พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด
ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด ใช้จีวรที่ย้อมน้ำฝาด มีสีเหมือนงาช้าง ประชาชนจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้จีวร ที่มิได้ตัด รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญชาให้แต่งจีวร
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อจฺฉินฺนกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ ทนฺตกสาวานิ ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯ ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อจฺฉินฺนกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางทักขิณาคิรีชนบท พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นใน ระหว่างๆ ด้วยคันนาสั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัด กันไป ครั้นแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์เธอเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดิน ขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยมพูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่างๆ ด้วยคันนา สั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกันไปหรือไม่? อา. เห็นตามพระพุทธดำรัส พระพุทธเจ้าข้า. ภ. เธอสามารถแต่งจีวรของภิกษุทั้งหลายให้มีรูปอย่างนั้นได้หรือไม่? อา. สามารถ พระพุทธเจ้าข้า. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ทักขิณาคิรีชนบทตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ กลับมาพระนครราชคฤห์อีก ครั้งนั้นท่านพระอานนท์แต่งจีวรสำหรับภิกษุหลายรูป ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงทอดพระเนตรจีวรที่ข้าพระ- *พุทธเจ้าแต่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. ตรัสสรรเสริญท่านพระอานนท์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาด อานนท์ ได้ซาบซึ้งถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำที่เรากล่าวย่อได้โดยกว้างขวาง อานนท์ทำผ้ากุสิก็ได้ ทำผ้าชื่อ อัฑฒกุสิก็ได้ ทำผ้าชื่อมณฑลก็ได้ ทำผ้าชื่ออัฑฒมณฑลก็ได้ ทำผ้าชื่อวิวัฏฏะก็ได้ ทำผ้าชื่อ อนุวิวัฏฏะก็ได้ ทำผ้าชื่อคีเวยยกะก็ได้ ทำผ้าชื่อชังเฆยยกะก็ได้ และทำผ้าชื่อพาหันตะก็ได้ จีวรจักเป็นผ้าที่ตัดแล้ว เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควรแก่สมณะ และพวกศัตรูไม่ต้องการ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิตัด ผ้าอุตราสงค์ตัด ผ้าอันตรวาสกตัด. เสด็จพระพุทธดำเนินทางไกล
อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน ทกฺขิณาคิริ เตน จาริกํ ปกฺกามิ ฯ อทฺทสา โข ภควา มาคธกฺเขตฺตํ อจฺจิพทฺธํ ปาลิพทฺธํ มริยาทพทฺธํ สิงฺฆาฏกพทฺธํ ทิสฺวาน อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ อานนฺท มาคธกฺเขตฺตํ อจฺจิพทฺธํ ปาลิพทฺธํ มริยาทพทฺธํ สิงฺฆาฏกพทฺธนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ ฯ อุสฺสหสิ ตฺวํ อานนฺท ภิกฺขูนํ เอวรูปานิ จีวรานิ สํวิทหิตุนฺติ ฯ อุสฺสหามิ ภควาติ ฯ อถโข ภควา ทกฺขิณาคิริสฺมึ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา ปุนเทว ราชคหํ ปจฺฉาคจฺฉิ ฯ {๑๔๙.๑} อถโข อายสฺมา อานนฺโท สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ จีวรานิ สํวิทหิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ปสฺสตุ เม ภนฺเต ภควา จีวรานิ สํวิทหิตานีติ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปณฺฑิโต ภิกฺขเว อานนฺโท มหาปญฺโญ ภิกฺขเว อานนฺโท ยตฺร หิ นาม มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานิสฺสติ กุสิมฺปิ นาม กริสฺสติ อฑฺฒกุสิมฺปิ นาม กริสฺสติ มณฺฑลมฺปิ นาม กริสฺสติ อฑฺฒมณฺฑลมฺปิ นาม กริสฺสติ วิวฏฺฏมฺปิ นาม กริสฺสติ อนุวิวฏฺฏมฺปิ นาม กริสฺสติ คีเวยฺยกมฺปิ นาม กริสฺสติ ชงฺเฆยฺยกมฺปิ นาม กริสฺสติ พาหนฺตมฺปิ นาม กริสฺสติ ฉินฺนกญฺจ ภวิสฺสติ สตฺถลูขํ สมณสารุปฺปํ ปจฺจตฺถิกานญฺจ อนภิชฺฌิตํ อนุชานามิ ภิกฺขเว ฉินฺนกํ สงฺฆาฏึ ฉินฺนกํ อุตฺตราสงฺคํ ฉินฺนกํ อนฺตรวาสกนฺติ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางพระนครเวสาลี พระองค์เสด็จพระพุทธดำเนินทางไกลระหว่าง พระนครราชคฤห์ และระหว่างพระนครเวสาลีต่อกัน ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุหลายรูป หอบผ้า พะรุงพะรัง บ้างก็ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูกขึ้นบนศีรษะ บ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กระเดียดไว้ที่สะเอว เดินมาอยู่ ครั้นแล้ว ได้ทรงดำริว่า โมฆบุรุษเหล่านี้ เวียนมาเพื่อความมักมากในจีวรเร็วนัก เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินผ่าน ระยะทางโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคตมกเจดีย์ เขตพระนครเวสาลีนั้น. ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงผ้าจีวรผืนเดียว ประทับนั่งอยู่กลางแจ้งตอน กลางคืน ขณะน้ำค้างตก ในราตรีเหมันตฤดู กำลังหนาว ตั้งอยู่ระหว่างเดือน ๓ กับเดือน ๔ ต่อกัน ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาค เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคจึงทรงห่มจีวรผืนที่สอง ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาค เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคจึงทรงห่มจีวร ผืนที่สาม ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาค เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ขณะรุ่งอรุณแห่ง ราตรีอันเป็นเบื้องต้นแห่งความสดชื่น ความหนาวได้มีแก่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคจึง ทรงห่มจีวรผืนที่สี่ ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ ที่เป็นคนขี้หนาว กลัวต่อความหนาว อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอเราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฏ ในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย เราพึงอนุญาตผ้าสามผืน. พระพุทธานุญาตไตรจีวร ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก เกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเดินทางไกลในระหว่างพระนคร ราชคฤห์ และระหว่างพระนครเวสาลีต่อกัน ได้เห็นภิกษุหลายรูปในธรรมวินัยนี้ หอบผ้าพะรุงพะรัง บ้างก็ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูกขึ้นบนศีรษะ บ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กระเดียดไว้ที่สะเอว เดินมาอยู่ ครั้นแล้วเราได้ดำริว่า โมฆบุรุษเหล่านี้ เวียนมาเพื่อความมักมากในจีวรเร็วนัก ไฉนหนอเราจะ พึงกั้นเขตตั้งกฏ ในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราครองผ้าผืนเดียว นั่งอยู่กลางแจ้ง ณ ตำบลนี้ตอนกลางคืน ขณะ น้ำค้างตก ในราตรีเหมันตฤดู กำลังหนาว ตั้งอยู่ระหว่างเดือน ๓ กับระหว่างเดือน ๔ ต่อกัน ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่ สอง ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวได้มีแก่เรา เราจึง ห่มจีวรผืนที่สาม ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ขณะรุ่งอรุณแห่งราตรี อันเป็นเบื้องต้นแห่งความสดชื่น ความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่สี่ ความหนาว มิได้มีแก่เรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้ดำริว่า กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ ที่เป็นคนขี้หนาว กลัวต่อ ความหนาว ก็อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอ เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฏ ในเรื่องผ้า แก่ภิกษุทั้งหลาย เราจะพึงอนุญาตไตรจีวร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าอุตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว. พระพุทธบัญญัติอดิเรกจีวร
อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน เวสาลี เตน จาริกํ ปกฺกามิ ฯ อทฺทสา โข ภควา อนฺตรา จ ราชคหํ อนฺตรา จ เวสาลึ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน สมฺพหุเล ภิกฺขู จีวเรหิ อุพฺภณฺฑีกเต สีเสปิ จีวรภิสึ กริตฺวา ขนฺเธปิ จีวรภิสึ กริตฺวา กฏิยาปิ จีวรภิสึ กริตฺวา อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวาน ภควโต เอตทโหสิ อติลหุํ โข อิเม โมฆปุริสา จีวเร พาหุลฺลาย อาวฏฺฏา ยนฺนูนาหํ ภิกฺขูนํ จีวเร สีมํ พนฺเธยฺย มริยาทํ ฐเปยฺยนฺติ ฯ อถโข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน เวสาลี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ โคตมเก เจติเย ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา สีตาสุ เหมนฺติกาสุ รตฺตีสุ อนฺตรฏฺฐกาสุ หิมปาตสมเย รตฺตึ อชฺโฌกาเส เอกจีวโร นิสีทิ น ภควนฺตํ สีตํ อโหสิ นิกฺขนฺเต ปฐเม ยาเม สีตํ ภควนฺตํ อโหสิ ทุติยํ ภควา จีวรํ ปารุปิ น ภควนฺตํ สีตํ อโหสิ นิกฺขนฺเต มชฺฌิเม ยาเม สีตํ ภควนฺตํ อโหสิ ตติยํ ภควา จีวรํ ปารุปิ น ภควนฺตํ สีตํ อโหสิ นิกฺขนฺเต ปจฺฉิเม ยาเม อุทฺธเต อรุเณ นนฺทิมุขิยา รตฺติยา สีตํ ภควนฺตํ อโหสิ จตุตฺถํ ภควา จีวรํ ปารุปิ น ภควนฺตํ สีตํ อโหสิ ฯ อถโข ภควโต เอตทโหสิ เยปิ โข เต กุลปุตฺตา อิมสฺมึ ธมฺมวินเย สีตาลุกา สีตภีรุกา เตปิ สกฺโกนฺติ ติจีวเรน ยาเปตุํ ยนฺนูนาหํ ภิกฺขูนํ จีวเร สีมํ พนฺเธยฺยํ มริยาทํ ฐเปยฺยํ ติจีวรํ อนุชาเนยฺยนฺติ ฯ {๑๕๐.๑} อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิธาหํ ภิกฺขเว อนฺตรา จ ราชคหํ อนฺตรา จ เวสาลึ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน อทฺทสํ สมฺพหุเล ภิกฺขู จีวเรหิ อุพฺภณฺฑีกเต สีเสปิ จีวรภิสึ กริตฺวา ขนฺเธปิ จีวรภิสึ กริตฺวา กฏิยาปิ จีวรภิสึ กริตฺวา อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวาน เม เอตทโหสิ อติลหุํ โข อิเม โมฆปุริสา จีวเร พาหุลฺลาย อาวฏฺฏา ยนฺนูนาหํ ภิกฺขูนํ จีวเร สีมํ พนฺเธยฺยํ มริยาทํ ฐเปยฺยนฺติ ฯ อิธาหํ ภิกฺขเว สีตาสุ เหมนฺติกาสุ รตฺตีสุ อนฺตรฏฺฐกาสุ หิมปาตสมเย รตฺตึ อชฺโฌกาเส เอกจีวโร นิสีทึ น มํ สีตํ อโหสิ นิกฺขนฺเต ปฐเม ยาเม สีตํ มํ อโหสิ ทุติยาหํ จีวรํ ปารุปึ น มํ สีตํ อโหสิ นิกฺขนฺเต มชฺฌิเม ยาเม สีตํ มํ อโหสิ ตติยาหํ จีวรํ ปารุปึ น มํ สีตํ อโหสิ นิกฺขนฺเต ปจฺฉิเม ยาเม อุทฺธเต อรุเณ นนฺทิมุขิยา รตฺติยา สีตํ มํ อโหสิ จตุตฺถาหํ จีวรํ ปารุปึ น มํ สีตํ อโหสิ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ เยปิ โข เต กุลปุตฺตา อิมสฺมึ ธมฺมวินเย สีตาลุกา สีตภีรุกา เตปิ สกฺโกนฺติ ติจีวเรน ยาเปตุํ ยนฺนูนาหํ ภิกฺขูนํ จีวเร สีมํ พนฺเธยฺยํ มริยาทํ ฐเปยฺยํ ติจีวรํ อนุชาเนยฺยนฺติ อนุชานามิ ภิกฺขเว ติจีวรํ ทฺวิคุณํ สงฺฆาฏึ เอกจฺจิยํ อุตฺตราสงฺคํ เอกจฺจิยํ อนฺตรวาสกนฺติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตไตรจีวร จึงใช้จีวรสำรับหนึ่งสำหรับเข้าบ้าน สำรับหนึ่งสำหรับอยู่ในอาราม สำรับหนึ่งสำหรับลงสรงน้ำ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ทรง อดิเรกจีวรเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก เกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทรงอดิเรกจีวร รูปใดทรง พึงปรับอาบัติตามธรรม สมัยต่อมา อดิเรกจีวรบังเกิดขึ้นแก่ท่านพระอานนท์ และท่านประสงค์จะถวายจีวรนั้น แด่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตรอยู่ถึงเมืองสาเกต จึงท่านพระอานนท์ได้มีความปริวิตก ว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุไม่พึงทรงอดิเรกจีวร ก็อดิเรกจีวรนี้บังเกิดแก่เรา และเราก็ใคร่จะถวายจีวรผืนนี้แก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราจะพึงปฏิบัติ อย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อานนท์ ยังอีกนานเท่าไร สารีบุตรจึงจะกลับมา? ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ยังอีก ๙ วัน หรือ ๑๐ วัน พระพุทธเจ้าข้า. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง. พระพุทธานุญาตให้วิกัปอดิเรกจีวร สมัยต่อมา อดิเรกจีวรบังเกิดแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความปริวิตกว่า พวกเราจะพึงปฏิบัติในอดิเรกจีวรอย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มี พระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วิกัปอดิเรกจีวร. พระพุทธานุญาตผ้าปะเป็นต้น
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ภควตา ติจีวรํ อนุญฺญาตนฺติ อญฺเญเนว ติจีวเรน คามํ ปวิสนฺติ อญฺเญเนว ติจีวเรน อาราเม อจฺฉนฺติ อญฺเญเนว ติจีวเรน นหานํ โอตรนฺติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อติเรกจีวรํ ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ {๑๕๑.๑} อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว อติเรกจีวรํ ธาเรตพฺพํ โย ธาเรยฺย ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต อานนฺทสฺส อติเรกจีวรํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ อายสฺมา จ อานนฺโท ตํ จีวรํ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ทาตุกาโม โหติ ฯ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต สาเกเต วิหรติ ฯ อถโข อายสฺมโต อานนฺทสฺส เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ น อติเรกจีวรํ ธาเรตพฺพนฺติ อิทญฺจ เม อติเรกจีวรํ อุปฺปนฺนํ อหญฺจิมํ จีวรํ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ทาตุกาโม อายสฺมา จ สารีปุตฺโต สาเกเต วิหรติ กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กีวจิรํ ปนานนฺท สารีปุตฺโต อาคจฺฉิสฺสตีติ ฯ นวมํ วา ภควา ทิวสํ ทสมํ วาติ ฯ {๑๕๑.๒} อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว ทสาหปรมํ อติเรกจีวรํ ธาเรตุนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขูนํ อติเรกจีวรํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ อถโข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ กถํ นุ โข อเมฺหหิ อติเรกจีวเร ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อติเรกจีวรํ วิกปฺเปตุนฺติ ฯ
ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครเวสาลีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ พระพุทธดำเนินไปทางพระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ ถึงพระนคร พาราณสี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสีนั้น สมัยนั้น ผ้าอันตรวาสกของภิกษุรูปหนึ่งขาดทะลุ และท่านได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตผ้า ๓ ผืน คือ ผ้าสังฆาฏิสองชั้น ผ้าอุตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว ก็ผ้าอันตรวาสกของเรานี้ขาดทะลุ ไฉนหนอ เราพึงดามผ้าปะ โดยรอบจักเป็นสองชั้น ตรง กลางจักเป็นชั้นเดียว ดังนี้แล้ว ดามผ้าปะทันที พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินไปตาม เสนาสนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นกำลังดามผ้าปะ ครั้นแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ภิกษุนั้น ได้ ตรัสถามว่า เธอกำลังทำอะไร ภิกษุ? ภิ. กำลังปะผ้า พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดีละ ดีละ ภิกษุ เป็นการชอบแท้ ภิกษุ ที่เธอดามผ้าปะ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิด นั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าอุตราสงค์ ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว สำหรับผ้าใหม่มีกับปะใหม่ ผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ผ้าอุตราสงค์ ๒ ชั้น อันตรวาสก ๒ ชั้น สำหรับผ้าที่เก็บไว้ล่วงฤดู พึงทำอุตสาหะในผ้าบังสุกุลจนพอต้องการ หรือทำอุตสาหะในผ้าที่ตกจากร้านตลาด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าปะ การชุน รังดุม ลูกดุม การทำให้มั่น.
อถโข ภควา เวสาลิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน พาราณสี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน พาราณสี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อนฺตรวาสโก ฉิทฺโท โหติ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ ภควตา ติจีวรํ อนุญฺญาตํ ทฺวิคุณา สงฺฆาฏิ เอกจฺจิโย อุตฺตราสงฺโค เอกจฺจิโย อนฺตรวาสโก อยญฺจ เม อนฺตรวาสโก ฉิทฺโท ยนฺนูนาหํ อคฺคฬํ อจฺฉุเปยฺยํ สมนฺตโต ทุปฏฺฏํ ภวิสฺสติ มชฺเฌ เอกจฺจิยนฺติ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ อคฺคฬํ อจฺฉุเปสิ ฯ อทฺทสา โข ภควา เสนาสนจาริกํ อาหิณฺฑนฺโต ตํ ภิกฺขุํ อคฺคฬํ อจฺฉุเปนฺตํ ทิสฺวาน เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ กึ ตฺวํ ภิกฺขุ กโรสีติ ฯ อคฺคฬํ ภควา อจฺฉุเปมีติ ฯ สาธุ สาธุ ภิกฺขุ สาธุ โข ตฺวํ ภิกฺขุ อคฺคฬํ อจฺฉุเปสีติ ฯ {๑๕๒.๑} อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว อหตานํ ทุสฺสานํ อหตกปฺปานํ ทฺวิคุณํ สงฺฆาฏึ เอกจฺจิยํ อุตฺตราสงฺคํ เอกจฺจิยํ อนฺตรวาสกํ อุตุทฺธตานํ ทุสฺสานํ จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ทฺวิคุณํ อุตฺตราสงฺคํ ทฺวิคุณํ อนฺตรวาสกํ ปํสุกูเล ยาวทตฺถํ ปาปณิเก อุสฺสาโห กรณีโย อนุชานามิ ภิกฺขเว อคฺคฬํ ตุนฺนํ โอวฏฺฏิกํ กณฺฑุสกํ ทฬฺหีกมฺมนฺติ ฯ