๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก อุบลวรรณาเถริยาปทานที่ ๙ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุบลวรรณาเถรี
นวมํ อุปฺปลวณฺณาเถริยาปทานํ (๑๙)
พระอุบลวรรณาภิกษุณีถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ ถวายบังคมพระ- ยุคลบาทของพระศาสดาแล้วทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันข้าม พ้นชาติ สงสารได้แล้วบรรลุถึงอจลบท หมดสิ้นสรรพทุกข์แล้ว ขอประชุมชนผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และพวกชนที่หม่อมฉัน ได้ทำความผิดให้ จงอดโทษให้หม่อมฉันเฉพาะพระพักตร์ พระ- พิชิตมาร ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบทูลว่า เมื่อ หม่อมฉันท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ถ้ามีความผิดพลาดขอพระองค์ได้ ทรงโปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันเถิด. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบลวรรณา ผู้ทำตามคำสอนของเราท่านจงแสดงฤทธิ์ตัดความ สงสัยแห่งบริษัทสี่ในวันนี้เถิด. พระอุบลวรรณาเถรีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก มีปัญญาทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง หม่อมฉันเป็นธิดาแห่งพระองค์มีกรรมที่ทำยากมากมีกรรมที่ทำแสน ยากทำไว้แล้ว ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีจักษุหม่อมฉันมีนามว่าอุบล วรรณา เพราะมีสีกายเหมือนสีดอกอุบล เป็นธิดาแห่งพระองค์ ขอถวายบังคมพระบาทยุคล พระราหุลเถระและหม่อมฉัน เกิดใน สมภพเดียวกันมากหลายร้อยชาติ เป็นผู้มีฉันทจิตเสมอกัน มีความ เกิดร่วมสมภพร่วมชาติกัน ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลังก็มีนามเหมือน กันทั้งคู่ พระราหุลเถระผู้เป็นโอรส หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา เป็นธิดา ข้าแต่พระวีรเจ้า ขอเชิญทอดพระเนตรฤทธิ์ของหม่อมฉัน เถิด หม่อมฉันจะแสดงกำลังถวายพระศาสดา พระอุบลวรรณาเถรี เหยียดมือไปวักเอาน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ มาใส่ไว้ในฝ่ามือเหมือน เด็กลงเล่นน้ำมันที่อยู่ในฝ่ามือเหยียดฝ่ามือไปพลิกแผ่นดินแล้ว เอา มาใส่ไว้บนฝ่ามือเหมือนเด็กหนุ่มฉุดปลาเค้า ฉะนั้น เอาฝ่ามือปิด ครอบจักรวาลแล้ว ยังเม็ดฝนสีต่างๆ ให้ตกลง ณ เบื้องบนบ่อยๆ เอาแผ่นดินทำเป็นครก เอาเม็ดกรวดทำเป็นข้าวเปลือก เอาภูเขา สิเนรุทำเป็นสาก แล้วซ้อมอยู่ เหมือนเด็กหญิงซ้อมข้าว ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุหม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา เป็นธิดา แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ มีความชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย เป็นผู้ทำตามคำสอนของพระองค์ จักแผลงฤทธิ์ต่างๆ ถวายแด่ พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ประกาศนามและโคตรแล้วขอถวาย บังคมพระยุคลบาท ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความ ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิ- วาสญาณ ชำระทิพจักษุบริสุทธิ์อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุติและปฏิภาณ กว้างขวาง หมดจดตามสภาพแห่งพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมาก ที่หม่อมฉันแสดงแล้วใน พระพิชิตมารผู้ประเสริฐทั้งหลายในปางก่อน โดยความพินาศไปแห่ง มัจฉริยะที่สู้รบกันเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีผู้มี ความเพียรมาก ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อม ฉัน และบุญที่หม่อมฉันสั่งสมไว้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้าเมื่อพระองค์ทรงละเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควรอบรม พระญาณ ให้แก่กล้าอยู่ชีวิตอันสูงสุดหม่อมฉันสละแล้ว เพื่อ ประโยชน์แก่พระองค์ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ได้ประทานชีวิตแก่ หม่อมฉันหลายหมื่นโกฏิกัป แม้หม่อมฉันก็บริจาคชีวิตของหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้มีฤทธิ์มิได้มีสิ่งอะไรเปรียบ ปาน มีพระวิริยะก้าวหน้าในกาลนั้นหม่อมฉันอัศจรรย์ใจทุกอย่าง ประ นมกรอัญชลีด้วยเศียรกล้า ได้ทูลว่า กรณียกิจนี้หม่อมฉันได้ทำแล้ว ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ ครั้งนั้น หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา มีนามว่าวิมลา คณะนาคสมมติว่า เป็นผู้ดีกว่าพวกนาคกัญญามหา- นาคราชนามว่ามโหรคะ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิมนต์พระ พุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้มีเดชมาก พร้อมด้วยพระสาวก ตกแต่งมณฑปอันสำเร็จด้วยรัตนะบัลลังก์สำเร็จด้วยรัตนะ โปรย ทรายรัตนะ เครื่องอุปโภคสำเร็จด้วยรัตนะ และมรรคาก็ประดับด้วย ธงรัตนะ ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้า ประโคมด้วยดนตรีหลายชนิด พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรงแผ่ไปด้วยบริษัท ๔ ประทับ นั่งบนอาสนะอันประเสริฐในภพนาคราชมโหรคะ นาคราชได้ถวาย ข้าวน้ำ และขาทนียโภชนียาหารอย่างดีๆ มีค่ามาก แต่พระผู้มี พระภาคผู้มีบริวารมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ครั้น เสวยเสร็จ ทรงล้างบาตรด้วยดีแล้ว ได้ทรงทำกิจคือการอนุโมทนา นางนาคกัญญาผู้มีฤทธิ์มาก เห็นพระสัพพัญญู มีรัศมีเปล่งปลั่ง มี ยศมาก มีจิตเลื่อมใสมีใจเคารพในพระศาสดา ในขณะนั้น พระ- พุทธเจ้าผู้มีความเพียรมาก พระนามว่าปทุมุตระทรงทราบวาระจิต ของหม่อมฉันแล้ว ทรงแสดงภิกษุณีรูปหนึ่งด้วยฤทธิ์ ภิกษุณีนั้น คล่องแคล่ว แสดงฤทธิ์เป็นอเนก หม่อมฉันเกิดปีติปราโมทย์ได้ ทูลถามพระศาสดาว่า หม่อมฉันได้เห็นฤทธิ์ทั้งหลายที่ภิกษุณีรูปนี้ แสดงแล้ว ข้าแต่พระธีรเจ้า ภิกษุณีนั้นเป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วย ฤทธิ์เพราะเหตุไร. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสตอบว่า ภิกษุณีนั้นเป็นโอรสธิดาเกิดแต่ปากเรา มีฤทธิ์มาก ทำตาม อนุศาสนีของเรา เป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วยฤทธิ์. หม่อมฉันได้สดับพระพุทธพจน์แล้ว มีความยินดีได้ทูลว่า แม้ หม่อมฉันก็ขอเป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วยฤทธิ์ เหมือนภิกษุณีองค์นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนายก หม่อมฉันเบิกบานโสมนัสมีใจอุดมถึงที่ แล้ว ขอให้ได้เป็นเช่นภิกษุณีนี้ในอนาคตกาล หม่อมฉันตกแต่ง บัลลังก์อันงามด้วยแก้วมณีและมณฑปอันผุดผ่องแล้ว ทูลอัญเชิญ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ ให้เสวย และฉัน อิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวและน้ำ แล้วได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอกอุบลอันเป็นดอกไม้อย่างดี ที่พวกนาคเรียกกันในสมัยนั้น ว่าดอกอรุณ โดยตั้งความปรารถนาว่า ขอให้สีตัวของเราจงเป็น เช่นกับสีดอกอุบลนี้ ด้วยบุญกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้ง เจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้วมาเกิดในมนุษย์ ได้ถวายบิณฑบาต พร้อม ด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแก่พระสยัมภู ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีพระเนตรงาม มีพระญาณจักษุใน ธรรม เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นหม่อมฉันเป็นธิดาของเศรษฐีใน เมืองพาราณสีอันอุดม ได้นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายก ของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ ถวายมหาทานและบูชาพระพุทธเจ้า นั้นด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแล้ว ได้ปรารถนาให้มีผิวพรรณงาม เหมือนดอกอุบล ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มีบริวารยศมากประเสริฐกว่าพวก บัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้นนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี ในเมืองพาราณสี อันอุดมเป็นอิสระกว่าชนทั้งหลาย เป็นอุปัฏฐาก ของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่ สองของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสมณคุตตา ได้ฟังพระธรรมของ พระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ทรง อนุญาตให้พวกหม่อมฉัน เมื่อต้องอยู่ในอาคารสถาน ในครั้งนั้น พวกหม่อมฉันผู้เป็นราชกัญญา ตั้งอยู่ในความสุขมิได้เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี ราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือ นางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุณี ๑ นาง ภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสี เป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า ได้มาเป็น หม่อมฉัน เป็นพระเขมาเถรีผู้มีปัญญา เป็นพระปฏาจาราเถรี เป็น พระกิสาโคตมี เป็นพระธรรมทินนาเถรีและเป็นวิสาขาอุบาสิกาคน ที่ ๗ ด้วยบุญกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์จุติจาก นั้นแล้วมาเกิดในสกุลใหญ่ในพวกมนุษย์ ได้ถวายผ้าอย่างดีมีสี เหลือง เนื้อเกลี้ยง แก่พระอรหันต์องค์หนึ่งเคลื่อนจากอัตภาพ นั้นแล้ว ไปเกิดในสกุลพราหมณ์ในเมืองอริฏฐะ เป็นธิดาของ พราหมณ์ชื่อติริฏิวัจฉะ มีชื่อว่าอุมมาทันตีมีรูปงามเป็นที่จูงใจให้ ยินดี เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในสกุลหนึ่งซึ่งไม่มีความ ในชนบท เป็นผู้ขวนขวายเฝ้าไร่ข้าวสาลี ในครั้งนั้น หม่อมฉัน ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ได้ถวายข้าวตอกห้าร้อยดอกกับ ดอกปทุม ปรารถนาให้มีบุตร ๕๐๐ คน เมื่อมีบุตรเท่านั้นแล้ว ได้ถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ เกิดในป่าที่มีสระบัว ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้ากาสีเป็นที่ทรง สักการะโปรดปาน มีพระราชโอรสครบ ๕๐๐ องค์ เมื่อพระราชบุตร เหล่านั้นทรงเจริญวัยแล้วไปทรงเล่นน้ำ ทรงเห็นดอกบัวเข้าแล้ว ต่างก็นำมาเฉพาะองค์ละดอก หม่อมฉันนั้นไม่มีดอกบัว เพราะ พระราชบุตรเหล่านั้นเก็บเสีย ก็มีความโศก เคลื่อนจากอัตภาพนั้น แล้ว ไปเกิดในหมู่บ้านข้างภูเขาอิสิคิลิ เมื่อพวกบุตรของหม่อมฉัน รู้ธรรมของพระปัจเจกของพระพุทธเจ้าแล้ว นำยาคูไปถวาย บุตร ๘ คน ได้บวชเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไปสู่บ้านเพื่อภิกษา ใน ขณะนั้น หม่อมฉันเห็นเข้าแล้วระลึกได้ มีขีรธาราพล่านออกเพราะ ความรักบุตร หม่อมฉันมีความเลื่อมใส ได้ถวายยาคูด้วยมือของ ตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น หม่อมฉันจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปเกิดในนันทวันในภพดาวดึงส์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉัน ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ได้เสวยสุขและทุกข์และบริจาคชีวิต เพื่อประโยชน์แก่พราหมณ์ หม่อมฉันมีทุกข์ก็มาก มีสมบัติ ก็มากดังที่กราบทูลมานี้ ในภพหลังสุดที่ถึงแล้วนี้ หม่อมฉัน เกิดในสกุลเศรษฐีทรัพย์มากประกอบด้วยสุขสมบัติ มีความรุ่งเรือง ด้วยรัตนะต่างๆ มั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวงในพระนครสาวัตถีเป็นผู้ที่ ประชุมชนสักการะบูชานับถือยำเกรง ประกอบด้วยรูปสมบัติ อัน พหุชนในสกุลทั้งหลายสักการะและปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะรูปสิริ และโภคสมบัติ พวกเศรษฐีบุตรหลายร้อยต่างมุ่งหมายกัน หม่อมฉัน ละเรือนออกบวช ยังไม่ถึงกึ่งเดือนก็ได้บรรลุจตุสัจจธรรม หม่อมฉัน นิรมิตรถเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสด้วยฤทธิ์แล้ว ขอถวายบังคมพระ- ยุคลบาทของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระโลกนาถมีพระสิริ. มารกล่าวกะหม่อมฉันว่า ท่านเข้ามาสู่กอไม้ที่มีดอกแย้มบานดี ยืนอยู่โคนต้นรังผู้เดียว มิได้มีใครเป็นเพื่อน ท่านผู้โง่เขลาท่านไม่กลัวพวกนักเลงหรือ. หม่อมฉันกล่าวว่า พวกนักเลงตั้งแสนคนมาในที่นี้เหมือนกับท่าน ก็ไม่ทำให้ขนของ เราหวั่นไหว ดูกรมาร ท่านผู้เดียวจักทำอะไรเราได้. เรานี้จักหายไปเสีย หรือว่าเข้าไปในท้องท่าน ท่านจักไม่เห็นเราแม้ ยืนอยู่ที่ระหว่างคิ้วท่าน เรามีความชำนาญในจิตเจริญอิทธิบาทดีแล้ว พ้นจากสรรพกิเลสเครื่องผูกทั้งปวงแล้วดูกรมารผู้มีอายุ เรามิได้กลัว ท่าน กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว แม้ขันธ์ทั้งหลายก็ คล้ายกองไฟ ท่านกล่าวถึงความยินดีในกาม บัดนี้ เราไม่มีความ ยินดีในกาม ความเพลินในอารมณ์ทั้งปวง เรากำจัดแล้ว กองมืดเรา ทำลายแล้ว ดูกรมารผู้ลามก ท่านจงรู้อย่างนี้ ท่านจงหายไปเถิด พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในหมู่บริษัทว่า อุบลวรรณา ภิกษุณีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีที่มีฤทธิ์ ดิฉันบำรุงพระบรมศาสดา แล้ว ทำพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพหมดแล้ว ดิฉัน บรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตร ทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว พวกทายกน้อมเข้า มาซึ่งจีวร บิณฑบาตเสนาสนะและเภสัชปัจจัย โดยขณะหนึ่งมาก หลายพัน. ทราบว่า ท่านพระอุบลวรรณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบอุบลวรรณาเถริยาปทาน.
|๑๕๙.๓๘๒| ภิกฺขุนี อุปฺปลวณฺณา อิทฺธิยา ปารมึ คตา วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท อิมํ วจนมพฺรวิ ฯ |๑๕๙.๓๘๓| นิติณฺณา ชาติสํสารํ ปตฺตาหํ อจลํ ปทํ สพฺพทุกฺขํ มยา ขีณํ อาโรเจมิ มหามุนิ ฯ |๑๕๙.๓๘๔| ยาวตา ปริสา อตฺถิ ปสนฺนา ชินสาสเน เยสญฺจ เมปราโธตฺถิ ขมนฺตุ ชินสมฺมุขา ฯ |๑๕๙.๓๘๕| สํสาเร สํสรนฺตา เม ขลิตํ เม สเจ ภเว อาโรเจมิ มหาวีร อปราธํ ขมสฺสุ เม ฯ |๑๕๙.๓๘๖| อิทฺธิญฺจาปิ นิทสฺเสหิ มม สาสนการิเก จตสฺโส ปริสา อชฺช กงฺขํ ฉินฺทาหิ ยาวตา ฯ |๑๕๙.๓๘๗| ธีตา ตุยฺหํ มหาวีร ปญฺญวนฺต ชุตินฺธร พหุญฺจ ทุกฺกรํ กมฺมํ กตํ เม อติทุกฺกรํ ฯ |๑๕๙.๓๘๘| อุปฺปลสฺเสว เม วณฺโณ นาเมนุปฺปลนามิกา สา ธีตา เต มหาวีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุมา ฯ |๑๕๙.๓๘๙| ราหุโล จ อหญฺเจว เนกชาติสเต พหู เอกสฺมึ สมฺภเว ชาตา สมานฉนฺทเจตสา ฯ |๑๕๙.๓๙๐| นิพฺพตฺติ เอกโต โหติ ชาติยา จาปิ เอกโต ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อุภโย นามสมฺภวา ฯ |๑๕๙.๓๙๑| ปุตฺโต จ ราหุโล นาม ธีตา อุปฺปลสวฺหยา ปสฺส วีร มม อิทฺธึ พลํ ทสฺเสมิ สตฺถุโน ฯ |๑๕๙.๓๙๒| มหาสมุทฺเท จตุโร ปกฺขิปิ หตฺถปาณิยํ เตลํ หตฺถคตญฺเจว ขิฑฺโฑ โกมารโก ยถา ฯ |๑๕๙.๓๙๓| อุพฺพตฺตยิตฺวา ปฐวึ ปกฺขิปิ หตฺถปาณิยํ จิตฺตมุญฺชํ ยถา นาม ลุญฺจิ โกมารโก ยุวา ฯ |๑๕๙.๓๙๔| จกฺกวาฬสมํ ปาณึ ฉาทยิตฺวาน มตฺถเก วสฺสาเปตฺวาน ผุสิตํ นานาวณฺณํ ปุนปฺปุนํ ฯ |๑๕๙.๓๙๕| ภูมึ อุทุกฺขลํ กตฺวา ธญฺญํ กตฺวาน สกฺขรํ สิเนรุํ มุสลํ กตฺวา มทฺทิ โกมาริกา ยถา ฯ |๑๕๙.๓๙๖| ธีตาหํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส นาเมนุปฺปลสวฺหยา อภิญฺญาสุ วสีภูตา ตว สาสนการิกา ฯ |๑๕๙.๓๙๗| นานาวิกุพฺพนํ กตฺวา ทสฺเสตฺวา โลกนายกํ นามโคตฺตํ ปกาเสตฺวา ปาเท วนฺทามิ จกฺขุมา ฯ |๑๕๙.๓๙๘| อิทฺธิยา จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ |๑๕๙.๓๙๙| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๑๕๙.๔๐๐| อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ ญาณํ เม วิปุลํ สุทฺธ สภาเวน มเหสิโน ฯ |๑๕๙.๔๐๑| ปุริมานํ ชินคฺคานํ สงฺคามนฺเตน ทสฺสิตํ อธิการํ พหุ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ ฯ |๑๕๙.๔๐๒| ยํ มยา ปุริมํ กมฺมํ กุสลํ สร เม มุนิ ตวตฺถาย มหาวีร ปุญฺญํ อุปจิตํ มยา ฯ |๑๕๙.๔๐๓| อภพฺพฏฺฐาเน วชฺเชตฺวา ปริปาเจนฺโต อนาจารํ ตวตฺถาย มหาวีร จตฺตํ เม ชีวิตุตฺตมํ ฯ |๑๕๙.๔๐๔| ทสโกฏิสหสฺสานิ อทาสิ มม ชีวิตํ ปริจตฺตา จ เม โหมิ ตวตฺถาย มหามุนิ ฯ |๑๕๙.๔๐๕| ตทาติวิมฺหิตา สพฺพา สิรสาว กตญฺชลี อโวจยฺเย กตํ อาสิ อตุลิทฺธิ ปรกฺกมา ฯ |๑๕๙.๔๐๖| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป นาคกญฺญา อหํ ตทา วิมลา นาม นาเมน กญฺญานํ สาธุสมฺมตา ฯ |๑๕๙.๔๐๗| มโหรโค มหานาโค ปสนฺโน ชินสาสเน ปทุมุตฺตรํ มหาเตชํ นิมนฺเตสิ สสาวกํ ฯ |๑๕๙.๔๐๘| รตนมยญฺจ มณฺฑปํ ปลฺลงฺกํ รตนามยํ รตนวาลุกากิณฺณํ อุปโภคํ รตนามยํ ฯ |๑๕๙.๔๐๙| มคฺคญฺจ ปฏิยาเทสิ รตนธชภูสิตํ ปจฺจุคฺคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ วชฺชนฺโต ตุริเยหิ โส ฯ |๑๕๙.๔๑๐| ปริสาหิ จ จตูหิ ผรเต โลกนายโก มโหรคสฺส ภวเน นิสีทิ ปรมาสเน ฯ |๑๕๙.๔๑๑| อนฺนปานํ ขาทนียํ โภชนญฺจ มหารหํ วรํ วรญฺจ ปาทาสิ นาคราชา มหายสํ ฯ |๑๕๙.๔๑๒| ภุญฺชิตฺวาน ส สมฺพุทฺโธ ปตฺเต โธวิตฺว โยนิโส อนุโมทนิยํกาสิ นาคกญฺญา มหิทฺธิกา ฯ |๑๕๙.๔๑๓| สพฺพญฺญุํ ผุลฺลิตํ ทิสฺวา นาคกญฺญา มหายสํ ปสนฺนํ สตฺถุโน จิตฺตํ สุนิวทฺธญฺจ มานสํ ฯ |๑๕๙.๔๑๔| มมญฺจ จิตฺตมญฺญาย ชลชุตฺตมนามโก ตสฺมึ ขเณ มหาวีโร ภิกฺขุนึ ทสฺสยิทฺธิยา ฯ |๑๕๙.๔๑๕| อิทฺธี อเนกา ทสฺเสสิ ภิกฺขุนี สา วิสารทา ปโมทิตา เวทชาตา สตฺถารํ เอตทพฺรวึ ฯ |๑๕๙.๔๑๖| อทฺทสาหํ อิมา อิทฺธี สุมิตา อิตรายปิ กถํ อโหสิ สา ธีร อิทฺธิยา สุวิสารทา ฯ |๑๕๙.๔๑๗| โอรสามุขโต ชาตา ธีตา มม มหิทฺธิกา มมานุสาสนีการา อิทฺธิยา สุวิสารทา ฯ |๑๕๙.๔๑๘| พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา ตุฏฺฐา เอวํ อโวจหํ อหํปิ ตาทิสา โหมิ อิทฺธิยา สุวิสารทา ฯ |๑๕๙.๔๑๙| ปโมทิตาหํ สุมนา ปตฺตอุตฺตมมานสา อนาคตมฺหิ อทฺธาเน อีทิสา โหมิ นายก ฯ |๑๕๙.๔๒๐| มณิมยญฺจ ปลฺลงฺกํ มณฺฑปญฺจ ปภสฺสรํ อนฺนปาเนน ตปฺเปตฺวา สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ |๑๕๙.๔๒๑| นาคานํ ปวรํ ปุปฺผํ อรุณํ นาม อุปฺปลํ วณฺณํ เม อีทิสํ โหตุ ปูเชสึ โลกนายกํ ฯ |๑๕๙.๔๒๒| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๕๙.๔๒๓| ตโต จุตาหํ มนุเช อุปปนฺนา สยมฺภุโน อุปฺปเลหิ ปฏิจฺฉนฺนํ ปิณฺฑปาตมทาสหํ ฯ |๑๕๙.๔๒๔| เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ |๑๕๙.๔๒๕| เสฏฺฐิธีตา ตทา หุตฺวา พาราณสิปุรุตฺตเม นิมนฺเตตฺวาน สมฺพุทฺธํ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ |๑๕๙.๔๒๖| มหาทานํ ททิตฺวาน อุปฺปเลหิ วินายกํ ปูชยิตฺวา จ เตเหว วณฺณโสภํ อปตฺถยึ ฯ |๑๕๙.๔๒๗| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๕๙.๔๒๘| อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ |๑๕๙.๔๒๙| ตสฺสาสึ ทุติยา ธีตา สมณีคุตฺตสวฺหยา ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ |๑๕๙.๔๓๐| อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ วีสํ วสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ |๑๕๙.๔๓๑| โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเขฏฺฐิตา พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ |๑๕๙.๔๓๒| สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ |๑๕๙.๔๓๓| อหํ เขมา จ สปฺปญฺญา ปฏาจารา จ กุณฺฑลา กิสาโคตมี ธมฺมทินฺนา วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ |๑๕๙.๔๓๔| เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๕๙.๔๓๕| ตโต จุตา มนุสฺเสสุ อุปปนฺนา มหากุเล ปีตมฏฺฐวรํ ทุสฺสํ อทํ อรหโต อหํ ฯ |๑๕๙.๔๓๖| ตโต จุตา อริฏฺฐปุเร ชาตา วิปฺปกุเล อหํ ธีตา ติริฏิวจฺฉสฺส อุมฺมาทนฺตี มโนหรา ฯ |๑๕๙.๔๓๗| ตโต จุตา ชนปเท กุเล อญฺญตเร อหํ ปสุตา นาติผีตมฺหิ สาลึ โคเปมหนฺตทา ฯ |๑๕๙.๔๓๘| ทิสฺวา ปจฺเจกสมฺพุทฺธํ ปญฺจลาชสตานหํ ทตฺวา ปทุมฉนฺนานิ ปญฺจ ปุตฺตสตานิปิ ฯ |๑๕๙.๔๓๙| ปตฺถยึ เตสุ ปุตฺเตสุ มธุํ ทตฺวา สยมฺภุโน ตโต จุตา อรญฺเญหํ อชายึ ปทุโมทเร ฯ |๑๕๙.๔๔๐| กาสิรญฺโญ มเหสีหํ หุตฺวา สกฺกตปูชิตา อชนึ ราชปุตฺตานํ อนูนํ สตปญฺจกํ ฯ |๑๕๙.๔๔๑| ยทา เต โยพฺพนปฺปตฺตา กีฬนฺตา ชลกีฬิตํ ทิสฺวาน โอปตฺตปทุมํ อาสุํ ปจฺเจกนายกา ฯ |๑๕๙.๔๔๒| สาหํ เตหิ วินาภูตา สุตวเรหิ โสกินี จุตา อิสิคิลิปสฺเส คามกมฺหิ อชายิหํ ฯ |๑๕๙.๔๔๓| ยทา พุทฺธาสุตมติ สุตานํ อตฺตโนปิจ ยาคุํ อาทาย คจฺฉนฺติ อฏฺฐ ปจฺเจกนายเก ฯ |๑๕๙.๔๔๔| ภิกฺขาย คามํ คจฺฉนฺเต ทิสฺวา ปุตฺเต อนุสฺสรึ ขีรธารา วินิคฺคญฺฉิ ตทา เม ปุตฺตเปมสา ฯ |๑๕๙.๔๔๕| ตโต เตสํ อทํ ยาคุํ ปสนฺนา เสหิ ปาณิภิ ตโต จุตาหํ ติทสํ นนฺทนํ อุปปชฺชหํ ฯ |๑๕๙.๔๔๖| อนุโภตฺวา สุขทุกฺขํ สํสริตฺวา ภวาภเว ตวตฺถาย มหาวีร ปริจฺจตฺตญฺจ ชีวิตํ ฯ |๑๕๙.๔๔๗| เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺตี จ พหูวิธา ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ชาตา สาวตฺถิยํ ปุเร ฯ |๑๕๙.๔๔๘| มหทฺธเน เสฏฺฐิกุเล สุขิเต สชฺชิเต ตถา นานารตนปชฺโชเต สพฺพกามสมิทฺธเน ฯ |๑๕๙.๔๔๙| สกฺกตปูชิตา เจว มานิตาปจิตา ตถา รูปสิรึ อนุปฺปตฺตา กุเลสุ อติสกฺกตา ฯ |๑๕๙.๔๕๐| อตีว ปตฺถิตา จาสึ รูปโภคสิรีหิ จ ปตฺถิตา เสฏฺฐิปุตฺเตหิ อเนเกหิ สเตหิ จ ฯ |๑๕๙.๔๕๑| อคารํ ปชหิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต จตุสจฺจํ อปาปุณึ ฯ |๑๕๙.๔๕๒| อิทฺธิยา อภินิมฺมิตฺวา จตุรสฺสํ รถํ อหํ พุทฺธสฺส ปาเท อวนฺทึ โลกนาถสิริมโต ฯ |๑๕๙.๔๕๓| สุปุปฺผิตคฺคํ อุปคมฺม ปาทปํ เอกา ตุวํ ติฏฺฐสิ สาลมูเล น จาปิ ตุยฺหํ ทุติยตฺถิ โกจิ พาเล น ตฺวํ ภายสิ ธุตฺตกานํ ฯ |๑๕๙.๔๕๔| สตํ สหสฺสานิปิ ธุตฺตกานํ อิธาคตา เอทิสกา ภเวยฺยุํ โลมํ น อิญฺเช นปิ สมฺปเวเธ กึ เม ตุวํ มาร กริสฺสเสโก ฯ |๑๕๙.๔๕๕| เอสา อนฺตรธายามิ กุจฺฉึ วา ปวิสามิ เต ภมุกนฺตริกายมฺปิ ติฏฺฐนฺตึ มํ น ทกฺขสิ ฯ |๑๕๙.๔๕๖| จิตฺตมฺหิ วสิภูตาหํ อิทฺธิปาทา สุวิภาวิตา สพฺพพนฺธนมุตฺตามฺหิ น ตํ ภายามิ อาวุโส ฯ |๑๕๙.๔๕๗| สตฺติสูลูปมา กามา ขนฺธาปิ อธิกุณฺฑรา ยตฺถ กามรตึ พฺรูสิ อรติ ทานิ สา มม ฯ |๑๕๙.๔๕๘| สพฺพตฺถ วิหตา นนฺทิ ตโมกฺขนฺธา ปทาลิตา เอวํ ชานาหิ ปาปิม นิหโต ตฺวมสิ อนฺตก ฯ |๑๕๙.๔๕๙| ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ เสฏฺฐา อิทฺธิมตีนนฺติ ปริสาสุ วินายโก ฯ |๑๕๙.๔๖๐| ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ โอหิโต คุรุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ |๑๕๙.๔๖๑| ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๑๕๙.๔๖๒| จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ ขเณน อุปนาเมนฺติ สหสฺสานิ สมนฺตโต ฯ |๑๕๙.๔๖๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๕๙.๔๖๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๕๙.๔๖๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อุปฺปลวณฺณา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปฺปลวณฺณาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ