เรื่องพระยสกากัณฑกบุตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องพระยสกากัณฑกบุตร
สมัยนั้น ท่านพระยสกากัณฑกบุตรเที่ยวจาริกในวัชชีชนบทถึง พระนครเวสาลี ข่าวว่า ท่านพระยสกากัณฑกบุตรพักอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น ฯ
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ยโส กากณฺฑกปุตฺโต วชฺชีสุ จาริกญฺจรมาโน เยน เวสาลี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ อายสฺมา ยโส กากณฺฑกปุตฺโต เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ
สมัยนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี ถึงวันอุโบสถ เอาถาดทองสัมฤทธิ์ตักน้ำเต็มตั้งไว้ ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ กล่าวแนะนำอุบาสกอุบา- *สิกาชาวเมืองเวสาลี ที่มาประชุมกันอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงถวายรูปิยะแก่สงฆ์ กหาปณะหนึ่งก็ได้ กึ่งกหาปณะก็ได้ บาทหนึ่งก็ได้ มาสกหนึ่งก็ได้ สงฆ์จักมี กรณียะด้วยบริขาร เมื่อพระวัชชีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระยสกากัณฑบุตรจึง กล่าวกะอุบาสกอุบาสิกาชาวเมืองเวสาลีว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้ถวาย รูปิยะแก่สงฆ์ กหาปณะหนึ่งก็ตาม กึ่งกหาปณะก็ตาม บาทหนึ่งก็ตาม มาสกหนึ่ง ก็ตาม ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและ เงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร มีแก้วและทองวางเสียแล้ว ปราศจาก ทองและเงิน อุบาสกอุบาสิกาชาวเมืองเวสาลี แม้อันท่านพระยสกากัณฑกบุตร กล่าวอยู่อย่างนี้ ก็ยังขืนถวายรูปิยะแก่สงฆ์ กหาปณะหนึ่งบ้าง กึ่งกหาปณะบ้าง บาทหนึ่งบ้าง มาสกหนึ่งบ้าง ครั้นล่วงราตรีนั้นแล้ว พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี ได้จัดส่วนแบ่ง เงินนั้นตามจำนวนภิกษุแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระยสกากัณฑกบุตรว่า ท่านพระยส เงินจำนวนนี้เป็นส่วนของท่าน ท่านพระยสกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย ฉันไม่มีส่วนเงิน ฉันไม่ยินดีเงิน ฯ
เตน โข ปน สมเยน เวสาลิกา วชฺชิปุตฺตกา ภิกฺขู ตทหุโปสเถ กํสจาฏึ อุทเกน ปูเรตฺวา มชฺเฌ ภิกฺขุสงฺฆสฺส ฐเปตฺวา อาคตาคเต เวสาลิเก อุปาสเก เอวํ วเทนฺติ เทถาวุโส สงฺฆสฺส กหาปณมฺปิ อฑฺฒมฺปิ ปาทมฺปิ มาสกรูปมฺปิ ภวิสฺสติ สงฺฆสฺส ปริกฺขาเรน กรณียนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา ยโส กากณฺฑกปุตฺโต เวสาลิเก อุปาสเก เอตทโวจ มา อาวุโส อทตฺถ สงฺฆสฺส กหาปณมฺปิ อฑฺฒมฺปิ ปาทมฺปิ มาสกรูปมฺปิ น กปฺปติ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ชาตรูปรชตํ น สาทิยนฺติ สมณา สกฺยปุตฺติยา ชาตรูปรชตํ นปฺปฏิคฺคณฺหนฺติ สมณา สกฺยปุตฺติยา ชาตรูปรชตํ นิกฺขิตฺตมณิสุวณฺณา สมณา สกฺยปุตฺติยา อเปตชาตรูปรชตาติ ฯ เอวมฺปิ โข เวสาลิกา อุปาสกา อายสฺมตา ยเสน กากณฺฑกปุตฺเตน วุจฺจมานา อทํสุเยว สงฺฆสฺส กหาปณมฺปิ อฑฺฒมฺปิ ปาทมฺปิ มาสกรูปมฺปิ ฯ อถโข เวสาลิกา วชฺชิปุตฺตกา ภิกฺขู ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ตํ หิรญฺญํ ภิกฺขุคฺเคน ปฏิวิสํ ฐเปตฺวา ภาเชสุํ ฯ อถโข เวสาลิกา วชฺชิปุตฺตกา ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ ยสํ กากณฺฑกปุตฺตํ เอตทโวจุํ เอโส เต อาวุโส ยส หิรญฺญสฺส ปฏิวิโสติ ฯ นตฺถิ เม อาวุโส หิรญฺญสฺส ปฏิวิโส นาหํ หิรญฺญํ สาทิยามีติ ฯ
ครั้งนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย พระยสกากัณฑกบุตรนี้ ด่า บริภาษ อุบาสกอุบาสิกา ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ เขาไม่เลื่อมใส เอาละ พวกเราจะลงปฏิสารณียกรรมแก่ท่าน แล้วได้ลงปฏิสารณีย- *กรรมแก่พระยสกากัณฑกบุตรนั้น ครั้งนั้น ท่านพระยสกากัณฑกบุตร ได้กล่าวกะพวกพระวัชชีบุตรชาวเมือง เวสาลีว่า ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า สงฆ์พึงให้พระอนุทูต แก่ภิกษุผู้ถูกลงปฏิสารณียกรรม ขอพวกเธอจงให้พระอนุทูตแก่ฉัน จึงพวกพระ- *วัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีได้สมมติภิกษุรูปหนึ่งให้เป็นอนุทูต แก่ท่านพระยสกา- *กัณฑกบุตร ต่อมา ท่านพระยสกากัณฑกบุตร พร้อมด้วยพระอนุทูตพากันเข้าไป สู่พระนครเวสาลี แล้วชี้แจงแก่อุบาสกอุบาสิกาชาวเมืองเวสาลีว่า อาตมาผู้กล่าว สิ่งไม่เป็นธรรม ว่าไม่เป็นธรรม สิ่งเป็นธรรม ว่าเป็นธรรม สิ่งไม่เป็นวินัย ว่าไม่เป็นวินัย สิ่งเป็นวินัย ว่าเป็นวินัย เขาหาว่าด่า บริภาษท่านอุบาสกอุบาสิกา ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ไม่เลื่อมใส ฯ เครื่องเศร้าหมองของพระจันทร์พระอาทิตย์ ๔ อย่าง
อถโข เวสาลิกา วชฺชิปุตฺตกา ภิกฺขู อยํ อาวุโส ยโส กากณฺฑกปุตฺโต อุปาสเก สทฺเธ ปสนฺเน อกฺโกสติ ปริภาสติ อปฺปสาทํ กโรติ หนฺทสฺส มยํ ปฏิสารณียกมฺมํ กโรมาติ ฯ เต ตสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ อกํสุ ฯ อถโข อายสฺมา ยโส กากณฺฑกปุตฺโต เวสาลิเก วชฺชิปุตฺตเก ภิกฺขู เอตทโวจ ภควตา อาวุโส ปญฺญตฺตํ ปฏิสารณียกมฺมกตสฺส ภิกฺขุโน อนุทูโต ทาตพฺโพติ เทถ เม อาวุโส อนุทูตํ ภิกฺขุนฺติ ฯ อถโข เวสาลิกา วชฺชิปุตฺตกา ภิกฺขู เอกํ ภิกฺขุํ สมฺมนฺนิตฺวา อายสฺมโต ยสสฺส กากณฺฑกปุตฺตสฺส อนุทูตํ อทํสุ ฯ อถโข อายสฺมา ยโส กากณฺฑกปุตฺโต อนุทูเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ เวสาลึ ปวิสิตฺวา เวสาลิเก อุปาสเก เอตทโวจ อหํ กิรายสฺมนฺเต อุปาสเก สทฺเธ ปสนฺเน อกฺโกสามิ ปริภาสามิ อปฺปสาทํ กโรมิ โยหํ อธมฺมํ อธมฺโมติ วทามิ ธมฺมํ ธมฺโมติ วทามิ อวินยํ อวินโยติ วทามิ วินยํ วินโยติ วทามิ ฯ
พระยสกากัณฑกบุตรกล่าวต่อไปว่า ท่านทั้งหลาย สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขต พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พระจันทร์พระอาทิตย์เศร้าหมอง เพราะเครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการนี้ จึงไม่แผดแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง เครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ๑. พระจันทร์ พระอาทิตย์ เศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้าหมอง คือ หมอก จึงไม่แผดแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๒. พระจันทร์ พระอาทิตย์ เศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้าหมอง คือ น้ำค้าง จึงไม่แผดแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๓. พระจันทร์ พระอาทิตย์ เศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้าหมอง คือ ละอองควัน จึงไม่แผดแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๔. พระจันทร์ พระอาทิตย์ เศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้าหมอง คืออสุริน- *ทราหู จึงไม่แผดแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระจันทร์ พระอาทิตย์ เศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้า- *หมอง ๔ ประการนี้แล จึงไม่แผดแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ฉันใด เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ ๔ อย่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้า หมอง ๔ ประการนี้ จึงไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่ไพโรจน์ เครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการ เป็นไฉน ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ดื่มสุรา ดื่มเมรัย ไม่งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ข้อที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่ไพโรจน์ ๒. อนึ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเสพเมถุนธรรม ไม่งดเว้นจากเมถุน- *ธรรม นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ข้อที่สอง ซึ่งเป็นเหตุให้สมณ- *พราหมณ์พวกหนึ่ง เศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่ไพโรจน์ ๓. อนึ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งยินดีทองและเงิน ไม่งดเว้นจากการ รับทองและเงิน นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ข้อที่สาม ซึ่งเป็นเหตุ ให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่ไพโรจน์ ๔. อนึ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพ ไม่งดเว้นจาก มิจฉาชีพ นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ข้อที่สี่ ซึ่งเป็นเหตุให้สมณ- *พราหมณ์พวกหนึ่ง เศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่ไพโรจน์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้า หมอง ๔ ประการนี้แล จึงไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่ไพโรจน์ ฉันนั้น ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำนี้ ครั้นแล้วพระสุคตผู้ศาสดาได้ตรัสประพันธคาถา มีเนื้อความ ว่าดังนี้:-
เอกมิทํ อาวุโส สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข อาวุโส ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อพฺภํ ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ มหิกา ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ธูมรโช ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ วิโรจนฺติ ราหุ ภิกฺขเว อสุรินฺโท จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว จตฺตาโรเม สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา สุรํ ปิวนฺติ เมรยํ ปิวนฺติ สุราเมรยปานา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว ปฐโม สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ปุน จปรํ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวนฺติ เมถุนธมฺมา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว ทุติโย สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ปุน จปรํ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา ชาตรูปรชตํ สาทิยนฺติ ชาตรูปรชตปฺปฏิคฺคหณา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว ตติโย สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ปุน จปรํ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา มิจฺฉาชีเวน ชีวิตํ กปฺเปนฺติ มิจฺฉาชีวา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺตีติ ฯ อิทมโวจาวุโส ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
สมณพราหมณ์เศร้าหมอง เพราะราคะและโทสะ เป็นคนอัน อวิชชาหุ้มห่อ เพลิดเพลิน รูปที่น่ารัก เป็นคนไม่รู้ พวกหนึ่ง ดื่มสุราเมรัย พวกหนึ่งเสพเมถุน พวกหนึ่งยินดีเงินและทอง พวกหนึ่งเป็นอยู่โดยมิจฉาชีพ เครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ พระ พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสว่า เป็นเหตุ ให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่บริสุทธิ์ มีกิเลสธุลีดุจมฤค ถูกความมืดรัดรึง เป็นทาส ตัณหา พร้อมด้วยกิเลส เครื่องนำไปสู่ภพ ย่อมเพิ่มพูนสถาน ทิ้งซากศพให้มาก ย่อมถือเอาภพใหม่ต่อไป ฯ
ราคโทสปริกฺลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา อวิชฺชานีวุตา โปสา ปิยรูปาภินนฺทิโน สุรํ ปิวนฺติ เมรยํ ปฏิเสวนฺติ เมถุนํ รชตํ ชาตรูปญฺจ สาทิยนฺติ อวิทฺทสู มิจฺฉาชีเวน ชีวนฺติ เอเก สมณพฺราหฺมณา เอเต อุปกฺกิเลสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ อสุทฺธา สรชา มิคา อนฺธกาเรน โอนทฺธา ตณฺหาทาสา สเนตฺติกา วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ อาทิยนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ
ข้าพเจ้าผู้มีวาทะอย่างนี้กล่าวสิ่งไม่เป็นธรรม ว่าไม่เป็นธรรม สิ่งเป็นธรรม ว่าเป็นธรรม สิ่งไม่เป็นวินัย ว่าไม่เป็นวินัย สิ่งเป็นวินัย ว่าเป็น วินัย เขาหาว่า ด่า บริภาษ อุบาสกอุบาสิกา ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ไม่ เลื่อมใส ฯ
เอวํวาที กิราหํ อายสฺมนฺเต อุปาสเก สทฺเธ ปสนฺเน อกฺโกสามิ ปริภาสามิ อปฺปสาทํ กโรมิ โยหํ อธมฺมํ อธมฺโมติ วทามิ ธมฺมํ ธมฺโมติ วทามิ อวินยํ อวินโยติ วทามิ วินยํ วินโยติ วทามิ ฯ