๙. ราธเถราปทาน
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ราธเถราปทานที่ ๙ ว่าด้วยบุพจริยาของพระราธเถระ
นวมํ ราธตฺเถราปทานํ (๕๓๙)
ในกัปนับจากภัทรกัปนี้ไปแสนหนึ่ง พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวงเป็นนักปราชญ์ มีจักษุได้เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้ชัดได้ ยัง สรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก พระองค์เป็นผู้ อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณาแสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มีความอากูลว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระ อรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนี พระองค์นั้นสูง ประมาณ ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระ ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่า นั้น ได้ยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวพระนครหงสวดี ผู้เรียนจบไตรเพท ได้เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาค ผู้ประเสริฐกว่านรชน ทรงมีความเพียรใหญ่ ทรงแกล้วกล้าในบริษัท กำลังทรงแต่งตั้งภิกษุผู้มีปฏิภาณไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ แล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา ครั้งนั้น เราทำ สักการะในพระโลกนายกพร้อมทั้งพระสงฆ์ แล้วหมอบศีรษะลง แทบพระบาทปรารถนาฐานันดรนั้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ผู้มีพระรัศมีซ่านออกจากพระองค์ ดุจลิ่มทองสิงคี ได้ตรัสกะ เราด้วยพระสุรเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี มีปรกตินำไปซึ่ง มลทินคือกิเลสว่า ท่านจงเป็นผู้มีความสุขมีอายุยืนเถิด ปณิธาน ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จเถิด สักการะที่ท่านทำในเรากับ พระสงฆ์ ก็จงมีผลไพบูลย์ยิ่งเถิด ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดา มีพระนามชื่อว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ อุบัติขึ้นในโลก พราหมณ์นี้ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดา พระองค์นั้นเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าราธะ พระนายกจักทรงแต่งตั้งท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ เราได้สดับพุทธพยากรณ์นั้นแล้วก็เป็นผู้ เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตาบำรุงพระพิชิตมารในกาลนั้นตลอด ชีวิต เพราะเราเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา ด้วยกรรมที่เราได้ทำไว้ดี แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง ได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เพราะกรรมนั้นนำไปเราจึงเป็นผู้ถึงความสุขใน ทุกภพ เมื่อถึงภพสุดท้ายเราเกิดในสกุลที่ยากจนขาดเครื่องนุ่งห่ม และอาหาร ในพระนครราชคฤห์อันอุดม ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่ ท่านพระสารีบุตรผู้คงที่ ในเวลาเราแก่เฒ่าเราอาศัยวัดอยู่ ใครๆ ไม่ ยอมบวชให้เราผู้ชราหมดกำลังเรี่ยวแรง เพราะฉะนั้นครั้งนั้น เราผู้ เป็นคนยากเข็ญจึงเป็นผู้ปราศจากผิวพรรณ เศร้าโศก พระมหามุนีผู้ ประกอบด้วยพระมหากรุณาทอดพระเนตรเห็นเข้าจึงตรัสถามเราว่าลูก ไฉนจึงเศร้าโศก จงบอกถึงโรคที่เกิดในจิตของเจ้า เราได้กราบทูล ว่าข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรข้าพระองค์ไม่ได้บวชในศาสนาของ พระองค์ ซึ่งพระองค์ตรัสดีแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงมีความ เศร้าโศก ข้าแต่พระนายก ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ ด้วยเถิด ครั้งนั้น พระมหามุนีผู้สูงสุดได้รับสั่งให้เรียกภิกษุมาประชุม พร้อมแล้วตรัสถามว่า ผู้ที่นึกถึงอธิการของพราหมณ์นี้ได้มีอยู่ จง บอกมาเวลานั้น พระสารีบุตรได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์นึกถึงอธิการ ของเขาได้อยู่ พราหมณ์ผู้นี้ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่ข้าพระองค์ผู้ กำลังเที่ยวบิณฑบาต พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ สารีบุตร เธอเป็นคนกตัญญู เธอจงยังพราหมณ์นี้ให้บวช พราหมณ์ นี้จักเป็นผู้ควรบูชา ลำดับนั้นเราได้การบรรพชาและอุปสมบทด้วย กรรมวาจา โดยเวลาไม่นานเลย เราก็ได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไป แห่งอาสวะเพราะเราเป็นผู้เพลิดเพลิน สดับพระพุทธดำรัสโดย เคารพ ฉะนั้น พระพิชิตมารจึงทรงแต่งตั้งเราว่า เป็นผู้เลิศกว่า ทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระราธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ราธเถราปทาน.
|๑๒๙.๒๙๖| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพโลกวิทู มุนิ อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ |๑๒๙.๒๙๗| โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๙.๒๙๘| อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ |๑๒๙.๒๙๙| เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ |๑๒๙.๓๐๐| รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ |๑๒๙.๓๐๑| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชต ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๙.๓๐๒| ตทาหํ หํสวติยา พฺราหฺมโณ มนฺตปารคู อุเปจฺจ ตํ นรวรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ |๑๒๙.๓๐๓| ปญฺญาเปนฺตํ มหาวีรํ ปริสาสุ วิสารทํ ปฏิภาเณยฺยกํ ภิกฺขุํ เอตทคฺเค วินายกํ ฯ |๑๒๙.๓๐๔| ตทาหํ การํ กตฺวาน สสงฺเฆ โลกนายเก นิปจฺจ สิรสา ปาเท ตณฺฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ |๑๒๙.๓๐๕| ตโต มํ ภควา อาห สิงฺคินิกฺขสมปฺปโภ สเรน รชนีเยน กิเลสมลหารินา ฯ |๑๒๙.๓๐๖| สุขี ภวสฺสุ ทีฆายุ สิชฺฌตํ ปณิธี ตว สสงฺเฆ เม กตํ การํ อตีว วิปุลํ ตยา ฯ |๑๒๙.๓๐๗| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๒๙.๓๐๘| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต ราโธติ นามเธยฺเยน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ |๑๒๙.๓๐๙| ปฏิภาเณยฺยกานคฺคํ ปญฺญาเปสฺสติ นายโก ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ ฯ |๑๒๙.๓๑๐| เมตฺตจิตฺโต ปริจรึ ยโต ปญฺญาสมาหิโต เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ฯ |๑๒๙.๓๑๑| ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ สตานํ ตีณิกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชมการยึ ฯ |๑๒๙.๓๑๒| สตานํ ปญฺจกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๑๒๙.๓๑๓| สพฺพตฺถ สุขิโต อาสึ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต คิริพฺพชปุรุตฺตเม ฯ |๑๒๙.๓๑๔| ชาโต วิปฺปกุเล นิทฺเธ วิกลจฺฉาทนาสเน กฏจฺฉุภิกฺขํ ปาทาสึ สารีปุตฺตสฺส ตาทิโน ฯ |๑๒๙.๓๑๕| ยทา ชิณฺโณ จ วุทฺโธ จ ตทารามมุปาคมึ ปพฺพาเชนฺติ น มํ เกจิ ชิณฺณํ ทุพฺพลถามกํ ฯ |๑๒๙.๓๑๖| เตน ทิโน วิวณฺณงฺโค โสโก จาสึ ตทา อหํ ทิสฺวา มหาการุณิโก มมมาห มหามุนิ ฯ |๑๒๙.๓๑๗| กิมตฺถํ ปุตฺต โสกฏฺโฏ พฺรูหิ เต จิตฺตชํ รุชํ ปพฺพชฺชํ น ลเภ วีร สฺวากฺขาเต ตว สาสเน ฯ |๑๒๙.๓๑๘| เตน โสเกน ทิโนมฺหิ สรณํ โหหิ นายก ตทา ภิกฺขู สมาเนตฺวา อปุจฺฉิ มุนิ สตฺตโม ฯ |๑๒๙.๓๑๙| อิมสฺส อธิการํ เย สรนฺตา พฺยาหรนฺตุ เต สารีปุตฺโต ตทาโวจ การมสฺส สรามหํ ฯ |๑๒๙.๓๒๐| กฏจฺฉุภิกฺขํ ทาเปสิ ปิณฺฑาย จรโต มมํ สาธุ สาธุ กตญฺญูสิ สารีปุตฺต อิมํ ตุวํ ฯ |๑๒๙.๓๒๑| ปพฺพาเชหิ ทิชํ วุฑฺฒํ เหสฺสติ ปูชนิโย อยํ ตโต อลตฺถํ ปพฺพชฺชํ กมฺมวาโจปสมฺปทํ ฯ |๑๒๙.๓๒๒| น จิเรเนว กาเลน ปาปุณึ อาสวกฺขยํ สกฺกจฺจํ มุนิโน วากฺยํ สุณามิ มุทิโต ยโต ปฏิภาเณยฺยกานคฺคํ ตโต มํ ฐปยิ ชิโน ฯ |๑๒๙.๓๒๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๙.๓๒๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๙.๓๒๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ราโธ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ราธตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ