ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ กฐินขันธกะ ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า
กฐินกฺขนฺธกํ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณ- *ฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุปาไฐยรัฐจำนวน ๓๐ รูป ล้วนถืออารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติกธุดงค์ และเตจีวริกธุดงค์เดินทางไปพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจวน ถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถี จึงจำพรรษา ณ เมืองสาเกต ในระหว่างทาง ภิกษุเหล่านั้นจำพรรษามีใจรัญจวนว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ใกล้ๆ เรา ระยะทางห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระองค์ ครั้นล่วงไตรมาส ภิกษุ เหล่านั้นออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้ว เมื่อฝนยังตกชุก พื้นภูมิภาคเต็มไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มชื้นด้วยน้ำ ลำบากกาย เดินทางไปถึงพระนครสาวัตถี พระเชตวัน อารามของอนาถบิณ- *ฑิกคหบดี เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลายนั่นเป็น พุทธประเพณี. พุทธประเพณี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอ ทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พวกข้าพระพุทธเจ้ายังพอทนได้ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำ พรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าในชุมนุมนี้ เป็นภิกษุปาไฐยรัฐจำนวน ๓๐ รูป เดินทางมาพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจวน ถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถี จึงจำพรรษา ณ เมือง สาเกต ในระหว่างทาง พวกข้าพระพุทธเจ้านั้นจำพรรษามีใจรัญจวนว่า พระผู้มีพระภาคประทับ อยู่ใกล้ๆ เรา ระยะทางห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นล่วง ไตรมาส พวกข้าพระพุทธเจ้าออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้ว เมื่อฝนยังตกชุก พื้นภูมิภาคเต็ม ไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มชื้นด้วยน้ำ ลำบากกาย เดินทางมา พระพุทธเจ้าข้า. พระพุทธานุญาตให้กรานกฐิน
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ตึสมตฺตา ปาเฐยฺยกา ภิกฺขู สพฺเพ อารญฺญกา สพฺเพ ปิณฺฑปาติกา สพฺเพ ปํสุกูลิกา สพฺเพ เตจีวริกา สาวตฺถึ คจฺฉนฺตา ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย นาสกฺขึสุ สาวตฺถิยํ วสฺสูปนายิกํ สมฺภาเวตุํ อนฺตรามคฺเค สาเกเต วสฺสํ อุปคจฺฉึสุ ฯ เต อุกฺกณฺฐิตรูปา วสฺสํ วสึสุ อาสนฺเน ว โน ภควา วิหรติ อิโต ฉสุ โยชเนสุ น จ มยํ ลภาม ภควนฺตํ ทสฺสนายาติ ฯ {๙๕.๑} อถโข เต ภิกฺขู วสฺสํ วุตฺถา เตมาสจฺจเยน กตาย ปวารณาย เทเว วสฺสนฺเต อุทกสงฺคเห อุทกจิกฺขลฺเล โอกปุณฺเณหิ จีวเรหิ กิลนฺตรูปา เยน สาวตฺถี เชตวนํ อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราโม เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ อาจิณฺณํ โข ปเนตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ อาคนฺตุเกหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ปฏิสมฺโมทิตุํ ฯ {๙๕.๒} อถโข ภควา เต ภิกฺขู เอตทโวจ กจฺจิ ภิกฺขเว ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิ สมคฺคา สมฺโมทมานา อวิวทมานา ผาสุกํ วสฺสํ วสิตฺถ น จ ปิณฺฑเกน กิลมิตฺถาติ ฯ ขมนียํ ภควา ยาปนียํ ภควา สมคฺคา จ มยํ ภนฺเต สมฺโมทมานา อวิวทมานา วสฺสํ วสิมฺหา น จ ปิณฺฑเกน กิลมิมฺหา อิธ มยํ ภนฺเต ตึสมตฺตา ปาเฐยฺยกา ภิกฺขู สาวตฺถึ อาคจฺฉนฺตา ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย นาสกฺขิมฺหา สาวตฺถิยํ วสฺสูปนายิกํ สมฺภาเวตุํ อนฺตรามคฺเค สาเกเต วสฺสํ อุปคจฺฉิมฺหา เต มยํ ภนฺเต อุกฺกณฺฐิตรูปา วสฺสํ วสิมฺหา อาสนฺเน ว โน ภควา วิหรติ อิโต ฉสุ โยชเนสุ น จ มยํ ลภาม ภควนฺตํ ทสฺสนายาติ อถโข มยํ ภนฺเต วสฺสํ วุตฺถา เตมาสจฺจเยน กตาย ปวารณาย เทเว วสฺสนฺเต อุทกสงฺคเห อุทกจิกฺขลฺเล โอกปุณฺเณหิ จีวเรหิ กิลนฺตรูปา อทฺธานํ อาคตาติ ฯ
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้จำพรรษาแล้วได้กรานกฐิน พวกเธอผู้ได้กรานกฐินแล้ว จักได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ ๑. เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา ๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ ๓. ฉันคณะโภชน์ได้ ๔. ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา ๕. จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้นจักได้แก่พวกเธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้ จักได้แก่เธอทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้ว. วิธีกรานกฐิน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงกรานกฐินอย่างนี้ คือภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:- กรรมวาจาให้ผ้ากฐิน ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน นี้เป็นญัตติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดแล้วแก่สงฆ์ สงฆ์ให้ผ้ากฐิน ผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน การให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน ชอบ แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด ผ้ากฐินผืนนี้ สงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กฐินเป็นอันกราน อย่างนี้ไม่เป็นอันกราน. กฐินไม่เป็นอันกราน
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํ วุตฺถานํ ภิกฺขูนํ กฐินํ อตฺถริตุํ ฯ อตฺถตกฐินานํ โว ภิกฺขเว ปญฺจ กปฺปิสฺสนฺติ อนามนฺตจาโร อสมาทานจาโร คณโภชนํ ยาวทตฺถจีวรํ โย จ ตตฺถ จีวรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสตีติ ฯ อตฺถตกฐินานํ โว ภิกฺขเว อิมานิ ปญฺจ กปฺปิสฺสนฺติ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กฐินํ อตฺถริตพฺพํ ฯ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ สงฺฆสฺส กฐินทุสฺสํ อุปฺปนฺนํ ฯ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ อิมํ กฐินทุสฺสํ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน ทเทยฺย กฐินํ อตฺถริตุํ ฯ เอสา ญตฺติ ฯ {๙๖.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ สงฺฆสฺส กฐินทุสฺสํ อุปฺปนฺนํ ฯ สงฺโฆ อิมํ กฐินทุสฺสํ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน เทติ กฐินํ อตฺถริตุํ ฯ ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิมสฺส กฐินทุสฺสสฺส อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน ทานํ กฐินํ อตฺถริตุํ โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ ทินฺนํ อิทํ สงฺเฆน กฐินทุสฺสํ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน กฐินํ อตฺถริตุํ ฯ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อตฺถตํ โหติ กฐินํ เอวํ อนตฺถตํ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า กฐินไม่เป็นอันกราน คือ:- ๑. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงขีดรอย ๒. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงซักผ้า ๓. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงกะผ้า ๔. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงตัดผ้า ๕. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงเนาผ้า ๖. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงเย็บด้น ๗. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงทำลูกดุม ๘. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงทำรังดุม ๙. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงประกอบผ้าอนุวาต ๑๐. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงประกอบผ้าอนุวาตด้านหน้า ๑๑. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงดามผ้า ๑๒. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงย้อมเป็นสีหม่นเท่านั้น ๑๓. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ทำนิมิตได้มา ๑๔. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่พูดเลียบเคียงได้มา ๑๕. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ยืมเขามา ๑๖. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน ๑๗. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์ ๑๘. กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่มิได้ทำกัปปะพินทุ ๑๙. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าสังฆาฏิเสีย ๒๐. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าอุตราสงค์เสีย ๒๑. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าอันตรวาสกเสีย ๒๒. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากจีวรมีขันธ์ ๕ หรือเกิน ๕ ซึ่งตัดดีแล้ว ทำให้มีมณฑล เสร็จในวันนั้น ๒๓. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากการกรานแห่งบุคคล ๒๔. กฐินไม่เป็นอันกรานโดยชอบ ถ้าภิกษุผู้อยู่นอกสีมาอนุโมทนากฐินนั้น แม้อย่างนี้ กฐินก็ชื่อว่าไม่เป็นอันกราน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กฐินไม่เป็นอันกราน. กฐินเป็นอันกราน
กถญฺจ ภิกฺขเว อนตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อุลฺลิขิตมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น โธวนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น จีวรวิจารณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น เฉทนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น พนฺธนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น โอวฏฺฏิก- กรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น กณฺฑสกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น ทฬฺหีกมฺมกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อนุวาตกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น ปริภณฺฑกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น โอวฏฺเฏยฺยกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น กมฺพลมทฺทนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น นิมิตฺตกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น ปริกถากเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น กุกฺกุกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น สนฺนิธิกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น นิสฺสคฺคิเยน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อกปฺปกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อญฺญตฺร สงฺฆาฏิยา อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อญฺญตฺร อุตฺตราสงฺเคน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อญฺญตฺร อนฺตรวาสเกน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อญฺญตฺร ปญฺจเกน วา อติเรกปญฺจเกน วา ตทเหว สญฺฉินฺเนน สมณฺฑลีกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น อญฺญตฺร ปุคฺคลสฺส อตฺถารา อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ น สมฺมา เจว อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ ตญฺเจ นิสฺสีมฏฺโฐ อนุโมทติ เอวํปิ อนตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อนตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า กฐินเป็นอันกราน คือ:- ๑. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าใหม่ ๒. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าเทียมใหม่ ๓. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าเก่า ๔. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าบังสุกุล ๕. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ตกตามร้าน ๖. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้ทำนิมิตได้มา ๗. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้พูดเลียบเคียงได้มา ๘. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้ยืมเขามา ๙. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้เก็บไว้ค้างคืน ๑๐. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้เป็นนิสสัคคีย์ ๑๑. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ทำกัปปะพินทุแล้ว ๑๒. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าสังฆาฏิ ๑๓. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าอุตราสงค์ ๑๔. กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าอันตรวาสก ๑๕. กฐินเป็นอันกราน ด้วยจีวรมีขันธ์ ๕ หรือเกิน ๕ ซึ่งตัดดีแล้ว ทำให้มีมณฑลเสร็จ ในวันนั้น ๑๖. กฐินเป็นอันกราน เพราะการแห่งบุคคล ๑๗. กฐินเป็นอันกราน ถ้าภิกษุอยู่ในสีมาอนุโมทนากฐินนั้น แม้อย่างนี้ กฐินก็ชื่อว่า เป็นอันกราน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กฐินเป็นอันกราน.
กถญฺจ ภิกฺขเว อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อหเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อหตกปฺเปน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ ปิโลติกาย อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ ปํสุกูเลน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ ปาปณิเกน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อนิมิตฺตกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อปริกถากเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อกุกฺกุกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อสนฺนิธิกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อนิสฺสคฺคิเยน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ กปฺปกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ สงฺฆาฏิยา อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อุตฺตราสงฺเคน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ อนฺตรวาสเกน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ ปญฺจเกน วา อติเรกปญฺจเกน วา ตทเหว สญฺฉินฺเนน สมณฺฑลีกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ ปุคฺคลสฺส อตฺถารา อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ สมฺมา เจว อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ ตญฺเจ สีมฏฺโฐ อนุโมทติ เอวํปิ อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อตฺถตํ โหติ กฐินํ ฯ