เรื่องพระอุปนนท์
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ เรื่องพระอุปนนท์
ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนนทศากยบุตร จำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้ไปอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นปรารถนาจะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน ภิกษุ เหล่านั้น พูดอย่างนี้ว่า อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วน แบ่งไหม ขอรับ ท่านพระอุปนนท์ตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ แล้วได้รับส่วน จีวรแต่อาวาสนั้นไปวัดอื่น แม้ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน และ พูดอย่างนี้ว่า อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ ท่านพระอุปนนท์ตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ แล้วได้รับส่วนจีวรแต่อาวาส นั้นไปวัดอื่น แม้ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวรจึงประชุมกัน และก็พูดอย่างนี้ว่า อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ ท่าน พระอุปนนท์ตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ แล้วได้รับจีวรแต่อาวาสแม้นั้น ถือจีวร ห่อใหญ่กลับมาพระนครสาวัตถีตามเดิม. ภิกษุทั้งหลายชมเชยอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้าอุปนนท์ ท่านเป็นผู้มีบุญมาก จีวรจึงเกิดขึ้น แก่ท่านมากมาย. อุป. อาวุโสทั้งหลาย บุญของผมที่ไหน ผมจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถีนี้ ได้ไป อาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง พวกภิกษุในวัดนั้น ปรารถนาจะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน พวกเธอกล่าว กะผมอย่างนี้ว่า อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ ผมตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ แล้วได้รับส่วนจีวรแต่อาวาสนั้นไปวัดอื่น แม้ภิกษุในวัดนั้น ก็ปรารถนาจะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน และพวกเธอก็ได้กล่าวกะผมอย่างนี้ว่า อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ ผมตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ แล้วได้รับส่วนจีวรแต่อาวาสนั้น ไปวัดอื่น แม้ภิกษุในวัดนั้น ก็ปรารถนาจะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน และกล่าวกะผมอย่างนี้ว่า อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่ง จีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ ผมตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ แล้วได้รับส่วนจีวรแต่อาวาสแม้นั้น เพราะอย่างนี้ จีวรจึงเกิดขึ้นแก่ผมมากมาย. ภิ. พระคุณเจ้าอุปนนท์ ท่านจำพรรษาในวัดหนึ่ง แล้วยังยินดีส่วนจีวรในอีกวัด หนึ่งหรือ? อุป. อย่างนั้น ขอรับ. บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระ อุปนนทศากยบุตร จำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว จึงได้ยินดีส่วนจีวรในอีกวัดหนึ่งเล่า แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามท่านพระอุปนนท์ว่า ดูกรอุปนนท์ ข่าวว่าเธอจำพรรษาในวัด หนึ่งแล้ว ยินดีส่วนจีวรในอีกวัดหนึ่ง จริงหรือ? ท่านพระอุปนนท์ทูลรับว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว ไฉน จึงได้ยินดีส่วนจีวรในอีกวัดหนึ่งเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ จำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว ไม่พึงยินดีส่วนจีวรในวัดอื่น รูปใดยินดี ต้องอาบัติทุกกฏ. สมัยต่อมา ท่านพระอุปนนทศากยบุตร รูปเดียวจำพรรษาอยู่สองวัด ด้วยคิดว่าโดยวิธี อย่างนี้ จีวรจักเกิดขึ้นแก่เรามาก ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความสงสัยว่า พวกเราจักให้ส่วน จีวรแก่ท่านพระอุปนนทศากยบุตรอย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสแนะว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงให้ส่วนแก่โมฆบุรุษส่วนเดียว. ภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ภิกษุรูปเดียว จำพรรษาอยู่ ๒ วัด ด้วยคิดว่าโดยวิธีอย่างนี้ จีวร จักเกิดขึ้นแก่เรามาก ถ้าภิกษุจำพรรษาในวัดโน้นกึ่งหนึ่ง วัดโน้นกึ่งหนึ่ง พึงให้ส่วนจีวรในวัด โน้นกึ่งหนึ่ง วัดโน้นกึ่งหนึ่ง หรือจำพรรษาในวัดใดมากกว่า พึงให้ส่วนจีวรในวัดนั้น.
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต สาวตฺถิยํ วสฺสํ วุตฺโถ อญฺญตรํ คามกาวาสํ อคมาสิ ฯ ตตฺถ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ ฯ เต เอวมาหํสุ อิมานิ โข อาวุโส สงฺฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺติ ฯ อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ ตโต จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสิ ฯ ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ ฯ เตปิ เอวมาหํสุ อิมานิ โข อาวุโส สงฺฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺติ ฯ {๑๖๕.๑} อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ ตโตปิ จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสิ ฯ ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ ฯ เตปิ เอวมาหํสุ อิมานิ โข อาวุโส สงฺฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺติ ฯ อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ ตโตปิ จีวรภาคํ คเหตฺวา มหนฺตํ จีวรภณฺฑิกํ อาทาย ปุนเทว สาวตฺถึ ปจฺจาคจฺฉิ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ มหาปุญฺโญสิ ตฺวํ อาวุโส อุปนนฺท พหุํ เต จีวรํ อุปฺปนฺนนฺติ ฯ กุโต เม อาวุโส ปุญฺญํ อิธาหํ สาวตฺถิยํ วสฺสํ วุตฺโถ อญฺญตรํ คามกาวาสํ อคมาสึ ตตฺถ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ เต มํ เอวมาหํสุ อิมานิ โข อาวุโส สงฺฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺติ อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ ตโต จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสึ ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ เตปิ มํ เอวมาหํสุ อิมานิ โข อาวุโส สงฺฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺติ อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ ตโตปิ จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสึ ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ เตปิ มํ เอวมาหํสุ อิมานิ โข อาวุโส สงฺฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺติ อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ ตโตปิ จีวรภาคํ อคฺคเหสึ เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปนฺนนฺติ ฯ {๑๖๕.๒} กึ ปน ตฺวํ อาวุโส อุปนนฺท อญฺญตฺร วสฺสํ วุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยีติ ฯ เอวมาวุโสติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต อญฺญตฺร วสฺสํ วุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยิสฺสตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุปนนฺท อญฺญตฺร วสฺสํ วุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส อญฺญตฺร วสฺสํ วุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยิสฺสสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว อญฺญตฺร วสฺสํ วุตฺเถน อญฺญตฺร จีวรภาโค สาทิตพฺโพ โย สาทิเยยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๑๖๕.๓} เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต เอโก ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วสิ เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ฯ อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ กถํ นุ โข อายสฺมโต อุปนนฺทสฺส สกฺยปุตฺตสฺส จีวรปฏิวิโส ทาตพฺโพติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ เทถ ภิกฺขเว โมฆปุริสสฺส เอกาธิปฺปายํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอโก ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วสติ เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ฯ สเจ อมุตฺร อุปฑฺฒํ อมุตฺร อุปฑฺฒํ วสติ อมุตฺร อุปฑฺโฒ อมุตฺร อุปฑฺโฒ จีวรปฏิวิโส ทาตพฺโพ ยตฺถ วา ปน พหุตรํ วสติ ตโต จีวรปฏิวิโส ทาตพฺโพติ ฯ