สงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรม
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ จุลวรรค ภาค ๑ สงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรม
สมัยนั้นแล พระอุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติ ในท่ามกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้ อยู่ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระอุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ จึงได้ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณ แล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคๆ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุอุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณ แล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงทำตัสสปาปิยสิกา- *กรรม แก่ภิกษุอุปวาฬ ก็แล สงฆ์พึงทำอย่างนี้ พึงโจทภิกษุอุปวาฬก่อน ครั้นแล้วพึงให้เธอ ให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ ทราบ ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:- กรรมวาจาทำตัสสปาปิยสิกากรรม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุอุปวาฬนี้ถูกซักถาม ถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอุปวาฬ นี้เป็นญัตติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุอุปวาฬนี้ถูกซักถามถึง อาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ สงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรม @ กรรมอันสงฆ์พึงทำ เพราะความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้บาป สงฆ์ได้ทำแก่ภิกษุอุปวาฬ @เป็นครั้งแรก ฯ แก่ภิกษุอุปวาฬ การทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอุปวาฬ ชอบแก่ ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สอง ... ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม ... ตัสสปาปิยสิกากรรมอันสงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุอุปวาฬ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ ตัสสปาปิยสิกากรรมเป็นธรรม ๕ อย่าง
เตน โข ปน สมเยน อุปวาโฬ ภิกฺขุ สงฺฆมชฺเฌ อาปตฺติยา อนุยุญฺชิยมาโน อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ อญฺเญน อญฺญํ ปฏิจรติ สมฺปชานมุสา ภาสติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อุปวาโฬ ภิกฺขุ สงฺฆมชฺเฌ อาปตฺติยา อนุยุญฺชิยมาโน อวชานิตฺวา ปฏิชานิสฺสติ ปฏิชานิตฺวา อวชานิสฺสติ อญฺเญน อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ สมฺปชานมุสา ภาสิสฺสตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฯเปฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ เตนหิ ภิกฺขเว สงฺโฆ อุปวาฬสฺส ภิกฺขุโน ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรตุ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กาตพฺพํ ฯ ปฐมํ อุปวาโฬ ภิกฺขุ โจเทตพฺโพ โจเทตฺวา สาเรตพฺโพ สาเรตฺวา อาปตฺติ อาโรเปตพฺพา อาปตฺตึ อาโรเปตฺวา พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๖๑๔.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ อุปวาโฬ ภิกฺขุ สงฺฆมชฺเฌ อาปตฺติยา อนุยุญฺชิยมาโน อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ อญฺเญน อญฺญํ ปฏิจรติ สมฺปชานมุสา ภาสติ ฯ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ อุปวาฬสฺส ภิกฺขุโน ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย ฯ เอสา ญตฺติ ฯ {๖๑๔.๒} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ อุปวาโฬ ภิกฺขุ สงฺฆมชฺเฌ อาปตฺติยา อนุยุญฺชิยมาโน อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ อญฺเญน อญฺญํ ปฏิจรติ สมฺปชานมุสา ภาสติ ฯ สงฺโฆ อุปวาฬสฺส ภิกฺขุโน ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ฯ ยสฺสายสฺมโต ขมติ อุปวาฬสฺส ภิกฺขุโน ตสฺสปาปิยสิกากมฺมสฺส กรณํ โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ {๖๑๔.๓} ทุติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ กตํ สงฺเฆน อุปวาฬสฺส ภิกฺขุโน ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตัสสปาปิยสิกากรรมเป็นธรรม ๕ อย่างนี้ คือ:- ๑. ภิกษุเป็นผู้ไม่สะอาด ๒. เป็นอลัชชี ๓. เป็นผู้ถูกโจท ๔. สงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่เธอ ๕. สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำโดยธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตัสสปาปิยสิกากรรมเป็นธรรม ๕ อย่างนี้แล ฯ
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว ธมฺมิกานิ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมสฺส กรณานิ อสุจิ จ โหติ อลชฺชี จ สานุวาโท จ ตสฺส สงฺโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ธมฺเมน สมคฺเคน อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจ ธมฺมิกานิ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมสฺส กรณานิ ฯ