This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระวินัยปิฎก

อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม

Text only · no interpretationข้อ ๑๙๖–๑๙๘พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒3 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม

๑๙๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ สงฆ์หรือภิกษุ หลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็น อาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูปหรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโส ทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะทำคืน สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม. อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ และไม่ทำคืนอาบัติสงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัติ นั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีอาบัติที่จะทำคืน สงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติและฐานไม่ทำคืน ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม. อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ และไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์หรือภิกษุ หลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติ ที่จะเห็น ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ทำคืนอาบัติ และไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติ ที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโส ทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีอาบัติที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอ เสียฐานไม่เห็นอาบัติฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตเมนํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ {๑๙๖.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ {๑๙๖.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ

๑๙๗

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ สงฆ์ หรือ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? เธอกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมเห็นขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ชื่อว่ากรรม ไม่เป็นธรรม อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมจักทำคืนขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม. อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโส ทั้งหลาย ผมจักสละ ขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม. อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ และทำคืนอาบัติ .... เป็นผู้เห็นอาบัติ และสละทิฏฐิลามก .... เป็นผู้ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก .... เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมี ทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมเห็น ขอรับ ผมจัก ทำคืน ขอรับ ผมจักสละ ขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐาน ไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม. อุกเขปนียกรรมที่เป็นธรรม

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปฏิกริสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ {๑๙๗.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปสฺสามิ อาม ปฏิกริสฺสามิ อาม ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ

๑๙๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม. อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะทำคืน สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม. อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม. อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ .... เป็นผู้เห็นอาบัติ และสละทิฏฐิลามก .... เป็นผู้ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก .... เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือ ภิกษุหลายรูป หรือ รูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีอาบัติที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละคืนทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมํ ฯ {๑๙๘.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ นตฺถิ เม ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมนฺติ ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย