ฉักกนิเทศ
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ฉักกนิเทศ
ในฉักกมาติกาเหล่านั้น วิวาทมูล ๖ เป็นไฉน ความโกรธ ความหลบหลู่คุณท่าน ความริษยา ความโอ้อวด ความ ปรารถนาลามก ความยึดถือแต่ความเห็นของตน เหล่านี้เรียกว่า วิวาทมูล ๖
ตตฺถ กตมานิ ฉ วิวาทมูลานิ โกโธ มกฺโข อิสฺสา สาเถยฺยํ ปาปิจฺฉตา สนฺทิฏฺฐิปรามาสิตา อิมานิ ฉ วิวาทมูลานิ ฯ
ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต อันอิง อาศัยกามคุณ ในรูปที่น่าชอบใจ ฯลฯ ในเสียงที่น่าชอบใจ ฯลฯ ในกลิ่นที่ น่าชอบใจ ฯลฯ ในรสที่น่าชอบใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะที่น่าชอบใจ ความ กำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันอิงอาศัยกามคุณ ใน ธรรมารมณ์ที่น่าชอบใจ เหล่านี้เรียกว่า ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖
ตตฺถ กตเม ฉ ฉนฺทราคา เคหสิตา ธมฺมา มนาปิเกสุ รูเปสุ เคหสิโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค มนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อิเม ฉ ฉนฺทราคา เคหสิตา ธมฺมา ฯ
วิโรธวัตถุ ๖ เป็นไฉน ความอาฆาต ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ฯลฯ ความดุร้าย ความ ปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต ในรูปที่ไม่น่าชอบใจ ฯลฯ ในเสียงที่ไม่น่า ชอบใจ ฯลฯ ในกลิ่นที่ไม่น่าชอบใจ ฯลฯ ในรสที่ไม่น่าชอบใจ ฯลฯ ใน โผฏฐัพพะที่ไม่น่าชอบใจ ความอาฆาต ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ฯลฯ ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต ในธรรมารมณ์ที่ไม่น่า ชอบใจ เหล่านี้เรียกว่า วิโรธวัตถุ
ตตฺถ กตมานิ ฉ วิโรธวตฺถูนิ อมนาปิเกสุ รูเปสุ จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อมนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ ธมฺเมสุ จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อิมานิ ฉ วิโรธวตฺถูนิ ฯ
ตัณหากาย ๖ เป็นไฉน รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมม- *ตัณหา เหล่านี้เรียกว่า ตัณหากาย ๖
ตตฺถ กตเม ฉ ตณฺหากายา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา อิเม ฉ ตณฺหากายา ฯ
อคารวะ ๖ เป็นไฉน บุคคลไม่เคารพ ไม่เชื่อฟังในพระศาสดา ประพฤติเป็นไปอยู่ ฯลฯ ในพระธรรม ประพฤติเป็นไปอยู่ ฯลฯ ในพระสงฆ์ ประพฤติเป็นไปอยู่ ฯลฯ ในสิกขา ประพฤติเป็นไปอยู่ ฯลฯ ในความไม่ประมาท ประพฤติเป็นไปอยู่ บุคคลไม่เคารพ ไม่เชื่อฟังในการปฏิสันถาร ประพฤติเป็นไปอยู่ เหล่านี้เรียกว่า อคารวะ ๖
ตตฺถ กตเม ฉ อคารวา สตฺถริ อคารโว วิหรติ อปฺปฏิสฺโส ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ สิกฺขาย ฯเปฯ อปฺปมาเท ฯเปฯ ปฏิสนฺถาเร อคารโว วิหรติ อปฺปฏิสฺโส อิเม ฉ อคารวา ฯ
ปริหานิยธรรม ๖ เป็นไฉน ความยินดีในการก่อสร้าง ความยินดีในการสนทนา ความยินดีในการ หลับนอน ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ ความยินดีในการอยู่ร่วมกัน ความ ยินดีในธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า เหล่านี้เรียกว่า ปริหานิยธรรม ๖
ตตฺถ กตเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา กมฺมารามตา ภสฺสารามตา นิทฺทารามตา สงฺคณิการามตา สํสคฺคารามตา ปปญฺจารามตา อิเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา ฯ
ปริหานิยธรรม ๖ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ความยินดีในการก่อสร้าง ความยินดีในการสนทนา ความยินดีในการ หลับนอน ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มี มิตรชั่ว เหล่านี้เรียกว่า ปริหานิยธรรม ๖
ตตฺถ กตเม อปเรปิ ฉ ปริหานิยา ธมฺมา กมฺมารามตา ภสฺสารามตา นิทฺทารามตา สงฺคณิการามตา โทวจสฺสตา ปาปมิตฺตตา อิเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา ฯ
โสมนัสสุปวิจาร ๖ เป็นไฉน เห็นรูปด้วยตาแล้ว ครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ฟังเสียงด้วย หูแล้ว ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ฯลฯ ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส เหล่านี้เรียกว่า โสมนัสสุปวิจาร ๖
ตตฺถ กตเม ฉ โสมนสฺสุปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โสมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โสมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อิเม ฉ โสมนสฺสุปวิจารา ฯ
โทมนัสสุปวิจาร ๖ เป็นไฉน เห็นรูปด้วยตาแล้ว ครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ฟังเสียงด้วย หูแล้ว ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ฯลฯ ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อัน เป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส เหล่านี้เรียกว่า โทมนัสสุปวิจาร ๖
ตตฺถ กตเม ฉ โทมนสฺสุปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โทมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โทมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อิเม ฉ โทมนสฺสุปวิจารา ฯ
อุเปกขุปวิจาร ๖ เป็นไฉน เห็นรูปด้วยตาแล้ว ครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฟังเสียงด้วย หูแล้ว ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ฯลฯ ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อัน เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา เหล่านี้เรียกว่า อุเปกขุปวิจาร ๖
ตตฺถ กตเม ฉ อุเปกฺขูปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุเปกฺขฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุเปกฺขฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อิเม ฉ อุเปกฺขูปวิจารา ฯ
เคหสิตโสมนัส ๖ เป็นไฉน ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอัน เกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันอิง อาศัยกามคุณ ในรูปอันเป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในเสียงอันเป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ใน กลิ่นอันเป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในรสอันเป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันเป็น ที่ชอบใจ ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัสอัน อิงอาศัยกามคุณ ในธรรมารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ เหล่านี้เรียกว่า เคหสิตโสมนัส ๖
ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ มนาปิเกสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา มนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ
เคหสิตโทมนัส ๖ เป็นไฉน ความไม่สบายทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็น ทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโต- *สัมผัส อันอิงอาศัยกามคุณ ในรูปอันไม่เป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในเสียงอันไม่เป็น ที่ชอบใจ ฯลฯ ในกลิ่นอันไม่เป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในรสอันไม่เป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่ชอบใจ ความไม่สบายทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความ เสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันอิงอาศัยกามคุณ ในธรรมารมณ์อันไม่ เป็นที่ชอบใจ เหล่านี้เรียกว่า เคหสิตโทมนัส ๖
ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ อมนาปิเกสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อมนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ ฯ
เคหสิตอุเปกขา ๖ เป็นไฉน ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่ เจโตสัมผัส อันอิงอาศัยกามคุณ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในเสียง อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในรสอัน เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ความสบาย ทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอัน เกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อัน อิงอาศัยกามคุณ ในธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา เหล่านี้เรียกว่า เคหสิตอุเปกขา ๖
ตตฺถ กตมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อิมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ฯ
ทิฏฐิ ๖ เป็นไฉน ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรามีอยู่ ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเราไม่มี ดังนี้บ้าง ความเห็น เกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาด้วยอัตตา ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิด ขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอนัตตาด้วยอัตตา ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิดขึ้น แก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิดขึ้น แก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรานี้นั้นเป็นผู้กล่าว เป็นผู้เสวย ย่อมเสวย ผลแห่งความดีและความชั่วในภพนั้นๆ สิ้นกาลนาน อัตตานั้นไม่เกิด ไม่ได้มีมา แล้วในอดีต อัตตานั้นไม่เกิด จักไม่มีในอนาคต อัตตาเป็นของเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรผัน ดังนี้บ้าง เหล่านี้เรียกว่า ทิฏฐิ ๖
ตตฺถ กตมา ฉ ทิฏฺฐิโย อตฺถิ เม อตฺตาติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ นตฺถิ เม อตฺตาติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อตฺตนา อตฺตานํ สญฺชานามีติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อตฺตนา อนตฺตานํ สญฺชานามีติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อนตฺตนา อตฺตานํ สญฺชานามีติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ โส เม อยํ อตฺตา วโท เวเทยฺโย ตตฺร ตตฺร ทีฆรตฺตํ กลฺยาณปาปกานํ ธมฺมานํ วิปากํ ปจฺจนุโภติ น โส ชาโต นาโหสิ น โส ชาโต น ภวิสฺสติ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อิมา ฉ ทิฏฺฐิโย ฯ ฉกฺกํ ฯ