๑. สีลวนาคจริยา
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สีลวนาคจริยาที่ ๑ ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาช้างสีลวนาค
เตจตฺตาฬีโส สกึสมฺมชฺชกวคฺโค ปฐมํ สกึสมฺมชฺชกตฺเถราปทานํ (๔๒๑)
ในกาลเมื่อเราเป็นกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ในป่าหิมพานต์ ในกาลนั้น ในพื้นแผ่นดินนี้ ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยศีลคุณของเรา พรานป่า พบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระราชา ผู้ใหญ่ ช้างมงคลอันสมควรเป็นพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่ อัน การจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตลุงและการขุดหลุมลวง ก็ ไม่ต้องในขณะที่จับเข้าที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เอง พระเจ้าข้า ฝ่ายพระราชาได้ทรงฟังคำของพรานป่านั้นแล้วทรงดี พระทัย ทรงส่งไปซึ่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว ควาญช้างนั้นไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเหง้าบัวอยู่ในสระบัวหลวง เพื่อต้องการเลี้ยงมารดาควาญช้างรู้ศีลคุณของเรา พิจารณาดูลักษณะ แล้วกล่าวว่า มานี่แน่ะลูกแล้วได้จับเข้าที่งวงของเรา ในกาลนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปรกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้น เสมอเหมือนกับกำลังของช้างหลายพัน ถ้าเราโกรธแก่ควาญช้าง เหล่านั้นผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเราเราพึงสามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้น ได้แม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสา ตลุงเราก็ไม่ทำจิตโกรธเคือง เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ ถ้าเขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เรา ก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลยเพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด ฉะนี้แล. จบสีลวนาคจริยาที่ ๑
|๑๑.๑| วิปสฺสิโน ภควโต ปาฏลึ โพธิมุตฺตมํ ทิสฺวาว ตํ ปาทปคฺคํ ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยึ ฯ |๑๑.๒| สมฺมชฺชนึ คเหตฺวาน โพธึ สมฺมชฺชิ ตาวเท สมฺมชฺชิตฺวาน ตํ โพธึ อวนฺทึ ปาฏลึ อหํ ฯ |๑๑.๓| ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สิเร กตฺวาน อญฺชลึ นมสฺสมาโน ตํ โพธึ คญฺฉึ ปฏิกุฏึ อหํ ฯ |๑๑.๔| จาริมคฺเคน คจฺฉามิ สรนฺโต โพธิมุตฺตมํ อชคโร มํ ปีเฬติ โฆรรูโป มหพฺพโล ฯ |๑๑.๕| อาสนฺเน เม กตํ กมฺมํ ผเลน โตสยี มมํ กเลวรํ เม คิลติ เทวโลเก รมามหํ ฯ |๑๑.๖| อนาวิลํ มม จิตฺตํ วิสุทฺธํ ปณฺฑรํ สทา โสกสลฺลํ น ชานามิ จิตฺตสนฺตาปนํ มม ฯ |๑๑.๗| กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส จ อปมาโร วิตจฺฉิกา ททฺทุ กณฺฑุ จ เม นตฺถิ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ |๑๑.๘| โสโก จ ปริฬาโห จ หทเย เม น วิชฺชติ อภนฺตํ อุชุกํ จิตฺตํ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ |๑๑.๙| สมาธึ ปุน ปชฺชามิ วิสุทฺธํ โหติ มานสํ ยํ ยํ สมาธึ อิจฺฉามิ โส โส สมฺปชฺชเต มม ฯ |๑๑.๑๐| รชนีเย น รชฺชามิ อโถ โทสนิเยสุ จ โมหนีเย น มุยฺหามิ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ |๑๑.๑๑| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ |๑๑.๑๒| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๑.๑๓| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๑.๑๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สกึสมฺมชฺชโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สกึสมฺมชฺชกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ