๓. ติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ติณสูลกฉาทนิยเถราปทานที่ ๓ ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิซ้อนเป็นพุทธบูชา
ตติยํ ติณสูลกฉาทนิยตฺเถราปทานํ (๔๑๓)
ครั้งนั้น เราได้พิจารณาถึงความเกิด ความแก่ และความตาย ผู้เดียว ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต เราเที่ยวไปโดยลำดับได้ไปถึงฝั่งแม่น้ำ คงคา ได้เห็นพื้นแผ่นดินที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น เรียบราบ สม่ำเสมอ จึงได้สร้างอาศรมขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น อยู่ในอาศรมของเรา ที่จง กรมซึ่งประกอบด้วยหมู่นกนานาชนิด เราได้ทำไว้อย่างสวยงาม สัตว์ทั้งหลายอยู่ใกล้เรา และส่งเสียงน่ารื่นรมย์ เรารื่นรมย์อยู่กับ สัตว์เหล่านั้น อยู่ในอาศรม ที่ใกล้อาศรมของเรามีมฤคราชสี่เท้าออก จากที่อยู่แล้ว มันคำรามเหมือนอสนีบาต ก็เมื่อมฤคราชคำราม เรา เกิดความร่าเริง เราค้นหามฤคราชอยู่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำโชค ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของโลกพระนามว่าติสสะ ผู้ ประเสริฐกว่าเทวดาแล้ว เป็นผู้ร่าเริง มีจิตบันเทิง เอาดอกกากะทิง บูชาพระองค์ ได้ชมเชยพระผู้นำโลก ผู้เด่นเหมือนพระอาทิตย์ บาน เหมือนไม้พระยารัง รุ่งโรจน์เหมือนดาวประกายพฤกษ์ว่า พระองค์ ผู้สัพพัญญู ทำข้าพระองค์พร้อมทั้งเทพยดาให้สว่าง ด้วยพระญาณ ของพระองค์ บุคคลทำให้พระองค์โปรดปรานแล้ว ย่อมพ้นจากชาติ ได้ เพราะไม่ได้เฝ้าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้เห็นธรรมทั้งปวง สัตว์ ทั้งหลายที่ถูกราคะและโทสะทับถม จึงพากันตกนรกอเวจี เพราะ อาศัยการได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้สัพพัญญูนายกของโลก สัตว์ทั้งปวงจึง หลุดพ้นจากภพ ย่อมถูกต้องอมตบทเมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระ ปัญญาจักษุ เปล่งรัศมี อุบัติขึ้น เมื่อนั้นพระองค์ทรงเผากิเลสแล้ว ทรงแสดงแสงสว่าง เราได้กล่าวสดุดีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกแล้ว เป็นผู้ร่าเริง มีจิตบันเทิง เอาดอกมะลิซ้อนบูชาพระองค์ พระพุทธเจ้า พระนามว่าติสสะ ผู้ นำชั้นเลิศของโลก ทรงทราบความดำริของเรา ประทับนั่งบนอาสนะ ของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใส ได้เอาดอกไม้บังเราด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ ผลแห่งกรรมนั้น เป็นผลแห่งการ บูชาด้วยดอกไม้ ก็บุรุษที่ได้เอาดอกไม้บังเราทั้งเย็นและเช้า เป็นผู้ ประกอบด้วยบุญกรรม จักปรากฏต่อไปข้างหน้า เขาปรารถนาสิ่ง ใดๆ สิ่งนั้นๆ จักปรากฏตามความประสงค์ เขาทำความดำริชอบให้ บริบูรณ์แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เขาเผากิเลส มีสติ สัมปชัญญะ นั่งบนอาสนะเดียว บรรลุอรหัตได้ เราเมื่อเดิน ยืน นั่ง หรือนอน ย่อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดอยู่ทุกขณะ ความพร่องในปัจจัยนั้นๆ คือ จีวร บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง และ คิลานปัจจัย มิได้มีแก่เรา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา บัดนี้ เราบรรลุ อมตบทอันสงบระงับ เป็นธรรมยอดเยี่ยม กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ พุทธเจ้าอันใด ด้วยการบูชานั้น เราจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระติณสูลกฉาทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ติณสูลกฉานิยเถราปทาน.
|๓.๗๙| ชาติชรญฺจ มรณํ ปจฺจเวกฺขึ อหํ ตทา เอกโก อภินิกฺขมฺม ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๓.๘๐| จรมาโน อนุปุพฺเพน คงฺคาตีรํ อุปาคมึ ตตฺถทฺทสาสึ ปฐวึ คงฺคาตีเร สปุณฺณกํ ฯ |๓.๘๑| อสฺสมํ ตตฺถ มาเปตฺวา วสามิ มม อสฺสเม สุกฺกโต จงฺกโม มยฺหํ นานาทิชคณายุโต ฯ |๓.๘๒| มมํ อุเปนฺติ จ สตฺตา กุชฺชนฺติ จ มโนหรํ รมฺมมาโน สห เตหิ วสามิ อสฺสเม อหํ ฯ |๓.๘๓| มม อสฺสมสามนฺตา มิคราชา จตุกฺกโม อาสยา อภินิกฺขมฺม คชฺชิ โส อสนี วิย ฯ |๓.๘๔| นทิเต มิคราเช จ หาโส เม อุปปชฺชถ มิคราชํ คเวสนฺโต อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ |๓.๘๕| ทิสฺวานาหํ เทวเทวํ ติสฺสํ โลกคฺคนายกํ หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ปูชยึ นาคเกสรํ ฯ |๓.๘๖| อุคฺคจฺฉนฺตํว สุริยํ สาลราชํว ปุปฺผิตํ โอสธีว วิโรจนฺตํ สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ |๓.๘๗| ตว ญาเณน สพฺพญฺญุ โชเตสิ มํ สเทวกํ ตุวํ อาราธยิตฺวาน ชาติยา ปริมุจฺจเร ฯ |๓.๘๘| อทสฺสเนน สพฺพญฺญู พุทฺธานํ สพฺพทสฺสินํ ปตนฺติวีจินิรยํ ราคโทเสหิ โอตฺถฏา ฯ |๓.๘๙| ตว ทสฺสนมาคมฺม สพฺพญฺญุโลกนายกํ ปมุจฺจนฺติ ภวา สพฺเพ ผุสนฺติ อมตํปทํ ฯ |๓.๙๐| ยทา พุทฺธา จกฺขุมนฺโต อุปฺปชฺชนฺติ ปภงฺกรา กิเลเส ฌาปยิตฺวาน อาโลกํ ทสฺสยนฺติ เต ฯ |๓.๙๑| กิตฺตยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ ติสฺสํ โลกคฺคนายกํ หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ติณสูลํ อปูชยึ ฯ |๓.๙๒| มม สงฺกปฺปมญฺญาย ติสฺโส โลกคฺคนายโก สกาสเน นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๓.๙๓| โย มํ ปุปฺเผหิ ฉาเทสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓.๙๔| ปญฺจวีสติกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ กริสฺสติ ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๓.๙๕| ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ตสฺส กมฺมสฺส นิสฺสนฺโท ปุปฺผานํ ปูชนาย โส ฯ |๓.๙๖| สายํ ปาโต จ ยํ โปโส ปุปฺเผหิ มํ อฉาทยิ ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต ปุรโต ปาตุภวิสฺสติ ฯ |๓.๙๗| ยํ ยํ อิจฺฉติ กาเมหิ ตํ ตํ ปาตุภวิสฺสติ สงฺกปฺปํ ปริปูเรตฺวา นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ |๓.๙๘| กิเลเส ฌาปยิตฺวาน สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณิ ฯ |๓.๙๙| จงฺกมนฺโต นิปชฺชนฺโต นิสินฺโน อถวา ฐิโต พุทฺธเสฏฺฐํ สริตฺวาน วิหรามิ อหํ ตทา ฯ |๓.๑๐๐| จีวเร ปิณฺฑปาเต จ ปจฺจเย สยนาสเน ตตฺถ เม อูนตา นตฺถิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๑๐๑| โส ทานิ ปตฺโต อมตํ สนฺตํ ปทมนุตฺตรํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓.๑๐๒| เทฺวนวุเต อิโต กปฺเป ยํ พุทฺธมภิปูชยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๑๐๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓.๑๐๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓.๑๐๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ติณสูลกฉาทนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ติณสูลกฉาทนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ