ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม ต้องเดือดร้อน ผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อน…
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน
พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความ เดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึง ความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านโจทโดยกาลไม่ควร ไม่โจทโดยกาลอันควร ท่านต้องเดือดร้อน ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่โจทด้วยเรื่องจริง ท่านต้องเดือดร้อน ๓. ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำสุภาพ ท่านต้องเดือดร้อน ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วยเรื่อง ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน ๕. ท่านมุ่งร้ายโจท มิใช่มีเมตตาจิตโจท ท่านต้องเดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วย อาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุแม้อื่น ไม่พึงสำคัญเรื่องที่โจทด้วย คำเท็จ ฯ ผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน
อธมฺมโจทกสฺส ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ อธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ อกาเลนายสฺมา โจเทสิ โน กาเลน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อภูเตนายสฺมา โจเทสิ โน ภูเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย ผรุเสนายสฺมา โจเทสิ โน สเณฺหน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อนตฺถสญฺหิเตนายสฺมา โจเทสิ โน อตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย โทสนฺตโร อายสฺมา โจเทสิ โน เมตฺตจิตฺโต อลนฺเต วิปฺปฏิสารายาติ อธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ยถา น อญฺโญปิ ภิกฺขุ อภูเตน โจเทตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ
พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้อง เดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้อง เดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลไม่ควร ไม่ถูกโจทโดยกาลอันควร ท่านไม่ต้อง เดือดร้อน ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่ได้ถูกโจทด้วยเรื่องจริง ท่านไม่ต้อง เดือดร้อน ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำหยาบ ไม่ถูกโจทด้วยคำสุภาพ ท่านไม่ต้อง เดือดร้อน ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ได้ถูกโจทด้วย เรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๕. ท่านถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ไม่ถูกโจทด้วยเมตตาจิต ท่านไม่ต้อง เดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อนด้วยอาการ ทั้ง ๕ นี้ ฯ ผู้โจทก์โดยเป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน
อธมฺมจุทิตสฺส ปน ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ อธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ อกาเลนายสฺมา จุทิโต โน กาเลน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อภูเตนายสฺมา จุทิโต โน ภูเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย ผรุเสนายสฺมา จุทิโต โน สเณฺหน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อนตฺถสญฺหิเตนายสฺมา จุทิโต โน อตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย โทสนฺตเรนายสฺมา จุทิโต โน เมตฺตจิตฺเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสารายาติ อธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ
พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความ ไม่เดือดร้อน ด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความ ไม่เดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่โจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านไม่ต้อง เดือดร้อน ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านไม่ต้อง เดือดร้อน ๓. ท่านโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่โจทด้วยคำหยาบ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๕. ท่านมีเมตตาจิตโจท ไม่ใช่มุ่งร้ายโจท ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุแม้อื่นก็พึงสำคัญว่าควรโจทด้วยเรื่องจริง ฯ ผู้ถูกโจทโดยธรรมต้องเดือดร้อน
ธมฺมโจทกสฺส ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ ธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ กาเลนายสฺมา โจเทสิ โน อกาเลน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย ภูเตนายสฺมา โจเทสิ โน อภูเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย สเณฺหนายสฺมา โจเทสิ โน ผรุเสน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อตฺถสญฺหิเตนายสฺมา โจเทสิ โน อนตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย เมตฺตจิตฺโต อายสฺมา โจเทสิ โน โทสนฺตโร อลนฺเต อวิปฺปฏิสารายาติ ธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ยถา อญฺโญปิ ภิกฺขุ ภูเตน โจเทตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ
พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความ เดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความ เดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่ถูกโจทโดยกาลอันไม่ควร ท่าน ต้องเดือดร้อน ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่าน ต้องเดือดร้อน ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยคำหยาบ ท่านต้อง เดือดร้อน ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่อง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน ๕. ท่านถูกโจทด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่ถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ท่านต้อง เดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้แล ฯ ผู้โจทก์พึงมนสิการธรรม ๕ ประการ
ธมฺมจุทิตสฺส ปน ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ ธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ กาเลนายสฺมา จุทิโต โน อกาเลน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย ภูเตนายสฺมา จุทิโต โน อภูเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย สเณฺหนายสฺมา จุทิโต โน ผรุเสน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อตฺถสญฺหิเตนายสฺมา จุทิโต โน อนตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย เมตฺตจิตฺเตนายสฺมา จุทิโต โน โทสนฺตเรน อลนฺเต วิปฺปฏิสารายาติ ธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ
พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึง มนสิการธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ อย่างไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น คือ:- ๑. ความการุญ ๒. ความหวังประโยชน์ ๓. ความเอ็นดู ๔. ความออกจากอาบัติ ๕. ความทำวินัยเป็นเบื้องหน้า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ อย่าง นี้ไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น ฯ ผู้ถูกโจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ
โจทเกน ภนฺเต ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน กตี ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ การุญฺญตา หิเตสิตา อนุกมฺปิตา อาปตฺติวุฏฺฐานตา วินยปุเรกฺขารตาติ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ
พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ความจริง ๑ ความไม่ขุ่นเคือง ๑ ฯ ปาติโมกขฐปนขันธกะ ที่ ๙ จบ ในขันธกะนี้มี ๓๐ เรื่อง ๒ ภาณวาร -----------------------------------------------------
จุทิเตน ปน ภนฺเต ภิกฺขุนา กตีสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาตพฺพนฺติ ฯ จุทิเตนุปาลิ ภิกฺขุนา ทฺวีสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาตพฺพํ สจฺเจ จ อกุปฺเป จาติ ฯ ปาติโมกฺขฏฺฐปนกฺขนฺธกํ นิฏฺฐิตํ นวมํ ฯ อิมมฺหิ ขนฺธเก วตฺถู ตึส ฯ ภาณวารา เทฺว ฯ -----------