This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๕

Other items in this volume

เรื่องพระเจ้าพิมพิสารรับสั่งให้โสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้า เรื่องพระสาคตะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เรื่องโสณโกฬิวิสะเศรษฐีบุตรบรรพชา เรื่องทรงเปรียบเทียบความเพียรกับสายพิณ พระโสณะบรรลุอรหัตตผล อุปนิสัยสมบัติของผู้เป็นพระอรหันต์ นิคมคาถา๑๔๘. ทิคุณาทิอุปาหนปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามใช้รองเท้า ๒ ชั้นเป็นต้น ๑๔๙. สัพพนีลกาทิปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามใช้รองเท้าสีเขียวล้วนเป็นต้น เรื่องทรงห้ามใช้รองเท้าหุ้มส้นเป็นต้น ๑๕๐. โอมุกกคุณังคุณุปาหนานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ใช้แล้ว เรื่องภิกษุเท้าแตก ๑๕๑. อัชฌารามุปาหนปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามสวมรองเท้าในอาราม เรื่องภิกษุอาพาธเป็นหน่อที่เท้า ๑๕๒. กัฏฐปาทุกาทิปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามสวมเขียงเท้าไม้เป็นต้น เรื่องเขียงเท้าใบตาล เรื่องเขียงเท้าสานด้วยใบไผ่ เรื่องเขียงเท้าสานด้วยหญ้าสามัญเรื่องพระฉัพพัคคีย์จับแม่โค ๑๕๓. ยานาทิปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามยานพาหนะเป็นต้น เรื่องพระฉัพพัคคีย์โดยสารยานพาหนะและภิกษุเป็นไข้ เรื่องยานพาหนะเทียมด้วยโคเพศผู้และยานพาหนะที่ใช้มือลาก เรื่องคานหาม๑๕๔. อุจจาสยนมหาสยนาปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามที่นอนสูงใหญ่ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้ที่นอนสูงใหญ่ ๑๕๕. สัพพจัมมปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามแผ่นหนัง เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้หนังผืนใหญ่ เรื่องภิกษุใจบาปขอหนังลูกโค เรื่องทรงห้ามใช้หนังโคเป็นต้น ๑๕๖. คิหิวิกตานุญญาตาทิ ว่าด้วยทรงอนุญาตเครื่องคิหิวิกัต เป็นต้น ทรงห้ามและอนุญาตให้สวมรองเท้าเข้าหมู่บ้าน เรื่องพระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าเข้าหมู่บ้านและภิกษุเป็นไข้๑๕๗. โสณกุฏิกัณณวัตถุ ว่าด้วยพระโสณกุฏิกัณณะ เรื่องพระมหากัจจานะ ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ว่าด้วยอาณัตติกพจน์ของท่านพระมหากัจจานะ ๕ ประการ พระโสณะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เรื่องพระโสณะสวดพระสูตรในอัฏฐกวรรค เรื่องประทานพร ๕ อย่างแก่พระโสณะ กำหนดเขตปัจจันตชนบทและมัชฌิมชนบท๑๕๙. รวมเรื่องที่มีในจัมมขันธกะ๑๖๐. ปัญจเภสัชชกถา ว่าด้วยทรงอนุญาตเภสัช ๕ เรื่องภิกษุอาพาธในฤดูสารท ทรงอนุญาตเภสัช ๕ ในกาล เรื่องเภสัช ๕ ในเวลาวิกาลเรื่องน้ำมันเหลวที่เป็นยา ๑๖๑. มูลาทิเภสัชชกถา ว่าด้วยทรงอนุญาตเครื่องยามีรากไม้เป็นต้น เรื่องรากไม้ที่เป็นยา เรื่องรากไม้บดที่เป็นยา เรื่องน้ำฝาดที่เป็นยา เรื่องใบไม้ที่เป็นยา เรื่องผลไม้ที่เป็นยา เรื่องยางไม้ที่เป็นยา เรื่องเกลือที่เป็นยา เรื่องมูลโค ดินเหนียว กากน้ำย้อมดับกลิ่นตัว เรื่องยาผงและเครื่องร่อนยา เรื่องเนื้อดิบและเลือดสด เรื่องยาหยอดตา เรื่องเครื่องบดยาผสมยาตา เรื่องกลักยาตา เรื่องไม้ป้ายยาตา เรื่องที่เก็บไม้ป้ายยาตา เรื่องน้ำมันทาศีรษะ เรื่องนัตถุ์ยา เรื่องกล้องยานัตถุ์ เรื่องสูดควัน เรื่องกล้องสูดควันและฝาปิดกล้องสูดควันพระปิลินทวัจฉะอาพาธเป็นโรคลม เรื่องน้ำมันหุง เรื่องน้ำเมาเจือในน้ำมันหุง เรื่องน้ำมันเจือด้วยน้ำเมามากเกินไป ๑๖๑. มูลาทิเภสัชชกถา เรื่องทรงอนุญาตน้ำมันเจือน้ำเมามากใช้เป็นยาทา เรื่องลักจั่น เรื่องการรมเหงื่อ เรื่องรมใหญ่ เรื่องรมด้วยใบไม้ต่างๆ เรื่องอ่างน้ำ เรื่องใช้เขาสัตว์กอกระบายโลหิตออก เรื่องยาทาเท้า เรื่องปรุงน้ำมันทาเท้าเรื่องภิกษุอาพาธเป็นฝี เรื่องยามหาวิกัฏ ๔ อย่าง ภิกษุอาพาธด้วยโรคต่างๆ๑๖๒. ปิลินทวัจฉวัตถุ ว่าด้วยพระปิลินทวัจฉะ เรื่องพระปิลินทวัจฉะจะทำความสะอาดเงื้อมเขา และพระเจ้าพิมพิสารพระราชทานคนงานวัด ทรงอนุญาตคนงานวัด เรื่องฉันเภสัชที่เก็บไว้ ๗ วัน๑๖๓. คุฬาทิอนุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตน้ำอ้อยงบเป็นต้น เรื่องน้ำอ้อยงบ เรื่องถั่วเขียว เรื่องยาดองโลณโสวีรกะ ๑๖๔. อันโตวุฏฐาทิปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามการหุงต้มภายในเป็นต้น เรื่องอาหารที่หุงต้มเอง เรื่องอุ่นภัตตาหาร เรื่องให้เก็บอาหารภายในและหุงต้มเองเมื่อคราวจำเป็น ๑๖๕. อุคคหิตปฏิคคหณา ว่าด้วยการรับประเคนของที่จับต้องแล้ว เรื่องรับประเคนผลไม้ที่จับต้องแล้ว เรื่องพราหมณ์ถวายงาและน้ำผึ้ง ๑๖๖. ปฏิคคหิตาทิอนุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตให้ฉันของที่รับประเคนไว้เป็นต้น เรื่องของฉันที่รับประเคนไว้ตอนเช้า เรื่องพระสารีบุตรอาพาธร้อนในกาย เรื่องฉันผลไม้ที่ปล้อนเมล็ดออก๑๖๗. สัตถกัมมปฏิกเขปกถา ว่าด้วยการทรงห้ามทำสัตถกรรม เรื่องริดสีดวงทวาร เรื่องทรงห้ามทำวัตถิกรรม๑๖๘. มนุสสมังสปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามฉันเนื้อมนุษย์ เรื่องอุบาสิกาสุปปิยาเชือดเนื้อขาอ่อนถวาย เรื่องทรงห้ามฉันเนื้อมนุษย์ ๑๖๙. หัตถิมังสาทิปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามฉันเนื้อช้างเป็นต้น๑๗๐. ยาคุมธุโคฬกานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตข้าวต้มและขนมหวาน เรื่องพราหมณ์คอยโอกาสถวายภัตตาหาร ประโยชน์ของข้าวต้มมี ๑๐ อย่าง๑๗๑. ตรุณัปปสันนมหามัตตวัตถุ ว่าด้วยมหาอมาตย์ผู้เลื่อมใสใหม่๑๗๒. เพลัฏฐกัจจานวัตถุ ว่าด้วยพราหมณ์เพลัฏฐกัจจานะถวายน้ำอ้อยงบ๑๗๓. ปาฏลิคามวัตถุ ว่าด้วยชาวปาฏลิคามถวายที่พัก เรื่องทรงรับอาคารพักแรม โทษแห่งศีลวิบัติ ๕ ประการ อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ๕ ประการ๑๗๔. สุนีธวัสสการวัตถุ ว่าด้วยมหาอมาตย์สุนีธะและวัสสการะ เรื่องพุทธทำนายเกี่ยวกับนครปาฏลีบุตร นครปาฏลีบุตรจะแตกด้วยภัย ๓ อย่าง เรื่องประตูโคดมและท่าโคดมที่แม่น้ำคงคา ๑๗๕. โกฏิคามสัจจกถา ว่าด้วยทรงแสดงอริยสัจที่โกฏิคาม นิคมคาถา๑๗๖. อัมพปาลีวัตถุ ว่าด้วยหญิงงามเมืองชื่ออัมพปาลี ๑๗๗. ลิจฉวีวัตถุ ว่าด้วยเจ้าลิจฉวี๑๗๘. สีหเสนาปติวัตถุ ว่าด้วยสีหเสนาบดีสาวกของนิครนถ์นาฏบุตร ข้อกล่าวหาของคนทั่วไป ๘ ประการ พระดำรัสแก้ข้อกล่าวหา ๘ ประการ สีหเสนาบดีได้ธรรมจักษุ เรื่องทรงห้ามฉันเนื้อที่เขาทำเจาะจง๑๗๙. กัปปิยภูมิอนุชานนา ว่าด้วยการทรงอนุญาตกัปปิยภูมิ เรื่องกรุงเวสาลีหาอาหารได้ง่าย เรื่องทรงห้ามอาหารที่หุงต้มภายในเป็นต้น เรื่องฝนตั้งเค้า วิธีสมมติกัปปิยภูมิและกรรมวาจาสมมติ ทรงอนุญาตกัปปิยภูมิ ๓, ๔ ชนิด เรื่องพระยโสชะเป็นไข้๑๘๐. เมณฑกคหปติวัตถุ ว่าด้วยเมณฑกคหบดีถวายปัญจโครสกับเสบียงเดินทาง ๑๘๑. ปัญจโครสาทิอนุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตปัญจโครสเป็นต้น๑๘๒. เกณิยชฏิลวัตถุ ว่าด้วยเกณิยชฎิลถวายน้ำอัฏฐบาน ทรงอนุญาตน้ำอัฏฐบาน ๑๘๓. โรชมัลลวัตถุ ว่าด้วยเจ้ามัลละชื่อโรชะถวายผักกาดสดและของฉันทำด้วยแป้ง๑๘๔. วุฑฒปัพพชิตวัตถุ ว่าด้วยภิกษุเฒ่าเคยเป็นช่างกัลบกในเมืองอาตุมา ห้ามภิกษุผู้เคยเป็นช่างกัลบกเก็บรักษามีดโกน เรื่องผลไม้ดาษดื่นในกรุงสาวัตถี เรื่องปลูกพืช๑๘๕. จตุมหาปเทสกถา ว่าด้วยมหาปเทส ๔ เรื่องทรงอนุญาตกาลิกระคนกัน๑๘๖. รวมเรื่องที่มีในเภสัชชขันธกะเรื่องภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ ๓๐ รูป เรื่องอานิสงส์กฐิน ๕ อย่าง เรื่องวิธีกรานกฐินและญัตติทุติยกรรมวาจาสำหรับกรานกฐิน เรื่องกฐินไม่เป็นอันกราน เรื่องกฐินเป็นอันกรานเรื่องกฐินเดาะด้วยมาติกา ๘ ข้อ ๑๘๘. อาทายสัตตกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรหลีกไป ๗ กรณี ๑๘๙. สมาทายสัตตกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรติดตัวหลีกไป ๗ กรณี ๑๙๐. อาทายฉักกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป ๖ กรณี ๑๙๑. สมาทายฉักกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป ๖ กรณี ๑๙๒. อาทายปัณณรสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรหลีกไป ๑๕ กรณี ๑๙๓. สมาทายปัณณรสกาทิ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรติดตัวหลีกไป ๑๕ กรณีเป็นต้น ๑๙๔. วิปปกตสมาทายปัณณรสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรที่ทำค้างไว้ติดตัวหลีกไป ๑๕ กรณี๑๙๕. อนาสาโทฬสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะความสิ้นหวัง ๑๒ กรณี ๑๙๖. อาสาโทฬสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะความสมหวัง ๑๒ กรณี ๑๙๗. กรณียโทฬสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะมีธุระจำเป็น ๑๒ กรณี ๑๙๘. อปวิลายนนวกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะหวังได้ส่วนจีวร ๙ กรณี ๑๙๙. ผาสุวิหารปัญจกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะหวังอยู่ผาสุก ๕ กรณี ๒๐๐. ปลิโพธาปลิโพธกถา ว่าด้วยปลิโพธและอปลิโพธ ปลิโพธ ๒ อย่าง๒๐๑. รวมเรื่องที่มีในกฐินขันธกะ๒๐๒. ชีวกวัตถุ ว่าด้วยหมอชีวกโกมารภัจ เรื่องคณะกุฎุมพีชาวกรุงราชคฤห์พบหญิงงามเมืองชื่ออัมพปาลี เรื่องบุตรของหญิงงามเมืองชื่อสาลวดี เรื่องชีวกเดินทางไปกรุงตักกสิลา ๒๐๓. เสฏฐิภริยาวัตถุ ว่าด้วยภรรยาเศรษฐีปวดศีรษะ ๒๐๔. พิมพิสารราชวัตถุ ว่าด้วยพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ เรื่องรักษาโรคริดสีดวงทวารของพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ เรื่องพระราชทานตำแหน่งแพทย์หลวง ๒๐๕. ราชคหเสฏฐิวัตถุ ว่าด้วยเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ เรื่องรักษาเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ผู้ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะ ๒๐๖. เสฏฐิปุตตวัตถุ ว่าด้วยบุตรเศรษฐี เรื่องรักษาโรคเนื้องอกในลำไส้๒๐๗. ปัชโชตราชวัตถุ ว่าด้วยพระเจ้าปัชโชต เรื่องรักษาโรคผอมเหลืองของพระเจ้าปัชโชต ๒๐๘. สิเวยยกทุสสยุคกถา ว่าด้วยการพระราชทานผ้าสิไวยกะ ๑ คู่๒๐๙. สมติงสวิเรจนกถา ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคเสวยพระโอสถถ่าย ๓๐ ครั้ง เรื่องหมอชีวกทูลถวายพระโอสถถ่าย ๓๐ ครั้ง ๒๑๐. วรยาจนากถา ว่าด้วยหมอชีวกโกมารภัจกราบทูลขอพร เรื่องทรงรับคู่ผ้าสิไวยกะ เรื่องทรงอนุญาตคหบดีจีวร เรื่องทรงอนุญาตผ้าปาวาร ผ้าไหม และผ้าโกเชาว์ ๒๑๑. กัมพลานุชานนาทิกถา ว่าด้วยทรงอนุญาตผ้ากัมพลเป็นต้น ทรงอนุญาตคหบดีจีวร ๖ ชนิด ๒๑๒. ปังสุกูลปริเยสนกถา ว่าด้วยการแสวงหาผ้าบังสุกุล๒๑๓. จีวรปฏิคคาหกสัมมติกถา ว่าด้วยการแต่งตั้งภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่รับจีวร เรื่องทายกนำจีวรกลับคืน วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจาแต่งตั้งภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่รับจีวร วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจาแต่งตั้งภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่เก็บจีวร ๒๑๔. ภัณฑาคารสัมมติอาทิกถา ว่าด้วยการสมมติเรือนคลังเป็นต้น วิธีสมมติและกรรมวาจาสมมติเรือนคลัง วิธีสมมติและกรรมวาจาแต่งตั้งภิกษุให้เป็นเจ้าหน้าที่เรือนคลัง เรื่องทรงห้ามย้ายเจ้าหน้าที่เรือนคลังเรื่องจีวรเกิดขึ้นมาก เรื่องส่งเสียงดังขณะแจกจีวร วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจาแต่งตั้งภิกษุให้เป็นเจ้าหน้าที่แจกจีวร เรื่องวิธีแจกจีวร เรื่องวิธีให้ส่วนแบ่ง เรื่องให้แลกส่วนของตน เรื่องให้ส่วนพิเศษ เรื่องวิธีให้ส่วนจีวร๒๑๕. จีวรรชนกถา ว่าด้วยน้ำย้อมจีวรเรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด ๒๑๖. ฉินทกจีวรานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตจีวรตัด เรื่องตัดจีวรตามแบบคันนา ตรัสสรรเสริญพระอานนท์ ๒๑๗. ติจีวรานุชานนา ว่าด้วยการอนุญาตไตรจีวร เรื่องทอดพระเนตรเห็นภิกษุแบกห่อจีวร เรื่องทรงอนุญาตไตรจีวร ๒๑๘. อติเรกจีวรกถา ว่าด้วยอติเรกจีวร เรื่องพระฉัพพัคคีย์ทรงอติเรกจีวรชุดอื่นเข้าบ้าน เรื่องอติเรกจีวรเกิดขึ้น เรื่องทรงอนุญาตผ้าปะเมื่ออันตรวาสกขาดทะลุ๒๑๙. วิสาขาวัตถุ ว่าด้วยนางวิสาขากราบทูลขอพร เรื่องนางวิสาขาขอพรเพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝนเป็นต้น คาถาอนุโมทนา๒๒๐. นิสีทนาทิอนุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตผ้ารองนั่งเป็นต้น เรื่องภิกษุนอนหลับขาดสติสัมปชัญญะ นอนหลับขาดสติสัมปชัญญะมีโทษ ๕ อย่าง นอนหลับมีสติสัมปชัญญะ มีอานิสงส์ ๕ อย่าง เรื่องผ้าปูนั่งผืนเล็กเกินไป เรื่องฝีดาษ เรื่องทรงอนุญาตผ้าเช็ดปากเรื่องทรงอนุญาตให้ถือวิสาสะผ้าเปลือกไม้ ๒๒๑. ปัจฉิมวิกัปปนุปคจีวราทิกถา ว่าด้วยผ้าที่ต้องวิกัปเป็นอย่างต่ำเป็นต้น เรื่องอธิษฐาน เรื่องจีวรมีขนาดเพียงไรจึงต้องวิกัป เรื่องอุตตราสงค์ที่ทำจากผ้าบังสุกุลหนัก เรื่องชายสังฆาฏิไม่เสมอกัน เรื่องด้ายหลุดลุ่ย เรื่องแผ่นสังฆาฏิลุ่ยออก เรื่องผ้าไม่พอ เรื่องผ้าเพลาะทรงอนุญาตให้ให้ผ้าแก่โยมมารดาบิดาได้ เรื่องจีวรเกิดขึ้นมาก เรื่องเก็บจีวรไว้ในวิหารอันธวัน เรื่องท่านพระอานนท์เผลอสติ๒๒๒. สังฆิกจีวรุปปาทกถา ว่าด้วยการให้จีวรเกิดขึ้นแก่สงฆ์ เรื่องภิกษุรูปเดียวจำพรรษา เรื่องภิกษุอยู่รูปเดียวตลอดฤดูกาล เรื่องพระเถระสองพี่น้อง เรื่องภิกษุ ๓ รูปจำพรรษาในกรุงราชคฤห์๒๒๓. อุปนันทสักยปุตตวัตถุ ว่าด้วยพระอุปนันทศากยบุตร เรื่องพระอุปนันทะจำพรรษาแล้วไปอาวาสใกล้บ้าน เรื่องพระอุปนันทะจำพรรษาใน ๒ อาวาส๒๒๔. คิลานวัตถุกถา ว่าด้วยภิกษุไข้ เรื่องภิกษุอาพาธเป็นโรคท้องร่วง เรื่องคนไข้ที่พยาบาลได้ยากและพยาบาลได้ง่าย บุคคลผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ควรพยาบาลภิกษุไข้ บุคคลผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรพยาบาลภิกษุไข้ ๒๒๕. มตสันตกกถา ว่าด้วยการให้บริขารของภิกษุมรณภาพแก่ผู้พยาบาลไข้ วิธีมอบให้ไตรจีวร บาตร และกรรมวาจาสำหรับมอบให้๒๒๖. นัคคิยปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามเปลือยกาย ๒๒๗. กุสจีราทิปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามผ้าคากรองเป็นต้น ๒๒๘. สัพพนีลกาทิปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามจีวรสีเขียวล้วนเป็นต้น๒๒๙. วัสสังวุตถานังอนุปปันนจีวรกถา ว่าด้วยจีวรยังไม่เกิดแก่ภิกษุผู้จำพรรษา ๒๓๐. สังฆภินเนจีวรุปปาทกถา ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่งจีวรเมื่อสงฆ์แตกกัน ๒๓๑. ทุคคหิตสุคคหิตาทิกถา ว่าด้วยจีวรที่ถือเอาไม่ดีและถือเอาดีเป็นต้น เรื่องพระเรวตะฝากจีวร เรื่องการถือเอาของฝากโดยวิสาสะและการอธิษฐานเป็นจีวรมรดก๒๓๒. อัฏฐจีวรมาติกา ว่าด้วยจีวรที่เกิดขึ้นมี ๘ มาติกา๒๓๓. รวมเรื่องที่มีในจีวรขันธกะ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ ว่าด้วยพระกัสสปโคตร เรื่องพระกัสสปโคตรผู้อยู่ประจำในอาวาส ณ วาสภคาม ๒๓๕. อธัมมวัคคาทิกัมมกถา ว่าด้วยกรรมที่แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมเป็นต้น เรื่องภิกษุชาวกรุงจัมปาทำกรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมเป็นต้น เรื่องพระผู้มีพระภาคตรัสห้ามเพราะไม่ชอบธรรม กรรม ๔ ประเภท ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา ว่าด้วยกรรมที่ญัตติวิบัติเป็นต้น เรื่องแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ กรรม ๖ ประเภท อธิบายกรรมไม่ชอบธรรม อธิบายกรรมที่แบ่งพวกทำ อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันทำ อธิบายกรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม๒๓๗. จตุวัคคกรณาทิกถา ว่าด้วยกรรมที่สงฆ์กำหนดจำนวน ๔ รูปทำเป็นต้น เรื่องสงฆ์ ๕ ประเภท เรื่องกรรมที่สงฆ์จตุวรรคพึงทำ เรื่องกรรมที่สงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ เรื่องกรรมที่สงฆ์ทสวรรคพึงทำ เรื่องกรรมที่สงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ๒๓๘. ปาริวาสิกาทิกถา ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้น เรื่องสงฆ์มีภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นที่ ๔ ทำสังฆกรรมไม่ได้ และสงฆ์มีภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นเป็นที่ ๒๐ อัพภานไม่ได้ปฏิโกสนา(การกล่าวคัดค้าน) ๒ อย่าง เรื่องคำคัดค้านของคน ๒๗ จำพวกฟังไม่ขึ้น เรื่องคำคัดค้านของภิกษุที่ฟังขึ้น ๒๓๙. เทฺวนิสสารณาทิกถา ว่าด้วยนิสสารณา ๒ อย่างเป็นต้น เรื่องบุคคลที่ถูกขับออกไปดีและบุคคลที่ถูกขับออกไปไม่ดี โอสารณา ๒ อย่าง เรื่องบุคคลที่ไม่ควรรับเข้าหมู่ ๑๑ จำพวก เรื่องบุคคลที่ควรรับเข้าหมู่ ๓๒ จำพวก๒๔๐. อธัมมกัมมาทิกถา ว่าด้วยกรรมที่ไม่ชอบธรรมเป็นต้น เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๗ กรณี เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ไม่ชอบธรรมอีก ๗ กรณี เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ชอบธรรม ๗ กรณี๒๔๑. อุปาลิปุจฉากถา ว่าด้วยพระอุบาลีกราบทูลถามปัญหา เรื่องกรรมไม่ชอบด้วยธรรมไม่ชอบด้วยวินัย เรื่องกรรมที่ชอบด้วยธรรมชอบด้วยวินัย๒๔๒. ตัชชนียกัมมกถา ว่าด้วยตัชชนียกรรม เรื่องภิกษุแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมลงตัชชนียกรรม เรื่องภิกษุในอาวาสอื่นพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรมลงตัชนียกรรมเป็นต้น ๒๔๓. นิยสกัมมกถา ว่าด้วยนิยสกรรม เรื่องสงฆ์ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้โง่เขลาไม่ฉลาด ๒๔๔. ปัพพาชนียกัมมกถา ว่าด้วยปัพพาชนียกรรม เรื่องสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล ๒๔๕. ปฏิสารณียกัมมกถา ว่าด้วยปฏิสารณียกรรม เรื่องสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ด่าบริภาษคฤหัสถ์ ๒๔๖. อทัสสนอุกเขปนียกัมมกถา ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๒๔๗. อัปปฏิกัมมอุกเขปนียกัมมกถา ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ๒๔๘. อัปปฏินิสสัคคอุกเขปนียกัมมกถา ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ๒๔๙. ตัชชนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับตัชชนียกรรม ๒๕๐. นิยสกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับนิยสกรรม ๒๕๑. ปัพพาชนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับปัพพาชนียกรรม ๒๕๒. ปฏิสารณียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับปฏิสารณียกรรม ๒๕๓. อทัสสนอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๒๕๔. อัปปฏิกัมมอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ๒๕๕. อัปปฏินิสสัคคอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ละทิฏฐิบาป๒๕๖. ตัชชนียกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในตัชชนียกรรม ๒๕๗. นิยสกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในนิยสกรรม ๒๕๘. ปัพพาชนียกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในปัพพาชนียกรรม ๒๕๙. ปฏิสารณียกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในปฏิสารณียกรรม ๒๖๐. อทัสสนอุกเขปนียกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๒๖๑ อัปปฏิกัมมอุกเขปนียกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ๒๖๒. อัปปฏินิสสัคคอุกเขปนียกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ๒๖๓. ตัชชนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับตัชชนียกรรม ๒๖๔. นิยสกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับนิยสกรรม ๒๖๕. ปัพพาชนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับปัพพาชนียกรรม ๒๖๖. ปฏิสารณียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับปฏิสารณียกรรม ๒๖๗. อทัสสนอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๒๖๘. อัปปฏิกัมมอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ๒๖๙. อัปปฏินิสสัคคอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป๒๗๐. รวมเรื่องที่มีในจัมเปยยขันธกะ๒๗๑. โกสัมพิกวิวาทกถา ว่าด้วยเรื่องภิกษุชาวกรุงโกสัมพีทะเลาะวิวาทกัน เรื่องพระผู้มีพระภาคทรงแนะนำให้ภิกษุแสดงอาบัติเรื่องพวกภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมทำอุโบสถภายในสีมา นานาสังวาสกภูมิและสมานสังวาสกภูมิเรื่องความบาดหมางกันเป็นต้น ทรงสอบถาม ทรงติเตียนแล้วทรงห้าม๒๗๒. ทีฆาวุวัตถุ ว่าด้วยทีฆาวุกุมาร๒๗๓. พาลกโลณกคมนกถา ว่าด้วยการเสด็จไปพาลกโลณกคาม เรื่องท่านพระภคุอยู่ ณ พาลกโลณกคาม ๒๗๔. ปาจีนวังสทายคมนกถา ว่าด้วยการเสด็จไปปาจีนวังสทายวัน เรื่องท่านพระอนุรุทธะท่านพระนันทิยะและท่านพระกิมพิละ ๒๗๕. ปาริเลยยกคมนกถา ว่าด้วยการเสด็จไปป่าปาริไลยกะ เรื่องพญาช้างปาริไลยกะ๒๗๖. อัฏฐารสวัตถุกถา ว่าด้วยเรื่องที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ๑๘ ประการ เรื่องทรงแสดงเหตุแห่งความแตกแยกแก่ท่านพระสารีบุตร ณ กรุงสาวัตถี ลักษณะของภิกษุผู้เป็นอธรรมวาที ๑๘ อย่าง ลักษณะของภิกษุผู้เป็นธรรมวาที ๑๘ อย่างเรื่องทรงแสดงวิธีปฏิบัติต่อพวกภิกษุผู้ก่อความทะเลาะวิวาท พระเถระกราบทูลถามถึงวิธีปฏิบัติ พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลถามวิธีปฏิบัติ อนาถบิณฑิกคหบดีกราบทูลถามวิธีปฏิบัติ นางวิสาขามิคารมาตากราบทูลถามวิธีปฏิบัติ เรื่องให้เสนาสนะที่ว่างแก่พวกภิกษุผู้ก่อความทะเลาะวิวาท เรื่องจัดเสนาสนะให้ว่างสำหรับพวกภิกษุผู้ก่อความทะเลาะวิวาท เรื่องให้อามิสเท่าๆ กัน๒๗๗. โอสารณานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตรับเข้าหมู่ซึ่งภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรม ๒๗๘. สังฆสามัคคีกถา ว่าด้วยสังฆสามัคคี วิธีทำสังฆสามัคคีและกรรมวาจา ๒๗๙. อุปาลิสังฆสามัคคีปุจฉา ว่าด้วยพระอุบาลีกราบทูลถามถึงสังฆสามัคคี เรื่องทรงแสดงสังฆสามัคคี ๒ อย่างแก่ท่านพระอุบาลี สังฆสามัคคี ๒ อย่าง เรื่องไม่ถูกตำหนิโดยศีลอุบาลีคาถา๒๘๐. รวมเรื่องที่มีในโกสัมพิกขันธกะ

Scripture

๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ ว่าด้วยพระกัสสปโคตร เรื่องพระกัสสปโคตรผู้อยู่ประจำในอาวาส ณ วาสภคาม ๒๓๕. อธัมมวัคคาทิกัมมกถา ว่าด้วยกรรมที่แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมเป็นต้น เรื่องภิกษุชาวกรุงจัมปาทำกรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมเป็นต้น เรื่องพระผู้มีพระภาคตรัสห้ามเพราะไม่ชอบธรรม กรรม ๔ ประเภท ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา ว่าด้วยกรรมที่ญัตติวิบัติเป็นต้น เรื่องแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ กรรม ๖ ประเภท อธิบายกรรมไม่ชอบธรรม อธิบายกรรมที่แบ่งพวกทำ อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันทำ อธิบายกรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

8 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๘. จีวรขันธกะ] ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ ๙. จัมเปยยขันธกะ ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ ว่าด้วยพระกัสสปโคตร เรื่องพระกัสสปโคตรผู้อยู่ประจำในอาวาส ณ วาสภคาม

Item ๓๘๐

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา เขต กรุงจัมปา ครั้งนั้น ในแคว้นกาสี มีหมู่บ้านชื่อวาสภคาม ภิกษุชื่อกัสสปโคตรอยู่ประจำ ในอาวาสในที่นั้น ฝักใฝ่กังวลอยู่ ขวนขวายอยู่ว่า “ด้วยวิธีใดหนอ ภิกษุผู้มีศีลดีงาม ที่ยังไม่มาพึงมา และภิกษุผู้มีศีลดีงามที่มาแล้วพึงอยู่เป็นผาสุก และอาวาสนี้จะเจริญ งอกงามไพบูลย์ได้” สมัยนั้น ภิกษุจำนวนหลายรูปเที่ยวจาริกไปในแคว้นกาสี จนถึงวาสภคาม ภิกษุ กัสสปโคตรได้เห็นภิกษุเหล่านั้นเดินมาแต่ไกล จึงปูอาสนะ ตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ลุกไปรับบาตรและจีวร ต้อนรับด้วยน้ำดื่ม จัดแจงน้ำสรง แม้ ข้าวต้ม ของเคี้ยว ภัตตาหารก็จัดแจงให้ ครั้งนั้น ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ภิกษุ อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ดีจริง ได้จัดแจงน้ำสรง แม้ข้าวต้ม ของเคี้ยว ภัตตาหาร ก็จัดแจงให้ เอาเถอะพวกเราพักอยู่ในวาสภคามนี้แหละ” ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้น ได้พักอยู่ในวาสภคามนั้นเอง ต่อมา ภิกษุกัสสปโคตรได้มีความคิดดังนี้ว่า “ภิกษุอาคันตุกะเหล่านี้ไม่ต้อง ลำบากในฐานะที่เป็นพระอาคันตุกะ เวลานี้ภิกษุอาคันตุกะเหล่านี้ที่ไม่ชำนาญทางโคจร ก็ชำนาญแล้ว การทำความจัดแจงในตระกูลคนอื่นจนตลอดชีวิตทำได้ยาก อนึ่ง @เชิงอรรถ : @ ทางโคจร หมายถึงหนทางที่จะไปบิณฑบาต สถานที่เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าว (วิ.อ. ๓/๓๕๗/๓๙๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๐} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ การออกปากขอย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย เราไม่พึงจัดแจง ข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหาร” แล้วเลิกจัดแจงข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหาร ลำดับนั้น ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นปรึกษากันว่า “ท่านทั้งหลาย เมื่อก่อนนี้ ภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้จัดแจงน้ำสรง แม้ข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหารก็จัดแจงให้ เวลานี้ ภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ไม่จัดแจงข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหารแล้ว ท่าน ทั้งหลาย บัดนี้ภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ไม่ดีเสียแล้ว เอาเถอะพวกเราจงลง อุกเขปนียกรรมภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ออกไป” ครั้งนั้น ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้น ประชุมกัน ได้กล่าวกะภิกษุกัสสปโคตรนั้นดังนี้ว่า “ท่าน เมื่อก่อน ท่านจัดแจงน้ำสรง แม้ข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหารก็จัดให้ เวลานี้ไม่จัดแจงข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหาร เสียแล้ว ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม” ภิกษุกัสสปโคตรกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น” ครั้งนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะได้ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุกัสสปโคตร เพราะการ ไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ลำดับนั้น ภิกษุกัสสปโคตรได้มีความคิดดังนี้ว่า “เราไม่รู้เรื่องนี้ว่า ‘นั่นเป็นอาบัติ หรือไม่เป็นอาบัติ เราต้องอาบัติหรือไม่ต้องอาบัติ เราถูกลงอุกเขปนียกรรม หรือ ไม่ถูกลงอุกเขปนียกรรม ด้วยกรรมที่ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ถูกต้องหรือไม่ ถูกต้อง ควรแก่เหตุหรือไม่ควรแก่เหตุ’ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเดินทางไปกรุงจัมปา แล้วกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเกี่ยวกับเรื่องนั้น” ครั้งนั้น ภิกษุกัสสปโคตรเก็บเสนาสนะถือบาตรและจีวร เดินทางไปกรุงจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งลง ณ ที่สมควร พุทธประเพณี การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๑} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุกัสสปโคตรดังนี้ว่า “ภิกษุ เธอยัง สบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ เธอเดินทางไกลมาไม่ลำบากหรือ เธอมาจาก ที่ไหน” ภิกษุกัสสปโคตรกราบทูลว่า “ยังสบายดี พระพุทธเจ้าข้า ยังพอเป็นอยู่ได้ พระพุทธเจ้าข้า และข้าพระองค์เดินทางไกลมาไม่ลำบาก พระพุทธเจ้าข้า ในชนบท แคว้นกาสีมีหมู่บ้านชื่อวาสภะ ข้าพระองค์อยู่ประจำในอาวาสในที่นั้น ฝักใฝ่ในการ ก่อสร้าง ขวนขวายอยู่ว่า ‘ด้วยวิธีใดหนอ ภิกษุผู้มีศีลดีงามที่ยังไม่มาพึงมา และ ภิกษุผู้มีศีลดีงามที่มาแล้วพึงอยู่เป็นผาสุก และอาวาสนี้จะเจริญงอกงามไพบูลย์ได้’ พระพุทธเจ้าข้า ต่อมา ภิกษุจำนวนหลายรูปเที่ยวจาริกไปในแคว้นกาสี จนถึง วาสภคาม ข้าพระองค์ได้เห็นภิกษุเหล่านั้นเดินมาแต่ไกล จึงปูอาสนะ ตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ลุกไปรับบาตรและจีวร ต้อนรับด้วยน้ำดื่ม จัดแจงน้ำสรง แม้ข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหารก็จัดแจงให้ พระพุทธเจ้าข้า ครั้งนั้น ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า ‘ท่าน ทั้งหลาย ภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ดีจริง ได้จัดแจงน้ำสรง แม้ข้าวต้มของเคี้ยว ภัตตาหารก็จัดแจงให้ เอาเถอะพวกเราพักอยู่ในวาสภคามนี้แหละ’ ภิกษุอาคันตุกะ เหล่านั้นได้พักอยู่ในวาสภคามนั้นเอง พระพุทธเจ้าข้า ต่อมา ข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ภิกษุอาคันตุกะ เหล่านี้ไม่ต้องลำบากในฐานะที่เป็นพระอาคันตุกะ เวลานี้ภิกษุอาคันตุกะเหล่านี้ที่ไม่ ชำนาญทางโคจรก็ชำนาญแล้ว การทำความจัดแจงในตระกูลคนอื่นจนตลอดชีวิตทำ ได้ยาก อนึ่ง การออกปากขอย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย เราไม่พึงจัดแจงข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหาร’ แล้วเลิกจัดแจงข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหาร พระพุทธเจ้าข้า ลำดับนั้น ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นปรึกษากันว่า ‘ท่านทั้งหลาย เมื่อก่อนนี้ ภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้จัดแจงน้ำสรง แม้ข้าวต้มของเคี้ยวภัตตา หารก็จัดแจงให้ เวลานี้ ภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ไม่จัดแจงข้าวต้ม ของเคี้ยว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๒} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ ภัตตาหารแล้ว ท่านทั้งหลาย บัดนี้ ภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ ไม่ดีเสียแล้ว เอาเถอะ พวกเราจงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุที่อยู่ประจำในอาวาสรูปนี้ออกไป” พระพุทธเจ้าข้า ครั้งนั้น ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นประชุมกัน ได้กล่าวกับ ข้าพระองค์ดังนี้ว่า “ท่าน เมื่อก่อนท่านจัดแจงน้ำสรง แม้ข้าวต้ม ของเคี้ยว ภัตตาหาร ก็จัดแจงให้ เวลานี้ไม่จัดแจงข้าวต้มของเคี้ยวภัตตาหารเสียแล้ว ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม” ข้าพระองค์กล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น” พระพุทธเจ้าข้า ครั้งนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะได้ลงอุกเขปนียกรรมข้าพระองค์ เพราะการไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘เราไม่รู้เรื่องนี้ว่า นั่นเป็นอาบัติหรือไม่เป็นอาบัติ เราต้องอาบัติหรือไม่ต้องอาบัติ เราถูกลงอุกเขปนียกรรมหรือไม่ถูกลงอุกเขปนียกรรม ด้วยกรรมที่ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ควรแก่เหตุหรือไม่ควร แก่เหตุ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเดินทางไปกรุงจัมปาแล้วกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค เกี่ยวกับเรื่องนั้น’ ข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาจากวาสภคามนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุ นั่นไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ เธอ ไม่ต้องอาบัติ เธอต้องอาบัติหามิได้ เธอไม่ถูกลงอุกเขปนียกรรม เธอถูกลงอุกเขปนีย กรรมหามิได้ เธอถูกลงอุกเขปนียกรรมด้วยกรรมที่ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ไม่ควร แก่เหตุ เธอจงไปอยู่ในวาสภคามนั่นแหละ” ภิกษุกัสสปโคตรทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้วลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วกลับไปสู่วาสภคาม

Item ๓๘๑

ครั้งนั้น ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นมีความกังวลใจ มีความเดือดร้อน ใจปรึกษากันว่า “ไม่ใช่ลาภของพวกเรา พวกเราไม่มีลาภหนอ พวกเราได้ชั่วแล้วหนอ พวกเราได้ไม่ดีแล้วหนอ ที่ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่ต้องอาบัติ เพราะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๓} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ เรื่องที่ไม่สมควร เพราะเหตุไม่สมควร เอาเถอะ พวกเราจะเดินทางไปกรุงจัมปาแล้ว แสดงโทษที่ล่วงเกินโดยยอมรับผิดในพุทธสำนัก” ลำดับนั้น ภิกษุอาคันตุกะพวกนั้น ได้เก็บเสนาสนะ ถือบาตรและจีวรเดินทาง ไปกรุงจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสนทนาปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะ ทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ พวกเธอเดินทางไกลมาไม่ลำบากหรือ พวกเธอมาจากที่ไหน” พวกภิกษุอาคันตุกะกราบทูลว่า “สบายดี พระพุทธเจ้าข้า ยังพอเป็นอยู่ได้ พระพุทธเจ้าข้า และพวกข้าพระองค์เดินทางไกลมาไม่ลำบาก พระพุทธเจ้าข้า ใน ชนบทแคว้นกาสี มีหมู่บ้านชื่อวาสภคาม พวกข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาจากวาสภคาม พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ ที่อยู่ประจำในอาวาสหรือ” พวกภิกษุอาคันตุกะกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “พวกเธอลงอุกเขปนียกรรมเพราะเรื่องอะไร เพราะเหตุไร” พวกภิกษุอาคันตุกะกราบทูลว่า “เพราะเรื่องที่ไม่สมควร เพราะเหตุไม่สมควร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวก เธอไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๔} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๔. กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ โมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติ เพราะเรื่องที่ไม่สมควร เพราะเหตุที่ไม่สมควรเล่า โมฆบุรุษทั้งหลาย การทำอย่าง นี้มิได้เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วทรง แสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติ เพราะเรื่องไม่สมควร เพราะเหตุไม่สมควร สงฆ์หมู่ใด ลงอุกเขปนียกรรม ต้องอาบัติทุกกฏ” ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้ลุกจากอาสนะ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งซบ ศีรษะลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า “พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำความผิดเพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ที่ได้ลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติ เพราะเรื่องที่ไม่ควร เพราะเหตุไม่สมควร ขอพระ ผู้มีพระภาคทรงโปรดรับการขอขมา เพื่อความสำรวมต่อไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เอาเถิด ภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอทั้งหลายได้ กระทำความผิดเพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ที่ได้ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติ เพราะเรื่องที่ไม่ควร เพราะเหตุไม่สมควร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ พวกเธอเห็นความผิดเป็นความผิดแล้ว แก้ไขให้ถูกต้อง ข้อนั้นเรายอมรับ ภิกษุทั้งหลาย เพราะการที่บุคคลเห็นความผิดเป็นความผิดแล้วแก้ไขให้ถูกต้องและสำรวมต่อไป นี้เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยะ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๕} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๕. อธัมมวัคคาทิกัมมกถา ๒๓๕. อธัมมวัคคาทิกัมมกถา ว่าด้วยกรรมที่แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมเป็นต้น เรื่องภิกษุชาวกรุงจัมปาทำกรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมเป็นต้น

Item ๓๘๒

สมัยนั้น พวกภิกษุในกรุงจัมปาทำกรรมเช่นนี้ คือ ทำกรรม แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม ทำกรรม แบ่งพวกโดยชอบธรรม ทำกรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ทำกรรมพร้อมเพรียง กันโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุรูปเดียวลงอุกเขปนียกรรมภิกษุรูปเดียวบ้าง ภิกษุรูป เดียวลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ ๒ รูปบ้าง ภิกษุรูปเดียวลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ หลายรูปบ้าง ภิกษุรูปเดียวลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง ภิกษุ ๒ รูปลง อุกเขปนียกรรมภิกษุรูปเดียวบ้าง ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ ๒ รูปบ้าง ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุหลายรูปบ้าง ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรม สงฆ์บ้าง ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุรูปเดียวบ้าง ภิกษุหลายรูปลง อุกเขปนียกรรมภิกษุ ๒ รูปบ้าง ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุหลายรูปบ้าง ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง @เชิงอรรถ : @ ธรรมปฏิรูป แปลว่า ธรรมปลอม,ธรรมเทียม,ธรรมที่ไม่แท้ ในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวถึงสัทธรรมที่ไม่แท้ @ที่ชื่อว่าสัทธรรมปฏิรูป ๒ อย่างคือ @๑. อธิคมสัทธรรมปฏิรูป คือ ธรรมที่เป็นเหตุเศร้าหมองแห่งวิปัสสนาญาณ เช่น โอภาส ญาณ ปีติ @ปัสสัทธิ สุข เป็นต้น ที่เป็นเหตุให้จิตหวั่นไหว @๒. ปริยัตติสัทธรรมปฏิรูป ได้แก่ สิ่งที่ไม่ใช่พระพุทธพจน์ คือ คัมภีร์คุฬหวินัย คัมภีร์คุฬห @เวสสันดรชาดก คัมภีร์คุฬหมโหสธชาดก คัมภีร์วรรณปิฎก คัมภีร์องคุลิมาลปิฎก คัมภีร์เวทัลลปิฎก @คัมภีร์รัฏฐปาลคัชชิตะ คัมภีร์อาฬวกคัชชิตะ ที่ไม่ได้ยกขึ้นสู่การสังคายนา ๓ ครั้ง อยู่นอกเหนือจาก @กถาวัตถุ ๕ เหล่านี้ ธาตุกถา อารัมมณกถา อสุภกถา ญาณกถา วิชชากรัณฑกะ (สํ.นิ.อ. ๒/๑๕๖/๒๒๓-๒๒๔) @เป็นคำสอนของอธรรมวาทีนิกายต่างๆ ที่แสดงช่วงก่อนสังคายนาครั้งที่ ๓ และมีการสอบ @ถามเมื่อคราวสังคายนาครั้งที่ ๓ ชื่อคัมภีร์เหล่านี้มีกล่าวถึงในอรรถกถา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๖} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๕. อธัมมวัคคาทิกัมมกถา บรรดาภิกษุผู้มักน้อย จึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุใน กรุงจัมปาจึงทำกรรมเช่นนี้เล่า คือ ทำกรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม ฯลฯ สงฆ์ ลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง” ครั้นแล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ ทรงทราบ ฯลฯ พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุในกรุง จัมปาทำกรรมเช่นนี้ คือ ทำกรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม ฯลฯ สงฆ์ลงอุกเขปนีย กรรมสงฆ์บ้าง จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิทรงแสดงธรรมีกถา แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า เรื่องพระผู้มีพระภาคตรัสห้ามเพราะไม่ชอบธรรม

Item ๓๘๓

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเป็นกรรมที่แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม ไม่จัดเป็น กรรมและไม่ควรทำ ถ้าเป็นกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม ไม่จัดเป็น กรรมและไม่ควรทำ ถ้าเป็นกรรมที่แบ่งพวกโดยชอบธรรม ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ ควรทำ ถ้าเป็นกรรมที่แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ถ้า กรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุรูป เดียวลงอุกเขปนียกรรมภิกษุรูปเดียว ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุรูปเดียว ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ ๒ รูป ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุรูปเดียวลง อุกเขปนียกรรมภิกษุหลายรูป ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุรูปเดียวลง อุกเขปนียกรรมสงฆ์ ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุรูปเดียว ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุ ๒ รูป ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ หลายรูป ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์ ไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๗} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๕. อธัมมวัคคาทิกัมมกถา จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุรูปเดียว ไม่จัด เป็นกรรมและไม่ควรทำ ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ ๒ รูป ไม่จัดเป็น กรรมและไม่ควรทำ ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุหลายรูป ไม่จัดเป็นกรรม และไม่ควรทำ ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์ ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์ ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ กรรม ๔ ประเภท

Item ๓๘๔

ภิกษุทั้งหลาย กรรม มี ๔ ประเภทเหล่านี้ คือ ๑. กรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม (อธัมมวัคคกรรม) ๒. กรรมพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม (อธัมมสมัคคกรรม) ๓. กรรมแบ่งพวกโดยชอบธรรม (ธัมมวัคคกรรม) ๔. กรรมพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม (ธัมมสมัคคกรรม) ภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม นี้ชื่อว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรแก่เหตุ เพราะไม่ชอบธรรม เพราะแบ่งพวก ภิกษุทั้งหลาย กรรมเช่นนี้ไม่ควรทำและเราก็ไม่อนุญาต ภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบ ธรรมนี้ชื่อว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรแก่เหตุ เพราะไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย กรรม เช่นนี้ไม่ควรทำและเราก็ไม่อนุญาต ภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่แบ่งพวกโดยชอบธรรมนี้ก็ ชื่อว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรแก่เหตุ เพราะแบ่งพวก ภิกษุทั้งหลาย กรรมเช่นนี้ไม่ควร ทำและเราก็ไม่อนุญาต ภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยชอบ ธรรมนี้ชื่อว่าถูกต้อง ควรแก่เหตุ เพราะชอบธรรม เพราะพร้อมเพรียงกัน ภิกษุ ทั้งหลาย กรรมเช่นนี้ควรทำและเราก็อนุญาต {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๘} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘พวกเรา จะทำกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม” ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา ว่าด้วยกรรมที่ญัตติวิบัติเป็นต้น

Item ๓๘๕

สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำกรรมเช่นนี้ คือ ทำกรรมแบ่งพวก โดยไม่ชอบธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม ทำกรรมแบ่งพวกโดย ชอบธรรม ทำกรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ทำกรรมพร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป ทำกรรมที่ญัตติวิบัติแต่อนุสาวนาสมบูรณ์บ้าง ทำกรรมที่อนุสาวนาวิบัติแต่ญัตติ สมบูรณ์บ้าง ทำกรรมที่ญัตติวิบัติอนุสาวนาวิบัติบ้าง ทำกรรมเว้นจากธรรม บ้าง ทำ กรรมเว้นจากวินัยบ้าง ทำกรรมเว้นจากสัตถุศาสน์บ้าง ทำกรรมที่ถูกค้านแล้วและ ขืนทำ ไม่ชอบธรรม เป็นกรรมไม่ถูกต้อง ไม่ควรแก่เหตุบ้าง บรรดาภิกษุผู้มักน้อย จึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ จึงทำกรรมเช่นนี้เล่า คือ ทำกรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงกัน โดยไม่ชอบธรรม ทำกรรมแบ่งพวกโดยชอบธรรม ทำกรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ทำกรรมพร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป ทำกรรมที่ญัตติวิบัติแต่อนุสาวนาสมบูรณ์ บ้าง ทำกรรมที่อนุสาวนาวิบัติแต่ญัตติสมบูรณ์บ้าง ทำกรรมที่ญัตติวิบัติอนุสาวนา วิบัติบ้าง ทำกรรมเว้นจากธรรมบ้าง ทำกรรมเว้นจากวินัยบ้าง ทำกรรมเว้นจาก สัตถุศาสน์บ้าง ทำกรรมที่ถูกค้านแล้วและขืนทำ ไม่ชอบธรรม เป็นกรรมไม่ถูกต้อง ไม่ควรแก่เหตุบ้าง ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ @เชิงอรรถ : @ เว้นจากธรรม คือ ไม่ทำกรรมด้วยเรื่องที่เป็นจริง ได้แก่ตามเรื่องที่เกิดขึ้น และไม่ทำกรรมโดยธรรม @(วิ.อ. ๓/๓๘๕/๒๓๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๖๙} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ทำ กรรมเช่นนี้จริงหรือ คือ แบ่งพวกทำกรรมโดยไม่ชอบธรรม ฯลฯ ทำกรรมที่ถูกค้าน แล้วและขืนทำ ไม่ชอบธรรม เป็นกรรมไม่ถูกต้อง ไม่ควรแก่เหตุบ้าง” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมี กถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า เรื่องแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ

Item ๓๘๖

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเป็นกรรมที่แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม ไม่จัดเป็นกรรม และไม่ควรทำ ถ้าเป็นกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม ไม่จัดเป็นกรรม และ ไม่ควรทำ ถ้าเป็นกรรมที่แบ่งพวกโดยชอบธรรม ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ถ้าเป็นกรรมที่แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ถ้าเป็น กรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูปไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ถ้าเป็นกรรมญัตติวิบัติแต่อนุสาวนาสมบูรณ์ ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ถ้า เป็นกรรมอนุสาวนาวิบัติแต่ญัตติสมบูรณ์ ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ถ้าเป็นกรรม ที่ญัตติวิบัติ อนุสาวนาวิบัติ ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ กรรมที่เว้นจากธรรม ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ กรรมที่เว้นจากวินัย ไม่ จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ กรรมที่เว้นจากสัตถุศาสน์ ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ ถ้ากรรมที่ถูกค้านแล้วขืนทำ ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้องและไม่ควรแก่เหตุ ก็ไม่จัดเป็น กรรมและไม่ควรทำ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๗๐} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา กรรม ๖ ประเภท

Item ๓๘๗

ภิกษุทั้งหลาย กรรมมี ๖ ประเภทเหล่านี้ คือ ๑. กรรมไม่ชอบธรรม (อธัมมกรรม) ๒. กรรมแบ่งพวก (วัคคกรรม) ๓. กรรมพร้อมเพรียงกัน (สมัคคกรรม) ๔. กรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป (ธัมมปฏิรูปวัคคกรรม) ๕. กรรมพร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป (ธัมมปฏิรูปสมัคคกรรม) ๖. กรรมพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม (ธัมมสมัคคกรรม) อธิบายกรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ชอบธรรม อะไรบ้าง คือ ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติ ทุติยกรรม ถ้าทำกรรมด้วยญัตติ ๑ ครั้ง ไม่สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่ ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าทำกรรมด้วยญัตติ ๒ ครั้ง แต่ไม่ สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าทำกรรมด้วยกรรมวาจา ๑ ครั้ง แต่ไม่ ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าทำกรรมด้วยกรรมวาจา ๒ ครั้ง แต่ไม่ ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยญัตติ ๑ ครั้ง แต่ไม่ สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยญัตติ ๒ ครั้ง แต่ไม่ สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้ เป็นชื่อของบาลี (พระไตรปิฎก) (วิ.อ. ๓/๓๘๗/๒๓๙) ไม่ชอบธรรม จึงหมายถึง ไม่ถูกต้อง @ตามพระบาลี ไม่ถูกต้องตามพระพุทธพจน์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๗๑} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยญัตติ ๓ ครั้ง แต่ไม่ สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยญัตติ ๔ ครั้ง แต่ไม่ สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยกรรมวาจา ๑ ครั้ง แต่ไม่ ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยกรรมวาจา ๒ ครั้ง แต่ไม่ ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยกรรมวาจา ๓ ครั้ง แต่ไม่ ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าทำกรรมด้วยกรรมวาจา ๔ ครั้ง แต่ไม่ ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมไม่ชอบธรรม (๑) อธิบายกรรมที่แบ่งพวกทำ ภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมที่แบ่งพวก อะไรบ้าง คือ ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติ ทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้มา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะก็ไม่ได้นำมา ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้าก็คัดค้าน ชื่อว่า กรรมที่แบ่งพวก ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมา แต่ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะไม่ได้นำมา ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้า กันแล้วคัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวก ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะก็ได้นำมาแล้ว แต่ภิกษุที่อยู่พร้อม หน้ากันแล้วคัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๗๒} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะก็ยังไม่ได้นำมา ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้า ก็คัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวก ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมา แต่ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะไม่ได้นำมา ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้า กันแล้วคัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวก ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้น มา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะก็นำมาแล้ว แต่ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วคัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวก ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมที่แบ่งพวก (๒) อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันทำ ภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมที่พร้อมเพรียงกัน อะไรบ้าง คือ ภิกษุทั้งหลาย ใน ญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมา ฉันทะ ของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะก็ได้นำมาแล้ว ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วก็ไม่คัดค้าน ชื่อว่า กรรมที่พร้อมเพรียงกัน ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะได้นำมาแล้ว ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้า กันแล้วก็ไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่พร้อมเพรียงกัน ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมที่พร้อมเพรียงกัน (๓) อธิบายกรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมที่แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป อะไรบ้าง คือ ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๗๓} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา กำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะไม่ได้นำมา พวกที่อยู่พร้อมหน้าก็คัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมา แต่ฉันทะของภิกษุผู้ ควรแก่ฉันทะไม่ได้นำมา ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วก็คัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่ง พวกโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ ฉันทะก็นำมาแล้ว แต่ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วคัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวก โดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มา ฉันทะของภิกษุผู้ควร แก่ฉันทะก็ไม่ได้นำมา ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วคัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่ง พวกโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว แต่ฉันทะของภิกษุ ผู้ควรแก่ฉันทะไม่ได้นำมา ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้าก็คัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่แบ่งพวก โดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ฉันทะของภิกษุ ผู้ควรแก่ฉันทะก็นำมาแล้ว แต่ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วคัดค้าน ชื่อว่ากรรมที่ แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมที่แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป (๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๗๔} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๙. จัมเปยยขันธกะ] ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป อะไรบ้าง คือ ภิกษุ ทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลังภิกษุผู้เข้า กรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะ ก็นำมาแล้ว ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วก็ไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงกัน โดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ฉันทะของภิกษุผู้ควร แก่ฉันทะก็นำมาแล้ว ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียง กันโดยธรรมปฏิรูป ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมพร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป (๕) อธิบายกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม อะไรบ้าง คือ ภิกษุ ทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าตั้งญัตติก่อน ทำกรรมด้วยกรรมวาจา ๑ ครั้ง ภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ฉันทะของ ภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะก็นำมาแล้ว ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วก็ไม่คัดค้าน ชื่อว่า กรรมพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าตั้งญัตติก่อน ทำกรรมด้วยกรรม วาจา ๓ ครั้งภายหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมกำหนดจำนวนไว้เท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะก็นำมาแล้ว ภิกษุที่อยู่พร้อมหน้ากันแล้วก็ไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม (๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๗๕}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้