This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓๕

Other items in this volume

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์รูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ติกมาติกาวิสัชนา ทุกมาติกาวิสัชนา๑. สุตตันตภาชนีย์๒. อภิธรรมภาชนีย์๓. ปัญหาปุจฉกะธาตุ ๖ นัยที่ ๑ ธาตุ ๖ นัยที่ ๒ ธาตุ ๖ นัยที่ ๓ธาตุ ๑๘ ๑. จักขุธาตุ ๒. รูปธาตุ ๓. จักขุวิญญาณธาตุ ๔. โสตธาตุ ๕. สัททธาตุ ๖. โสตวิญญาณธาตุ ๗. ฆานธาตุ ๘. คันธธาตุ ๙. ฆานวิญญาณธาตุ ๑๐. ชิวหาธาตุ ๑๑. รสธาตุ ๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ ๑๓. กายธาตุ ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ ๑๕. กายวิญญาณธาตุ ๑๖. มโนธาตุ ๑๗. ธรรมธาตุ ๑๘. มโนวิญญาณธาตุธาตุ ๑๘ ๑. ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนาอริยสัจ ๔ ๑. ทุกขสัจ ๒. สมุทยสัจ ๓. นิโรธสัจ ๔. มัคคสัจสัจจะ ๔สัจจะ ๔สัจจะ ๔อริยสัจ ๔ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ติกมาติกาวิสัชนา ทุกมาติกาวิสัชนาอินทรีย์ ๒๒ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฯลฯ ฆานินทรีย์ ฯลฯ ชิวหินทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์อินทรีย์ ๒๒ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ติกมาติกาวิสัชนา ทุกมาติกาวิสัชนาเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ ... จึงมี๑. ปัจจยจตุกกะ [อวิชชามูลกนัย] ๒. เหตุจตุกกะ [อวิชชามูลกนัย] ๓. สัมปยุตตจตุกกะ [อวิชชามูลกนัย] ๔. อัญญมัญญจตุกกะ [อวิชชามูลกนัย] อภิธรรมมาติกา นัย ๘ มีสังขารมูลกนัยเป็นต้น๕. ปัจจยจตุกกะ ๖. เหตุจตุกกะ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ ๙. อกุสลนิทเทส อกุศลจิต ๑๒ อกุศลจิตดวงที่ ๒-๔๑๐. กุสลนิทเทส๑๑. อัพยากตนิทเทส๑๒. อวิชชามูลกกุสลนิทเทส ๑๓. กุสลมูลกวิปากนิทเทส๑๔. อกุสลมูลกวิปากนิทเทสสติปัฏฐาน ๔ ๑. กายานุปัสสนานิทเทส ๒. เวทนานุปัสสนานิทเทส ๓. จิตตานุปัสสนานิทเทส ๔. ธัมมานุปัสสนานิทเทสสติปัฏฐานอุทเทส สติปัฏฐานนิทเทสสติปัฏฐาน ๔ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนาสัมมัปปธาน ๔ เพียรป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิด เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดแล้ว เพียรสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อมสัมมัปปธาน ๔ เพียรป้องกันสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิด เพียรละสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดแล้ว เพียรสร้างสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิดให้เกิด เพียรรักษาสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดแล้วไม่ให้เสื่อมสัมมัปปธาน ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนาอิทธิบาท ๔ ๑. ฉันทิทธิบาท ๒. วิริยิทธิบาท ๓. จิตติทธิบาท ๔. วิมังสิทธิบาทอิทธิบาท ๔ ๑. ฉันทิทธิบาท ๒. วิริยิทธิบาท ๓. จิตติทธิบาท ๔. วิมังสิทธิบาทอิทธิบาท ๔ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนาโพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๑ โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๒ โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๓เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัยเอกโตปุจฉาวิสัชนานัยโพชฌงค์ ๗ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนาอริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๑ อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๒มรรคมีองค์ ๘เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัยอัฏฐังคิกวารเอกโตปุจฉาวิสัชนานัย ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัยอริยมรรคมีองค์ ๘ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนามาติกามาติกานิทเทส๑. รูปาวจรกุศล ฌานจตุกกนัย ฌานปัญจกนัย ๒. อรูปาวจรกุศล ๓. โลกุตตรกุศล ฌานจตุกกนัย ฌานปัญจกนัย ๔. รูปาวจรวิบาก ๕. อรูปาวจรวิบาก ๖. โลกุตตรวิบาก ๗. รูปารูปาวจรกิริยาติกมาติกาปุจฉา-ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนาอัปปมัญญา ๔ ๑. เมตตาอัปปมัญญานิทเทส ๒. กรุณาอัปปมัญญานิทเทส ๓. มุทิตาอัปปมัญญานิทเทส ๔. อุเปกขาอัปปมัญญานิทเทสอัปปมัญญา ๔ เมตตากุศลฌานจตุกกนัย เมตตากุศลฌานปัญจกนัย กรุณากุศลฌานจตุกกนัย กรุณากุศลฌานปัญจกนัย มุทิตากุศลฌานจตุกกนัย มุทิตากุศลฌานปัญจกนัย อุเปกขากุศลฌานอัปปมัญญา ๔ เมตตาวิปากฌาน กรุณาวิปากฌาน มุทิตาวิปากฌาน อุเปกขาวิปากฌานอัปปมัญญา ๔ เมตตากิริยาฌาน เป็นต้นอัปปมัญญา ๔ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนาแจกสิกขาบท ๕ ด้วยกามาวจรกุศลจิต ๘ นัยที่ ๑ แจกสิกขาบท ๕ ด้วยกามาวจรกุศลจิต ๘ นัยที่ ๒ สภาวธรรมที่เป็นสิกขาสิกขาบท ๕ ติกมาติกาปุจฉา-ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา๑. สังคหวาร๒. สัจจวาร ๓. เหตุวาร ๔. ธัมมวาร ๕. ปฏิจจสมุปปาทวาร ๖. ปริยัตติวาร๑. กุสลวาร จำแนกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยกามาวจรกุศลจิต ๘ จำแนกปฏิสัมภิทา ๔ โดยรูปาวจรกุศลจิต จำแนกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอรูปาวจรกุศลจิต จำแนกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยโลกุตตรกุศลจิต ๒. อกุสลวาร จำแนกปฏิสัมภิทา ๔ โดยอกุศลจิต ๓. วิปากวาร จำแนกปฏิสัมภิทา ๓ โดยอเหตุกกุศลวิปากจิต จำแนกปฏิสัมภิทา ๓ โดยกามาวจรวิปากจิต จำแนกปฏิสัมภิทา ๓ โดยอรูปาวจรวิปากจิต จำแนกปฏิสัมภิทา ๓ โดยโลกุตตรวิปากจิต จำแนกปฏิสัมภิทา ๓ โดยอกุศลวิปากจิต ๔. กิริยาวาร จำแนกปฏิสัมภิทา ๓ โดยอเหตุกกิริยาจิต จำแนกปฏิสัมภิทา ๓ โดยกิริยาจิตปฏิสัมภิทา ๔ ติกมาติกาปุจฉา-ทุกมาติกาปุจฉา ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา๑. เอกกมาติกา ๒. ทุกมาติกา ๓. ติกมาติกา ๔. จตุกกมาติกา ๕. ปัญจกมาติกา ๖. ฉักกมาติกา ๗. สัตตกมาติกา ๘. อัฏฐกมาติกา ๙. นวกมาติกา ๑๐. ทสกมาติกา๑. เอกกนิทเทส ๒. ทุกนิทเทส ๓. ติกนิทเทส ๔. จตุกกนิทเทส ๕. ปัญจกนิทเทส๖. ฉักกนิทเทส ๗. สัตตกนิทเทส ๘. อัฏฐกนิทเทส ๙. นวกนิทเทส ๑๐. ทสกนิทเทส๑. เอกกมาติกา ๒. ทุกมาติกา ๓. ติกมาติกา ๔. จตุกกมาติกา ๕. ปัญจกมาติกา ๖. ฉักกมาติกา ๗. สัตตกมาติกา ๘. อัฏฐกมาติกา ๙. นวกมาติกา ๑๐. ทสกมาติกา๑. เอกกนิทเทส๒. ทุกนิทเทส๓. ติกนิทเทส๔. จตุกกนิทเทส๕. ปัญจกนิทเทส๖. ฉักกนิทเทส๗. สัตตกนิทเทส๘. อัฏฐกนิทเทส๙. นวกนิทเทส๑๐. ทสกนิทเทสตัณหาวิจริตนิทเทสทิฏฐิ ๖๒๑. สัพพสังคาหิกวาร๒. อุปปัตตานุปปัตติวาร๓. ปริยาปันนาปริยาปันนวาร๔. ธัมมทัสสนวาร๕. ภูมันตรทัสสนวาร๖. อุปปาทกกัมมอายุปปมาณวาร๗. อภิญเญยยาทิวาร๘. สารัมมณานารัมมณวาร๙. ทิฏฐสุตาทิทัสสนวาร๑๐. ติกาทิทัสสนวาร ๑. กุสลติกะ๒. เวทนาติกะ๓. วิปากติกะ๔. อุปาทินนติกะ๕. วิตักกติกะ๑. รูปทุกะ๒. โลกิยทุกะ

Scripture

๘. อัฏฐกนิทเทส

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

Text only · no interpretation8 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

๘. อัฏฐกนิทเทส

Item ๙๕๒

บรรดาอัฏฐกมาติกาเหล่านั้น กิเลสวัตถุ ๘ เป็นไฉน กิเลสวัตถุ ๘ คือ ๑. โลภะ (ความโลภ) ๒. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) ๓. โมหะ (ความหลง) ๔. มานะ (ความถือตัว) ๕. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๖. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ๗. ถีนะ (ความหดหู่ท้อแท้) ๘. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) เหล่านี้ชื่อว่ากิเลสวัตถุ ๘

Item ๙๕๓

กุสีตวัตถุ ๘ เป็นไฉน กุสีตวัตถุ ๘ คือ ๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีการงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้อง ทำการงาน แต่เมื่อเรากำลังทำการงานอยู่จักลำบากกาย เอาละ เรานอนดี กว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๑๐} พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๘. อัฏฐกนิทเทส ๒. ภิกษุทำการงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ทำการงานแล้ว เมื่อ เรากำลังทำการงานอยู่กายก็ลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่ เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๒ ๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องเดินทางแน่ เมื่อ เรากำลังเดินทางกายจักลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่ม ความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๓ ๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้เดินทางแล้วนะ เมื่อ เรากำลังเดินทางอยู่กายก็ลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่ม ความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๔ ๕. ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะหยาบหรือประณีต เพียงพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวไปบิณฑบาต ยังบ้านหรือนิคมก็ไม่ได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความต้องการ กายของเรานั้นเหน็ดเหนื่อย ไม่ควรแก่การงาน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึง นอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๕ ๖. ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ได้โภชนะหยาบหรือประณีต เพียงพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เรานะเที่ยวไป บิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความ ต้องการแล้ว กายของเราหนัก ไม่ควรแก่การงาน จะเป็นเหมือนถั่วหมัก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่า กุสีตวัตถุข้อที่ ๖ ๗. ภิกษุเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเกิดอาพาธขึ้น เล็กน้อย มีข้ออ้างที่จะนอน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๑๑} พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๘. อัฏฐกนิทเทส เพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง ธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๗ ๘. ภิกษุหายไข้แล้วแต่หายยังไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายไข้แล้ว แต่หายยังไม่นาน กายของเรานั้นยังอ่อนเพลีย ไม่ควรแก่การงาน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่า กุสีตวัตถุข้อที่ ๘ เหล่านี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุ ๘

Item ๙๕๔

จิตกระทบในโลกธรรม ๘ เป็นไฉน จิตกระทบในโลกธรรม ๘ คือ ๑. ความยินดีในลาภ ๒. ความยินร้ายในความเสื่อมลาภ ๓. ความยินดีในยศ ๔. ความยินร้ายในความเสื่อมยศ ๕. ความยินดีในการสรรเสริญ ๖. ความยินร้ายในการนินทา ๗. ความยินดีในสุข ๘. ความยินร้ายในทุกข์ เหล่านี้ชื่อว่าจิตกระทบในโลกธรรม ๘ เหล่านี้

Item ๙๕๕

อนริยโวหาร ๘ เป็นไฉน อนริยโวหาร ๘ คือ ๑. เมื่อไม่เห็น พูดว่าเห็น ๒. เมื่อไม่ได้ยิน พูดว่าได้ยิน ๓. เมื่อไม่รู้ พูดว่ารู้ ๔. เมื่อไม่เข้าใจ พูดว่าเข้าใจ ๕. เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น ๖. เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน ๗. เมื่อรู้ พูดว่าไม่รู้ ๘. เมื่อเข้าใจ พูดว่าไม่เข้าใจ เหล่านี้ชื่อว่าอนริยโวหาร ๘

Item ๙๕๖

มิจฉัตตะ ๘ เป็นไฉน มิจฉัตตะ ๘ คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๑๒} พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๘. อัฏฐกนิทเทส ๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) ๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด) ๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด) ๔. มิจฉากัมมันตะ (การงานผิด) ๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด) ๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด) ๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด) ๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด) เหล่านี้ชื่อว่ามิจฉัตตะ ๘

Item ๙๕๗

บุรุษโทษ ๘ เป็นไฉน บุรุษโทษ ๘ คือ ๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นแก้ตัว โดยการอ้างว่าไม่มีสติอย่างนี้ว่า เราระลึกไม่ได้ เราระลึกไม่ได้ นี้ชื่อว่า บุรุษโทษข้อที่ ๑ ๒. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นโต้ตอบผู้โจทว่า การพูดกับท่านผู้โง่เขลา ไม่ฉลาดจะมีประโยชน์อะไร แม้ท่านก็ยังเข้าใจ ผมว่าควรว่ากล่าว นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๒ ๓. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นกลับปรับอาบัติแก่ภิกษุ ผู้โจทนั่นว่า ถึงท่านก็ต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงแสดงอาบัตินั้นเสียก่อน นี้ ชื่อว่าบุรษโทษข้อที่ ๓ ๔. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นยกเหตุอื่นๆ มาพูด กลบเกลื่อน พูดชักให้เขวไปนอกเรื่อง เคือง แสดงความโกรธ เคืองและ อาการไม่พอใจ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๔ ๕. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นโบกมือปฏิเสธในท่าม กลางสงฆ์ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๕ ๖. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นนิ่งเฉยเสียด้วยคิดว่า เราไม่ต้องอาบัติเลย แต่ความจริงเราต้องอาบัติ แกล้งสงฆ์ให้ลำบาก นี้ ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๖ ๗. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น ไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ไม่ เอื้อเฟื้อโจท หลีกไปตามชอบใจ ทั้งที่ยังมีอาบัติติดตัวอยู่ นี้ชื่อว่าบุรุษ โทษข้อที่ ๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๑๓} พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๘. อัฏฐกนิทเทส ๘. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทำไมหนอ ท่านจึงวุ่นวายกับกระผมนัก บัดนี้กระผมจักลาสิกขาไปเป็น คฤหัสถ์ เธอก็ลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้า บัดนี้แลท่านคงพอใจ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๘ เหล่านี้ชื่อว่าบุรุษโทษ ๘

Item ๙๕๘

อสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ๑. อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา ๒. อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา ๓. อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา ๔. อัตตามีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา ๕. อัตตามีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา ๖. อัตตาไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา ๗. อัตตามีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา ๘. อัตตามีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา เหล่านี้ชื่อว่าอสัญญีวาทะ ๘

Item ๙๕๙

เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ๑. อัตตามีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ๒. อัตตาไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ๓. อัตตาที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี สัญญาก็มิใช่ ๔. อัตตามีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ @เชิงอรรถ : @ คำว่า ยั่งยืน ตรงกับคำบาลีว่า อโรโค แปลว่า ไม่มีโรค ไม่มีการทรุดโทรม หรือไม่มีความเปลี่ยนแปลง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๑๔} พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๙. นวกกนิทเทส ๕. อัตตามีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ๖. อัตตาไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ๗. อัตตามีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี สัญญาก็มิใช่ ๘. อัตตามีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เหล่านี้ชื่อว่าเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ อัฏฐกนิทเทส จบ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้