหมื่น ประดับประดาสวยงาม มีผ้าและ เครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวมแก้วมณี และกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผายไหล่ผึ่ง เอวเล็กเอวกลม จักห้อมล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผล แห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัลป์ จัก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในแผ่นดินพันครั้ง จักเป็นจอมเทวดาเสวย ราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับ ไม่ถ้วน ครั้นถึงภพที่สุด ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจากครรภ์แห่งนาง พราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อและโคตรของมารดา โดยชื่อว่า สารีบุตร จักมีปัญญาคมกล้า จักเป็นผู้ไม่มีกังวล ละทิ้งทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหาสันติบททั่วแผ่นดินนี้ สกุล โอกกากะสมภพ ในกัลป์อันประมาณมิได้ แต่กัลป์นี้ พระศาสดาทรง พระนามว่าโคดมโดยพระโคตร จักมีในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาทใน ธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัคร สาวกมีนามว่าสารีบุตร แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสีนี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์ ย่อมไหลไปถึงมหาสมุทรยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารีบุตรนี้ก็ ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญ แกล้วกล้าในประเภทสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญา บารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหา สมุทรสาคร ในระหว่างนี้ โดยจะนับทรายนั้นนับไม่ถ้วน การนับทราย แม้นั้น ก็อาจนับได้โดยไม่เหลือ ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารี- บุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อตั้งคะแนนไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึง สิ้นไป ฉันใด แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่เป็นฉันนั้นเลย คลื่นในมหาสมุทรโดยจะนับก็นับไม่ถ้วน ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของ พระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน พระสารีบุตร ยังพระสัมพุทธเจ้า ผู้ศากยโคดมสูงสุดให้โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกถึงที่สุด แห่งปัญญา จักยังธรรมจักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรให้เป็นไปแล้ว ให้ เป็นไปตามโดยชอบ จักยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกลง พระโคดมผู้ ศากยสูงสุดทรงทราบข้อนั้นทั้งมวลแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุ สงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอัครสาวก โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว เราได้ ทำการบูชาพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีด้วยดอกไม้แล้ว ได้ถึงที่สุด ในที่ทุกแห่ง กรรมที่เราทำแล้วประมาณไม่ได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ผลแก่เรา ณ ที่นี้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เปรียบเหมือนกำลังลูกศรอัน พ้นแล้วด้วยดี เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ค้นหาลัทธิทั้งปวงอยู่ ท่องเที่ยวไปแล้วในภพ คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ ต้องสั่งสมทรัพย์ไว้ทุกอย่างเพื่อพ้นจากความป่วยไข้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ได้บวชเป็นฤาษี ห้าร้อยครั้งไม่คั่นเลย เราทรงชฎาเลี้ยงชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก ความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอก ไม่มี เว้นศาสนาของพระชินเจ้า สัตว์ผู้มีปัญญาทั้งปวง ย่อมบริสุทธิ์ ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า ฉะนั้น เราจึงไม่นำเรานี้ผู้ใคร่ประโยชน์ไปใน ลัทธิภายนอก เราแสวงหาบท อันปัจจัยไม่ปรุงอยู่ เที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออก ก็ไม่พึงได้แก่นไม้ใน ต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่น ฉันใด คนในโลก ผู้เป็นเดียรถีย์ เป็นอันมาก มีทิฏฐิต่างกัน ก็ฉันนั้น คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจาก อสังขตบท เหมือนต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่น ฉะนั้น ครั้นเมื่อภพถึงที่ สุดแล้ว เราได้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ เราละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมาก แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต. จบ ปฐมภาณวาร ฯ ข้าพระองค์อยู่ในสำนักพราหมณ์นามว่าสัญชัย ซึ่งเป็นผู้เล่าเรียน ทรง จำมนต์ รู้จบไตรเพท ข้าแต่พระมหาวีระ พราหมณ์ชื่ออัสสชิสาวกของ พระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาคแย้มบานดังดอกประทุม ครั้นข้าพระองค์เห็น ท่านผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ องอาจประเสริฐ มีความเพียร จึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้มีอิริยาบถน่า เลื่อมใส มีรูปงาม สำรวมดี จักเป็นผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด จักเป็นผู้เห็นอมตบท ผิฉะนั้น เราเราพึงถามท่านผู้มีใจยินดีถึงประโยชน์ อันสูงสุด หากเราถามแล้ว ท่านจักตอบ เราจักสอบถามท่านอีก ข้าพระองค์ได้ตามไปข้างหลังของท่านซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอย โอกาสอยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท ข้าพระองค์เข้าไปหาท่านซึ่งพักอยู่ใน ระหว่างถนน แล้วได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เนียรทุกข์ มีความเพียร ท่าน มีโคตรอย่างไร ท่านเป็นศิษย์ของใคร ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ไม่ ครั่นคร้ามดังพระยาไกรสร พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วใน โลก ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์จ๊ะ ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ผู้เกิดตามมียศ มาก ศาสนธรรมแห่งพระพุทธเจ้าของท่านเช่นไร ขอได้โปรดบอกแก่ ข้าพเจ้าเถิดท่าน ข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียด ทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือ ตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่ง ธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะเจ้ามีปกติ ตรัสอย่างนี้จ๊ะ เมื่อท่านอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผล ที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้ฟังคำสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ฟังคำของท่านมุนีได้เห็นธรรมอันสูงสุด จึง หยั่งลงสู่พระสัทธรรม ได้กล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้แล เหมือนบทอันมี สภาพเห็นประจักษ์ ไม่มีความโศก ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นล่วงเลยไปแล้ว หลายหมื่นกัลป์ ข้าพระองค์แสวงหาธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิด ประโยชน์นั้นข้าพระองค์บรรลุแล้ว ไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท ข้าพระองค์ อันท่านพระอัสสชิให้ยินดีแล้ว บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวแสวงหาสหายอยู่ จึงได้ไปยังอาศรม สหายเห็นข้าพระองค์แต่ไกลทีเดียว อันข้าพระองค์ให้ ศึกษาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าและ ตาอันผ่องใส ย่อมจะเห็นความเป็นมุนีแน่ ท่านได้บรรลุอมตบทอันดับ สนิทไม่เคลื่อนแลหรือ ท่านมีรูปงามราวกะว่ามีความไม่หวั่นไหวอันได้ทำ แล้ว มาแล้ว ฝึกแล้วในอุบายอันฝึกแล้ว เป็นผู้สงบระงับแล้วหรือ พราหมณ์ เราได้บรรลุอมตบท อันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศร คือ ความโศก แล้ว แม้ท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น เราไปสำนักพระพุทธเจ้ากันเถิด สหายผู้อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว รับคำแล้ว ได้จูงมือพากันเข้ามา ยังสำนักของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ศากโยรส แม้ข้าพระองค์ทั้งสอง จักบวชในสำนักของพระองค์ จักขออาศัยคำสอนของพระองค์ เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่ ท่านโกลิตะเป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์ถึงที่สุดแห่ง ปัญญา เราทั้งสองจะร่วมกันทำพระศาสนาให้งาม เรามีความดำริยังไม่ถึง ที่สุด จึงเที่ยวไปในลัทธิผิด เพราะได้อาศัยทัสสนะของท่าน ความดำริ ของเราจึงเต็ม ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตามฤดูกาล ส่งกลิ่น หอมตลบอบอวล ยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรศากโยรส ผู้มียศใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมเบ่งบานในสมัย ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้ คือ วิมุติ เป็นที่พ้น ภพสงสาร ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ด้วยการให้ได้ดอกไม้ คือ วิมุติ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ เว้นพระมหามุนีแล้วตลอดพุทธเขต ไม่มีใครเสมอ ด้วยปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นบุตรของพระองค์ ศิษย์และบริษัทของ พระองค์ พระองค์แนะนำดีแล้ว ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่อง ฝึกจิตอันสูงสุด ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเพ่งญาณ ยินดีในญาณ เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่นเป็นมุนี ถึงพร้อมด้วย ความเป็นมุนี ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีความ ปรารถนาน้อย มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้ง ลาภและความเสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้น ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งใน วิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ปฏิบัติตั้งอยู่ในผล เป็นพระเสขะ พรั่งพร้อมด้วยผล หวังผล ประโยชน์อันอุดม ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ทั้งท่านที่เป็นโสดาบัน ทั้งที่เป็นพระสกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ปราศจากมลทิน ย่อม แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาดในสติ- ปัฏฐาน ยินดีในโพชฌงคภาวนา ทุกท่าน ย่อมแวดล้อมพระองค์ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา หมั่นประกอบ ในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ถึงที่สุดแห่งปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์ อยู่ทุกเมื่อ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้แลหนอ ศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรืองแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ พระองค์อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวมแล้ว มีตบะแวดล้อมแล้วไม่ครั่นคร้าม ดังราชสีห์ ย่อมงดงามดุจพระจันทร์ ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินแล้วย่อม งาม ถึงความไพบูลย์ และย่อมเผล็ดผล ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศาก- บุตร ผู้มียศใหญ่ พระองค์เป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้อมฤตผล แม่น้ำสินธู แม่น้ำ สรัสสดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และ แม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านั้นไหลมา สาครย่อมรับไว้หมด แม่น้ำเหล่านี้ ย่อมละชื่อเดิม ย่อมปรากฏเป็นสาครนั้นเอง ฉันใด วรรณ ๔ เหล่านี้ก็ ฉันนั้น บวชแล้วในสำนักของพระองค์ ย่อมละชื่อเดิมทั้งมวล ปรากฏว่า เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน โคจรอยู่ในอากาศ ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงมวลหมู่ดาวในโลกด้วยรัศมี ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น อันศิษย์ทั้งหลายแวดล้อมแล้ว ย่อมรุ่งเรือง ก้าวล่วงเทวดาและมนุษย์ตลอดพุทธเขตทุกเมื่อ คลื่นตั้งขึ้น ในน้ำอันลึก ย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อม เป็นระลอกเล็กน้อย เรี่ยรายหายไป ฉันใด ชนในโลกเป็นอันมากผู้เป็น เดียรถีย์ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของพระองค์ แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้ ข้าแต่พระองค์มีพระจักษุ ก็ถ้าชน เหล่านั้นมาถึงพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน เข้ามายังสำนักของ พระองค์แล้ว ย่อมกลายเป็นจุรณไป เปรียบเหมือนดอกโกมุท บัวขม และบัวเผื่อนเป็นอันมาก เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบ (ฉาบ) อยู่ด้วยน้ำ และเปือกตม ฉันใด สัตว์เป็นอันมากก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก ย่อม งอกงาม ไม่อิ่มด้วยราคะและโทสะ เหมือนดอกกุมุทในเปือกตม ฉะนั้น ดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางน้ำ มันมีเกษรบริสุทธิ์ ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็น มหามุนีเกิดแล้วในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลก ดังดอกปทุมไม่ติดด้วยน้ำ ฉะนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือน กัตติกมาส ไม่พ้นเดือนนั้นไป สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำบาน ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้บานแล้วด้วยวิมุติ ของพระองค์ สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลยศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัวเกิด ในน้ำย่อมบานไม่พ้นเดือนกัตติกมาส ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาไม้รัง ดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมตลบไป อันไม้รังอื่นแวดล้อมแล้วย่อมงามยิ่ง ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วด้วยพระพุทธ- ญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ย่อมงามเหมือนพระยาไม้รัง ฉะนั้น เปรียบเหมือนภูเขาหินหิมวา เป็นโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวก นาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ ก็ฉันนั้น เป็นโอสถของมวลสัตว์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุ เตวิชชา บรรลุอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณา พร่ำสอนแล้ว ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของ พระองค์ เปรียบเหมือนราชสีห์ผู้พระยาเนื้อ ออกจากถ้ำที่อยู่แล้วเหลียว ดูทิศทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เมื่อราชสีห์คำราม เนื้อทั้งปวง ย่อมสะดุ้ง แท้จริง ราชสีห์ผู้มีชาตินี้ ย่อมยังสัตว์เลี้ยงให้สะดุ้งทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อม หวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อมตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้งฉันนั้น ข้าแต่ พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ ปวงเดียรถีย์ย่อมสะดุ้ง ดังฝูงกา เหยี่ยวและเนื้อ วิ่งกระเจิงเพราะราชสีห์ ฉะนั้น ผู้เป็นเจ้าคณะทั้งปวง ชนทั้งหลายเรียกว่าเป็นพระศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้น ย่อมแสดง ธรรมอันสืบๆ กันมาแก่บริษัท ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ส่วนพระองค์ไม่ ทรงแสดงธรรมแก่มวลสัตว์อย่างนั้น ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายและพระโพธิปัก- ขิยธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงทราบอัธยาศัย กิเลส อินทรีย์ พละ และมิใช่พละ ทรงทราบภัพบุคคลและอภัพบุคคลแล้ว จึงทรงบันลือ เหมือนมหาเมฆ บริษัทพึงนั่งอยู่เต็มตลอดที่สุดจักรวาล มีทิฏฐิต่างๆ กัน คิดต่างๆ กัน เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของบริษัทเหล่านั้น พระองค์ผู้ เป็นมุนี ทรงทราบจิตของบริษัททั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมาตรัสแก้ ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งหลายได้ แผ่นดิน พึงเต็มด้วยต้นไม้ หญ้า (และมนุษย์) ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหมดนั้น ประนมมืออัญชลีสรรเสริญพระองค์ผู้นายกโลก หรือว่าเขาเหล่านั้น สรรเสริญอยู่ตลอดกัลป์ พึงสรรเสริญด้วยคุณต่างๆ ก็ไม่สรรเสริญคุณให้ สิ้นสุดประมาณได้ พระตถาคตเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ด้วยว่า พระมหาชินเจ้า อันใครๆ สรรเสริญและด้วยกำลังของตนเหมือนอย่างนั้น ชนทั้งหลายสรรเสริญจนที่สุดกัลป์ ก็พึงสรรเสริญอย่างนี้ๆ ถ้าแหละว่า ใครๆ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ผู้ศึกษาดีแล้ว พึงสรรเสริญให้สุดประมาณ ผู้นั้นก็พึงได้ความลำบากเท่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มียศมาก ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์ ถึงที่สุดแห่งปัญญาแล้ว เป็นผู้หา อาสวะมิได้อยู่ ข้าพระองค์จะย่ำยีพวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้า ให้เป็นไป วันนี้เป็นวันธรรมเสนาบดี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ศากยบุตร กรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้วหาประมาณมิได้ แสดงผลแก่ข้า พระองค์ ณ ที่นี้ ข้าพระองค์เผากิเลสได้แล้ว ดังกำลังลูกศรพ้นดีแล้ว มนุษย์คนใดคนหนึ่งเทิน (ทูน) ของหนักไว้บนศีรษะเสมอ ต้องลำบาก ด้วยภาระฉันใด อันภาระเราต้องแบกอยู่ ฉันนั้น เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ เป็นทุกข์ด้วยการแบกภาระในภพ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย เหมือน ถอนขุนเขาสิเนรุ ฉะนั้น ก็ (บัดนี้) เราปลงภาระลงแล้ว กำจัดภพทั้ง หลายได้แล้ว กิจที่ควรทำทุกอย่างในศาสนาของพระผู้มีพระภาคศากยบุตร เราทำเสร็จแล้ว ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระผู้มีพระภาคศากยบุตร เรา เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา (ด้วยปัญญา) เราเป็นผู้ฉลาด ในสมาธิ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ วันนี้เราปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันคนก็ได้ พระมหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม ตรัสคำสั่งสอนแก่เรา นิโรธเป็นที่นอนของเรา เรามีทิพยจักษุอันหมดจด เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ อันกิจทุกอย่างที่ พระสาวกพึงทำ เราทำเสร็จแล้วแล เว้นพระโลกนาถแล้ว ไม่มีใคร เสมอด้วยเรา เป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์เร็วพลัน ยินดี ในการเจริญโพชฌงค์ ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ เราทั้งหลายมีความเคารพ ในอุดมบุรุษ ด้วยการถูกต้องสาวกคุณ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ จิตของ เราสงเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ เรามีมานะและความ เขลา (กระด้าง) วางเสียแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยวแล้ว ดังโคอุสภราชถูก ตัดเขาเสียแล้ว เข้าไปหาหมู่คณะด้วยคารวะหนัก ถ้าปัญญาของเราพึงมี รูป ก็พึงเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระ ญาณของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เราย่อมยังธรรมจักรอัน พระผู้มีพระภาคศากยบุตรผู้คงที่ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณ บุคคลผู้มีความปรารถนาลามก ผู้เกียจ คร้าน ผู้ละความเพียร ผู้มีสุตะน้อย และผู้ไม่มีอาจาระ อย่าได้สมาคม กับเราในที่ไหนๆ สักครั้งเลย ส่วนบุคคลผู้มีสุตะมาก ผู้มีเมธา ผู้ตั้ง มั่นอยู่ด้วยดีในศีลทั้งหลาย และผู้ประกอบด้วยสมถะทางใจ ขอจงตั้งอยู่ บนกระหม่อมของเรา เหตุนั้น เราจึงขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย ขอความ เจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันในสมาคมนี้ ท่านทั้งหลายจงมี ความปรารถนาน้อย สันโดษ ให้ทานทุกเมื่อ เราเป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิ นั้น เป็นอาจารย์ของเรา เป็นนักปราชญ์ เราเป็นสาวกของท่าน วันนี้ เป็นวันธรรมเสนาบดี ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่าน พระสาวกนามว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของเรา ย่อมอยู่ในทิศใด เราย่อม ทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น (นอนผันศีรษะไปทางทิศนั้น) พระโคดม ศากยบุตรพุทธเจ้า ทรงระลึกถึงกรรมของเราแล้วประทับนั่งใน (ท่าม กลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธ- ศาสนาเราก็ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ สารีปุตตเถราปทาน -----------------------------------------------------
|๓.๑๔๐| หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ลมฺพโก นาม ปพฺพโต อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ |๓.๑๔๑| อุตฺตานกูลา นทิกา สุปติตฺถา มโนรมา สุสุทฺธปุฬินากิณฺณา อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๒| อสกฺขรา อปพฺภารา สาทุ อปฺปฏิคนฺธิกา สนฺทนฺติ นทิกา ตตฺถ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๓| กุมฺภีลา มกรา เจตฺถ สุํสุมารา จ กจฺฉปา สนฺทนฺติ นทิยา ตตฺถ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๔| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา มุญฺชโรหิตา วคฺคุฬา ปปตายนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๕| อุโภกูเลสุ นทิยา ปุปฺผิโน ผลิโน ทุมา อุภโต อติลมฺพนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๖| อมฺพา สาลา จ ติลกา ปาฏลี สินฺทุวาริตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๔๗| จมฺปกา สลฬา นีปา นาคปุนฺนาคเกตกา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๔๘| อติมุตฺตา อโสกา จ ภคินีมาลา จ ปุปฺผิตา องฺโกลา พิมฺพิชาลา จ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๔๙| เกตกา กทลี เจว เกพุกา ติณสูลิกา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๐| กณิกา กณฺณิการา จ อสนา อญฺชนา พหู ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๑| ปุณฺณาวา คิริปุณฺณาวา โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๒| อุทฺทาลกา จ กุฏชา กทมฺพา พกุลา พหู ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๓| อาฬกา อิสิมุคฺคา จ กทลี มาตุลุงฺคิโย คนฺโธทเกน สํวฑฺฒา ผลานิ ธารยนฺติ เต ฯ |๓.๑๕๔| อญฺเญ ปุปฺผนฺติ ปทุมา อญฺเญ ชายนฺติ เกสรี อญฺเญ โอปุปฺผา ปทุมา ปุปฺผิตา ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๕| คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา นิทฺธาวนฺติ มุฬาลิโย สิงฺฆาฏปตฺตมากิณฺณา โสภยนฺติ ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๖| นยิตา อมฺพคณฺฑี จ อุตฺตรา หิ พนฺธุชีวกา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๗| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา มุญฺชโรหิตา สงฺกุลา มคฺคุรา เจว วสนฺติ ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๘| กุมฺภีลา สุํสุมารา จ ตนฺติคฺคาหา จ รกฺขสา โอคาหา อชครา จ วสนฺติ ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๙| ปาเรวตา รวิหํสา จกฺกวากา นทีจรา โกกิลา สุวสาลิกา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๐| กุกฺกุตฺถกา กุฬีรกา วเน โปกฺขรสาตกา ทินฺทิภา สุวโปตา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๑| หํสา โกญฺจา มยุรา จ โกกิลา ลมฺพจูฬกา จมฺปกา ชีวชีวา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๒| โกสิกา โปฏฺฐสีสา จ กุรรา เสนกา พหู มหากาฬา จ สกุณา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๓| ปสทา มิคา วราหา จ วกา เภรณฺฑกา พหู โรหิจฺจา สุตฺตโปตา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๔| สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปิ จ อจฺฉโกกตรจฺฉภิ ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๕| กินฺนรา วานรา เจว อโถปิ วนกมฺมิกา เจตา จ ลุทฺทกา เจว อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๖| ตินฺทุกานิ ปิยาลานิ มธุกา กาสมาริโย ธุวํ ผลานิ ธาเรนฺติ อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๖๗| โกสุมฺภา สลฬา นีปา สารผลสมายุตา ธุวํ ผลานิ ธาเรนฺติ อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๖๘| หรีตกา อามลกา อมฺพา ชมฺพู วิเภทกา โกลา ภลฺลาตกา พิลฺลา ผลานิ ธารยนฺติ เต ฯ |๓.๑๖๙| อาลุวา จ กลมฺพา จ พิฬาลิตกฺกฬานิ จ ชีวกา สมฺพกา เจว พหุกา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๗๐| อสฺสมสฺสาวิทูรมฺหิ ตฬากาสิ สุนิมฺมิตา อจฺโฉทกา สีตชลา สุปติตฺถา มโนรมา ฯ |๓.๑๗๑| ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสมายุตา มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ทิพฺโพ คนฺโธ ปวายติ ฯ |๓.๑๗๒| เอวํ สพฺพงฺคสมฺปนฺเน ปุปฺผิเต ผลิเต วเน สุกเต อสฺสเม รมฺเม วิหรามิ อหํ ตทา ฯ |๓.๑๗๓| สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน ฌายี ฌานรโต สทา ปญฺจาภิญฺญาพลปฺปตฺโต สุรุจิ นาม ตาปโส ฯ |๓.๑๗๔| จตุพฺพีสสหสฺสานิ สิสฺสา มยฺหํ อุปฏฺฐหุํ สพฺเพว พฺราหฺมณา เอเต ชาติมนฺโต ยสสฺสิโน ฯ |๓.๑๗๕| ลกฺขเณ อิติหาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ ปทกา เวยฺยากรณา สทฺธมฺเม ปารมึ คตา ฯ |๓.๑๗๖| อุปฺปาเตสุ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทา ปฐพฺยา ภุมฺมนฺตลิกฺเข มม สิสฺสา สุสิกฺขิตา ฯ |๓.๑๗๗| อปฺปิจฺฉา นิปกา เอเต อปฺปาหารา อโลลุปา ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓.๑๗๘| ฌายี ฌานรตา ธีรา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา อากิญฺจญฺญํ ปตฺถยนฺตา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓.๑๗๙| อภิญฺญาปารมิปฺปตฺตา เปตฺติเก โคจเร รตา อนฺตลิกฺขจรา ธีรา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓.๑๘๐| สํวุตา ฉสุ ทฺวาเรสุ อเนญฺชา รกฺขิตินฺทฺริยา อสํสฏฺฐา จ เต ธีรา มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๑| ปลฺลงฺเกน นิสชฺชาย ฐานา จงฺกมเนน จ วีตินาเมนฺติ เต รตฺตึ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๒| รชฺชนีเย น รชฺชนฺติ โทสนีเย น ทุสฺสเร โมหนีเย น มุยฺหนฺติ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๓| อิทฺธึ วิมํสมานา เต วตฺตนฺติ นิจฺจกาลิกํ ปฐวึ เต ปกมฺเปนฺติ สารมฺเภน ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๔| กีฬมานาว เต สิสฺสา กีฬนฺติ ฌานกีฬิตํ ชมฺพุโต ผลมาเนนฺติ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๕| อญฺเญ คจฺฉนฺติ โคยานํ อญฺเญ ปุพฺพวิเทหนํ อญฺเญ จ อุตฺตรกุรุํ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๖| ปุรโต เปเสนฺติ เต ขารึ ปจฺฉโต จ วชนฺติ เต จตุพฺพีสสหสฺเสหิ ฉาทิตํ โหติ อมฺพรํ ฯ |๓.๑๘๗| อคฺคิปากํ อนคฺคึ จ ทนฺโตทุกฺขลิกาปิจ อมฺพนา โกฏิกา เกจิ ปวตฺตผลโภชนา ฯ |๓.๑๘๘| อุทโกโรหกา เกจิ สายํ ปาโต สุจิรตา โตยาภิเสกจรณา มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๙| ปรูฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา คนฺธิตา สีลคนฺเธน มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๙๐| ปาโตว สนฺนิปาเตตฺวา ชฏิลา อุคฺคตาปนา ลาภาลาภํ ปกิตฺเตตฺวา คจฺฉนฺติ อมฺพเร ตทา ฯ |๓.๑๙๑| เอเตสํ ปกฺกมนฺตานํ มหาสทฺโท ปวตฺตติ อชินจมฺมสทฺเทน โมทิตา โหนฺติ เทวตา ฯ |๓.๑๙๒| ทิโสทิสา ปกฺกมนฺติ อนฺตลิกฺขจรา อิสี สกพเลนุปตฺถทฺธา เต คจฺฉนฺติ ยถิจฺฉกํ ฯ |๓.๑๙๓| ปฐวีกมฺปกา เอเต สพฺเพว นภจาริโน อุคฺคเตชา ทุปฺปสหา สาคโรว อโขภิยา ฯ |๓.๑๙๔| ฐานจงฺกมิยา เกจิ เกจิ เนสชฺชิกา อิสี ปวตฺตโภชนา เกจิ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๙๕| เมตฺตาวิหาริโน เอเต หิเตสี สพฺพปาณินํ อนตฺตุกฺกํสกา สพฺเพ น เต วมฺเภนฺติ กสฺสจิ ฯ |๓.๑๙๖| สีหราชาว สมฺภีตา คชราชาว ถามวา ทุราสทา พฺยคฺฆาริว อาคจฺฉนฺติ มมนฺติเก ฯ |๓.๑๙๗| วิชฺชาธรา เทวตา จ นาคคนฺธพฺพรกฺขสา กุมฺภณฺฑา ทานวา ครุฬา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๙๘| เต ชฏาขาริภริตา อชินุตฺตรวาสิโน อนฺตลิกฺขจรา สพฺเพ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๙๙| ตทานุจฺฉวิกา เอเต อญฺญมญฺญํ สคารวา จตุพฺพีสสหสฺสานํ ขิตฺตสทฺโท น วิชฺชติ ฯ |๓.๒๐๐| ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อปฺปสทฺทา สุสํวุตา อุปสงฺกมฺม สพฺเพ เต สิรสา วนฺทเร มมํ ฯ |๓.๒๐๑| เตหิ สิสฺเสหิ ปริวุโต สนฺเตหิ จ ตปสฺสิภิ วสามิ อสฺสเม ตตฺถ ฌายี ฌานรโต อหํ ฯ |๓.๒๐๒| อิสีนํ สีลคนฺเธน ปุปฺผคนฺเธน จูภยํ ผลีนํ ผลคนฺเธน คนฺธิโต โหติ อสฺสโม ฯ |๓.๒๐๓| รตฺตินฺทิวํ น ชานามิ อรติ เม น วิชฺชติ สเก สิสฺเส โอวทนฺโต ภิยฺโย หาสํ ลภามหํ ฯ |๓.๒๐๔| ปุปฺผานํ ปุปฺผมานานํ ผลานญฺจ วิปจฺจตํ ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๒๐๕| สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา อาตาปี นิปโก อหํ ขาริภารํ คเหตฺวาน วนํ อชฺโฌคหึ อหํ ฯ |๓.๒๐๖| อุปฺปาเต สุปิเน จาปิ ลกฺขเณสุ สุสิกฺขิโต ปวตฺตมานํ มนฺตปทํ ธารยามิ อหํ ตทา ฯ |๓.๒๐๗| อโนมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ หิมวนฺตํ อุปาคมิ ฯ |๓.๒๐๘| อชฺโฌคเหตฺวา หิมวนฺตํ อคฺโค การุณิโก มุนิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวาน นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ |๓.๒๐๙| ตมทฺทสาหํ สมฺพุทฺธํ สปฺปภาสํ มโนรมํ อินฺทีวรํว ชลิตํ อาทิตฺตํว หุตาสนํ ฯ |๓.๒๑๐| ชลนฺตํ ทีปรุกฺขํว วิชฺชุํว คคเณ ยถา สุผุลฺลํ สาลราชํว อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๑๑| อยํ นาโค มหาวีโร ทุกฺขสฺสนฺตกโร มุนิ อิมํ ทสฺสนมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจเร ฯ |๓.๒๑๒| ทิสฺวานาหํ เทวเทวํ ลกฺขณํ อุปธารยึ พุทฺโธ นุ โข น วา พุทฺโธ หนฺท ปสฺสามิ จกฺขุมํ ฯ |๓.๒๑๓| สหสฺสารานิ จกฺกานิ ทิสฺสนฺติ จรณุตฺตเม ลกฺขณานิสฺส ทิสฺวาน นิฏฺฐํ คญฺฉึ ตถาคเต ฯ |๓.๒๑๔| สมฺมชฺชนึ คเหตฺวา สมฺมชฺชิตฺวานหํ ตทา อฏฺฐ ปุปฺเผ สมาเนตฺวา พุทฺธเสฏฺฐํ อปูชยึ ฯ |๓.๒๑๕| ปูชยิตฺวาน ตํ พุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ เอกํสํ อชินํ กตฺวา นมสฺสึ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๑๖| เยน ญาเณน สมฺพุทฺโธ วิหรติ อนาสโว ตํ ญาณํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓.๒๑๗| สมุทฺธรยิมํ โลกํ สยมฺภุ อมิโตทย ตว ทสฺสนมาคมฺม กงฺขาโสตํ ตรนฺติ เต ฯ |๓.๒๑๘| ตุวํ สตฺถา จ เกตุ จ ธโช ยูโป จ ปาณินํ ปรายโน ปติฏฺฐา จ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ฯ |๓.๒๑๙| สกฺกา สมุทฺเท อุทกํ ปเมตุํ อาฬฺหเกน วา น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๐| ธาเรตุํ ปฐวึ สกฺกา ฐเปตฺวา ตุลมณฺฑเล น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๑| อากาสํ มินิตุํ สกฺกา รชฺชุนา องฺคุเลน วา น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๒| มหาสมุทฺเท อุทกํ ปฐวิญฺจาขิลญฺชเห พุทฺธญาณํ อุปาทาย อุปมาโต น ยุชฺชเร ฯ |๓.๒๒๓| สเทวกสฺส โลกสฺส จิตฺตํ เยสํ ปวตฺตติ อนฺโตชาลิคตา เอเต ตว ญาณมฺหิ จกฺขุม ฯ |๓.๒๒๔| เยน ญาเณน ปตฺโตสิ เกวลํ โพธิมุตฺตมํ เตน ญาเณน สพฺพญฺญุ มทฺทสิ ปรติตฺถิเย ฯ |๓.๒๒๕| อิมา คาถา ปเฐตฺวาน สุรุจิ นาม ตาปโส อชินํ ปตฺถริตฺวาน ปฐวิยํ นิสีทิ โส ฯ |๓.๒๒๖| จุลฺลาสีติสหสฺสานิ อชฺโฌคาโฬฺห มหณฺณเว อจฺจุคฺคโต ตาวเทว คิริราชา ปวุจฺจติ ฯ |๓.๒๒๗| ตาว อจฺจุคฺคโต เนรุ อายโต วิตฺถโต จ โส จุณฺณิโต สงฺขเภเทน โกฏิสตสหสฺสิโย ฯ |๓.๒๒๘| ลกฺเข ฐปิยมานมฺหิ ปริกฺขยมคจฺฉถ น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๙| สุขุมจฺฉิเกน ชาเลน อุทกํ โย ปริกฺขิเป เย เกจิ อุทเก ปาณา อนฺโตชาลิคตา สิยุํ ฯ |๓.๒๓๐| ตเถว หิ มหาวีร เย เกจิ ปุถุติตฺถิยา ทิฏฺฐิคฺคหณปกฺขนฺตา ปรามาเสน โมหิตา ฯ |๓.๒๓๑| ตว สุทฺเธน ญาเณน อนาวรณทสฺสินา อนฺโตชาลิคตา เอเต ญาณนฺเต นาติวตฺตเร ฯ |๓.๒๓๒| ภควา จ ตมฺหิ สมเย อโนมทสฺสี มหายโส วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา ทิสํ โอโลกยี ชิโน ฯ |๓.๒๓๓| อโนมทสฺสิมุนิโน นิสโภ นาม สาวโก ปริวุโต สตสหสฺเสหิ สนฺตจิตฺเตหิ ตาทิภิ ฯ |๓.๒๓๔| ขีณาสเวหิ สุทฺเธหิ ฉฬภิญฺเญหิ ตาทิหิ จิตฺตมญฺญาย พุทฺธสฺส อุเปสิ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๓๕| อนฺตลิกฺเข ฐิตา ตตฺถ ปทกฺขิณมกํสุ เต นมสฺสนฺตา ปญฺชลิกา โอรุหุํ พุทฺธสนฺติเก ฯ |๓.๒๓๖| อโมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา สิตํ ปาตุํ กรี ชิโน ฯ |๓.๒๓๗| วรุโณ นามุปฏฺฐาโก อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน เอกํสํ จีวรํ กตฺวา อาปุจฺฉิ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๓๘| โก นุ โข ภควา เหตุ สิตกมฺมสฺส สตฺถุโน น หิ พุทฺธา อเหตูหิ สิตํ ปาตุํ กโรนฺติ เต ฯ |๓.๒๓๙| อโนมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ ภิกฺขุมชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิมํ คาถํ อภาสถ ฯ |๓.๒๔๐| โย มํ ปุปฺเผน ปูเชสิ ญาณญฺจาปิ อนุตฺถวิ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓.๒๔๑| พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย สพฺเพ เทวา สมานุสา สทฺธมฺมํ โสตุกามา เต สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมุํ ฯ |๓.๒๔๒| ทสสุ โลกธาตูสุ เทวกายา มหิทฺธิกา สทฺธมฺมํ โสตุกามา เต สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมุํ ฯ |๓.๒๔๓| หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๒๔๔| สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา อุปฏฺฐิสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๒๔๕| โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ |๓.๒๔๖| อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๒๔๗| กปฺปสตสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๔๘| สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๓.๒๔๙| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ พฺราหฺมณิสาริยา นาม ธารยิสฺสติ กุจฺฉินา ฯ |๓.๒๕๐| มาตุยา นามโคตฺเตน ปญฺญายิสฺสติยํ นโร สารีปุตฺโตติ นาเมน ติกฺขปญฺโญ ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๑| อสีติโกฏี ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชิสฺสติกิญฺจโน คเวสนฺโต สนฺติปทํ จริสฺสติ มหึ อิมํ ฯ |๓.๒๕๒| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๓| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต สารีปุตฺโตติ นาเมน เหสฺสติ อคฺคสาวโก ฯ |๓.๒๕๔| อยํ ภาคีรสี คงฺคา หิมวนฺตา ปภาวิตา มหาสมุทฺทมปฺเปติ ตปฺปยนฺตี มโหทธึ ฯ |๓.๒๕๕| ตเถวายํ สารีปุตฺโต สกฺโก ตีสุ วิสารโท ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา ตปฺปยิสฺสติ ปาณิโน ฯ |๓.๒๕๖| หิมวนฺตํ อุปาทาย สาครญฺจ มโหทธึ เอตฺถนฺตเร ยํ ปุฬินํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๓.๒๕๗| ตมฺปิ สกฺกา อเสเสน สงฺขฺยาตุํ คณนา ยถา น เตฺวว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๘| ลกฺเข ฐปิยมานมฺหิ ขีเย คงฺคาย วาลุกา น เตฺวว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๙| มหาสมุทฺเท อูมิโย คณนาโต อสงฺขยา ตเถว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต น เหสฺสติ ฯ |๓.๒๖๐| อาราธยิตฺวา สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา เหสฺสติ อคฺคสาวโก ฯ |๓.๒๖๑| ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ สกฺยปุตฺเตน ตาทินา อนฺวตฺติสฺสติ สมฺมา วสฺสนฺโต ธมฺมวุฏฺฐิโย ฯ |๓.๒๖๒| สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสฺสติ ฯ |๓.๒๖๓| อโห เม สุกตํ กมฺมํ อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน ยสฺสาธิการํ กตฺวาน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ฯ |๓.๒๖๔| อปริเมยฺเย กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ อหํ ฯ |๓.๒๖๕| อสงฺขตํ คเวสนฺโต นิพฺพานํ อจลํ ปทํ วิจินํ ติตฺถิเย สพฺเพ เอสาหํ สํสรึ ภเว ฯ |๓.๒๖๖| ยถาปิ พฺยาธิโก โปโส ปริเยเสยฺย โอสถํ วิจิเนยฺย ธนํ สพฺพํ พฺยาธิโต ปริมุตฺติยา ฯ |๓.๒๖๗| อสงฺขตํ คเวสนฺโต นิพฺพานํ อมตํ ปทํ อพฺโพกิณฺณํ ปญฺจสตํ ปพฺพชึ อิสิปพฺพชํ ฯ |๓.๒๖๘| ชฏาย ภารภริโต อชินุตฺตรนิวาสหํ อภิญฺญาปารมึ คนฺตฺวา พฺรหฺมโลกํ อคญฺฉหํ ฯ |๓.๒๖๙| นตฺถิ พาหิรเก สุทฺธิ ฐเปตฺวา ชินสาสนํ เย เกจิ พุทฺธิมา สตฺตา สุชฺฌนฺติ ชินสาสเน ฯ |๓.๒๗๐| อตฺถกามํ มมเมตํ น หิ นิสึ อหํ อิติ อสงฺขตํ คเวสนฺโต กุติตฺถํ สญฺจรึ อหํ ฯ |๓.๒๗๑| ยถา สารตฺถิโก โปโส กทลึ เฉตฺวาน ผาลเย น ตตฺถ สารํ วินฺเทยฺย สาเรน ริตฺตโก หิ โส ฯ |๓.๒๗๒| ตเถว ติตฺถิยา โลเก นานาทิฏฺฐี พหู ชนา อสงฺขเตน ริตฺตา เต สาเรน กทลี ยถา ฯ |๓.๒๗๓| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต พฺรหฺมพนฺธุ อโหสหํ มหาโภคํ ฉฑฺฑยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ ปฐมภาณวารํ ฯ |๓.๒๗๔| อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู พฺราหฺมโณ สญฺชโย นาม ตสฺส มูเล วสามหํ ฯ |๓.๒๗๕| สาวโก เต มหาวีร อสฺสชิ นาม พฺราหฺมโณ ทุราสโท อุคฺคเตโช ปิณฺฑาย จรตี ตทา ฯ |๓.๒๗๖| ตมทฺทสาสึ สปฺปญฺญํ มุนึ โมเน สมาหิตํ สนฺตจิตฺตํ มหานาคํ สุผุลฺลํ ปทุมํ ยถา ฯ |๓.๒๗๗| ทิสฺวา เม จิตฺตมุปฺปชฺชิ สุทนฺตํ สุทฺธมานสํ อุสภํ ปวรํ วีรํ อรหายํ ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๗๘| ปาสาทิโก อิริยติ อภิรูโป สุสํวุโต อุตฺตเม ทมเถ ทนฺโต อมตทสฺสี ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๗๙| ยนฺนูนาหํ อุตฺตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ตุฏฺฐมานสํ โส เจ ปุฏฺโฐ กถิสฺสติ ปฏิปุจฺฉามหนฺตทา ฯ |๓.๒๘๐| ปิณฺฑจารํ จรนฺตสฺส ปจฺฉโต อคมาสหํ โอกาสํ ปฏิมาเนนฺโต ปุจฺฉิตุํ อมตํ ปทํ ฯ |๓.๒๘๑| วีถนฺตเร อนุปฺปตฺตํ อุปคนฺตฺวาน ปุจฺฉหํ กถํ โคตฺโตสิ ตฺวํ วีร กสฺส สิสฺโสสิ มาริส ฯ |๓.๒๘๒| โส เม ปุฏฺโฐ วิยากาสิ อสมฺภีโตว เกสรี พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ตสฺส สิสฺโสมฺหิ อาวุโส ฯ |๓.๒๘๓| กิทิสนฺเต มหาวีร อนุชาต มหายส พุทฺธสฺส สาสนํ ธมฺมํ สาธุ เม กถยสฺสุ โภ ฯ |๓.๒๘๔| โส เม ปุฏฺโฐ กถี สพฺพํ คมฺภีรํ นิปุณํ ปทํ ตณฺหาสลฺลสฺส หนฺตารํ สพฺพทุกฺขาปนูทนํ ฯ |๓.๒๘๕| เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณ ฯ |๓.๒๘๖| โสหํ วิสฺสชฺชิเต ปเญฺห ปฐมํ ผลมชฺฌคํ วิรโช วิมโล อาสึ สุตฺวาน ชินสาสนํ ฯ |๓.๒๘๗| สุตฺวาน มุนิโน วากฺยํ ปสฺสิตฺวา ธมฺมมุตฺตมํ ปริโยคาฬฺหสทฺธมฺโม อิมํ คาถํ อภาสหํ ฯ |๓.๒๘๘| เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ปจฺจพฺยถา ปทมโสกํ อทิฏฺฐํ อพฺภตีตํ พหุเกหิ กปฺปนหุเตหิ ฯ |๓.๒๘๙| โยหํ ธมฺมํ คเวสนฺโต กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต กาโล เม นปฺปมชฺชิตุํ ฯ |๓.๒๙๐| โตสิโตหํ อสฺสชินา ปตฺวาน อจลํ ปทํ ฯ สหายกํ คเวสนฺโต อสฺสมํ อคมาสหํ |๓.๒๙๑| ทูรโตว มมํ ทิสฺวา สหาโย เม สุสิกฺขิโต อิริยาปถสมฺปนฺโน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ |๓.๒๙๒| ปสนฺนมุขเนตฺโตสิ มุนิภาโวว ทิสฺสติ อมตาธิคโต กจฺจิ นิพฺพานํ อจฺจุตํ ปทํ ฯ |๓.๒๙๓| สุภานุรูโป อายาสิ อาเนญฺชการิโต วิย ทนฺโตว ทนฺตทมเถ อุปสนฺโตสิ พฺราหฺมณ ฯ |๓.๒๙๔| อมตํ มยา อธิคตํ โสกสลฺลวิโนทนํ ตุวํปิ ตํ อธิคจฺเฉหิ คจฺฉาม พุทฺธสนฺติกํ ฯ |๓.๒๙๕| สาธูติ โส ปฏิสฺสุตฺวา สหาโย เม สุสิกฺขิโต หตฺเถน หตฺถํ คณฺหิตฺวา อุปาคมฺม ตวนฺติกํ ฯ |๓.๒๙๖| อุโภปิ ปพฺพชิสฺสาม สกฺยปุตฺต ตวนฺติเก ฯ ตว สาสนมาคมฺม วิหราม อนาสวา ฯ |๓.๒๙๗| โกลิโต อิทฺธิยา เสฏฺโฐ อหํ ปญฺญาย ปารโค อุโภว เอกโต หุตฺวา สาสนํ โสภยาม เส ฯ |๓.๒๙๘| อปริโยสิตสงฺกปฺโป กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ ตว ทสฺสนมาคมฺม สงฺกปฺโป ปูริโต มม ฯ |๓.๒๙๙| ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย ปุปฺผนฺติ สมเย ทุมา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โตเสนฺติ สพฺพปาณินํ ฯ |๓.๓๐๐| ตเถวาหํ มหาวีร สกฺยปุตฺต มหายส สาสเน โว ปติฏฺฐาย สมเยสามิ ปุปฺผิตุํ ฯ |๓.๓๐๑| วิมุตฺติปุปฺผเมสนฺโต ภวสํสารโมจนํ วิมุตฺติปุปฺผลาเภน โตเสมิ สพฺพปาณินํ ฯ |๓.๓๐๒| ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวาน มหามุนึ ปญฺญาย สทิโส นตฺถิ ตว ปุตฺตสฺส จกฺขุม ฯ |๓.๓๐๓| สุวินีตา จ เต สิสฺสา ปริสา จ สุสิกฺขิตา อุตฺตเม ทมเถ ทนฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๔| ฌายี ฌานรตา ธีรา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา มุนี โมเนยฺยสมฺปนฺนา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๕| อปฺปิจฺฉา นิปกา ธีรา อปฺปาหารา อโลลุปา ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๖| อารญฺญิกา ธุตรตา ฌายิโน ลูขจีวรา วิเวกาภิรตา ธีรา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๗| ปฏิปนฺนา ผลฏฺฐา จ เสขา ผลสมงฺคิโน อาสึสกา อุตฺตมตฺถํ ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๘| โสตาปนฺนา จ วิมลา สกทาคามิโน จ เย อนาคามี จ อรหา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๙| สติปฏฺฐานกุสลา โพชฺฌงฺคภาวนารตา สาวกา โว พหู สพฺเพ ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๐| อิทฺธิปาเทสุ กุสลา สมาธิภาวนารตา สมฺมปฺปธานมนุยุตฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๑| เตวิชฺชา ฉฬภิญฺญา จ อิทฺธิยา ปารมึ คตา ปญฺญาย ปารมิมฺปตฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๒| อีทิสา โว มหาวีร ตว สิสฺสา สุสิกฺขิตา ทุราสทา อุคฺคเตชา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๓| เตหิ สิสฺเสหิ ปริวุโต สญฺญเตหิ ตปสฺสิภิ มิคราชาวสมฺภีโต อุฬุราชาว โสภสิ ฯ |๓.๓๑๔| ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย รุหนฺติ ขรณีรุหา เวปุลฺลตฺตํ ปาปุณนฺติ ผลญฺจ ทสฺสยนฺติ เต ฯ |๓.๓๑๕| ปฐวีสทิโส ตฺวํสิ สกฺยปุตฺต มหายส ฯ สาสเน เต ปติฏฺฐาย ลภนฺติ อมตํ ผลํ ฯ |๓.๓๑๖| สินฺธุ สรสฺสตี เจว นทิโย จนฺทภาคิกา คงฺคา จ ยมุนา เจว สรภู จ อโถ มหี ฯ |๓.๓๑๗| เอตาสํ สนฺทมานานํ สาคโร สมฺปฏิจฺฉติ ชหนฺติ ปุริมํ นามํ สาคโรเตฺวว ญายติ ฯ |๓.๓๑๘| ตเถวิเม จตุวณฺณา ปพฺพชิตฺวา ตวนฺติเก ชหนฺติ ปุริมํ นามํ พุทฺธปุตฺตาติ ญายเร ฯ |๓.๓๑๙| ยถาปิ จนฺโท วิมโล คจฺฉํ อากาสธาตุยา สพฺเพ ตารคเณ โลเก อาภาย อติโรจติ ฯ |๓.๓๒๐| ตเถว ตฺวํ มหาวีร ปริวุโต เทวมานุเส พุทฺธกฺเขตฺตํ อติกฺกมฺม ชลสิ สพฺพทา ตุวํ ฯ |๓.๓๒๑| คมฺภีเร อุฏฺฐิตา อูมิ น เวลํ อติวตฺตติ สพฺพเวลํ ปผุสฺสนฺติ สญฺจุณฺณา วิกิรนฺติ ตา ฯ |๓.๓๒๒| ตเถว ติตฺถิยา โลเก นานาทิฏฺฐี พหู ชนา ธมฺมํ ตริตุกามา เต นาติวตฺตนฺติ ตํ มุนึ ฯ |๓.๓๒๓| สเจ จ ตํ ปาปุณนฺติ ปฏิวาเรหิ จกฺขุม ตวนฺติกํ อุปาคนฺตฺวา สญฺจุณฺณาว ภวนฺติ เต ฯ |๓.๓๒๔| ยถาปิ อุทเก ชาตา กุมุทา มนฺทาลกา พหู อุปลิมฺปนฺติ โตเยน กทฺทมกลเลน จ ฯ |๓.๓๒๕| ตเถว พหุกา สตฺตา โลเก ชาตา วิรูหเร อฑฺฑิตา ราคโทเสน กทฺทเม กุมุทํ ยถา ฯ |๓.๓๒๖| ยถา ปทุมํ ชลชํ ชลมชฺเฌ วิโรจติ น โส ลิมฺปติ โตเยน ปริสุทฺโธ หิ เกสรี ฯ |๓.๓๒๗| ตเถว ตฺวํ มหาวีร โลเก ชาโต มหามุนิ โนปลิมฺปสิ โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา ฯ |๓.๓๒๘| ยถา หิ รมฺมเก มาเส พหู ปุปฺผนฺติ วาริชา นาติกฺกมนฺติ ตํ มาสํ สมโย ปุปฺผนาย โส ฯ |๓.๓๒๙| ตเถว ตฺวํ สกฺยปุตฺต ปุปฺผิโต เต วิมุตฺติยา สาสนํ นาติวตฺตนฺติ ปทุมํ วารินา ยถา ฯ |๓.๓๓๐| สุปุปฺผิโต สาลราชาว ทิพฺพคนฺธํ ปวายติ อญฺญสาเลหิ ปริวุโต สาลราชาติโสภติ ฯ |๓.๓๓๑| ตเถว ตฺวํ มหาวีร พุทฺธญาเณน ปุปฺผิโต ภิกฺขุสงฺเฆน ปริวุโต สาลราชาว โสภสิ ฯ |๓.๓๓๒| ยถาปิ เสโล หิมวา โอสโถ สพฺพปาณินํ นาคานํ อสุรานญฺจ เทวานํ อาลโยปิจ ฯ |๓.๓๓๓| ตเถว ตฺวํ มหาวีร โอสโถ วิย ปาณินํ เตวิชฺชา ฉฬภิญฺญา จ อิทฺธิยา ปารมึ คตา ฯ |๓.๓๓๔| อนุสิฏฺฐา มหาวีร ตยา การุณิเกน เต รมนฺติ ธมฺมรติยา วสนฺติ ตว สาสเน ฯ |๓.๓๓๕| มิคราชา ยถา สีโห อภินิกฺขมฺม อาสยา จตุทฺทิสา วิโลเกตฺวา ติกฺขตฺตุํ อภินาทติ ฯ |๓.๓๓๖| สพฺเพ มิคา อุตฺตสนฺติ มิคราชสฺส คชฺชโต ตถา หิ ชาติมา เอโส ปสุํ ตาเสติ สพฺพทา ฯ |๓.๓๓๗| คชฺชโต เต มหาวีร พสุธายํ ปกมฺปติ โพธเนยฺยา ปพุชฺฌนฺติ ตสนฺติ มารกายิกา ฯ |๓.๓๓๘| ตสนฺติ ติตฺถิยา สพฺเพ นทโต เต มหามุนิ กากเสนาว วิพฺภนฺตา มิครญฺญา ยถา มิคา ฯ |๓.๓๓๙| เย เกจิ คณิโน โลเก สตฺถาโรติ ปวุจฺจเร ปรมฺปราภตํ ธมฺมํ เทเสนฺติ ปริสาย เต ฯ |๓.๓๔๐| น เหว ตฺวํ มหาวีร ธมฺมํ เทเสสิ ปาณินํ สามํ สจฺจานิ พุชฺฌิตฺวา เกวลํ โพธิปกฺขิกํ ฯ |๓.๓๔๑| อาสยานุสยํ ญตฺวา อินฺทฺริยานํ พลาพลํ ภพฺพาภพฺเพ วิทิตฺวาน มหาเมโฆว คชฺชสิ ฯ |๓.๓๔๒| จกฺกวาฬปริยนฺตา นิสินฺนา ปริสา ภเว นานาทิฏฺฐี วิจินฺเตนฺติ วิมติจฺเฉทนาย ตํ ฯ |๓.๓๔๓| สพฺเพสํ จิตฺตมญฺญาย โอปมฺมกุสโล มุนิ เอกํ ปญฺหํ กเถนฺโตว วิมตึ ฉินฺทิ ปาณินํ ฯ |๓.๓๔๔| อุปทิสาสทิเสเหว วสุธา ปูริตา ภเว สพฺเพว เต ปญฺชลิกา กิตฺตยุํ โลกนายกํ ฯ |๓.๓๔๕| กปฺปํ วา เต กิตฺตยนฺตา นานาวณฺเณหิ กิตฺตยุํ ปริเมตุํ น กปฺเปยฺยุํ อปฺปเมยฺโย ตถาคโต ฯ |๓.๓๔๖| ตถา สเกน ถาเมน กิตฺติโต หิ มหาชิโน กปฺปโกฏี ปกิตฺเตนฺตา เอวเมวํ ปกิตฺตยุํ ฯ |๓.๓๔๗| สเจ หิ โกจิ เทโว วา มนุสฺโส วา สุสิกฺขิโต ปเมตุํ ปริกปฺเปยฺย วิฆาตํว ลเภยฺย โส ฯ |๓.๓๔๘| สาสเน เต ปติฏฺฐาย สกฺยปุตฺต มหายส ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓.๓๔๙| ติตฺถิเย สมฺปมทฺทามิ วตฺเตมิ ชินสาสนํ ธมฺมเสนาปติ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ |๓.๓๕๐| อปริเมยฺเย กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ มมํ ฯ |๓.๓๕๑| โย โกจิ มนุโช ภารํ ธาเรยฺย มตฺถเก สทา ภาเรน ทุกฺขิโต อสฺส ภาโร หิ ภริโต ตถา ฯ |๓.๓๕๒| ฑยฺหมาโน ติหคฺคีหิ ภเวสุ สํสรึ อหํ ภริโต ภวภาเรน เนรุ อุทฺธริโต ยถา ฯ |๓.๓๕๓| โอโรปิโต จ เม ภาโร ภวา อุคฺฆาฏิตา มยา กรณียํ กตํ สพฺพํ สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ |๓.๓๕๔| ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา สกฺยปุงฺควํ อหํ อคฺโคมฺหิ ปญฺญาย สทิโส เม น วิชฺชติ ฯ |๓.๓๕๕| สมาธิมฺหิ สุกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต อิจฺฉมาโน อหํ อชฺช สหสฺสํ อภินิมฺมิเน ฯ |๓.๓๕๖| อนุปุพฺพวิหารสฺส วสีภูโต มหามุนิ กเถสิ สาสนํ มยฺหํ นิโรโธ สยนํ มม ฯ |๓.๓๕๗| ทิพฺพจกฺขุํ วิสุทฺธํ เม สมาธิกุสโล อหํ สมฺมปฺปธานมนุยุตฺโต โพชฺฌงฺคภาวนารโต ฯ |๓.๓๕๘| สาวเกน หิ ปตฺตพฺพํ สพฺพเมว กตํ มม โลกนาถํ ฐเปตฺวาน สทิโส เม น วิชฺชติ ฯ |๓.๓๕๙| สมาปตฺติมฺหิ กุสโล ฌานวิโมกฺขานํ ขิปฺปํ ปฏิลาภี โพชฺฌงฺคภาวนารโต สาวกคุณปารมึ คโตสฺมิ ฯ |๓.๓๖๐| สาวกคุณผุสฺเสน พุทฺธิยา ปุริสุตฺตมคารวา สทฺธาสงฺคหิตํ จิตฺตํ สทา สพฺรหฺมจาริสุ ฯ |๓.๓๖๑| อุทฺธฏทาโฒว สปฺโป ฉินฺนวิสาโณว อุสโภ นิกฺขิตฺตมานทปฺโปว อุเปมิ ครุคารเวน คณํ ฯ |๓.๓๖๒| ยทิ รูปินี ภเวยฺย ปญฺญา เม วสุ ปตีนํ สเมยฺย อโนมทสฺสิสฺส ภควโต ผลเมตํ ญาณถวนาย ฯ |๓.๓๖๓| ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ สกฺยปุตฺเตน ตาทินา อนุวตฺเตมหํ สมฺมา ญาณถวนายิทํ ผลํ ฯ |๓.๓๖๔| มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ สเมโต หีนวีริโย อปฺปสฺสุโต อนาจาโร สเมโต กตฺถจิ อหุ ฯ |๓.๓๖๕| พหุสฺสุโต จ เมธาวี สีเลสุ สุสมาหิโต เจโตสมถานุยุตฺโต อปิ มุทฺธนิ ติฏฺฐตุ ฯ |๓.๓๖๖| ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา อปฺปิจฺฉา โหถ สนฺตุฏฺฐา ทานํ ทตฺวา สทา อหุ ฯ |๓.๓๖๗| ยมหํ ปฐมํ ทิสฺวา วิรโช วิมโล อหุ โส เม อาจริโย ธีโร อสฺสชิ นาม สาวโก ฯ |๓.๓๖๘| ตสฺสาหํ สาวโก อชฺช ธมฺมเสนาปตี อหุ สพฺพตฺถ ปารมึ ปตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓.๓๖๙| โย เม อาจริโย อาสิ อสฺสชิ นาม สาวโก ยสฺสํ ทิสายํ วสติ อุสฺสีสมฺหิ กโรมหํ ฯ |๓.๓๗๐| มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ มํ ฯ |๓.๓๗๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สารีปุตฺโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สารีปุตฺตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ