ปรวิตารณากถา
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ปรวิตารณากถา
ปรวิตารณากถา
สกวาที การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะ ผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่ อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่
นนุ อรหา น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปริปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโน โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ และเขาอันผู้อื่นพึงนำไปได้ อัน ผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ และท่านอันผู้อื่นพึงนำ ไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา โส จ ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา โส จ ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่ท่านอันผู้อื่นไม่พึง นำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ แต่เขาอันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา โส จ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา โส จ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการ ศึกษา ในส่วนอนาคต ในส่วนอดีต ทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีต ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา สงฺเฆ ปรวิตารณา สิกฺขาย ปรวิตารณา ปุพฺพนฺเต ปรวิตารณา อปรนฺเต ปรวิตารณา ปุพฺพนฺตาปรนฺเต ปรวิตารณา อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ใน ปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มี แก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
นตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ และการแนะนำของผู้อื่นใน พระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรม นี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับปุถุชนนั้นก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ และการแนะนำของ ผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับพระอรหันต์นั้นก็ยัง มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจ- สมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่การแนะนำของ ผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นในพระ- ศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้ เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่เขา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจ- สมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด ด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจ ตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระ- อรหันต์มีอยู่ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ ละขาดแล้ว ฯลฯ มิใช่หรือ ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ฯ โน วต เร วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯเปฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้ เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ มิใช่ หรือ ฯลฯ
นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของ ผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมีอยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณา ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว แต่การแนะนำของ ผู้อื่นสำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่น สำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะ แล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่ง อโนตตัปปะ ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของ ผู้อื่น สำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่น สำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว และการแนะนำของ ผู้อื่น ก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว และการแนะนำ ของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะ แล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้ เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่ง อโนตตัปปะ ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่ มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการแนะนำของ ผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น อาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่ได้กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็น อยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า อย่างนี้รูป ฯลฯ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้น อาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อิติ รูปํ ฯเปฯ อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น อาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่ได้กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็น อยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ฯลฯ นี้ธรรม เป็นที่ดับแห่งทุกข์ ฯลฯ นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่ @ ดูหน้า ๒๔๒ อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ด้วย ปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำรอก ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็น ผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้ สำรอก ละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึงเป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่ จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพํ ภิกฺขเว อนภิชานํ อปริชานํ อวิราชยํ อปฺปชหํ อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย สพฺพญฺจ โข ภิกฺขเว อภิชานํ ปริชานํ วิราชยํ ปชหํ ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยายาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคของ ท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ฯเปฯ ฉ จาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? @ ดูหน้า ๒๔๒ ดูหน้า ๒๔๓ ดูหน้า ๒๔๓ ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายในสมัยใด ดวงตาเห็น ธรรมอันปราศจากผงฝ้า เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ ในสมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรโธตกะ เราจักไม่อุตสาหะเพื่อจะ เปลื้องใครๆ ที่มีความสงสัยในโลก แต่ท่านเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมอันประเสริฐ ก็ข้ามโอฆะนี้ โดยอาการอย่างนี้ ดังนี้ เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา นาหํ คมิสฺสามิ ปโมจนาย กถํกถึ โธตก กญฺจิ โลเก ธมฺมญฺจ เสฏฺฐํ อภิชานมาโน เอวํ ตุวํ โอฆมิมนฺตเรสีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของอื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์ มิใช่หรือ? @ ขุ. สุ. ข้อ ๔๒๙ ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า ผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทาง และมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระ อรหันต์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับ พระอรหันต์ยังมีอยู่
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคามคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคามคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. เพราะผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทาง และมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระ อรหันต์ ฉะนั้น การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์จึงยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้อื่นพึงแนะนำโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล อนาคามิผลหรือ อรหัตผล แก่พระอรหันต์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปรวิตารณากถา จบ. -----------------------------------------------------
อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคา มคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตํ วา ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปรวิตารณากถา ฯ --------