๓. อุปลทายิกาเถริยาปทาน
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก อุปลทายิกาเถริยาปทานที่ ๓ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุปลทายิกาเถรี
ตติยํ อุปฺปลทายิกาเถริยาปทานํ (๓๓)
พระเถรีกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่าอรุณ ครองราชสมบัติในพระนคร อรุณวดี หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ บอกบุคคลบางคนว่า หม่อมฉันนั่งอยู่ในที่ลับคิดอย่างนี้ว่า กุศลที่เราจะเอาไปที่เราทำไว้ไม่ มีเลย เราจะต้องไปสู่นรกอันมีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้ายแรง แสนทารุณเป็นแน่ในเรื่องนี้เราไม่มีความสงสัยเลย ครั้นหม่อมฉัน คิดอย่างนี้แล้ว ยังใจให้ร่าเริงเข้าไปเฝ้าพระราชสวามีแล้ว กราบทูล ว่า ข้าแต่พระขัตติยาธิบดีผู้ประเสริฐ หม่อมฉันเป็นสตรี จะไม่ เคยเป็นบุรุษมิได้มี ขอพระองค์ได้โปรดประทานสมณะองค์หนึ่งแก่ หม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจักนิมนต์ท่านให้ฉัน ครั้งนั้นพระราชาได้ ประทานสมณะองค์หนึ่งผู้อบรมอินทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉัน มีใจยินดีรับบาตรของท่านมาแล้ว เอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จน เต็ม ครั้นแล้วได้ถวายผ้าผืนใหญ่ให้ท่านครอง แล้วได้ถวายบาตร นั้น พร้อมด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอมและน้ำมันเครื่องไล้ทาอย่างดี ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปภพดาวดึงส์ ได้ครองตำแหน่ง พระมเหสีแห่งเทวราชหนึ่งพันองค์ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่ง พระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และครองตำแหน่งพระมเหสีแห่ง พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้ ทั้งได้ศุภผลอื่น มีอย่างต่างๆ มากมายซึ่งเป็นผลกรรมแห่งบิณฑบาตในคราวนั้น หม่อมฉันมีสีกายเหมือนดอกบัว เป็นหญิงมีรูปงาม น่าดู น่าชม ถึงพร้อมด้วยองค์สมบัติทั้งปวงเป็นอภิชาตสตรี ทรงไว้ซึ่งความ เปล่งปลั่งในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิดในศากิยสกุล เป็น ธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธนมหาราช เป็นหัวหน้าแห่งนารีหนึ่งพันเบื่อ หน่ายในอาคารสถาน จึงออกบวชเป็นภิกษุณีถึงราตรีที่ ๗ ก็ได้บรรลุ จตุราริยสัจ หม่อมฉันไม่สามารถจะประมาณจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัย ที่ทายกทายิกานำมาถวายได้ นี้เป็น ผลแห่งบิณฑบาต ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึงทรง ระลึกถึงกุศลกรรมครั้งก่อนของหม่อมฉัน หม่อมฉันสละวัตถุทาน เป็นอันมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ หม่อมฉัน ได้ถวายทานใดในครั้งนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น หม่อมฉันไม่รู้สึก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน หม่อมฉันรู้จักคติสอง คือ เทวดา หรือมนุษย์ มิได้รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน รู้จักแต่สกุลสูงซึ่งเป็นสกุลมหาศาลมีทรัพย์มาก มิได้รู้จักสกุลอื่น นี่เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภคน้อยภพ ใหญ่ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่ไม่พอใจเลย นี้ เป็นผลแห่งโสมนัส ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความ ชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญใน เจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหา- วีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิญาณเกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธ- ศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า พระอุปลทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล. จบอุปลทายิกาเถริยาปทาน.
|๑๗๓.๕๖| นคเร อรุณวติยา อรุโณ นาม ขตฺติโย ตสฺส รญฺโญ อหํ ภริยา เอกจฺจํ วาทยามหํ ฯ |๑๗๓.๕๗| รโหคตา นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา กุสลํ เม กตํ นตฺถิ อาทาย คมิยํ มม ฯ |๑๗๓.๕๘| มหาภิตาปํ กฏุกํ โฆรรูปํ สุทารุณํ นิรยํ นูน คจฺฉามิ เอตฺถ เม นตฺถิ สํสโย ฯ |๑๗๓.๕๙| เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน ปหํเสตฺวาน มานสํ ราชานํ อุปคนฺตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๑๗๓.๖๐| อิตฺถี นาม มยํ เทว ปุริสา น ภวาม โน เอกํ เม สมณํ เทหิ โภชยิสฺสามิ ขตฺติย ฯ |๑๗๓.๖๑| อทาสิ เม ตทา ราชา สมณํ ภาวิตินฺทฺริยํ ตสฺส ปตฺตํ คเหตฺวาน ปรมนฺเนน ปูรยึ ฯ |๑๗๓.๖๒| ปูเรตฺวา ปรมํ อนฺนํ สห สุคนฺธเลปนํ มหาเจเลน ฉาเทตฺวา อทาสึ ตุฏฺฐมานสา ฯ |๑๗๓.๖๓| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๗๓.๖๔| สหสฺสเทวราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ สหสฺสจกฺกวตฺตีนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ |๑๗๓.๖๕| ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ นานาวิธํ พหุํ อญฺญํ ตสฺส กมฺมผลํ ตโต ฯ |๑๗๓.๖๖| อุปฺปลสฺเสว เม วณฺโณ อภิรูปา สุทสฺสนา อิตฺถี สพฺพงฺคสมฺปนฺนา อภิชาตา ชุตินฺธรา ฯ |๑๗๓.๖๗| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อชายึ สากิเย กุเล นารีสหสฺสปาโมกฺขา สุทฺโธทนสุตสฺสหํ ฯ |๑๗๓.๖๘| นิพฺพินฺทิตฺวา อคาเรหํ ปพฺพชึ อนคาริยํ สตฺตมีรตฺติมปฺปตฺตา จตุสจฺจํ อปาปุณึ ฯ |๑๗๓.๖๙| จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ ปริเมตุํ น สกฺโกมิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗๓.๗๐| ยํ มยฺหํ ปุริมํ กมฺมํ กุสลํ สรเส มุนิ ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปริจตฺตํ พหุํ มยา ฯ |๑๗๓.๗๑| เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗๓.๗๒| ทุเว คตี ปชานามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ อญฺญํ คตึ น ชานามิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗๓.๗๓| อุจฺเจ กุเล ปชานามิ มหาสาเล มหทฺธเน อญฺเญ กุเล น ชานามิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗๓.๗๔| ภวาภเว สํสริตฺวา สุกฺกมูเลน โจทิตา อมนาปํ น ปสฺสามิ โสมนสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๗๓.๗๕| อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุนิ ฯ |๑๗๓.๗๖| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๑๗๓.๗๗| อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ ญาณํ มม มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ |๑๗๓.๗๘| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๗๓.๗๙| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๗๓.๘๐| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อุปฺปลทายิกา ภิกฺขุนี ภควโต สมฺมุขา อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปฺปลทายิกาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ