พรหมจริยกถา
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ พรหมจริยกถา
พฺรหฺมจริยกถา
สกวาที การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เทวดาทั้งหมด เป็นผู้เงอะงะ เป็นใบ้ ไม่รู้เดียงสา ใช้ภาษาใบ้ ไม่มี กำลังพอ รู้ความแห่งคำที่กล่าวดีกล่าวชั่ว เทวดาทั้งหมดไม่เลื่อมใสใน พระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใส ในพระธรรม ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ไม่เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่ทูลถามปัญหา กับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่ชื่นชมในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าวิสัชนาแล้ว เทวดาทั้ง หมดประกอบด้วยกัมมาวรณ์ กิเลสาวรณ์ วิปากาวรณ์ ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ เป็นผู้มีปัญญา ทราม เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอนอันเป็นทางชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย เทวดาทั้ง หมดเป็นผู้ทำมาตุฆาต เป็นผู้ทำปิตุฆาต เป็นผู้ทำอรหันตฆาต เป็นผู้ทำโลหิตุปบาท เป็นผู้ทำ สังฆเภท เทวดาทั้งหมดเป็นผู้ทำปาณาติบาต เป็นผู้ทำอทินนาทาน เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้กล่าวมุสาวาท เป็นผู้กล่าวปิสุณาวาท เป็นผู้กล่าวผรุสวาท เป็นผู้กล่าวสัมผัปปลาปวาท เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา เป็นผู้มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เทวดาที่ไม่เป็นผู้เงอะงะ ไม่เป็นใบ้ เป็นผู้รู้เดียงสาไม่ใช้ภาษาใบ้ มี กำลังพอจะรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวดีหรือชั่ว มีอยู่ เทวดาที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เลื่อมใส ในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์ เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทูลถามปัญหากะพระ ผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ชื่นชมในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าวิสัชนาแล้ว ก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่ ประกอบด้วยกัมมาวรณ์ ไม่ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ไม่ประกอบด้วยวิปากาวรณ์ เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีฉันทะ เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ควรเพื่อจะก้าวลงสู่ความแน่นอนอันเป็นทางชอบในกุศล- *ธรรมทั้งหลาย ก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่เป็นผู้ทำมาตุฆาต ไม่เป็นผู้ทำปิตุฆาต ไม่เป็นผู้ทำอรหันตฆาต ไม่เป็นผู้ทำโลหิตุปบาท ไม่เป็นผู้ทำสังฆเภท ก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่เป็นผู้ทำปาณาติบาต ไม่เป็นผู้ ทำอทินนาทาน ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวมุสาวาท ไม่กล่าวปิสุณาวาท ไม่กล่าวผรุสวาท ไม่กล่าวสัมผัปปลาปวาท มิใช่ผู้มากด้วยอภิชฌา มิใช่ผู้มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็มีอยู่มิ ใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า เทวดาที่ไม่เป็นผู้เงอะงะ ไม่เป็นใบ้ เป็นผู้รู้เดียงสาไม่ใช้ภาษา ใบ้ มีกำลังพอจะรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวดีกล่าวชั่ว มีอยู่ ฯลฯ เทวดาที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา
นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ เทวา ชฬา เอฬมูคา อวิญฺญู หตฺถสํวาจิกา น ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ สพฺเพ เทวา น พุทฺเธ ปสนฺนา น ธมฺเม ปสนฺนา น สงฺเฆ ปสนฺนา น พุทฺธํ ภควนฺตํ ปยิรุปาสนฺติ น พุทฺธํ ภควนฺตํ ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ น พุทฺเธน ภควตา ปญฺเห วิสชฺชิเต อตฺตมนา สพฺเพ เทวา กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา อสฺสทฺธา อจฺฉนฺทิกา ทุปฺปญฺญา อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ สพฺเพ เทวา มาตุฆาตกา ปิตุฆาตกา อรหนฺตฆาตกา รุหิรุปฺปาทกา สงฺฆเภทกา สพฺเพ เทวา ปาณาติปาติโน อทินฺนาทายิโน กาเมสุ มิจฺฉาจาริโน มุสาวาทิโน ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สมฺผปฺปลาปิโน อภิชฺฌาลุโน พฺยาปนฺนจิตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐิกาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๕๕.๑} นนุ อตฺถิ เทวา อชฬา อเนฬมูคา วิญฺญู น หตฺถสํวาจิกา ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ อตฺถิ เทวา พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม ปสนฺนา สงฺเฆ ปสนฺนา พุทฺธํ ภควนฺตํ ปยิรุปาสนฺติ พุทฺธํ ภควนฺตํ ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ พุทฺเธน ภควตา ปญฺเห วิสชฺชิเต อตฺตมนา โหนฺติ อตฺถิ เทวา น กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา น กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา น วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา สทฺธา ฉนฺทิกา ปญฺญวนฺโต ภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อตฺถิ เทวา น มาตุฆาตกา น ปิตุฆาตกา น อรหนฺตฆาตกา น รุหิรุปฺปาทกา น สงฺฆเภทกา อตฺถิ เทวา น ปาณาติปาติโน น อทินฺนาทายิโน น กาเมสุ มิจฺฉาจาริโน น มุสาวาทิโน น ปิสุณวาจา น ผรุสวาจา น สมฺผปฺปลาปิโน น อภิชฺฌาลุโน อพฺยาปนฺนจิตฺตา สมฺมาทิฏฺฐิกาติ ฯ อามนฺตา ฯ {๒๕๕.๒} หญฺจิ อตฺถิ เทวา อชฬา อเนฬมูคา วิญฺญู น หตฺถสํวาจิกา ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ ฯเปฯ อตฺถิ เทวา พุทฺเธ ปสนฺนา ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิกา โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ในหมู่เทวดานั้น มีการบรรพชา ปลงผม ทรงผ้ากาสาวะ ทรงบาตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นได้ คู่แห่ง พระสาวกก็อุบัติขึ้นได้ในหมู่เทวดา หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ปพฺพชฺชา มุณฺฑิยํ กาสาวธารณา ปตฺตธารณา เทเวสุ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการบรรพชา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึง ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่ มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่ มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ใดบรรพชา ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่บรรพชา ผู้นั้น ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทเวสุ ปพฺพชฺชา นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ ปพฺพชฺชา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปพฺพชฺชา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ อตฺถิ ปพฺพชฺชา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปพฺพชฺชา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย ปพฺพชฺชติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย น ปพฺพชฺชติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการปลงผม ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึง ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มี การปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มี การปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ใดปลงผม ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ปลงผม ผู้นั้นไม่ มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทเวสุ มุณฺฑิยํ นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ มุณฺฑิยํ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ มุณฺฑิยํ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ อตฺถิ มุณฺฑิยํ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ มุณฺฑิยํ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย มุณฺโฑ โหติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย มุณฺโฑ น โหติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะในหมู่เทวดา ไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ฉะนั้น การประพฤติ พรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในที่ใดมีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ ใดไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในที่ใดมีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ ใดไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ใดทรงผ้ากาสาวะ ผู้นั้นมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ทรงผ้ากาสาวะ ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่กล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทเวสุ กาสาวธารณา นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริย- วาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ กาสาวธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ กาสาวธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถ อตฺถิ กาสาวธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ กาสาวธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย กาสาวํ ธาเรติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย กาสาวํ น ธาเรติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะในหมู่เทวดา ไม่มีการทรงบาตร ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในที่ใดมีการทรงบาตร ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่ มีการทรงบาตร ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในที่ใดมีการทรงบาตร ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่ มีการทรงบาตร ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ใดทรงบาตร ผู้นั้นมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ทรงบาตร ผู้นั้น ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทเวสุ ปตฺตธารณา นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริย- วาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ ปตฺตธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปตฺตธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ อตฺถิ ปตฺตธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปตฺตธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย ปตฺตํ ธาเรติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย ปตฺตํ น ธาเรติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่อุบัติขึ้นในหมู่เทวดา ฉะนั้น การประพฤติ พรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติ พรหมจรรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติ พรหมจรรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคประสูติที่สวนลุมพินี ตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ พระผู้มีพระภาค ยังธรรมจักรให้เป็นไปแล้วที่เมืองพาราณสี ในที่นั้นๆ เทียวมีการ ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทเวสุ สมฺมาสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ลุมฺพินิยา ภควา ชาโต โพธิยา มูเล อภิสมฺพุทฺโธ พาราณสิยํ ภควตา ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ ตตฺถ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่อุบัติขึ้นในหมู่เทวดา ฉะนั้น การ ประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติ พรหมจรรย์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติ พรหมจรรย์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในมัชฌิมชนบท ในมัชฌิมชนบทนั้นแล มีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทเวสุ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะคู่พระสาวก ไม่อุบัติขึ้นในหมู่เทวดา ฉะนั้น การประพฤติ พรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คู่พระสาวกอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ คู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. คู่พระสาวกอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ คู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คู่พระสาวกได้อุบัติแล้วในมคธชนบท ในมคธชนบทนั้นแลมีการประพฤติ พรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทเวสุ สาวกยุคํ นุปฺปชฺชตีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สาวกยุคํ นุปฺปชฺชติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สาวกยุคํ นุปฺปชฺชติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ มคเธสุ สาวกยุคํ อุปฺปนฺนํ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพเทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ทุกหมู่ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ มนุสฺเสสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพมนุสฺเสสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์ มีอยู่ในหมู่เทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในชาวชนบท พวกปลายเขต ปลายแดน เป็นมิลักขู ไม่รู้ประสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ มนุสฺเสสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ส. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี ป. ในหมู่เทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี ในหมู่เทวดาเหล่าสัญญีสัตว์ ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ในหมู่เทวดา ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. มีในที่ไหน ไม่มีในที่ไหน ส. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ การประพฤติ พรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าสัญญีสัตว์ ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่าสัญญีสัตว์ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าสัญญีสัตว์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถีติ ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๖๘.๑} เทเวสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ กตฺถตฺถิ กตฺถ นตฺถีติ ฯ อสญฺญสตฺเตสุ สตฺเตสุ เทเวสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๖๘.๒} สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในหมู่มนุษย์ หรือ? ส. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี ป. ในชาวชนบทพวกปลายเขต ปลายแดน เป็นมิลักขู ไม่รู้ประสา เป็น ที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง ที่มีการประพฤติ พรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี ในชาวชนบทพวกที่อยู่ร่วมใน (มัชฌิมชนบท) ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ มนุสฺเสสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถีติ ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ป. ในหมู่มนุษย์ ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. มีในที่ไหน ไม่มีในที่ไหน ส. การประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีในชาวชนบทพวกปลายเขต ปลายแดน เป็นมิลักขู ไม่รู้ประสา ที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบทพวกที่อยู่ร่วมใน ป. การพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในชาวชนบท พวกปลายเขต ปลายแดน เป็น มิลักขู ไม่รู้ประสา ที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง หรือ ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในชาวชนบทที่อยู่ร่วมใน หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบทพวกที่อยู่ร่วมใน หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบท พวกที่อยู่ปลายเขต ปลายแดน เป็นมิลักขู ไม่รู้ประสา ที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มนุสฺเสสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริย- วาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ กตฺถตฺถิ กตฺถ นตฺถีติ ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในหมู่เทวดา หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ย่อมครอบงำมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป และเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วย ฐานะ ๓ ประการ ๓ ประการ อะไรบ้าง กล้า ๑ มีสติ ๑ มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ ณ ที่นี้ ๑ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่มีในหมู่เทวดาน่ะสิ ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส ณ เมืองสาวัตถีว่า มีการประพฤติพรหมจรรย์ ณ ที่นี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การประพฤติพรหมจรรย์มี ณ เมืองสาวัตถีเท่านั้น การประพฤติพรหม- จรรย์ไม่มีในที่อื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์ อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลบังเกิดขึ้นในที่ไหน @ อํ. นวก. ข้อ ๒๒๕ หน้า ๔๐๙ ป. ในหมู่เทวดานั้นแล ส. หากว่าบุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลก็บังเกิดขึ้นในหมู่เทวดานั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการปลงภาระ ณ ที่ไหน ... มี การกำหนดรู้ทุกข์ ณ ที่ไหน ... มีการละกิเลส ณ ที่ไหน ... มีการกระทำให้ แจ้งซึ่งนิโรธ ณ ที่ไหน ... มีการแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรม ณ ที่ไหน ป. ในหมู่เทวดานั้นแล ส. หากว่าบุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรม ในหมู่เทวดานั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่ เทวดา ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลก็บังเกิดในหมู่เทวดานั้น การปลงภาระก็ในหมู่เทวดานั้น การกำหนดรู้ก็ในหมู่เทวดานั้น การละ กิเลสก็ในหมู่เทวดานั้น การทำให้แจ้งซึ่งนิโรธก็ในหมู่เทวดานั้น การแทง ตลอดซึ่งอกุปปธรรมก็ในหมู่เทวดานั้น ก็โดยอรรถเป็นไฉนเล่า ท่านจึง กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา ป. ก็เพราะบุคคลผู้อนาคามีกระทำให้แจ้งซึ่งผล ในหมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคที่ ท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้นั่นแล
อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตีหิ ภิกฺขเว ฐาเนหิ ชมฺพูทีปกา มนุสฺสา อุตฺตรกุรุเก จ มนุสฺเส อธิคฺคณฺหนฺติ เทเว จ ตาวตึเส ฯ กตเมหิ ตีหิ ฯ สูรา สติมนฺโต อิธ พฺรหฺมจริยวาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ {๒๗๑.๑} สาวตฺถิยํ วุตฺตํ ภควตา อิธ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวตฺถิยญฺเญว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๗๑.๒} อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส กุหึ ผลุปฺปตฺตีติ ฯ ตตฺเถว ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส ตหึ ผลุปฺปตฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส กุหึ ภาโรหรณํ กุหึ ทุกฺขปริญฺญาตํ กุหึ กิเลสปฺปหานํ กุหึ นิโรธสจฺฉิกิริยา กุหึ อกุปฺปปฏิเวโธติ ฯ ตตฺเถว ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส ตหึ อกุปฺปปฏิเวโธ โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ {๒๗๑.๓} อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส ตหึ ผลุปฺปตฺติ ตหึ ภาโรหรณํ ตหึ ทุกฺขปริญฺญาตํ ตหึ กิเลสปฺปหานํ ตหึ นิโรธสจฺฉิกิริยา ตหึ อกุปฺปปฏิเวโธ เกนฏฺเฐน วเทสิ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ หนฺท หิ อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรติ ฯ
ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคอันท่านให้ เกิดแล้วในโลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้โสดาบันทำให้แจ้งซึ่งผลในโลกนี้ ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้ว ในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคอันท่านให้เกิด แล้วในโลก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีสกทาคามี เป็นบุคคลผู้จะปรินิพพานในโลกนี้ กระทำให้แจ้ง ซึ่งผลในโลกนี้ ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้โสดาบัน ทำให้แจ้งซึ่งผลในโลกนี้ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้ว ในโลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคอันท่านให้ เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้สกทาคามี เป็นบุคคลผู้จะปรินิพพานในโลกนี้ ทำให้แจ้งซึ่งผล ในโลกนี้ ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคอันท่านให้ เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี ปุคฺคโล อิธ ปรินิพฺพายิปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี ปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามี ปุคฺคโล อิธ ปรินิพฺพายิปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี ปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะ จะไม่ยังมรรคให้เกิด และละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ? @ พระอนาคามี ผู้ยังมรรคให้เกิดแล้วในโลกนี้ อิธวิหายนิฏฐะ ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล จะไม่ยังมรรคให้เกิด และละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะ จะไม่ยังมรรคให้เกิดและละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล จะไม่ยังมรรคให้เกิดและละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผล- สจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ยังมรรคให้เกิดและละ กิเลสทั้งหลายไม่ก่อนไม่หลัง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะ ยังมรรคให้เกิดและละกิเลสทั้งหลายไม่ก่อนไม่ หลัง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ยังมรรคให้เกิดและละกิเลสทั้งหลายไม่ก่อน ไม่หลัง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะ ยังมรรคให้เกิดและละกิเลสทั้งหลายไม่ก่อน ไม่หลัง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผล- สจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้อนาคามี มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว จึง ผลุดเกิดในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผลุดเกิดเป็นพระอรหันต์เลย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผลุดเกิดเป็นพระอรหันต์เลย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์มีภพใหม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์มีภพใหม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ไปสู่ภพจากภพ ไปสู่คติจากคติ ไปสู่สงสารจากสงสาร ไป สู่อุปบัติจากอุปบัติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน ตตฺถ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อุปปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปุนพฺภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรหโต ปุนพฺภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ภเวน ภวํ คจฺฉติ คติยา คตึ คจฺฉติ สํสาเรน สํสารํ คจฺฉติ อุปปตฺติยา อุปปตฺตึ คจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีภาระอันยังไม่ปลงลงแล้ว ผลุดเกิดในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้อนาคามี จะต้องยังมรรคให้เกิดอีกเพื่อปลงภาระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อโนหฏภาโร ตตฺถ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ภาโรหรณาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีทุกข์อันยังไม่กำหนดรู้ ... มีกิเลสอันยังไม่ได้ละ ... มีนิโรธ อันยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง ... มีอกุปปธรรมอันยังไม่ได้แทงตลอด ผลุดเกิด ในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้อนาคามี จะต้องยังมรรคให้เกิดอีกเพื่อแทงตลอดอกุปปธรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อปริญฺญาต- ทุกฺโข อปฺปหีนกิเลโส อสจฺฉิกตนิโรโธ อปฺปฏิวิทฺธากุปฺโป ตตฺถ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุปฺปปฏิเวธาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีภาระอันยังไม่ปลงแล้ว ผลุดเกิดในหมู่เทวดานั้น จะไม่ยังมรรค ให้เกิดอีกเพื่อปลงภาระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นผู้มีภาระอันไม่ปลงลงแล้ว ปรินิพพานในหมู่เทวดานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีทุกข์อันยังไม่ได้กำหนดรู้ ... มีกิเลสอันยังไม่ได้ละ ... มีนิโรธ อันยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง ... มีอกุปปธรรมอันยังไม่ได้แทงตลอด ผลุด เกิดในหมู่เทวดานั้น จะไม่ยังมรรคให้เกิดอีก เพื่อแทงตลอดอกุปปธรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นผู้มีอกุปปธรรมอันไม่แทงตลอดแล้ว ปรินิพพานในหมู่เทวดานั้น หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศร แม้ไปได้ไกล ก็ต้องตายฉันใด บุคคลผู้อนาคามี ก็จะกระทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วใน โลกนี้ ฉันนั้น ส. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศร แม้ไปได้ไกล ก็มีลูกศรติดอยู่ ตายฉันใด บุคคล ผู้อนาคามี ก็มีลูกศรติดอยู่ ปรินิพพานในหมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคอัน ท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ฉันนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ พรหมจริยกถา จบ. -----------------------------------------------------
อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อโนหฏภาโร ตตฺถ อุปปชฺชติ น จ ภาโรหรณาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อโนหฏภาโร จ ตตฺถ ปรินิพฺพายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อปริญฺญาตทุกฺโข อปฺปหีนกิเลโส อสจฺฉิกตนิโรโธ อปฺปฏิวิทฺธากุปฺโป ตตฺถ อุปปชฺชติ น จ อกุปฺปปฏิเวธาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อปฺปฏิวิทฺธากุปฺโป จ ตตฺถ ปรินิพฺพายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยถา มิโค สลฺเลน วิทฺโธ ทูรมฺปิ คนฺตฺวา กาลํ กโรติ เอวเมว อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ ยถา มิโค สลฺเลน วิทฺโธ ทูรมฺปิ คนฺตฺวา สสลฺโลว กาลํ กโรติ เอวเมว อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ สสลฺโลว ปรินิพฺพายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ พฺรหฺมจริยกถา ฯ ------